- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อเข้าใช้ ราชวงศ์ของข้าไร้เทียมทาน
- บทที่ 120 - เซี่ยงอวี่ปรากฏ ใช้กำลังสยบผู้คน หรือใช้กำลังสังหารผู้คน
บทที่ 120 - เซี่ยงอวี่ปรากฏ ใช้กำลังสยบผู้คน หรือใช้กำลังสังหารผู้คน
บทที่ 120 - เซี่ยงอวี่ปรากฏ ใช้กำลังสยบผู้คน หรือใช้กำลังสังหารผู้คน
บทที่ 120 - เซี่ยงอวี่ปรากฏ ใช้กำลังสยบผู้คน หรือใช้กำลังสังหารผู้คน
ราชันศักดิ์สิทธิ์จื้อเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีอู๋หมิงก่อน
แม้จะมีระดับการบ่มเพาะที่สูงส่งกว่า และเป็นถึงผู้อาวุโส ทว่าเขาก็ไม่ได้มีความคิดที่จะออมมือเลยแม้แต่น้อย ลงมือก็ใช้พลังอย่างเต็มที่
สิ่งที่เขาหลั่งรู้ก็คือกฎแห่งเปลวเพลิงเช่นกัน เพียงแต่แตกต่างจากเฒ่าประหลาดหลีหั่ว
สิ่งที่เขาครอบครองคือเพลิงจื้อเทียน บ้าคลั่งร้อนระอุ ทำลายล้างฟ้าดิน
เมื่อเทียบกับเพลิงหลีหั่วเก้าสุริยันของหลีหั่วแล้ว เพลิงจื้อเทียนของเขานั้นบ้าคลั่งและร้อนระอุยิ่งกว่า
หากอยู่ในระดับเดียวกัน หลีหั่วย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของราชันศักดิ์สิทธิ์จื้ออย่างแน่นอน
ทว่าด้วยความได้เปรียบทางด้านระดับการบ่มเพาะของหลีหั่ว และอายุขัยที่ใกล้จะสิ้นสุดลงของราชันศักดิ์สิทธิ์จื้อ จึงทำให้ราชันศักดิ์สิทธิ์จื้อต้องพ่ายแพ้ต่อหลีหั่วอย่างน่าเวทนา
เปลวเพลิงอันร้อนระอุพัดโหมกระหน่ำเข้าใส่อู๋หมิง สมรภูมิที่เดิมทีก็เต็มไปด้วยบาดแผลอยู่แล้ว อุณหภูมิก็พุ่งสูงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว
อู๋หมิงกลับไม่สะทกสะท้าน แม้ระดับการบ่มเพาะจะต่ำกว่าถึงหนึ่งระดับใหญ่
เห็นเพียงเขาสะบัดมือเบาๆ อาณาเขตวิถีกระบี่อันไร้รูปลักษณ์ก็เข้าห่อหุ้มสมรภูมิของทั้งสองเอาไว้
ถึงกับสะกดข่มอาณาเขตราชันศักดิ์สิทธิ์ของราชันศักดิ์สิทธิ์จื้อไปได้หลายส่วน
โดยทั่วไปแล้ว เมื่ออาณาเขตของระดับนักบุญต้องเผชิญหน้ากับอาณาเขตของระดับราชันศักดิ์สิทธิ์ ล้วนต้องแตกพ่ายลงในพริบตา ไม่อาจต้านทานได้เลยแม้แต่น้อย
ทว่าอู๋หมิงกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม เห็นได้ชัดว่าความเชี่ยวชาญด้านวิถีกระบี่ของเขานั้นสูงส่งเพียงใด
ลูกศรปราณกระบี่นับไม่ถ้วนควบแน่นขึ้น ก่อตัวเป็นห่าฝนกระบี่ เข้าปะทะกับเพลิงจื้อเทียนที่พัดโหมกระหน่ำเข้ามา
