เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 140 - อาณาเขตจักรพรรดิสวรรค์ จักรพรรดิฉี่หมิงผู้โชคร้าย

บทที่ 140 - อาณาเขตจักรพรรดิสวรรค์ จักรพรรดิฉี่หมิงผู้โชคร้าย

บทที่ 140 - อาณาเขตจักรพรรดิสวรรค์ จักรพรรดิฉี่หมิงผู้โชคร้าย


บทที่ 140 - อาณาเขตจักรพรรดิสวรรค์ จักรพรรดิฉี่หมิงผู้โชคร้าย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จักรพรรดิฉี่หมิงเดินทางมายังที่ราบเทพสิ้นสูญ

ในสมัยที่เขายังดำรงตำแหน่งจักรพรรดิแห่งฉางหนิง เขาเคยมาที่นี่ไม่ต่ำกว่าห้าครั้ง

ล้วนเพื่อสัมผัสถึงพลังอำนาจที่หลงเหลือจากการร่วงหล่นของเทพ

หลังจากที่เขาทะลวงเข้าสู่ระดับราชันศักดิ์สิทธิ์ เขาก็มาเยือนอีกครั้งหนึ่ง

ในครั้งนั้น เป็นเพราะเขาเพิ่งทะลวงเข้าสู่ระดับราชันศักดิ์สิทธิ์ จึงมีความลำพองใจอยู่บ้าง

ผลที่ตามมาก็คือ เขาต้องรักษาตัวอยู่ที่เสินโจวถึงสามพันปี

ด้วยเหตุนี้ นี่จึงเป็นครั้งแรกในรอบหลายพันปีที่เขาได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง

สภาพแวดล้อมรอบๆ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก

แต่ดินแดนต้องห้ามที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกสีเทานั้นหายไปแล้วจริงๆ

จักรพรรดิฉี่หมิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเข้าไปในที่ราบ

เขาต้องการเข้าไปใกล้ๆ เพื่อสัมผัสด้วยตัวเองว่า กฎเกณฑ์หมอกสีเทานั้นหายไปแล้วจริงๆ หรือเพียงแค่ถูกปิดกั้นการรับรู้ของพวกเขาเท่านั้น

แม้ความเป็นไปได้ของอย่างหลังจะมีน้อยมาก แต่เมื่อเกี่ยวข้องกับเทพ ก็ไม่มีผู้ใดกล้าฟันธง

พลังอำนาจของเทพไม่ใช่สิ่งที่ระดับศักดิ์สิทธิ์มือใหม่อย่างพวกเขาจะทำความเข้าใจได้

ทว่าสิ่งที่จักรพรรดิฉี่หมิงคาดไม่ถึงก็คือ

ก้าวเล็กๆ ก้าวนี้ กลับส่งเขาไปยืนอยู่บนขอบเหวแห่งความตาย

เห็นเพียง ท้องฟ้าเบื้องบน ลมเมฆผันผวนอย่างกะทันหัน

จักรพรรดิฉี่หมิงรู้สึกราวกับได้ก้าวเข้าสู่อีกโลกหนึ่ง

หลุดพ้นจากโลกแห่งความเป็นจริง

"อาณาเขตหรือ"

สีหน้าของจักรพรรดิฉี่หมิงเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน อาวุธระดับศักดิ์สิทธิ์อย่างคทาปรากฏขึ้นในมือทันที เตรียมจะออกแรงพุ่งทะลวงออกไป

วิญญูชนไม่เอาตัวไปเสี่ยงอันตราย

แม้จะดูออกว่านี่ไม่ใช่อาณาเขตแห่งกฎเกณฑ์ของเทพก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่รับมือได้ง่ายๆ เช่นกัน

ทว่าก่อนที่เขาจะได้ลงมือ เสียงอันทรงอำนาจก็ดังกึกก้องขึ้น ทำให้การเคลื่อนไหวของเขาต้องหยุดชะงักลง

"จักรพรรดิฉี่หมิงแห่งฉางหนิง ได้ยินชื่อเสียงมานาน"

เสียงนี้จักรพรรดิฉี่หมิงรู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้าง แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินที่ใด

