- หน้าแรก
- คู่มือเลี้ยงผีฉบับสตรีมเมอร์
- บทที่ 201 - วันนี้นับเป็นวันดีแห่งยมโลกจริงๆ
บทที่ 201 - วันนี้นับเป็นวันดีแห่งยมโลกจริงๆ
บทที่ 201 - วันนี้นับเป็นวันดีแห่งยมโลกจริงๆ
บทที่ 201 - วันนี้นับเป็นวันดีแห่งยมโลกจริงๆ
"พี่น้องทั้งหลาย เจ้าพวกตัวตลกที่เผลอแทงตาตัวเองจนบอดแบบนี้จะรับมือยากหน่อย เราต้องช่วยรักษาตาให้มันก่อน"
หลินมู่เกอใช้เลือดจากตาฝ่ามือตัวอื่นมาทาลงบนฝ่ามือของตาฝ่ามือตัวที่ยอมแทงตาตัวเองบอดเพื่อหลีกเลี่ยงการสบตากับเขา
"แค่นี้ก็เรียบร้อย"
จากนั้นท่ามกลางการดิ้นรนต่อต้านอย่างบ้าคลั่งของตาฝ่ามือ ดวงตาของมันก็ค่อยๆ กลับมามองเห็นอีกครั้ง
และภาพแรกที่มันเห็นหลังจากกลับมามองเห็นได้ก็คือรอยยิ้มอันอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความเมตตาของหลินมู่เกอ
"ปัง!"
แล้วมันก็ระเบิดกลายเป็นเศษซากด้วยความเจ็บปวด อัปยศอดสู และสิ้นหวัง
"ส่วนพวกที่กำหมัดแน่นแบบนี้ให้จั๊กจี้ที่ข้อมือมัน มันจะรู้สึกคันเหมือนโดนจั๊กจี้ฝ่าเท้าแล้วก็ยอมคลายมือออกเอง"
"แต่สำหรับพวกที่ดื้อดึงอยากท้าทายขีดจำกัดของตัวเองแบบนี้ก็หมดปัญญาจริงๆ"
หลินมู่เกอมองดูตาฝ่ามือตัวหนึ่งที่ฝืนหันหน้าหนีจนคอหักตายเพื่อไม่ให้มองเห็นเขาแล้วถอนหายใจออกมา
ท่ามกลางเสียงพูดคุยหัวเราะของเขา เขตกับระเบิดตาฝ่ามือที่พวกสิ่งลี้ลับอุตส่าห์ตั้งใจวางกับดักไว้ก็ถูกหลินมู่เกอบดขยี้ผ่านไปอย่างง่ายดาย
บนพื้นไม่มีตาฝ่ามือตัวไหนรอดชีวิตอยู่อีกเลย...
"พี่น้องทั้งหลาย ดอกไม้ไฟสวยไหมครับ ถือซะว่าผมอวยพรปีใหม่ล่วงหน้าให้ทุกคนเลยนะฮะ"
"ตาฝ่ามือพวกนี้ถือเป็นสัตว์ที่เป็นศัตรูพืชชนิดหนึ่ง นอกจากแรงระเบิดของมันอาจจะทำให้คนที่เดินผ่านไปมาได้รับบาดเจ็บแล้ว มันยังส่งกลิ่นที่ทำให้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ... สูญเสียความสามารถในการสืบพันธุ์อีกด้วย สรุปก็คือถ้าเจอต้องกำจัดทิ้งให้หมดครับ"
หลังจากตรวจสอบเป็นครั้งสุดท้ายว่าไม่มีตัวไหนเล็ดลอดไปได้ หลินมู่เกอที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือดและเศษเนื้อจากการระเบิดก็หันมาพูดกับกล้อง
"ถึงแม้การจุดระเบิดตาฝ่ามือจะดูสวยงาม แต่ผมไม่แนะนำให้ทุกคนทำตามนะครับ เพราะยิ่งคุณมอบความกลัวให้พวกมันมากเท่าไหร่ พลังทำลายล้างจากการระเบิดก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น ปกติแล้วคนทั่วไปมักจะควบคุมความกลัวของตัวเองไม่ได้ ถ้าเกิดเผลอทำตัวเองโดนระเบิดเละเทะไปมันจะไม่คุ้มเอานะครับ"
เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"《ดอกไม้ไฟ》"
"คำเตือนของพี่นกพิราบดูจะเกินความจำเป็นไปหน่อยนะ อิโมจิหมาน้อยปกป้องชีวิต"
"เอาเรื่องอยู่นะ ถ้าตาฝ่ามือมาเจอฉันเข้ามันคงระเบิดแรงเท่าระเบิดนิวเคลียร์แน่ๆ อิโมจิหมาน้อยปกป้องชีวิต"
"นี่มันระเบิดชีวภาพชัดๆ"
"《รอดตายไร้ดวงตา》"
"จริงด้วย ถ้าไม่มีพี่นกพิราบแล้วมีคนเผลอเดินผ่านมาทางนี้ต้องเป็นอันตรายแน่ๆ..."
