- หน้าแรก
- วิวัฒน์ไร้ขอบเขต
- ตอนที่ 1443 ไม่คู่ควรที่จะเป็นคน
ตอนที่ 1443 ไม่คู่ควรที่จะเป็นคน
ตอนที่ 1443 ไม่คู่ควรที่จะเป็นคน
เป่ยเหลียนหันไปมองผู้ดูแล เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"ยกโต๊ะมาตัวหนึ่ง"
"ครับ"
ผู้ดูแลหันไปโบกมือ ลูกน้องที่รู้ความก็รีบเดินออกไปจัดการให้ทันที
ไม่นานนัก โต๊ะยาวตัวหนึ่งก็ถูกยกมาวางไว้ตรงหน้าของเป่ยเหลียน
ผู้อาวุโสสี่เดินไปข้างหน้า หยิบศิลามนตราที่พกติดตัวออกมา แล้ววางลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง
เขาตีหน้าขรึมและกล่าวว่า
"เด็กๆ เข้าแถวให้เป็นระเบียบ แล้วเดินเข้ามาทีละคน"
"เริ่มได้เลย"
เป่ยเหลียนพยักหน้าให้สัญญาณ
ไม่นาน เด็กคนแรกก็เดินเข้ามา เขาก้มหน้าลงด้วยความหวาดกลัว
เป่ยเหลียนปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนลง แล้วเอ่ยว่า
"วางมือลงบนศิลามนตรา วางทิ้งไว้สิบวินาทีแล้วค่อยเอาออกนะ"
"ครับ"
เด็กน้อยยื่นมือเล็กๆ ออกมา วางลงบนศิลามนตราเบาๆ และนับเลขในใจ
สิบวินาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ศิลามนตราไม่มีปฏิกิริยาใดๆ นั่นหมายความว่าเด็กคนนี้ไม่มีแก่นจิตวิญญาณ และไม่สามารถเป็นจอมเวทได้
เป่ยเหลียนมีแววตาเสียดาย เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายว่า
"เสียใจด้วยนะ เธอไม่มีแก่นจิตวิญญาณ กลับไปได้แล้วล่ะ"
"ครับ"
เด็กน้อยไม่เข้าใจสถานการณ์นัก กลับรู้สึกโล่งใจเสียด้วยซ้ำ
ท่ามกลางฝูงชนที่มุงดูอยู่ พ่อแม่ของเด็กต่างถอนหายใจด้วยความเสียดาย
"คนต่อไป"
เป่ยเหลียนกล่าวอย่างเฉยชา
เด็กผู้ชายคนที่สองอายุเพียงสิบสองปี ดูท่าทางมีหน่วยก้านดี โดยเฉพาะดวงตากลมโตคู่นั้น ดูมีชีวิตชีวาและเปี่ยมไปด้วยแก่นจิตวิญญาณ
"วางมือลงไปเลย"
เป่ยเหลียนมองด้วยแววตาคาดหวัง
ในสายตาของเธอ เด็กชายตรงหน้าน่าจะมีแก่นจิตวิญญาณสูงมาก ซึ่งนี่เป็นการคาดเดาจากรูปลักษณ์ภายนอกของเขา
ทว่าเรื่องราวกลับไม่เป็นดั่งหวัง เด็กชายคนนี้ก็ไม่มีแก่นจิตวิญญาณเช่นเดียวกัน
"เฮ้อ กลับไปเถอะ"
เป่ยเหลียนถอนหายใจ ไม่อาจคัดเลือกคนจากรูปลักษณ์ได้จริงๆ
เด็กชายทำแก้มป่อง หันหลังเดินจากไป
เด็กๆ ทยอยก้าวเข้ามา ทว่าเด็กกว่าสามสิบคนที่เข้ารับการทดสอบ กลับไม่มีใครมีแก่นจิตวิญญาณเลยแม้แต่คนเดียว
ผู้อาวุโสสี่เบิกตากว้างและกล่าวว่า
"ไม่จริงน่า เด็กตั้งเยอะแยะกลับไม่มีแก่นจิตวิญญาณเลยเหรอ?"
เขานึกถึงเป้าหมายภารกิจที่มู่เหลียงมอบหมายให้ นั่นคือการหาเด็กที่มีแก่นจิตวิญญาณให้ได้ห้าร้อยคน หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป แค่หาให้ได้ร้อยคนยังยากเลย นับประสาอะไรกับห้าร้อยคน
"ภารกิจครั้งนี้ยากกว่าที่คิดไว้เสียอีก"
เป่ยเหลียนมีแววตาจนปัญญาเช่นกัน
ผู้อาวุโสสี่ปวดหัวตึบ เอ่ยว่า
"ฟ้าใกล้จะมืดแล้ว รีบทำเวลาหน่อยเถอะ"
"อืม พรุ่งนี้ค่อยไปทำการทดสอบที่เมืองเฟิงเฉิง"
เป่ยเหลียนพยักหน้ารับ
ประชากรในเมืองเฟิงเฉิงมีมากกว่าในคลังกลาง โอกาสที่จะพบเด็กที่มีแก่นจิตวิญญาณก็ย่อมมีมากกว่า
เธอตัดสินใจว่าเดี๋ยวค่อยไปเมืองเฟิงเฉิงเพื่อพบจินเฟิง และขอให้เธอช่วยรวบรวมเด็กๆ ในเมืองมาให้
การทดสอบแก่นจิตวิญญาณของเด็กๆ ยังคงดำเนินต่อไป เด็กห้าสิบคนติดกันล้วนไม่มีแก่นจิตวิญญาณ สิ่งนี้ทำให้เป่ยเหลียนรู้สึกหดหู่ใจขึ้นมา
ทันใดนั้น ผู้อาวุโสสี่ก็ร้องอุทานด้วยความประหลาดใจแกมยินดีว่า
"เอ๊ะ สว่างแล้ว ศิลามนตราสว่างแล้ว!"