ราวกับกองทัพสองฝ่ายกำลังปะทะกัน ห่าฝนกระบี่และเพลิงจากสวรรค์ต่างก็เป็นทหารของทั้งสองฝ่าย
การปะทะกันของทั้งสองฝ่ายก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างมหาศาล ลูกศรกระบี่และประกายไฟกระเด็นกระจายไปทั่ว ทำให้บรรดาราชันศักดิ์สิทธิ์ที่เฝ้าดูอยู่รอบนอกต้องถอยห่างออกไป
ในการปะทะกันอย่างดุเดือดนี้ ทหารของทั้งสองฝ่ายก็ถูกบดขยี้และทำลายล้างไปอย่างต่อเนื่อง เพียงพริบตาเดียว ห่าฝนกระบี่ก็สลายไป เพลิงจื้อเทียนก็อันตรธานหายไปเช่นกัน
อู๋หมิงใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางมือขวาแนบชิดกัน
"กระบวนท่ากระบี่ กระบี่แห่งฟ้า"
กระบี่ไร้รูปลักษณ์ปรากฏขึ้นในมือของเขา
ตวัดกระบี่ร่ายรำ ปราณกระบี่อันเจิดจรัสก็แหวกอากาศพุ่งตรงไปยังราชันศักดิ์สิทธิ์จื้อ
ราชันศักดิ์สิทธิ์จื้อแค่นเสียงเย็นชา สองมือประสานอิน ทะเลเพลิงก่อตัวขึ้นเบื้องหน้าอีกครั้ง
ถึงกับสามารถกลืนกินปราณกระบี่ที่พุ่งเข้ามาได้อย่างสมบูรณ์
"กระบวนท่ากระบี่ กระบี่ไร้ขอบเขต"
ร่างของอู๋หมิงหายวับไป ในเวลานี้เขาก็คือกระบี่ กระบี่ก็คือเขา
กายากระบี่สูงสุด สามารถควบคุมกระบี่ทั่วหล้า สามารถจำแลงเป็นกระบี่ทั่วหล้า
เงาร่างวูบไหวปรากฏขึ้นระหว่างคนทั้งสอง เพียงพริบตาเดียวก็ทะลวงฝ่าทะเลเพลิงอันกว้างใหญ่ พกพากลิ่นอายอันดุดันน่าสะพรึงกลัว พุ่งเป้าไปที่หน้าอกของราชันศักดิ์สิทธิ์จื้อ
ราชันศักดิ์สิทธิ์จื้อก็เป็นผู้เจนศึกมากประสบการณ์เช่นกัน รีบถอยกรูด ม่านพลังลมปราณหลายชั้นเข้าคุ้มครองร่างกาย ก่อตัวเป็นเกราะป้องกันแบบไร้จุดบอด
อู๋หมิงเพิ่งจะทะลวงผ่านการป้องกันของเขามาได้ ก็ถูกม่านพลังลมปราณที่เข้ามาเสริมทัพสกัดกั้นเอาไว้
ท้ายที่สุดแล้ว ในระดับราชันศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงสุด พลังลมปราณที่สะสมไว้ย่อมเหนือกว่าระดับนักบุญอย่างเทียบไม่ติด
"กระบวนท่ากระบี่ กระบี่แห่งใจ"
อู๋หมิงรวบรวมสมาธิ
เงากระบี่นับหมื่นนับพันสายปรากฏขึ้น จากนั้นก็หลอมรวมเป็นเส้นตรง ทะลวงผ่านม่านพลังป้องกันของราชันศักดิ์สิทธิ์จื้อด้วยมุมที่แปลกประหลาดและพิสดารอย่างยิ่ง
เลือดสีแดงสดหยดหนึ่งผุดขึ้นที่มุมปากของราชันศักดิ์สิทธิ์จื้อ
หากอยู่ในช่วงเวลาที่แข็งแกร่งที่สุด เขาย่อมสามารถรับมือกับกระบวนท่านี้ได้อย่างแน่นอน