จำนวนคนดูในไลฟ์สดค่อยๆ ทะลุสามล้านคน
แม้ภาพในไลฟ์ครั้งนี้จะมืดไปหน่อย แต่อย่างน้อยก็ยังมีแสงสว่างจากไฟฉายซึ่งเป็นแสงสว่างของโลกมนุษย์
ไม่เหมือนคราวที่แล้วที่หลินมู่เกอใช้ไฟผีสีเขียวเพื่อประหยัดแบตเตอรี่ นั่นมันยกขุมนรกขึ้นมาไว้บนโลกชัดๆ
"ระวังหน่อยนะ"
"อืม"
เย่ซิงหลานกำหมัดแน่นพลางพยักหน้า
เท้าของเธอเหยียบลงบนพื้นที่มีแต่เศษเนื้อและกองเลือด เสียงแฉะๆ ที่ดังขึ้นทำให้มุมปากของเธอเริ่มยกขึ้นเป็นรอยยิ้มแห่งความตื่นเต้น
"แผละ!"
เมื่อเห็นซากครึ่งท่อนของตาฝ่ามือ เย่ซิงหลานก็หรี่ตาลงแล้วเหยียบกระทืบลงไปอย่างแรง
เลือดสาดกระเซ็น
"ดีจัง"
ลิ้นของเธอตวัดเลียเลือดที่มุมปากเบาๆ ก่อนจะกลืนลงคอ
"ใหญ่จริงๆ แฮะ โรงถลุงเหล็กแห่งนี้เมื่อก่อนไม่รู้ว่ามีคนทำงานอยู่กี่คน ดูเหมือนเขาวงกตเลย"
หลินมู่เกอที่เดินอยู่ข้างหน้าไม่ได้สังเกตเห็นการกระทำของเย่ซิงหลานเลยแม้แต่น้อย
เขายืนอยู่ตรงทางลงบันไดแล้วบ่นพึมพำกับตัวเอง
โรงถลุงเหล็กตรงหน้ามีขนาดใหญ่พอๆ กับเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง ท่ามกลางโครงสร้างเหล็กและเครื่องจักรขนาดมหึมาที่ทับซ้อนกัน เมื่อมองจากด้านบนจะเห็นเส้นทางคดเคี้ยวซับซ้อนนับไม่ถ้วนกลืนหายไปในความมืด
"ตอนนี้ยังไม่เห็นสิ่งลี้ลับเลย พวกมันน่าจะไปรวมตัวกันอยู่ที่ไหนสักแห่งเพื่อรอให้เราไปให้ความรู้แน่ๆ"
"เล่นซ่อนหางั้นเหรอ เยี่ยมไปเลย ผมชอบเล่นซ่อนหามาก"
หลินมู่เกอเดินลงมาจากบันไดเก่าๆ ที่ขึ้นสนิม จากนั้นก็หลับตาลงแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ
"เอาทางนี้แล้วกัน"
เขาเลือกเส้นทางมาทางหนึ่งแบบสุ่มๆ
สองข้างทางเต็มไปด้วยถังขนาดใหญ่ที่สูงเท่าตึกหลายชั้น ตัวอักษรบนถังถูกสนิมกัดกินจนมองไม่เห็นมานานแล้ว ไม่รู้ว่าเมื่อก่อนมีไว้ทำอะไร
"หืม?"