เป่ยเหลียนได้สติกลับมา เธอพุ่งความสนใจไปที่ศิลามนตราที่กำลังเปล่งแสง แม้ว่าแสงที่สว่างขึ้นจะหรี่จางมาก แต่ก็ยังทำให้เธอรู้สึกดีใจอยู่ดี
"แสงสีแดง น่าจะเป็นธาตุไฟ"
เธอมองไปยังเด็กหญิงตัวน้อยตรงหน้า แววตาอ่อนโยนลง
ผู้อาวุโสสี่กล่าวอย่างตื่นเต้นว่า
"ดีมาก เธอมีแก่นจิตวิญญาณ สามารถกลับเมืองเต่าทมิฬไปกับพวกเราได้"
"จริงหรือขอรับ?"
พ่อของเด็กหญิงเบียดตัวออกมาจากฝูงชน เขามองเป่ยเหลียนด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
"นายเป็นใคร?"
เป่ยเหลียนปรายตามองชายวัยกลางคนแวบหนึ่ง
"ผมเป็นพ่อของเธอครับ"
ชายวัยกลางคนตอบอย่างตื่นเต้น
"ไม่ใช่ เขาไม่ใช่พ่อของหนู!"
เด็กหญิงจู่ๆ ก็ตะโกนขึ้นมาอย่างตื่นตระหนก
ชายวัยกลางคนเบิกตากว้างด้วยความโกรธ เอ่ยข่มขู่ว่า
"นังเด็กบ้า แกพูดพล่อยๆ อะไรออกมา!"
เด็กหญิงหดคอหนี หลบอยู่ด้านหลังของเป่ยเหลียน ร่างกายสั่นเทาไปหมด
"เขาไม่ใช่พ่อของเธอจริงๆ งั้นเหรอ?"
เป่ยเหลียนขมวดคิ้ว
เด็กหญิงมองชายวัยกลางคนที่กำลังเกรี้ยวกราดแวบหนึ่ง ความหวาดกลัวในดวงตาไม่อาจปิดบังไว้ได้มิด
ผู้อาวุโสสี่ทำหน้าขรึมและกล่าวว่า
"มีฉันอยู่ทั้งคน เธอพูดความจริงมาเถอะ เขาไม่กล้าทำอะไรเธอหรอก"
"หนู... เขาจะตีหนูจนตาย"
ดวงตาของเด็กหญิงคลอไปด้วยหยาดน้ำตา
"ไม่หรอก ฉันรับประกัน"
เป่ยเหลียนข่มความโกรธในใจไว้ ยื่นมือไปลูบหัวเด็กหญิงเบาๆ
เด็กหญิงกัดริมฝีปากล่าง กล่าวด้วยน้ำตานองหน้าว่า
"หนู หนูถูกเขาซื้อตัวมา เขาตีหนูทุกวัน แถมยังไม่ให้หนูกินข้าวด้วย..."
ชายวัยกลางคนมีสีหน้าย่ำแย่ลง กล่าวด้วยความโกรธจัดว่า
"ไร้สาระ! ฉันเลี้ยงดูแกให้กินดีอยู่ดี แล้วตอนนี้แกตอบแทนฉันแบบนี้งั้นเหรอ?"
"เด็กคนนี้พูดไม่ผิดหรอก เขาตีเธอทุกวัน พวกเราหลายคนเคยห้ามแล้ว แต่พอยิ่งห้ามเขาก็ยิ่งตีหนักกว่าเดิม"
"ใช่แล้ว เด็กคนนี้น่าสงสารมาก ทั้งที่ตอนนี้ชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีขึ้นแล้ว แต่เธอกลับผอมลงกว่าเมื่อก่อนเสียอีก..."
เสียงสนับสนุนดังมาจากในฝูงชน สิ่งนี้ทำให้สีหน้าของชายวัยกลางคนเปลี่ยนไปมาอย่างต่อเนื่อง
เขาตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยวว่า
"พวกแกหุบปากไปให้หมด เลิกใส่ร้ายฉันได้แล้ว!"
