- หน้าแรก
- ถอนพิษจอมนาง สู่วิถีผู้ไร้เทียมทาน
- ตอนที่ 238 ความพ่ายแพ้ของบรรพชนสำนักกระบี่วิญญาณ
ตอนที่ 238 ความพ่ายแพ้ของบรรพชนสำนักกระบี่วิญญาณ
ตอนที่ 238 ความพ่ายแพ้ของบรรพชนสำนักกระบี่วิญญาณ
ระหว่างฟ้าดินก้องกังวานไปด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบจนถึงกระดูกของบรรพชนสำนักกระบี่วิญญาณ
บรรพชนทั้งสามแห่งตำหนักหลิงเซียวจ้องมองบรรพชนสำนักกระบี่วิญญาณอย่างมืดหม่น ประกายความหนาวเหน็บในดวงตาวาบวับไม่หยุดนิ่ง
หนึ่งในนั้นหัวเราะเบาๆ แฝงไว้ด้วยความดูแคลน
"คิดจะใช้เพียงตัวเจ้าคนเดียว มาหยุดยั้งพวกเราทั้งสามงั้นหรือ?"
"มรดกของจุนเจ่อเทียนสิงในวันนี้ พวกเราต้องได้มาครองอย่างแน่นอน!"
"หากเจ้าคิดจะขัดขวาง ก็ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด!"
ปฐมบรรพชนกล่าวตัดบทด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยือก
"ฟึ่บ"
พร้อมกับเสียงที่ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่มแผ่นดินทลายที่ปะทุขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทำลายความเงียบสงัดลง
ประกายความหนาวเหน็บในดวงตาของบรรพชนทั้งสามแห่งตำหนักหลิงเซียวสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง แปรเปลี่ยนเป็นเจตนาสังหารอันมีพลังทำลายล้างในชั่วพริบตา พุ่งตรงเข้าใส่บรรพชนสำนักกระบี่วิญญาณราวกับลูกธนูที่หลุดจากแล่ง
ทว่า บนใบหน้าของกลุ่มคนที่เฝ้าดูอย่างฮั่วอัน กลับไม่มีความปีติยินดีใดๆ เลย
ตรงกันข้าม บนใบหน้ากลับเผยให้เห็นถึงความหนักอึ้ง
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับบรรพชนขอบเขตบรรลุมรรคผลทั้งสามของฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายของตนเองกลับมีบรรพชนคอยคุมเชิงอยู่เพียงคนเดียว สถานการณ์สามต่อหนึ่งนี้ ย่อมเต็มไปด้วยอันตรายและมีโอกาสรอดน้อยนิดอย่างไม่ต้องสงสัย
ในพริบตานั้น เสียงกึกก้องของสนามรบที่สั่นสะเทือนฟ้าดินก็ระเบิดขึ้นระหว่างฟ้าดิน
บรรพชนแห่งสำนักกระบี่วิญญาณกำกระบี่ในมือแน่น ประกายความหนาวเหน็บอันแหลมคมพุ่งปรี๊ดออกมาจากดวงตา วาดกระบี่ฟันออกไปอย่างไม่ลังเล ปราณกระบี่ที่เฉียบคมพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ปราณกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งฉีกกระชากห้วงมิติอันว่างเปล่าในพริบตา เผยให้เห็นถึงพลังทำลายล้างอันสุดขั้วที่พุ่งเข้ามา
บรรพชนทั้งสามของตำหนักหลิงเซียวนัยน์ตาเย็นเยียบถึงขีดสุด หัวเราะอย่างเหี้ยมเกรียม
ฝ่ามือถูกกดลงเบื้องล่างอย่างรุนแรง
ครืน
ในพริบตานั้นพลังมากมายก็พุ่งทะยานเข้ามา ปะทะเข้ากับการโจมตีของบรรพชนสำนักกระบี่วิญญาณ
เสียงที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดระเบิดขึ้นระหว่างฟ้าดินชั่วขณะหนึ่ง พลังวิญญาณราวกับถูกบีบอัดจนระเบิดออกในเวลานี้ มันแตกกระจายอย่างบ้าคลั่ง ก่อเกิดเป็นทะเลแห่งการทำลายล้าง
ทำให้ผู้คนจำนวนมากที่อยู่รอบๆ ล้วนหน้าถอดสีด้วยความตกใจ
"นี่แหละคือพลังของยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคผล"
เงาร่างของแต่ละคนจ้องมองสี่คนที่กำลังต่อสู้กันอยู่กลางอากาศ
นัยน์ตาเป็นประกายด้วยความหวาดผวา
พลังที่ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคผลแสดงออกมานั้นค่อนข้างน่าสะพรึงกลัวทีเดียว
แม้ว่าพวกเขาจะอยู่ห่างออกไปไกลมากก็ตาม
ก็ยังคงสามารถจับสัมผัสถึงพลังที่แฝงอยู่ในตัวของยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคผลได้