หลังจากเดินไปได้สักพัก หลินมู่เกอก็หยุดชะงักกะทันหัน
"พี่น้องทั้งหลาย ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าพวกนั้นไม่ใช่สนิมหรอกนะ"
เขาปรับแสงไฟฉายให้สว่างขึ้นแล้วส่องไปที่โครงสร้างเหล็กทั้งสองข้างทาง
มองเผินๆ เหมือนเต็มไปด้วยคราบสนิมที่ถูกกาลเวลากัดกิน แต่เมื่อส่องไฟดูดีๆ จะเห็นว่าตรงกลางของสิ่งที่ดูเหมือนสนิมนั้น มีดวงตาเป็นคู่ๆ ซ่อนอยู่ในความมืดและกำลังจ้องมองคนที่เดินผ่านไปมา
"ดูสิๆ! พวกมันกำลังมองผมอยู่ด้วยล่ะ!"
"สิ่งลี้ลับชนิดนี้มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่าผีเสื้อสนิม ปกติผมก็เรียกพวกมันว่าผีเสื้อสนิมนั่นแหละ มันคือผีเสื้อที่มีลวดลายเหมือนคราบสนิมเหล็ก ถึงจะเป็นผีเสื้อแต่มันชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงเหมือนผึ้ง"
"ที่พวกเราเห็นเป็นหย่อมๆ นี่ก็คือครอบครัวแต่ละครอบครัวของพวกมันครับ"
"ดวงตาของผีเสื้อสนิมจะอยู่บนปีก พวกมันทั้งครอบครัวชอบจ้องมองไปที่จุดเดียวกัน มิน่าล่ะตลอดทางที่ผ่านมาผมถึงรู้สึกเหมือนถูกฆาตกรโรคจิตแอบมองอยู่ตลอดเวลา ทำเอาเขินแย่เลย..."
หลินมู่เกอหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะหยิบเศษเหล็กท่อนหนึ่งขึ้นมาจากพื้น
"วิธีทำให้ผีเสื้อสนิมตกใจก็คือการสร้างเสียงรบกวนที่แสบแก้วหู แต่ผมขอแนะนำว่าอย่าไปทำให้พวกมันตกใจจะดีกว่าครับ"
เขาพูดแนะนำพลางเอาเศษเหล็กในมือขูดไปที่โครงสร้างเหล็กข้างๆ อย่างแรง
"ใช่ครับ เสียงแบบนี้แหละ ความรู้สึกเหมือนคุณอยากจะปวดท้องถ่ายหนัก แต่น่าเสียดายที่ก้นสองข้างของคุณทำจากเหล็ก แล้วนี่ก็คือเสียงตอนที่คุณกำลังท้องผูก"
หลินมู่เกอขูดเหล็กอีกสองสามครั้ง
"การเปรียบเปรยอันสุดแสนจะพิสดารของพี่นกพิราบ"
"《ขอแนะนำว่าอย่าไปทำให้พวกมันตกใจ》"
"นายหน้าแดงแล้วนะ!"
"อยากรู้จังว่าฆาตกรโรคจิตดวงซวยคนไหนจะกล้ามาแอบดูพี่นกพิราบ อิโมจิหมาน้อยปกป้องชีวิต"
"พี่นกพิราบ: เดี๋ยวฉันจะทำให้แกรู้เองว่าความโรคจิตที่แท้จริงมันเป็นยังไง"
"ลูกพี่เลิกขูดได้แล้ว!"
"พระเจ้าช่วย! สนิมพวกนั้น!"
เสียงเสียดสีที่แสบแก้วหูจนเกินจะบรรยายไม่เพียงแต่จะทำเอาชาวเน็ตที่ใส่หูฟังถึงกับหูดับกันถ้วนหน้า แต่มันยังทำให้คราบสนิมบนโครงสร้างเหล็กสูงตระหง่านเริ่มสั่นไหวไปมา
"ซ่า ซ่า ซ่า ซ่า ซ่า!"
