เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 261 เจ้ายังหวลงตัวเองอีก

ตอนที่ 261 เจ้ายังหวลงตัวเองอีก

ตอนที่ 261 เจ้ายังหวลงตัวเองอีก


หยุนอิ๋งนำขบวนอันยิ่งใหญ่ของราชวงศ์ตระกูลหยุนลงมาเยือนดินแดนตงฮวงอย่างเอิกเกริก

นอกจากตัวหยุนอิ๋งเองแล้ว ยอดฝีมือของราชวงศ์ตระกูลหยุนที่ติดตามมาด้วย ล้วนใช้สายตาที่ดูแคลนและรังเกียจอย่างสุดซึ้งกวาดมองทุกสิ่งรอบตัว

พวกเขาปรารถนาอย่างยิ่งที่จะทำภารกิจนี้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด แล้วรีบถอนตัวจากไป

"ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ว่าสรุปแล้วมันเกิดเรื่องอันใดขึ้น?"

"สถานที่ห่างไกลความเจริญเยี่ยงนี้ กลับมีคนกล้าสามหาวล่วงเกินราชวงศ์ตระกูลหยุนของเราเชียวหรือ"

"ช่างรนหาที่ตายนัก โทษของมันคือสมควรตายเป็นหมื่นครั้ง!"

เสียงเย้ยหยันและจองหองดังขึ้นระงมอย่างต่อเนื่อง

จากนั้น คนของราชวงศ์ตระกูลหยุนเหล่านี้ก็ทะยานร่างตามหลังหยุนอิ๋ง มุ่งหน้าไปยังทิศทางของสำนักกระบี่วิญญาณด้วยท่าทีดุดัน

"......"

ณ สำนักกระบี่วิญญาณ

เบื้องหน้าของซูหานและเป่ยชิวเสวี่ย คืออู่เย่ว์เอ๋อร์และหลินชิงเหยา

หญิงสาวทั้งสองมองดูซูหานและเป่ยชิวเสวี่ย แววตาของพวกนางเปี่ยมไปด้วยความอิจฉาและตื่นเต้น

"พรสวรรค์ของพวกเจ้าสองคนช่างร้ายกาจดั่งปีศาจจริงๆ"

"บรรลุถึงขอบเขตบรรลุมรรคผลเร็วกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก"

อู่เย่ว์เอ๋อร์กล่าวพร้อมกับยิ้มขื่น

อีกทั้งพวกนางก็คาดไม่ถึงเลยว่า ในช่วงที่พวกนางมีระดับพลังไม่เพียงพอ จนไม่ได้ติดตามสำนักกระบี่วิญญาณไปยังพื้นที่แห่งนั้นเพื่อค้นหามหาชีพจรวิญญาณ

ซูหานและพรรคพวกกลับกวาดล้างขุมกำลังอย่างตำหนักหลิงเซียวจนพินาศย่อยยับ

นี่เป็นเรื่องที่แม้แต่จะคิดยังไม่กล้าคิดด้วยซ้ำ

ยิ่งไปกว่านั้น นางยังได้ยินบิดาเล่าว่า หากครานี้ไม่มีซูหาน เกรงว่าสำนักกระบี่วิญญาณคงกลายเป็นเพียงประวัติศาสตร์ไปแล้ว

แน่นอนว่านางรู้สึกโชคดีเป็นอย่างยิ่งที่ซูหานไม่ได้เข้าร่วมกับตำหนักหลิงเซียว แต่กลับเลือกเข้าสำนักกระบี่วิญญาณ

และสิ่งที่ทำให้นางตื่นตระหนกยิ่งกว่า คือซูหานและชิวเสวี่ยต่างบรรลุถึงขอบเขตบรรลุมรรคผลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ซูหานฉีกยิ้มกว้างกล่าวว่า

"ศิษย์พี่เย่ว์เอ๋อร์ ศิษย์พี่ชิงเหยา หากมองดูกันในดินแดนตงฮวงแห่งนี้ พรสวรรค์ของพวกท่านถือว่าแข็งแกร่งกว่าผู้คนส่วนใหญ่มากนัก"

