- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อเข้าใช้ ราชวงศ์ของข้าไร้เทียมทาน
- บทที่ 140 - อาณาเขตจักรพรรดิสวรรค์ จักรพรรดิฉี่หมิงผู้โชคร้าย
บทที่ 140 - อาณาเขตจักรพรรดิสวรรค์ จักรพรรดิฉี่หมิงผู้โชคร้าย
บทที่ 140 - อาณาเขตจักรพรรดิสวรรค์ จักรพรรดิฉี่หมิงผู้โชคร้าย
บทที่ 140 - อาณาเขตจักรพรรดิสวรรค์ จักรพรรดิฉี่หมิงผู้โชคร้าย
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จักรพรรดิฉี่หมิงเดินทางมายังที่ราบเทพสิ้นสูญ
ในสมัยที่เขายังดำรงตำแหน่งจักรพรรดิแห่งฉางหนิง เขาเคยมาที่นี่ไม่ต่ำกว่าห้าครั้ง
ล้วนเพื่อสัมผัสถึงพลังอำนาจที่หลงเหลือจากการร่วงหล่นของเทพ
หลังจากที่เขาทะลวงเข้าสู่ระดับราชันศักดิ์สิทธิ์ เขาก็มาเยือนอีกครั้งหนึ่ง
ในครั้งนั้น เป็นเพราะเขาเพิ่งทะลวงเข้าสู่ระดับราชันศักดิ์สิทธิ์ จึงมีความลำพองใจอยู่บ้าง
ผลที่ตามมาก็คือ เขาต้องรักษาตัวอยู่ที่เสินโจวถึงสามพันปี
ด้วยเหตุนี้ นี่จึงเป็นครั้งแรกในรอบหลายพันปีที่เขาได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง
สภาพแวดล้อมรอบๆ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก
แต่ดินแดนต้องห้ามที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกสีเทานั้นหายไปแล้วจริงๆ
จักรพรรดิฉี่หมิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเข้าไปในที่ราบ
เขาต้องการเข้าไปใกล้ๆ เพื่อสัมผัสด้วยตัวเองว่า กฎเกณฑ์หมอกสีเทานั้นหายไปแล้วจริงๆ หรือเพียงแค่ถูกปิดกั้นการรับรู้ของพวกเขาเท่านั้น
แม้ความเป็นไปได้ของอย่างหลังจะมีน้อยมาก แต่เมื่อเกี่ยวข้องกับเทพ ก็ไม่มีผู้ใดกล้าฟันธง
พลังอำนาจของเทพไม่ใช่สิ่งที่ระดับศักดิ์สิทธิ์มือใหม่อย่างพวกเขาจะทำความเข้าใจได้
ทว่าสิ่งที่จักรพรรดิฉี่หมิงคาดไม่ถึงก็คือ
ก้าวเล็กๆ ก้าวนี้ กลับส่งเขาไปยืนอยู่บนขอบเหวแห่งความตาย
เห็นเพียง ท้องฟ้าเบื้องบน ลมเมฆผันผวนอย่างกะทันหัน
จักรพรรดิฉี่หมิงรู้สึกราวกับได้ก้าวเข้าสู่อีกโลกหนึ่ง
หลุดพ้นจากโลกแห่งความเป็นจริง
"อาณาเขตหรือ"
สีหน้าของจักรพรรดิฉี่หมิงเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน อาวุธระดับศักดิ์สิทธิ์อย่างคทาปรากฏขึ้นในมือทันที เตรียมจะออกแรงพุ่งทะลวงออกไป
วิญญูชนไม่เอาตัวไปเสี่ยงอันตราย
แม้จะดูออกว่านี่ไม่ใช่อาณาเขตแห่งกฎเกณฑ์ของเทพก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่รับมือได้ง่ายๆ เช่นกัน