จากนั้นเขาก็เห็นเงาร่างสองสายปรากฏขึ้นกลางอากาศ

คนแรกสวมชุดคลุมจักรพรรดิ สวมมงกุฎจักรพรรดิ ใบหน้าเต็มไปด้วยความสูงส่งและดุดัน กลิ่นอายเย็นเยียบ ราวกับผู้เป็นราชาจุติลงมา

ผู้ที่อยู่เยื้องไปด้านหลังเล็กน้อยคือชายที่ดูอ่อนแอ ใบหน้าซีดเซียว แววตาของเขาราวกับครอบคลุมสรรพสิ่ง

ที่สำคัญที่สุดคือสายตาที่คนผู้นี้มองมา ราวกับกำลังมองลูกในไส้ก็ไม่ปาน

ทั้งสองก็คือหลี่อวิ้นและตี้อู่ชางเซิงที่กลับมาอีกครั้ง

หรือจะพูดให้ถูกก็คือ พวกเขาไม่ได้ไปไหนเลย

หลี่อวิ้นรู้ดีว่าการหายไปของหมอกสีเทาแห่งกฎเกณฑ์ที่ที่ราบเทพสิ้นสูญแห่งนี้จะต้องดึงดูดความสนใจจากใครบางคนอย่างแน่นอน

ชิงโจวถูกต้าเฉียนยึดครองไปแล้ว

ส่วนหมิงโจวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็คือดินแดนของฉางหนิง ข่าวคราวจะต้องส่งไปถึงราชวงศ์ฉางหนิงอย่างแน่นอน

เรื่องใหญ่ระดับนี้ ราชวงศ์ฉางหนิงไม่มีทางนิ่งดูดาย ย่อมต้องส่งคนมาตรวจสอบเป็นแน่

อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นระดับนักบุญ

แน่นอนว่า หากเป็นระดับราชันศักดิ์สิทธิ์ก็ยิ่งดี

ในวันทะลวงเข้าสู่ระดับศักดิ์สิทธิ์ หากใช้ศีรษะของราชันศักดิ์สิทธิ์มาเซ่นไหว้คงจะดีไม่น้อย

จักรพรรดิฉี่หมิงขมวดคิ้วแน่นมองทั้งสองคน น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น "จักรพรรดิต้าเฉียนหรือ"

เมื่อเห็นคนผู้นี้พยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม

ใจของจักรพรรดิฉี่หมิงก็หล่นวูบ

ที่เขาคาดเดาเช่นนี้ก็เพราะเห็นการแต่งกายของคนผู้นี้

ทั่วทั้งดินแดนรกร้างตะวันออก นอกจากราชวงศ์หงอมตะและราชวงศ์ฉางหนิงของพวกเขาแล้ว มีผู้ใดกล้าสวมชุดคลุมจักรพรรดิอีก

ราชันศักดิ์สิทธิ์จื้อเพิ่งจะจากฉางหนิงของพวกเขาไปไม่นาน ยิ่งไปกว่านั้นข้อมูลของยอดฝีมือแห่งราชวงศ์หงอมตะก็ถูกฉางหนิงของพวกเขาศึกษาจนทะลุปรุโปร่งแล้ว

คนผู้นี้ย่อมไม่ใช่คนของราชวงศ์หงอมตะ

เช่นนั้นก็เหลือเพียงต้าเฉียนเท่านั้น

แต่นี่แหละคือจุดที่ยุ่งยากที่สุด

เพราะต้าเฉียนมีพลังรบที่สามารถสังหารราชันศักดิ์สิทธิ์ได้

บัดนี้เขากลับอยู่เพียงลำพัง

เวลานี้เขาโคตรจะรู้สึกเสียใจเลยว่าทำไมถึงหน้ามืดตามัววิ่งมาคนเดียว แถมยังเอาเท้าไปเหยียบอาณาเขตของคนอื่นเขาอีก

นี่มันหาเรื่องเจ็บตัวชัดๆ

ทว่าอาณาเขตนี้กลับสามารถปิดกั้นการรับรู้ของเขาได้ ตอนที่ยังไม่ได้ก้าวเข้ามา เขาไม่รู้สึกถึงมันเลยแม้แต่น้อย