การต่อสู้ดุเดือดระหว่างฟ้าดิน
จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้เดือดพล่าน
"หึหึ"
ลั่วเซียวแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
"ฮั่วอัน ยอมแพ้เสียเถอะ"
"บรรพชนของสำนักกระบี่วิญญาณพวกเจ้า ไม่คู่ควรที่จะต่อกรกับยอดฝีมือระดับบรรพชนทั้งสามของตำหนักหลิงเซียวแห่งข้าเลยแม้แต่น้อย"
เขามองฮั่วอัน นัยน์ตาส่องประกายความเหยียดหยามและดูแคลน
บรรพชนทั้งสามแห่งตำหนักหลิงเซียวไม่ใช่พวกกินพืช
ฮั่วอันเงียบงัน
สีหน้าย่ำแย่มาก
ดวงตาเย็นเยียบจ้องมองลั่วเซียว ไม่มีการล่าถอยใดๆ
"เรื่องนี้ถูกดึงดูดเข้ามาโดยตำหนักหลิงเซียว"
"ต่อให้สำนักกระบี่วิญญาณจะต้องล่มสลายในวันนี้ สำนักกระบี่วิญญาณก็จะไม่มีวันยอมแพ้"
ฮั่วอันกล่าวเสียงเย็น
สีหน้าของลั่วเซียวมืดมนถึงขีดสุด ดวงตาทั้งสองข้างทอประกายเย็นเยียบ ช่างน่าตายนัก
ฮั่วอันผู้นี้ดื้อรั้นเสียจริง
"ซูหาน เพียงแค่เจ้าส่งมอบมรดกของจุนเจ่อเทียนสิงออกมา ข้าจะถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น"
ลั่วเซียวจ้องมองซูหาน เอ่ยทีละคำ
ตอนนี้เขาต้องการมรดกของจุนเจ่อเทียนสิงอย่างเร่งด่วน
ซูหานนิ่งเงียบ เขามองลั่วเซียวด้วยสายตาเรียบเฉย พลางแค่นหัวเราะเย็นชา
"ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าใครกันแน่ที่บอกท่านว่าข้าได้รับมรดกของจุนเจ่อเทียนสิงมา"
"มีคนเห็นหรือ หรือว่าท่านมองออกว่าตอนนี้ข้าครอบครองมรดกของจุนเจ่อเทียนสิงอยู่"
"เป็นเช่นนั้นหรือ เจ้าตำหนักลั่ว"
"เจ้า"
นัยน์ตาของลั่วเซียวเย็นเยียบ
เขาจ้องมองซูหานเขม็ง
เจตนาสังหารที่มีต่อซูหานพุ่งทะยานถึงขีดสุด
ต้องเป็นไอ้เด็กนี่แน่ๆ ที่ได้รับมรดกมา
ต้องใช่แน่
"..."
ฮั่วอันไม่เอ่ยสิ่งใด เพียงจ้องมองไปยังห้วงอากาศอย่างเย็นชา เงาร่างสี่สายบนอากาศประสานเข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่อง ก่อเกิดเป็นคลื่นการโจมตีแผ่ขยายออกไปโดยรอบ
บนร่างของบรรพชนสำนักกระบี่วิญญาณมีบาดแผลเป็นทางยาว ดูน่าตกใจยิ่งนัก
แม้ว่าบรรพชนทั้งสามแห่งตำหนักหลิงเซียวจะได้รับบาดเจ็บเช่นกัน
แต่เห็นได้ชัดว่าบาดเจ็บน้อยกว่าบรรพชนสำนักกระบี่วิญญาณ
"แย่แล้ว"
อู่หลัวกล่าวเสียงต่ำ
"หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป บรรพชนต้องแพ้แน่"
ฮั่วอันพยักหน้า
"ซูหาน ชิวเสวี่ย"
ในตอนนี้
เขาส่งเสียงทางจิต
เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้พวกลั่วเซียวได้ยิน
ดวงตาของทั้งสองสว่างวาบ ไม่เอ่ยคำใด
"ตอนนี้ขเาพูด พวกเจ้าจงฟังให้ดี ประเดี๋ยวเมื่อพื้นที่นี้เกิดความวุ่นวาย พวกเจ้าจงฉวยโอกาสหนีไป อย่าให้ใครจับพวกเจ้าได้เด็ดขาด"
"ตราบใดที่พวกเจ้ายังมีชีวิตอยู่ สำนักกระบี่วิญญาณก็จะยังมีความหวัง"
ซูหานและเป่ยชิวเสวี่ยต่างเงียบงัน
ครืน
บนห้วงมิติว่างเปล่า
การโจมตีของปฐมบรรพชนนั้นดุดัน
ฟึ่บ
นิ้วหนึ่งชี้ทะลวงสังหาร
กระบี่ยาวในมือของบรรพชนสำนักกระบี่วิญญาณสะสมพลังเตรียมพร้อม แสงกระบี่ฟาดฟันลงมาอย่างกะทันหัน เจตจำนงกระบี่อันกว้างใหญ่ไพศาลราวกับมังกรพิโรธที่ตื่นจากการหลับใหล พลิกม้วนคำรามด้วยพละกำลังอันมหาศาล
บรรพชนทั้งสามของตำหนักหลิงเซียวไม่ใส่ใจ พวกเขาแค่นเสียงในลำคอ ต่างก็กระตุ้นพลังในร่างกายของตน คลื่นแห่งการทำลายล้างก็เข้าปะทะอย่างรุนแรงกับกระบวนท่ากระบี่ของบรรพชนสำนักกระบี่วิญญาณอีกครั้ง
ชั่วพริบตานั้น พลังอันแข็งแกร่งจนน่าใจหายก็กวาดพัดออกไป กดดันอย่างเต็มเปี่ยม
"ปัง!"