เป่ยเหลียนมีสีหน้าเย็นชา เธอยื่นมือไปถลกแขนเสื้อของเด็กหญิงขึ้น ก็พบเห็นรอยแผลพุพองและรอยฟกช้ำเป็นวงกว้าง บริเวณข้อศอกยังมีรอยแผลเป็นยาวห้าเซนติเมตร ซึ่งมีสะเก็ดเลือดเกาะอยู่หนาเตอะ
"ไอ้เดรัจฉานเอ๊ย"
ผู้อาวุโสสี่หน้าดำทะมึน มองชายวัยกลางคนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหาร
เป่ยเหลียนกล่าวอย่างเย็นชาว่า
"ในกฎหมายและข้อบังคับของเมืองเต่าทมิฬ มีข้อห้ามอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการทารุณกรรมเด็ก"
คลังกลางถูกสร้างขึ้นโดยเมืองเต่าทมิฬ ผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ ย่อมต้องปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับของเมืองเต่าทมิฬด้วยเช่นกัน
"จับตัวมันไว้!"
ผู้อาวุโสสี่ออกคำสั่งโดยตรง
"จับมัน!"
ผู้ดูแลคลังกลางมีสีหน้าเย็นชา โบกมือออกคำสั่งอย่างหนักแน่น
ภายในใจของเขาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและโกรธแค้น การเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นในคลังกลางที่ตนเองดูแล คงหนีไม่พ้นที่จะต้องถูกลงโทษแน่ๆ
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หันไปกล่าวกับเป่ยเหลียนอย่างนอบน้อมว่า
"ท่านครับ เรื่องนี้ผมจะจัดการอย่างเด็ดขาดครับ"
เป่ยเหลียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
"ไปรับโทษกับท่านเจ้าเมืองด้วยตัวเองเถอะ"
"ครับ"
ภายในใจของผู้ดูแลเต็มไปด้วยความขมขื่น
ชายวัยกลางคนดิ้นรน ขัดขืนพลางตะโกนด้วยความหวาดกลัวว่า
"ปล่อยฉันนะ พวกแกจับฉันไม่ได้!"
ทว่า การต่อต้านนั้นเปล่าประโยชน์ เขาถูกทหารยามสับสันมือใส่จนสลบเหมือดไปในทันที จากนั้นก็ถูกหิ้วปีกหามออกไป
เป่ยเหลียนหันไปมองเด็กหญิง ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
"เธอบอกว่าเขาไม่ใช่พ่อของเธอ แล้วพ่อแม่ที่แท้จริงของเธอล่ะ?"
เด็กหญิงก้มหน้า กล่าวอย่างน้อยเนื้อต่ำใจว่า
"พวกเขาขายหนูไปแล้ว ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน..."
"น่ารังเกียจนัก ไม่คู่ควรที่จะเป็นคนเลยจริงๆ"
ผู้อาวุโสสี่โกรธจนกัดฟันกรอด
เป่ยเหลียนลูบหัวเด็กหญิง กล่าวด้วยความเวทนาว่า
"เอาล่ะ ถ้างั้นก็ไปเมืองเต่าทมิฬกับฉันเถอะนะ"
"ขอบคุณค่ะคุณน้า หนูจะล้างจาน ซักผ้า ถูพื้น แล้วก็ทำกับข้าวค่ะ อะไรที่ทำไม่เป็นหนูก็เรียนรู้ได้ค่ะ!"
เด็กหญิงตะโกนด้วยความตื่นเต้น
เป่ยเหลียนมองเด็กหญิงด้วยความปวดใจ ภายในใจก็ทั้งอยากร้องไห้และอยากหัวเราะ เรียกพี่สาวไม่ได้เหรอเนี่ย?
"เรื่องพวกนี้เธอไม่ต้องทำหรอก ตั้งใจเรียนเวทมนตร์ก็พอแล้วล่ะ"
เธอหยิกแก้มเด็กหญิงเบาๆ แล้วให้ไปยืนรออยู่ด้านข้าง
ดวงตาของเด็กหญิงแดงก่ำ เธอยืนอยู่ด้านข้างอย่างว่าง่าย ความมืดมนที่ปกคลุมอยู่ในใจได้สลายหายไปแล้ว
การทดสอบแก่นจิตวิญญาณยังคงดำเนินต่อไป จนกระทั่งฟ้ามืดถึงได้สิ้นสุดลง
ในบรรดาเด็กกว่าสามร้อยคน มีเพียงสี่คนเท่านั้นที่มีแก่นจิตวิญญาณ สิ่งนี้ทำให้เป่ยเหลียนและผู้อาวุโสสี่รู้สึกหดหู่ใจเป็นอย่างมาก
ผู้อาวุโสสี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ กล่าวด้วยความเสียดายว่า
"เด็กตั้งสามร้อยกว่าคน แต่มีแค่สี่คนที่มีแก่นจิตวิญญาณ สัดส่วนมันน้อยเกินไปแล้ว"
เป่ยเหลียนกระตุกมุมปาก
"ยังต้องหาเด็กที่มีแก่นจิตวิญญาณอีกตั้งสี่ร้อยเก้าสิบหกคนแหนะ"
"ฉันก็รู้อยู่แล้วเชียวว่าภารกิจนี้มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก"
ผู้อาวุโสสี่โกรธจนกัดฟันกรอด