ทว่าก่อนที่เขาจะได้ลงมือ เสียงอันทรงอำนาจก็ดังกึกก้องขึ้น ทำให้การเคลื่อนไหวของเขาต้องหยุดชะงักลง
"จักรพรรดิฉี่หมิงแห่งฉางหนิง ได้ยินชื่อเสียงมานาน"
เสียงนี้จักรพรรดิฉี่หมิงรู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้าง แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินที่ใด
จากนั้นเขาก็เห็นเงาร่างสองสายปรากฏขึ้นกลางอากาศ
คนแรกสวมชุดคลุมจักรพรรดิ สวมมงกุฎจักรพรรดิ ใบหน้าเต็มไปด้วยความสูงส่งและดุดัน กลิ่นอายเย็นเยียบ ราวกับผู้เป็นราชาจุติลงมา
ผู้ที่อยู่เยื้องไปด้านหลังเล็กน้อยคือชายที่ดูอ่อนแอ ใบหน้าซีดเซียว แววตาของเขาราวกับครอบคลุมสรรพสิ่ง
ที่สำคัญที่สุดคือสายตาที่คนผู้นี้มองมา ราวกับกำลังมองลูกในไส้ก็ไม่ปาน
ทั้งสองก็คือหลี่อวิ้นและตี้อู่ชางเซิงที่กลับมาอีกครั้ง
หรือจะพูดให้ถูกก็คือ พวกเขาไม่ได้ไปไหนเลย
หลี่อวิ้นรู้ดีว่าการหายไปของหมอกสีเทาแห่งกฎเกณฑ์ที่ที่ราบเทพสิ้นสูญแห่งนี้จะต้องดึงดูดความสนใจจากใครบางคนอย่างแน่นอน
ชิงโจวถูกต้าเฉียนยึดครองไปแล้ว
ส่วนหมิงโจวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็คือดินแดนของฉางหนิง ข่าวคราวจะต้องส่งไปถึงราชวงศ์ฉางหนิงอย่างแน่นอน
เรื่องใหญ่ระดับนี้ ราชวงศ์ฉางหนิงไม่มีทางนิ่งดูดาย ย่อมต้องส่งคนมาตรวจสอบเป็นแน่
อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นระดับนักบุญ
แน่นอนว่า หากเป็นระดับราชันศักดิ์สิทธิ์ก็ยิ่งดี
ในวันทะลวงเข้าสู่ระดับศักดิ์สิทธิ์ หากใช้ศีรษะของราชันศักดิ์สิทธิ์มาเซ่นไหว้คงจะดีไม่น้อย
จักรพรรดิฉี่หมิงขมวดคิ้วแน่นมองทั้งสองคน น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น "จักรพรรดิต้าเฉียนหรือ"
เมื่อเห็นคนผู้นี้พยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม
ใจของจักรพรรดิฉี่หมิงก็หล่นวูบ
ที่เขาคาดเดาเช่นนี้ก็เพราะเห็นการแต่งกายของคนผู้นี้
ทั่วทั้งดินแดนรกร้างตะวันออก นอกจากราชวงศ์หงอมตะและราชวงศ์ฉางหนิงของพวกเขาแล้ว มีผู้ใดกล้าสวมชุดคลุมจักรพรรดิอีก
ราชันศักดิ์สิทธิ์จื้อเพิ่งจะจากฉางหนิงของพวกเขาไปไม่นาน ยิ่งไปกว่านั้นข้อมูลของยอดฝีมือแห่งราชวงศ์หงอมตะก็ถูกฉางหนิงของพวกเขาศึกษาจนทะลุปรุโปร่งแล้ว
คนผู้นี้ย่อมไม่ใช่คนของราชวงศ์หงอมตะ
เช่นนั้นก็เหลือเพียงต้าเฉียนเท่านั้น
แต่นี่แหละคือจุดที่ยุ่งยากที่สุด
เพราะต้าเฉียนมีพลังรบที่สามารถสังหารราชันศักดิ์สิทธิ์ได้
บัดนี้เขากลับอยู่เพียงลำพัง