เช่นนั้นพลังของจักรพรรดิต้าเฉียนผู้นี้จะน่ากลัวเพียงใด

แล้วการที่ที่ราบเทพสิ้นสูญหายไป คงไม่ใช่ฝีมือของจักรพรรดิต้าเฉียนหรอกนะ

"จักรพรรดิต้าเฉียน ข้าเองก็ตั้งตารอที่จะได้พบท่านมานานแล้ว"

"ทว่าฉางหนิงกับต้าเฉียนไม่มีความแค้นต่อกัน จักรพรรดิต้าเฉียนกักขังข้าไว้ที่นี่ด้วยเหตุใด"

จักรพรรดิฉี่หมิงอดทนกล่าวออกไป

ในขณะเดียวกันเขาก็กวาดสายตามองไปรอบๆ

หากอู๋หมิงและเซี่ยงอวี่ ยอดนักบุญทั้งสองไม่ได้อยู่ที่นี่ เขาก็คิดว่าปัญหาในการหลบหนีของตนคงมีไม่มากนัก

ถึงอย่างไรจักรพรรดิต้าเฉียนจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็คงไม่เกินระดับราชันศักดิ์สิทธิ์กระมัง

ส่วนคนที่อยู่ข้างๆ นั้น ก็มองข้ามไปได้เลย

แม้แววตาที่ไร้ความรู้สึกนั้นจะให้ความรู้สึกอวดดีไปหน่อย แต่ก็ไม่มีกลิ่นอายอันใดเลย ไม่คู่ควรให้เอ่ยถึง

ขณะที่สายตาของจักรพรรดิฉี่หมิงกำลังกวาดมองไปรอบๆ ใครจะรู้ว่าประโยคต่อมาของอีกฝ่ายจะทำให้เขาสะดุ้งโหยง

ได้ยินเพียงเสียงราบเรียบของหลี่อวิ้นดังขึ้นข้างหู

"ข้ารู้สึกรู้แจ้งบางอย่าง วันนี้เป็นวันทะลวงมรรคาสู่ระดับศักดิ์สิทธิ์พอดี ขอสังหารราชันศักดิ์สิทธิ์สักคนเพื่อความครื้นเครงก็แล้วกัน"

สังหารราชันศักดิ์สิทธิ์บ้าบออะไรเพื่อความครื้นเครง

ที่นี่ก็มีแค่ข้าที่เป็นราชันศักดิ์สิทธิ์คนเดียวนะ

ดินแดนรกร้างตะวันออกมีราชันศักดิ์สิทธิ์รวมกันทั้งหมดกี่คนเชียว เอามาให้เจ้าเพื่อความครื้นเครงหรือไง

แล้วยังจะทะลวงมรรคาสู่ระดับศักดิ์สิทธิ์อีก

ข้าจะเชื่อเจ้าก็บ้าแล้ว

มีอาณาเขตแล้ว ยังจะไม่ใช่ระดับศักดิ์สิทธิ์อีกหรือ

เจ้ากำลังหลอกผีอยู่หรือไง

แล้วยังคิดว่าข้าปั้นมาจากโคลนหรืออย่างไร

"เด็กเมื่อวานซืน กำเริบเสิบสาน"

สีหน้าของจักรพรรดิฉี่หมิงเย็นเยียบลง ไม่เหลือน้ำเสียงแบบเมื่อครู่อีกต่อไป

พลังทั่วร่างรวมตัวกัน พลังแห่งแสงสว่างไร้ขีดจำกัดปรากฏขึ้นบนคทาในมือ

เตรียมจะใช้กำลังทะลวงอาณาเขต ฉีกกระชากห้วงมิติหนีไป

หนีไปก่อนเป็นดีที่สุด

ทว่าหลี่อวิ้นไม่เปิดโอกาสให้เขาทำเช่นนั้น

ในเวลานี้เขายังไม่บรรลุระดับศักดิ์สิทธิ์จริงๆ แต่อาณาเขตตรงหน้านี้ก็เป็นของเขาจริงๆ เช่นกัน

ใครกำหนดว่าระดับศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นจึงจะสามารถควบแน่นอาณาเขตได้