เสียงเสียดสีของสนิมเหล็กดังมาจากทุกทิศทุกทาง
กลุ่ม "คราบสนิม" พากันบินวนพุ่งทะยานขึ้นไปในความมืดเหมือนพายุทอร์นาโด และก่อตัวเป็นเมฆดำทะมึนบดบังท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว
"ทุกคนดูสิ พวกมันยังจ้องผมจากตรงนั้นอีกแน่ะ"
หลินมู่เกอแหงนหน้าชี้ไปที่ผีเสื้อสนิมนับไม่ถ้วนบนท้องฟ้าแล้วพูดขึ้น
ผ่านแสงจากไฟฉาย ทุกคนจึงได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของผีเสื้อสนิม
ปีกของพวกมันดูเหมือนทำจากเหล็ก ลวดลายบนปีกก็คือรอยสนิมที่เกิดจากการตากแดดตากฝน
ส่วนดวงตากลมโตสีดำสนิทและดูลึกลับนั้นอยู่ตรงกลางปีกของมัน
"ผีเสื้อสนิมเป็นสิ่งลี้ลับที่ขี้เกียจมากๆ งานอดิเรกอย่างเดียวของพวกมันก็คือการแกล้งทำตัวเป็นสนิมเกาะอยู่ตามตึกรามบ้านช่อง พวกมันจะบินขึ้นฟ้าก็ต่อเมื่อถึงเวลาวางไข่เท่านั้น"
"หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ ถ้าพวกมันบินขึ้นฟ้าเมื่อไหร่แปลว่าพวกมันจะต้องวางไข่อย่างแน่นอน"
"เมื่อไหร่ที่ผีเสื้อสนิมรวมตัวกันเป็นก้อนเมฆสีดำแบบนี้ แสดงว่าพวกมันกำลังจะเริ่มวางไข่แล้ว ไข่ของพวกมันจะตกลงมาหนาแน่นเหมือนห่ากระสุนในสมรภูมิซีเรีย ถ้าคนปกติโดนไข่พวกนี้ตกใส่ตัวก็จะเกิดตุ่มน้ำพองขึ้นมา น่ากลัวมากๆ เลยครับ"
"ประเด็นสำคัญที่สุดคือ ตอนที่พวกมันวางไข่ พวกมันจะจ้องมองคุณเขม็งเลย มองจนทำเอาคนถูกมองเขินไปหมด เพราะงั้นผมถึงแนะนำให้ทุกคนอย่าไปรบกวนพวกมันยังไงล่ะครับ"
หลินมู่เกอยกกล้องขึ้นมาแล้วพูดอธิบาย
"???"
"งั้นพี่นกพิราบก็รีบหนีสิ!"
"รีบหนีไปตอนที่พวกมันยังไม่ได้วางไข่สิโว้ย!"
"ทำไมนายถึงหน้าแดงอีกแล้วเนี่ย!"
"เวรเอ๊ย รสนิยมพิเศษของพี่นกพิราบมันคืออะไรกันแน่เนี่ย!"
"พี่นกพิราบช่วยเลิกใช้คำอุปมาอุปไมยได้ไหม มันเห็นภาพชัดเจนเกินไป ฉันกลัวแล้วเนี่ย"
เมื่อได้ฟังคำบรรยายของหลินมู่เกอ ทุกคนก็สามารถจินตนาการถึงภาพไข่ของผีเสื้อสนิมนับไม่ถ้วนที่กำลังจะตกลงมาได้อย่างชัดเจนในหัว
แต่ภายใต้คำเตือนและคำห้ามปรามอย่างหนักหน่วงของทุกคน หลินมู่เกอกลับไม่ยอมหนี แถมยังยืนอยู่ใต้ก้อนเมฆอันน่าสะพรึงกลัวที่เกิดจากผีเสื้อสนิมเสียอย่างนั้น
"อย่างที่ทุกคนรู้กันดีว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดอาจไม่ได้เป็นเพียงแค่สิ่งที่ตาเห็นภายนอกเสมอไป เราต้องมองสิ่งต่างๆ ด้วยใจที่เป็นกลางและรอบด้าน"