หลังสิ้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหวทึบๆ ก็มีเสียงร้องครางด้วยความเจ็บปวดที่ถูกข่มกลั้นไว้ดังตามมา
"พรวด!"
เลือดสดๆ คำหนึ่งพุ่งกระฉูดออกจากปากของบรรพชนสำนักกระบี่วิญญาณ
"ฟึ่บ!"
ประกายความหนาวเหน็บในดวงตาของบรรพชนตำหนักหลิงเซียวทั้งสามสว่างวาบขึ้นมาอย่างกะทันหัน ฉวยโอกาสเพียงชั่วพริบตานี้ ต่างก็ใช้ออกด้วยกระบวนท่าสังหารที่ดุดันที่สุด พุ่งเป้าไปที่บรรพชนสำนักกระบี่วิญญาณ
เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีขนาบข้างจากทั้งสามทิศทางเบื้องหน้า บรรพชนสำนักกระบี่วิญญาณก็แผดเสียงคำรามด้วยความไม่ยินยอม กระบี่ยาวที่กำแน่นอยู่ในมือก็ระเบิดอานุภาพอันบ้าคลั่งตามไปด้วย
ชั่วพริบตานั้น พลังอันน่าสะพรึงกลัวทั้งสองสายก็เข้าปะทะกันตรงๆ อีกครั้ง ปะทุอานุภาพที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม กวาดพัดไปทั่วทั้งฟ้าดินราวกับพายุหมุน
"ตาเฒ่า เวลาของเจ้าควรจะหมดลงได้แล้ว เจ้าเพียงคนเดียวจะมาเป็นคู่มือของพวกเราทั้งสามคนได้อย่างไร"
"หึ"
เสียงเย็นเยียบดังขึ้น
ปฐมบรรพชนแค่นเสียงเย็น
พรวด
การโจมตีของบรรพชนสำนักกระบี่วิญญาณถูกบดขยี้ในพริบตา ใบหน้าของเขาซีดเผือด ในดวงตาทอประกายความหม่นหมองและไม่ยินยอม ร่างกายโซเซถอยหลังไปหลายก้าว
"น่าชังนัก!"
เขากัดฟันกรอด น้ำเสียงแฝงด้วยโทสะที่ไม่อาจกดข่มไว้ได้
เมื่อบรรดาศิษย์สำนักกระบี่วิญญาณเห็นเช่นนั้น สีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นย่ำแย่ถึงขีดสุดในทันที
"บรรพชนถึงกับพ่ายแพ้..."
"สมควรตายนัก!"
เสียงอุทานที่ถูกกดกลั้นไว้ดังก้องขึ้นสลับกันไปมาในหมู่ฝูงชน
ส่วนคนของฝ่ายตำหนักหลิงเซียวกลับส่งเสียงหัวเราะเยาะอย่างไม่ปิดบัง
"สำนักกระบี่วิญญาณ พวกเจ้ายอมแพ้แต่โดยดีเถอะ!"
"มาเป็นศัตรูกับตำหนักหลิงเซียว พวกเจ้าไม่คู่ควรเลยสักนิด!"
เจียงเย่าแห่งสำนักไท่สวี ในขณะนี้มีสีหน้ามืดครึ้มถึงขีดสุด มุมปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
สีหน้าของพวกฮั่วอันและอู่หลัวยิ่งดูไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องส่งซูหานออกไปให้ได้
ซูหานมองเจียงเย่าอย่างเย็นชา แค่นเสียงหัวเราะเย็นเยียบ
"สำนักไท่สวีเหลือพวกเจ้าแค่ไม่กี่คนแล้ว ภายหลังเกรงว่าจะต้องถูกตำหนักหลิงเซียวกลืนกินเป็นแน่"
"ยังมีหน้ามาหัวเราะอีก"
"อย่าคิดว่าแค่พวกเจ้าไม่กี่คน จะสามารถค้ำจุนสำนักไท่สวีไว้ได้นะ"
เมื่อเจียงเย่าได้ยินดังนั้นสีหน้าก็ดูย่ำแย่ลงอย่างมาก เลวร้ายสุดขีด นัยน์ตาทอประกายความเจ็บปวดและหม่นหมอง
ทางฝ่ายสำนักไท่สวีของเขาสูญเสียอย่างหนัก การจะค้ำจุนสำนักไท่สวีไว้คงเป็นเรื่องยากมาก
กลืนกินงั้นหรือ?
หากตำหนักหลิงเซียวกลืนกินสำนักไท่สวี
พวกเขาก็ไม่มีทางต่อต้านได้
ทว่าเจียงเย่ารู้ดีว่า นี่คือทางเลือกของเขา