"ขอเพียงมีเวลามากพอ ขอบเขตบรรลุมรรคผลก็เป็นเรื่องง่ายดายยิ่งนัก"

อู่เย่ว์เอ๋อร์และหลินชิงเหยาย่อมรู้ดีว่าซูหานเพียงแค่พูดปลอบใจพวกนาง

แน่นอนว่าพวกนางก็ไม่ได้ท้อถอยหรือสิ้นหวังในตัวเองเช่นกัน

"อืมๆ"

"วางใจเถอะ"

"พวกเราจะพยายามให้มากขึ้นอย่างแน่นอน เพื่อไล่ตามพวกเจ้าให้ทัน"

อู่เย่ว์เอ๋อร์กล่าวพร้อมรอยยิ้ม

ซูหานกล่าวว่า

"ต้องอย่างนี้สิ"

คนทั้งกลุ่มนั่งสนทนากันอยู่บนยอดเขาต้นกำเนิดวิญญาณ

ทว่าซูหานกลับดูเหมือนเป็นคนนอกเสียอย่างนั้น

เป่ยชิวเสวี่ย อู่เย่ว์เอ๋อร์ และหลินชิงเหยา หญิงสาวทั้งสามล้วนมีรูปโฉมงดงามล่มเมือง พวกนางจับกลุ่มคุยกันเจื้อยแจ้วจนเขาแทบจะแทรกบทสนทนาไม่ได้เลย

ถึงกระนั้น มันก็เป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลายและสบายใจดีไม่หยอก

เวลาล่วงเลยไปราวหนึ่งก้านธูป

ซูหานสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง

เขาทอดสายตาไปยังทิศทางนั้น

สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นราบเรียบและเย็นเยียบ

ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ!

มวลอากาศเบื้องหน้าห่างออกไปสั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างกะทันหัน ในพริบตาต่อมา ร่างของคนกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น

สีหน้าของคนเหล่านั้นล้วนเย็นชา

หนึ่งในนั้นมีหญิงสาวผู้มีใบหน้างดงามสะคราญ

ทันทีที่นางปรากฏตัว

ก็ดึงดูดความสนใจจากผู้คนไปได้ไม่น้อย

ช่างเป็นขบวนที่ดูยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม

"นั่นมันผู้ใดกัน?"

"มุ่งหน้ามายังพื้นที่ของสำนักกระบี่วิญญาณเสียด้วย"

"คงไม่ใช่ราชวงศ์ตระกูลหยุนหรอกกระมัง"

วินาทีนี้

ผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างสังเกตเห็นกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหน้าสำนักกระบี่วิญญาณ

ทุกคนล้วนประหลาดใจ

ว่าบุคคลที่ปรากฏกายเหล่านี้เป็นผู้ใดกันแน่

แม้จะอยู่ห่างออกไปไกล แต่พวกเขาก็ยังคงสัมผัสได้ถึงแรงกดดันและความน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของหยุนอิ๋งและคนอื่นๆ แรงกดดันนั้นชวนให้ผู้คนรู้สึกอกสั่นขวัญแขวน

บรรพชนสำนักกระบี่วิญญาณ รวมถึงฮั่วอัน อู่หลัว และคนอื่นๆ ปรากฏตัวขึ้นบนท้องฟ้าในชั่วพริบตา

พวกเขาตั้งท่าเตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มที่

ฟุ่บ!

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง

ซูหานเร่งเร้าวิชาย่างก้าวเทพวายุ พุ่งมาปรากฏตัวเบื้องหน้าฮั่วอันและบรรดาผู้อาวุโสอย่างรวดเร็ว

"ซูหาน พวกเขา..."

อู่หลัวมองไปยังซูหาน

ซูหานพยักหน้า

"น่าจะเป็นราชวงศ์ตระกูลหยุนจากดินแดนจงโจวขอรับ"

"เป็นราชวงศ์ตระกูลหยุนจริงๆ ด้วย"

บรรพชนสำนักกระบี่วิญญาณกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมลงเล็กน้อย

ฮั่วอันและคนอื่นๆ ล้วนมีสีหน้าหนักอึ้ง

กลิ่นอายที่พวกเขาสัมผัสได้จากร่างของคนเหล่านั้นช่างน่าสะพรึงกลัวราวกับขุนเขาอันหนักอึ้งที่กดทับลงมาจนแทบหายใจไม่ออก

ทรงพลัง น่าหวาดหวั่น และน่าตื่นตระหนกยิ่งนัก

ช่องว่างของพลังมันช่างห่างชั้นกันเกินไปแล้ว

นี่หรือคือยอดฝีมือจากดินแดนจงโจว?