"เพราะงั้นซิงหลาน ดูผีเสื้อสนิมพวกนี้สิ ภายนอกพวกมันอาจจะเป็นสิ่งลี้ลับที่น่ารัก แต่ทุกคนลองคิดดูสิว่า มีความเป็นไปได้ไหมที่มันอาจจะเป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง"
หลินมู่เกอผายมือมองไปที่เย่ซิงหลานที่อยู่ตรงหน้าพลางพูดชักจูงอย่างใจเย็น
ส่วนเย่ซิงหลานนั้นมีสีหน้าที่บ่งบอกว่าฉันไม่เข้าใจแต่ฉันช็อกมาก
สำหรับคนที่เพิ่งออกมาจากโรงพยาบาลจิตเวช การจะตามความคิดของคนปกติอย่างหลินมู่เกอให้ทันนั้นมันยากเกินไปจริงๆ
"วันนี้อากาศดีมาก แถมยังใกล้จะถึงวันตรุษจีนแล้วด้วย พอเห็นคนเข้ามาดูไลฟ์เยอะแยะขนาดนี้ ในใจผมก็รู้สึกมีความสุขมากๆ เลยครับ"
"ทันทีที่ผีเสื้อสนิมได้ยินเสียงบาดแก้วหูเมื่อกี้ ปีกของพวกมันก็จะสั่นและส่งเสียงซ่าๆ ออกมา"
"ด้วยจุดเด่นตรงนี้ ผมเลยตัดสินใจจะมอบบทเพลงสุดคลาสสิกอย่างเพลง 'วันดีๆ' ให้กับทุกคน เพื่ออวยพรให้ทุกคนมีแต่วันดีๆ ในทุกๆ วันของปีใหม่นี้นะครับ"
"แน่นอนว่าทุกคนสามารถฮัมเพลงที่คุ้นเคยนี้ไปพร้อมกับจังหวะของผมได้เลย"
ท่ามกลางข้อความวิ่งบนหน้าจอที่พากันพิมพ์ห้ามปรามอย่างหนาแน่น หลินมู่เกอก็หยิบเศษเหล็กชิ้นนั้นขึ้นมาอีกครั้ง
"วันนี้นับเป็นวันดีจริงๆ น้า..."
เขากระแอมในลำคอก่อนจะฮัมเพลงขึ้นมาท่อนหนึ่งเพื่อหาจังหวะ
แค่เสียงร้องท่อนเดียวก็ทำเอาคนดูกระเด็นออกจากไลฟ์ไปกว่าห้าแสนคน
และแน่นอนว่าจำนวนคนดูในไลฟ์สดก็พุ่งทะยานกลับมาอย่างรวดเร็วเช่นกัน
กลุ่มคนใส่หูฟังพากันถอดหูฟังออก ส่วนคนที่เปิดลำโพงก็รีบปิดเสียงแทบไม่ทัน
"ครืดดดด ครืดดดด เอี๊ยดดด เอี๊ยดดด..."
หลินมู่เกอฟาดมือเหล็กไร้ความปรานีของเขาลงไปอย่างไม่ลังเล เสียงเสียดสีระหว่างเศษเหล็กแหลมคมกับโครงสร้างเหล็กผู้บริสุทธิ์ดังทะลุทะลวงไปถึงชั้นเมฆ ทำเอาเหล่าผีเสื้อสนิมหมดอารมณ์จะวางไข่ ปีกของพวกมันสั่นระรัวจนเกิดเสียงซ่าๆ ขึ้นมา
"ดีมาก"
หลินมู่เกอทำซ้ำอีกสองสามครั้งแล้วพยักหน้าอย่างพอใจ
"ทุกคนคงเคยเรียนการทดลองทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกของปาฟลอฟในวิชาชีววิทยากันมาแล้วใช่ไหมครับ"
"เมื่อกี้ตอนที่ผมปรับเสียง ผมได้สาธิตให้ทุกคนดูแบบง่ายๆ ไปรอบหนึ่งแล้ว ตอนนี้แค่ผมเอาเหล็กในมือไปจ่อใกล้ๆ โครงสร้างเหล็ก ไม่ต้องขูดให้เกิดเสียง ผีเสื้อสนิมก็จะเกิดการตอบสนองแบบมีเงื่อนไขและสั่นปีกของมันทันที"
"สรุปก็คือ วิธีเล่นเครื่องดนตรีผีเสื้อสนิมนั้นง่ายและสะดวกมากๆ ไม่มีอะไรยากเลยครับ"
เขาชูนิ้วโป้งให้กล้อง
"รีบหนีเร็ว!! ถ้าไม่หนีตอนนี้จะไม่ทันแล้วนะ!!"