เวลานี้เขาโคตรจะรู้สึกเสียใจเลยว่าทำไมถึงหน้ามืดตามัววิ่งมาคนเดียว แถมยังเอาเท้าไปเหยียบอาณาเขตของคนอื่นเขาอีก
นี่มันหาเรื่องเจ็บตัวชัดๆ
ทว่าอาณาเขตนี้กลับสามารถปิดกั้นการรับรู้ของเขาได้ ตอนที่ยังไม่ได้ก้าวเข้ามา เขาไม่รู้สึกถึงมันเลยแม้แต่น้อย
เช่นนั้นพลังของจักรพรรดิต้าเฉียนผู้นี้จะน่ากลัวเพียงใด
แล้วการที่ที่ราบเทพสิ้นสูญหายไป คงไม่ใช่ฝีมือของจักรพรรดิต้าเฉียนหรอกนะ
"จักรพรรดิต้าเฉียน ข้าเองก็ตั้งตารอที่จะได้พบท่านมานานแล้ว"
"ทว่าฉางหนิงกับต้าเฉียนไม่มีความแค้นต่อกัน จักรพรรดิต้าเฉียนกักขังข้าไว้ที่นี่ด้วยเหตุใด"
จักรพรรดิฉี่หมิงอดทนกล่าวออกไป
ในขณะเดียวกันเขาก็กวาดสายตามองไปรอบๆ
หากอู๋หมิงและเซี่ยงอวี่ ยอดนักบุญทั้งสองไม่ได้อยู่ที่นี่ เขาก็คิดว่าปัญหาในการหลบหนีของตนคงมีไม่มากนัก
ถึงอย่างไรจักรพรรดิต้าเฉียนจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็คงไม่เกินระดับราชันศักดิ์สิทธิ์กระมัง
ส่วนคนที่อยู่ข้างๆ นั้น ก็มองข้ามไปได้เลย
แม้แววตาที่ไร้ความรู้สึกนั้นจะให้ความรู้สึกอวดดีไปหน่อย แต่ก็ไม่มีกลิ่นอายอันใดเลย ไม่คู่ควรให้เอ่ยถึง
ขณะที่สายตาของจักรพรรดิฉี่หมิงกำลังกวาดมองไปรอบๆ ใครจะรู้ว่าประโยคต่อมาของอีกฝ่ายจะทำให้เขาสะดุ้งโหยง
ได้ยินเพียงเสียงราบเรียบของหลี่อวิ้นดังขึ้นข้างหู
"ข้ารู้สึกรู้แจ้งบางอย่าง วันนี้เป็นวันทะลวงมรรคาสู่ระดับศักดิ์สิทธิ์พอดี ขอสังหารราชันศักดิ์สิทธิ์สักคนเพื่อความครื้นเครงก็แล้วกัน"
สังหารราชันศักดิ์สิทธิ์บ้าบออะไรเพื่อความครื้นเครง
ที่นี่ก็มีแค่ข้าที่เป็นราชันศักดิ์สิทธิ์คนเดียวนะ
ดินแดนรกร้างตะวันออกมีราชันศักดิ์สิทธิ์รวมกันทั้งหมดกี่คนเชียว เอามาให้เจ้าเพื่อความครื้นเครงหรือไง
แล้วยังจะทะลวงมรรคาสู่ระดับศักดิ์สิทธิ์อีก
ข้าจะเชื่อเจ้าก็บ้าแล้ว
มีอาณาเขตแล้ว ยังจะไม่ใช่ระดับศักดิ์สิทธิ์อีกหรือ
เจ้ากำลังหลอกผีอยู่หรือไง
แล้วยังคิดว่าข้าปั้นมาจากโคลนหรืออย่างไร
"เด็กเมื่อวานซืน กำเริบเสิบสาน"
สีหน้าของจักรพรรดิฉี่หมิงเย็นเยียบลง ไม่เหลือน้ำเสียงแบบเมื่อครู่อีกต่อไป
พลังทั่วร่างรวมตัวกัน พลังแห่งแสงสว่างไร้ขีดจำกัดปรากฏขึ้นบนคทาในมือ
เตรียมจะใช้กำลังทะลวงอาณาเขต ฉีกกระชากห้วงมิติหนีไป
หนีไปก่อนเป็นดีที่สุด
ทว่าหลี่อวิ้นไม่เปิดโอกาสให้เขาทำเช่นนั้น
ในเวลานี้เขายังไม่บรรลุระดับศักดิ์สิทธิ์จริงๆ แต่อาณาเขตตรงหน้านี้ก็เป็นของเขาจริงๆ เช่นกัน