"ซูหาน?"

หยุนอิ๋งทอดสายตามองไปยังซูหานที่ยืนอยู่ข้างบรรพชนสำนักกระบี่วิญญาณ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

ซูหานยิ้มตอบ

"ข้าเอง"

"เรียกคนที่อยู่เบื้องหลังเจ้าออกมาเสียเถอะ"

หยุนอิ๋งกล่าวอย่างสงบ

ซูหานเงียบไป

หยุนอิ๋งจ้องมองเขา นางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า

"เจ้าไม่มั่นใจในตัวผู้พิทักษ์ของเจ้าหรือ?"

ซูหานส่ายหน้า

หยุนอิ๋งขมวดคิ้วเรียวสวย

“เพื่ออะไรเล่า?”

ซูหานมองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

"ข้ากลัวว่านางจะซ้อมท่านจนตายน่ะสิ"

หยุนอิ๋ง "..."

"ไอ้เด็กบัดซบ! แค่ผู้พิทักษ์ที่อยู่เบื้องหลังเจ้าจะสามารถสังหารใต้เท้าหยุนอิ๋งได้งั้นรึ? ช่างไม่เจียมกะลาหัวเอาเสียเลย!"

"ความแข็งแกร่งของใต้เท้าหยุนอิ๋งคือยอดฝีมือขอบเขตสร้างสรรค์ ผู้พิทักษ์ที่อยู่เบื้องหลังเจ้า ต่อให้แข็งแกร่งเพียงใด เกรงว่าอย่างมากก็แค่ขอบเขตกงล้อชะตาขั้นสูงสุดเท่านั้นแหละ"

"เอามาเทียบกับใต้เท้าหยุนอิ๋งไม่ได้แม้แต่น้อย!"

ด้านหลังหยุนอิ๋ง เมื่อมีคนได้ยินคำพูดอันโอหังของซูหาน ก็อดไม่ได้ที่จะสบถด่าทอออกมาด้วยความโกรธแค้น

ไอ้เด็กนี่สมองมีปัญหาหรืออย่างไร

ถึงกล้าปากดีว่าผู้พิทักษ์เบื้องหลังของมันจะสามารถซ้อมใต้เท้าหยุนอิ๋งจนตายได้

นี่มันจงใจยั่วยุใต้เท้าหยุนอิ๋งชัดๆ

รนหาที่ตายแท้ๆ!

ครืนน!

กลิ่นอายของคนผู้นั้นค่อยๆ ปะทุออกมา

เผยให้เห็นระดับพลังขอบเขตกงล้อชะตาอย่างชัดเจน

กงล้อชะตาที่เปี่ยมไปด้วยพลังทำลายล้างอย่างสุดแสนก่อตัวขึ้นรอบกาย

ชั่วพริบตา ลำแสงก็สาดส่องเจิดจ้าบาดตา

มันปลดปล่อยหมัดพุ่งตรงเข้าใส่ซูหานในทันที

ทรงพลังและดุดันถึงขีดสุด

ราวกับห้วงมิติถูกฉีกกระชากออกจากกันในชั่วอึดใจ

นัยน์ตาของซูหานวาวโรจน์ด้วยความดุร้าย เขาเร่งเร้าพลังกายาบรรพกาลขั้นที่ 3 ระลอกคลื่นพลังอันน่าตื่นตะลึงไหลเวียนอยู่บนชั้นผิวหนัง พริบตาเดียวเงาหมัดก็ส่งเสียงคำรามกึกก้อง

ปะทะเข้ากับการโจมตีของอีกฝ่ายโดยตรง

ตูม!!