ทว่าอาการบาดเจ็บที่ได้รับก่อนหน้านี้ยังคงอยู่ และวิถีกระบี่ของอู๋หมิงก็มีมากมาย ทรงพลัง แปลกประหลาด และพิสดารเกินไป เขาจึงไม่อาจหลบหลีกได้อย่างสมบูรณ์
ทว่าโชคดีที่เขาไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง
ก่อนที่อู๋หมิงจะได้ฉวยโอกาสซ้ำเติมเขา พลังแห่งแสงสว่างก็สาดส่องลงมา ทำให้การโจมตีของอู๋หมิงช้าลงไปในทันที
ร่างของจักรพรรดิฉี่หมิงปรากฏขึ้นเบื้องหน้าราชันศักดิ์สิทธิ์จื้อ
"คิดไม่ถึงเลยว่าพวกเราจะมีโอกาสได้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กัน ซ้ำคู่ต่อสู้ยังเป็นเพียงระดับนักบุญเท่านั้น"
จักรพรรดิฉี่หมิงเอ่ยด้วยสีหน้าซับซ้อน
ราชันศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงสุดสองคน แม้จะได้รับบาดเจ็บไม่เบา ทว่าการต้องร่วมมือกันเพื่อต่อสู้กับระดับนักบุญเพียงคนเดียว หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปก็คงน่าอับอายขายหน้าเป็นอย่างยิ่ง
"อย่าได้ดูแคลนเขาเชียว กระบี่ของเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าราชันศักดิ์สิทธิ์เลย แม้ในยามที่แข็งแกร่งที่สุด หากพวกเราต่อสู้เพียงลำพัง ก็ยังยากที่จะเอาชนะเขาได้"
ราชันศักดิ์สิทธิ์จื้อเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง
ไม่ได้สู้ก็ไม่รู้ แต่พอสู้แล้วถึงกับต้องตกตะลึง
ระดับนักบุญที่แข็งแกร่งดุดันถึงเพียงนี้ เขาเพิ่งเคยพบเจอเป็นครั้งแรก
ความเชี่ยวชาญด้านวิถีกระบี่ของเขานั้น สูงส่งจนหาตัวจับยากในดินแดนรกร้างตะวันออก
แม้แต่ราชันศักดิ์สิทธิ์ซานเจี้ยนที่ยืนดูอยู่รอบนอก ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นยอดอัจฉริยะอันดับสองในประวัติศาสตร์ของสำนักกระบี่ อย่างมากก็คงสูสีกับตนเองเท่านั้น และนั่นก็หมายถึงตอนที่ราชันศักดิ์สิทธิ์ซานเจี้ยนยอมสู้แบบเอาชีวิตเข้าแลก
ทว่าราชันศักดิ์สิทธิ์ซานเจี้ยนนั้นเป็นถึงระดับราชันศักดิ์สิทธิ์ ส่วนอู๋หมิงยังคงอยู่ในระดับนักบุญ
หากอู๋หมิงทะลวงเข้าสู่ระดับราชันศักดิ์สิทธิ์ได้เล่า จะไม่สามารถต่อกรกับระดับศักดิ์สิทธิ์ได้เลยหรือ
"ในเมื่อรุมกันแล้ว จะเพิ่มนักบวชชราเข้าไปอีกสักคนก็คงไม่เป็นไร วันนี้พวกเราก็คงต้องยอมทิ้งหน้าตากันสักครั้งแล้วล่ะ"
ฟูจื่อเฒ่าที่อยู่นอกสมรภูมิเอ่ยขึ้นโดยไม่รู้สึกสะทกสะท้าน ก่อนจะก้าวเข้าสู่สมรภูมิเช่นกัน
ถึงกับตั้งใจจะให้ราชันศักดิ์สิทธิ์สามคนรุมล้อมอู๋หมิงเพียงคนเดียว