"ปาฟลอฟ: การทดลองของฉันถูกแกเอามาใช้ทำเรื่องพรรค์นี้เนี่ยนะ"
"ปาฟลอฟพังฝาโลงตัวเองออกมาแล้ว อิโมจิหมาน้อยปกป้องชีวิต"
"พี่นกพิราบ พอเถอะ"
"การได้เพลิดเพลินกับเสียงดนตรีในไลฟ์ให้ความรู้ ช่างเป็นเรื่องที่น่าอภิรมย์เสียนี่กระไร อิโมจิหมาน้อยปกป้องชีวิต"
"《ไม่มีอะไรยากเลย》"
แม้หลินมู่เกอจะเตะโด่งคนดูออกไปกว่าห้าแสนคนด้วยมือของเขาเอง แต่คนที่เหลืออยู่กลับพิมพ์ข้อความกันรัวยิ่งกว่าเดิม
ก็แน่ล่ะ คนที่เหลือรอดอยู่ก็คือบรรดาผู้กล้าที่ไม่กลัวตายนั่นเอง
"เอาล่ะครับ ต่อไปทุกคนก็จะได้เสนาะหูกันแล้ว ทำตามจังหวะผมนะ!"
หลินมู่เกอสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะโบกมือไปมาเหมือนวาทยกรในวงออร์เคสตราวงใหญ่ ส่วนบรรดาผีเสื้อสนิมก็ตอบสนองตามเงื่อนไขด้วยการสั่นปีกอย่างต่อเนื่องจนเกิดเสียงซ่าๆ ดังขึ้น
เสียงแสบแก้วหูแบบนี้เหมือนกับว่าคุณกำลังใช้กระดาษทรายเช็ดก้นอยู่
แถมก้นของคุณก็ยังทำมาจากกระดาษทรายอีกด้วย
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนไม่ได้รู้สึกประหลาดใจเลยก็คือ ภายใต้ทักษะดนตรียมโลกอันหาตัวจับยากของหลินมู่เกอ เสียงซ่าๆ เหล่านั้นกลับกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงของระดับเสียงจนประกอบขึ้นมาเป็นเพลงวันดีๆ ที่ทุกคนคุ้นหูกันเป็นอย่างดี
ยิ่งพอบวกกับเสียงปรบมือของหลินมู่เกอเข้าไปด้วยแล้ว มันก็ดันฟังดูเพราะขึ้นมาจริงๆ ซะงั้น...
"อึก..."
เย่ซิงหลานที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆ ก้าวถอยหลังด้วยความสั่นกลัว
ใต้ฝูงผีเสื้อสนิมที่บินกันมืดฟ้ามัวดิน หลินมู่เกอที่มีคราบเลือดแห้งกรังติดอยู่เต็มตัวกำลังบรรเลงเพลงอย่างดูดดื่มและลืมโลก
ฉากนี้เรียกได้ว่าเป็นภาพวาดระดับโลกเลยทีเดียว
เธอยังคง... ประเมินหลินมู่เกอต่ำไปสินะ...
ทำไมบนโลกใบนี้ถึงมีคนที่เลือกจะเล่นดนตรีด้วยการสร้างเสียงรบกวนแบบนี้อยู่ด้วยนะ...
"เสียงฆ้องกลองแห่งความสุขดังก้องฉลองความยินดีในทุกๆ ปี..."
"ระบำอันงดงามส่งมอบความครื้นเครงมาให้ในทุกๆ วัน..."
ในช่องคอมเมนต์ยังมีชาวเน็ตผู้หวังดีช่วยพิมพ์เนื้อเพลงให้อีกต่างหาก...
"แสดงได้ดีมาก ขอร้องล่ะพี่นกพิราบ คราวหน้าอย่าแสดงอีกเลยนะ"
"นักดนตรียมโลกอันดับหนึ่งของโลก!"
"นี่มันขุมนรกชั้นไหนกันเนี่ย..."