เขายืนกรานที่จะควบแน่นอาณาเขตในระดับมรรคาให้ดู

มีกายาศักดิ์สิทธิ์มรรคาอยู่ในตัว การทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ก็ง่ายดายราวกับกินข้าวดื่มน้ำ

ทว่ากฎเกณฑ์อื่นๆ เขาก็ไม่สนใจจะทำความเข้าใจ เส้นทางที่เขาเดินคือเส้นทางแห่งจักรพรรดิ ย่อมต้องควบแน่นอาณาเขตแห่งจักรพรรดิอยู่แล้ว

อาณาเขตนี้ เขาเรียกมันว่า อาณาเขตจักรพรรดิสวรรค์

ในดินแดนที่อาณาเขตปกคลุม เขาคือผู้เป็นนาย กฎเกณฑ์ทั้งปวงล้วนต้องก้มหัวให้

ตี้อู่ชางเซิงหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยตั้งแต่การต่อสู้เริ่มขึ้น

หลี่อวิ้นก้าวเท้าออกไป ความรู้สึกเป็นอันตรายในใจจักรพรรดิฉี่หมิงพุ่งสูงขึ้น การโจมตีที่เพิ่งปล่อยออกไปถูกลบหายไปโดยตรง

เมื่อเห็นเท้าขนาดใหญ่ที่เหยียบลงมาจากท้องฟ้า จักรพรรดิฉี่หมิงก็กางอาณาเขตของตนออกทันที

"อาณาเขตแสงศักดิ์สิทธิ์"

แสงศักดิ์สิทธิ์สาดส่องลงมาเต็มท้องฟ้า ปกคลุมผืนฟ้าและแผ่นดินแห่งนี้เอาไว้

ทว่าสีหน้าของจักรพรรดิฉี่หมิงกลับกลายเป็นย่ำแย่

เขาพบว่าพลังในอาณาเขตของตนดูเหมือนจะอ่อนแอกว่าเมื่อก่อนไม่น้อย อย่างน้อยก็ถูกทอนพลังลงไปถึงสามส่วน

นี่เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

แม้แต่ตอนที่รุมล้อมตาเฒ่าหลีหั่ว เขาสามารถกดข่มอาณาเขตของตนเองได้ แต่ก็ไม่สามารถลดทอนพลังในอาณาเขตของตนจากต้นตอได้

นี่ไม่ใช่ความต่างชั้นของพลัง แต่เป็นความต่างชั้นของระดับขั้น

ราวกับลูกชายได้พบหน้าบิดา ขุนนางได้พบหน้าองค์จักรพรรดิ

เวลานี้ เท้าของหลี่อวิ้นได้เหยียบลงมาแล้ว พลังแสงศักดิ์สิทธิ์อันไร้ขีดจำกัดเปราะบางราวกับเต้าหู้ สัมผัสปุ๊บก็แตกสลายปั๊บ

จักรพรรดิฉี่หมิงตกตะลึง

รีบโยนคทาในมือขึ้นไปบนศีรษะ เพื่อสกัดกั้นเท้าข้างนี้เอาไว้

ปัง

เสียงระเบิดดังกึกก้องกังวาน ปรากฏหลุมลึกขนาดร้อยจั้งขึ้นใต้เท้าของจักรพรรดิฉี่หมิง

อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสอันใด

ถึงอย่างไรเขาก็เป็นถึงราชันศักดิ์สิทธิ์ขั้นสมบูรณ์

หลี่อวิ้นเองก็ไม่ได้ใช้ไม้ตายอันใด การจะโค่นเขาให้ลงอย่างง่ายดายคงไม่ใช่เรื่องง่าย

จักรพรรดิฉี่หมิงกระโจนตัวออกมา ชุดคลุมสีขาวบนร่างเกิดรอยยับย่นไม่น้อย เส้นผมก็ยุ่งเหยิงไปหมด

"เจ้าทำให้ข้าโกรธจริงๆ แล้ว"

เสียงเย็นเยียบของจักรพรรดิฉี่หมิงดังก้องไปทั่วอาณาเขต

จบบทที่ บทที่ 140 - อาณาเขตจักรพรรดิสวรรค์ จักรพรรดิฉี่หมิงผู้โชคร้าย

คัดลอกลิงก์แล้ว