ราชันศักดิ์สิทธิ์จื้อและจักรพรรดิฉี่หมิงก็ไม่ได้คัดค้านใดๆ
ความเย่อหยิ่งของยอดฝีมือพวกเขามี ทว่าในเมื่อสูญเสียไปครึ่งหนึ่งแล้ว ก็ไม่แคร์ที่จะสูญเสียไปทั้งหมด
ขอเพียงวันนี้พวกเขาสามารถคว้าชัยชนะมาได้ ใครจะไปรู้ว่าวันนี้พวกเขาสามราชันศักดิ์สิทธิ์ต้องร่วมมือกันเพื่อจัดการกับระดับนักบุญเพียงคนเดียว
ผู้คนในโลกหล้าจะรู้เพียงว่าบรรดาราชันศักดิ์สิทธิ์ต่างยอมเสียสละตนเอง ร่วมมือกันสังหารหลีหั่ว มารร้ายแห่งดินแดนรกร้างตะวันออก ช่วยเหลือผู้คนให้รอดพ้นจากห้วงแห่งความทุกข์ทรมาน
บรรดาราชันศักดิ์สิทธิ์คนอื่นๆ ที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ต่างก็เบ้ปาก
พูดตามตรง การรุมล้อมระดับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ก็ช่างเถอะ ทว่าหากต้องให้ราชันศักดิ์สิทธิ์หลายคนรุมล้อมระดับนักบุญเพียงคนเดียว พวกเขาก็คงทำไม่ลงจริงๆ
ผู้ที่มาจากราชวงศ์และสำนักต่างๆ ช่างมีความคิดที่แตกต่างกันจริงๆ
ยอดฝีมือจากสำนักเหล่านี้ บางครั้งก็มองความศักดิ์ศรีสำคัญยิ่งกว่าชีวิตเสียอีก
ทว่าสิ่งที่เหนือความคาดหมายของทุกคนก็คือ ฟูจื่อเฒ่าเพิ่งจะก้าวเท้าออกไปเพียงก้าวเดียว ก็ต้องหยุดชะงักลง
สีหน้าเคร่งเครียด กวาดสายตามองไปรอบๆ มิติสุญตาทั้งสี่ทิศ
"สหายท่านใดมาขวางทางข้า ไยจึงไม่ปรากฏตัวออกมาให้เห็นเล่า"
ฟูจื่อเฒ่าเอ่ยเสียงเข้ม
เขาสัมผัสได้ถึงความน่าเกรงขามอันบ้าคลั่งที่แผ่ซ่านออกมา
มันช่างแปลกประหลาดนัก แม้จะไม่ถึงระดับราชันศักดิ์สิทธิ์ ทว่ากลับทำให้เขารู้สึกถึงภัยคุกคามอันตรายอย่างยิ่ง
คงไม่ใช่บุคคลระดับเดียวกับอู๋หมิงอีกคนหรอกนะ
คนอื่นๆ ก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน
พวกเขาไม่ทันได้สัมผัสถึงความน่าเกรงขามใดๆ เลย
ทว่าท่าทีของฟูจื่อเฒ่าในเวลานี้ก็ดูไม่เหมือนกำลังแสร้งทำ นั่นหมายความว่ามียอดฝีมือแปลกหน้าพุ่งเป้าไปที่เขาเพียงคนเดียว
ในเวลาเช่นนี้ การพุ่งเป้าไปที่เขาเพียงคนเดียว ย่อมต้องเป็นผู้แข็งแกร่งจากต้าเฉียนอย่างแน่นอน
หรือว่าจักรพรรดิแห่งต้าเฉียนจะเสด็จมาด้วยพระองค์เอง
"เส้นทางนี้ห้ามผ่าน" ร่างอันองอาจสง่างามปรากฏขึ้นเบื้องหน้าฟูจื่อเฒ่า ขวางทางเข้าไปยังสมรภูมิของเขาไว้พอดิบพอดี