เสียงปะทะอันน่าครั่นคร้ามดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ

สีหน้าของซูหานแปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ร่างของเขาถูกกระแทกถอยครูดไปหลายจั้ง ใบหน้าฉายแววเย็นเยียบขึ้นมาเล็กน้อย

ยอดฝีมือขอบเขตกงล้อชะตาที่ลงมือโจมตีมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย เขามองไปยังซูหาน

"เจ้าไม่ได้อยู่ขอบเขตเทวะหรอกรึ?"

คนในราชวงศ์ตระกูลหยุนอย่างหยุนเจ๋อและหยุนมู่ล้วนบอกว่าซูหานมีพลังเพียงขอบเขตเทวะเท่านั้น

แต่จากความรู้สึกในการปะทะเมื่อครู่

ระดับพลังของซูหานได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตบรรลุมรรคผลแล้วอย่างชัดเจน

ซูหานขมวดคิ้ว นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองอีกฝ่ายและกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

"ขอบเขตเทวะที่เจ้าพูดถึงน่ะ มันเป็นเมื่อปีก่อนไปตั้งนานแล้ว"

ปีก่อนงั้นรึ?

คนผู้นั้นมีสีหน้าเย็นเยียบถึงขีดสุด

นี่มันเพิ่งจะผ่านไปไม่กี่วันเองนะ

กลายเป็นของปีก่อนไปแล้วเนี่ยนะ

"ขอบเขตบรรลุมรรคผล?"

ผู้คนจำนวนมากรอบด้านล้วนมีสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีด

"ซูหานผู้นั้นบรรลุถึงขอบเขตบรรลุมรรคผลแล้ว!"

"นี่มันจะน่ากลัวเกินไปแล้ว"

"บิดา…มันเถอะ"

"ซูหานผู้นี้ร้ายกาจดั่งปีศาจจริงๆ"

ฝูงชนในที่นั้นไม่รู้จะสรรหาคำใดมาเยินยอซูหานได้อีกแล้ว

ทำได้เพียงใช้คำว่าปีศาจมาอธิบาย

อายุเพียงเท่านี้

กลับบรรลุถึงขอบเขตบรรลุมรรคผลแล้ว?

นั่นมันระดับพลังของยอดฝีมือชั้นบรรพชนในขุมกำลังใหญ่ๆ เลยนะ

เมื่อนึกถึงตอนที่ตำหนักหลิงเซียวและขุมอำนาจอื่นๆ ลงมือกับสำนักกระบี่วิญญาณ ก็รู้สึกน่าขันขึ้นมา ปีศาจแบบนี้พวกเจ้ายังกล้าไปแหย่อีกหรือ

หากเจ้าตำหนักหลิงเซียวล่วงรู้ถึงความแข็งแกร่งของซูหานในยามนี้ เกรงว่าเขาคงจะฟื้นคืนชีพจากปรโลกขึ้นมาตบหน้าตัวเองสักสองฉาดเป็นแน่

หยุนอิ๋งไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกไปกับความสงสัยของคนรอบข้าง นางเพียงแค่มองซูหานด้วยสายตาจริงจัง

"เจ้าคือปีศาจจริงๆ ด้วย"

"เรื่องนี้แม้แต่ข้ายังต้องยอมรับ"

ซูหานพยักหน้ารับ

"ข้าเองก็รู้ว่าข้ามันปีศาจ อันที่จริงพวกท่านไม่ต้องคอยพูดย้ำก็ได้นะ"

หยุนอิ๋ง "..."

"เจ้าไม่เพียงแต่มีพรสวรรค์สูงส่ง แต่ยังหลงตัวเองอีกต่างหาก..."

ซูหาน "???"

ผู้คนรอบด้าน "..."

เป่ยชิวเสวี่ยและบรรดาหญิงสาวที่ได้ยินเช่นนั้น ต่างก็เผยรอยยิ้มออกมาโดยไม่ได้นัดหมาย

หยุนอิ๋งยังคงจ้องมองซูหานต่อไป

"เจ้าแน่ใจนะว่าจะไม่เรียกผู้พิทักษ์ของเจ้าออกมา?"

"..."

จบบทที่ ตอนที่ 261 เจ้ายังหวลงตัวเองอีก

คัดลอกลิงก์แล้ว