ใครกำหนดว่าระดับศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นจึงจะสามารถควบแน่นอาณาเขตได้
เขายืนกรานที่จะควบแน่นอาณาเขตในระดับมรรคาให้ดู
มีกายาศักดิ์สิทธิ์มรรคาอยู่ในตัว การทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ก็ง่ายดายราวกับกินข้าวดื่มน้ำ
ทว่ากฎเกณฑ์อื่นๆ เขาก็ไม่สนใจจะทำความเข้าใจ เส้นทางที่เขาเดินคือเส้นทางแห่งจักรพรรดิ ย่อมต้องควบแน่นอาณาเขตแห่งจักรพรรดิอยู่แล้ว
อาณาเขตนี้ เขาเรียกมันว่า อาณาเขตจักรพรรดิสวรรค์
ในดินแดนที่อาณาเขตปกคลุม เขาคือผู้เป็นนาย กฎเกณฑ์ทั้งปวงล้วนต้องก้มหัวให้
ตี้อู่ชางเซิงหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยตั้งแต่การต่อสู้เริ่มขึ้น
หลี่อวิ้นก้าวเท้าออกไป ความรู้สึกเป็นอันตรายในใจจักรพรรดิฉี่หมิงพุ่งสูงขึ้น การโจมตีที่เพิ่งปล่อยออกไปถูกลบหายไปโดยตรง
เมื่อเห็นเท้าขนาดใหญ่ที่เหยียบลงมาจากท้องฟ้า จักรพรรดิฉี่หมิงก็กางอาณาเขตของตนออกทันที
"อาณาเขตแสงศักดิ์สิทธิ์"
แสงศักดิ์สิทธิ์สาดส่องลงมาเต็มท้องฟ้า ปกคลุมผืนฟ้าและแผ่นดินแห่งนี้เอาไว้
ทว่าสีหน้าของจักรพรรดิฉี่หมิงกลับกลายเป็นย่ำแย่
เขาพบว่าพลังในอาณาเขตของตนดูเหมือนจะอ่อนแอกว่าเมื่อก่อนไม่น้อย อย่างน้อยก็ถูกทอนพลังลงไปถึงสามส่วน
นี่เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
แม้แต่ตอนที่รุมล้อมตาเฒ่าหลีหั่ว เขาสามารถกดข่มอาณาเขตของตนเองได้ แต่ก็ไม่สามารถลดทอนพลังในอาณาเขตของตนจากต้นตอได้
นี่ไม่ใช่ความต่างชั้นของพลัง แต่เป็นความต่างชั้นของระดับขั้น
ราวกับลูกชายได้พบหน้าบิดา ขุนนางได้พบหน้าองค์จักรพรรดิ
เวลานี้ เท้าของหลี่อวิ้นได้เหยียบลงมาแล้ว พลังแสงศักดิ์สิทธิ์อันไร้ขีดจำกัดเปราะบางราวกับเต้าหู้ สัมผัสปุ๊บก็แตกสลายปั๊บ
จักรพรรดิฉี่หมิงตกตะลึง
รีบโยนคทาในมือขึ้นไปบนศีรษะ เพื่อสกัดกั้นเท้าข้างนี้เอาไว้
ปัง
เสียงระเบิดดังกึกก้องกังวาน ปรากฏหลุมลึกขนาดร้อยจั้งขึ้นใต้เท้าของจักรพรรดิฉี่หมิง
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสอันใด
ถึงอย่างไรเขาก็เป็นถึงราชันศักดิ์สิทธิ์ขั้นสมบูรณ์
หลี่อวิ้นเองก็ไม่ได้ใช้ไม้ตายอันใด การจะโค่นเขาให้ลงอย่างง่ายดายคงไม่ใช่เรื่องง่าย
จักรพรรดิฉี่หมิงกระโจนตัวออกมา ชุดคลุมสีขาวบนร่างเกิดรอยยับย่นไม่น้อย เส้นผมก็ยุ่งเหยิงไปหมด
"เจ้าทำให้ข้าโกรธจริงๆ แล้ว"
เสียงเย็นเยียบของจักรพรรดิฉี่หมิงดังก้องไปทั่วอาณาเขต