ชายผู้นี้รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ใบหน้าเคร่งขรึมเย็นชา ทั่วร่างแผ่ซ่านไปด้วยบุคลิกอันโดดเด่นไร้เทียมทาน ราวกับราชันผู้ปกครองใต้หล้า น่าเกรงขามจนผู้คนต้องก้มหัวให้
นี่คือจักรพรรดิแห่งต้าเฉียนหรือ
ทว่าดูเหมือนจะไม่ค่อยเหมือนเท่าใดนัก แม้จะมีความน่าเกรงขามอันบ้าคลั่ง ทว่ากลับไร้ซึ่งกลิ่นอายของความเป็นจักรพรรดิ ดูเหมือนแม่ทัพผู้เกรียงไกรที่นำทัพออกศึกเสียมากกว่า
"เจ้าคือผู้ใด" ฟูจื่อเฒ่าขมวดคิ้วถาม
"ต้าเฉียน เซี่ยงอวี่"
เซี่ยงอวี่เป็นคนพูดน้อย ทว่าคำว่าต้าเฉียนสองคำนี้กลับได้ยินอย่างชัดเจน
ทุกคนต่างตกตะลึง
คนผู้นี้ต้องมีพลังพอที่จะต่อกรกับระดับราชันศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างแน่นอน ต้าเฉียนถึงกับมีพลังระดับราชันศักดิ์สิทธิ์อีกคนแล้วหรือ
เมื่อรวมกับสองคนที่อยู่ที่นี่ ก็เท่ากับว่ามีพลังระดับราชันศักดิ์สิทธิ์ถึงสามคนแล้ว
ต้าเฉียนช่างลึกล้ำสุดหยั่งคาดจริงๆ
ทั้งสามคนนี้จะเป็นขุมกำลังทั้งหมดของต้าเฉียนหรือไม่
บรรดาราชันศักดิ์สิทธิ์ที่เฝ้าสังเกตการณ์ต่างก็แอบยินดีปรีดาอยู่ในใจ รู้สึกโชคดีเหลือเกินที่ตนเองเลือกที่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว
กลับเป็นราชันปีศาจชิงชิวผู้ทรงเสน่ห์ที่เผยสีหน้าครุ่นคิดออกมา
หากนางเดาไม่ผิด ที่มาของต้าเฉียนนางก็พอจะรู้แล้ว
ทว่านางพูดไม่ได้ และไม่กล้าพูดด้วย
สถานที่แห่งนั้นคือดินแดนต้องห้ามสำหรับยอดฝีมือเผ่าปีศาจอย่างพวกนาง แม้แต่จะสืบข่าวก็ยังไม่กล้าเลย
ฟูจื่อเฒ่ามีสีหน้ามืดมน
เขาเริ่มรู้สึกว่าบางทีตนเองอาจจะเลือกข้างเร็วเกินไปเสียแล้ว
ทว่าเมื่อลูกธนูถูกง้างขึ้นสายแล้ว ก็ย่อมไม่อาจหวนกลับได้ เขามักจะเชื่อเสมอว่ากำปั้นที่ใหญ่กว่าคือเหตุผลที่ถูกต้องที่สุด
ตนเองที่เป็นถึงระดับราชันศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลาย ซึ่งเป็นระดับแนวหน้าของดินแดนรกร้างตะวันออก ย่อมไม่มีทางที่จะพ่ายแพ้ให้กับระดับนักบุญเพียงคนเดียวอย่างแน่นอน
"เข้ามา"
ฟูจื่อเฒ่าฉีกเสื้อผ้าขาดวิ่น เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้ออันน่าสะพรึงกลัว กำหมัดดังกรอบแกรบ
ในดวงตาของเซี่ยงอวี่ก็ฉายแววตื่นเต้นออกมาเช่นกัน
ลูกผู้ชาย แน่นอนว่าต้องแข็งแกร่ง
เขาก็มักจะยึดหลักการใช้กำลังสยบผู้คนมาโดยตลอด
ทว่าครั้งนี้กลับไม่อาจใช้กำลังสยบผู้คนได้แล้ว เพราะคำสั่งที่เขาได้รับมาก็คือ
ใช้กำลังสังหารผู้คน