"《เสียงฆ้องกลองแห่งความสุข》"
"《ระบำอันงดงาม》"
"วันนี้นับเป็นวันดีแห่งยมโลกจริงๆ อิโมจิหมาน้อยปกป้องชีวิต"
เมื่อหลินมู่เกอวางเศษเหล็กในมือลง ทุกคนในไลฟ์สดและบรรดาผีเสื้อสนิมบนท้องฟ้าก็พากันถอนหายใจด้วยความโล่งอกพร้อมๆ กัน
มีเพียงหลินมู่เกอเท่านั้นที่ยังทำหน้าเหมือนอารมณ์ค้างและยังอยากเล่นต่อ
"ในทางทฤษฎีแล้ว การวางไข่ของสิ่งลี้ลับอย่างผีเสื้อสนิมก็เหมือนกับการลุกขึ้นมาออกกำลังกายหลังจากที่นอนนิ่งๆ มาเป็นเวลานานครับ"
"ตอนนี้พวกมันเล่นดนตรีจนเหนื่อยแล้ว ไม่มีแรงจะวางไข่แล้วก็เลยบินกลับไปกันหมด"
"การปลุกผีเสื้อสนิมขึ้นมาออกกำลังกายบ่อยๆ ไม่เพียงแต่จะช่วยขัดเกลาจิตใจของพวกมัน แต่ยังช่วยให้ไข่ที่พวกมันวางในครั้งหน้ามีสุขภาพแข็งแรงขึ้นด้วยครับ"
ผีเสื้อสนิมบนท้องฟ้าพากันร่อนลงมาเกาะที่เดิมของพวกมันอีกครั้ง
นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป พวกมันคงไม่กล้าสบตาหลินมู่เกออีกแม้แต่แวบเดียว
น่ากลัวเกินไปแล้ว
แค่มองหน้าแวบเดียวก็โดนลากออกมาเป็นเครื่องดนตรียกเผ่าพันธุ์เลย...
โลกมนุษย์ตอนนี้มีบทลงโทษที่โหดร้ายทารุณขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย...
โหดร้ายเกินไปแล้ว...
"ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยววันหลังฉันจะสอนให้ พวกมันเป็นของเธอทั้งหมดแหละ"
หลังจากหยุดพักสักครู่ หลินมู่เกอก็หันไปพูดกับเย่ซิงหลาน
"รู้สึกสมองโล่งปลอดโปร่งและมีพลังเต็มเปี่ยมเลย สมกับที่เป็นพลังแห่งเสียงดนตรีจริงๆ!"
เขาก้าวเดินยาวๆ มุ่งหน้าต่อไป
จำนวนคนดูในไลฟ์สดก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
"พี่น้องทั้งหลาย โดยปกติแล้วความหลากหลายของสายพันธุ์สิ่งลี้ลับในโรงถลุงเหล็กแบบนี้จะมีน้อยมากครับ เพราะรอบๆ มีแต่เหล็ก แถมอุณหภูมิระหว่างกลางวันกับกลางคืนก็แตกต่างกันมากด้วย"
"ถึงแม้จะมีสิ่งลี้ลับไม่กี่ชนิด แต่พวกที่สามารถเอาชีวิตรอดอยู่ที่นี่ได้ล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากๆ เลยครับ"
หลินมู่เกอถือไฟฉายส่องส่ายไปมา
บางครั้งก็ฉายไฟไปตามซอกมุมมืดๆ อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
คนในไลฟ์สดต่างก็ดูไปลุ้นไปอย่างหวาดเสียว กลัวว่าจะมีตัวประหลาดน่ารักๆ โผล่ออกมาจากมุมไหนสักมุม
"โห... เปิดหูเปิดตาเลยแฮะ..."
หลังจากเลี้ยวซ้ายทีขวาทีจนทะลุออกมาจากเขาวงกตเหล็ก พอได้เห็นภาพตรงหน้า หลินมู่เกอก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
ตรงหน้าของพวกเขาคือโรงเก็บขยะขนาดมหึมา
เพียงแต่ขยะที่อยู่ข้างในล้วนเป็นเศษเหล็กหลากหลายรูปแบบ
มีตั้งแต่ถังเหล็กขนาดใหญ่สูงเท่าตึกหลายชั้น ไปจนถึงนอตและสกรูขนาดเล็กจิ๋วเท่าเล็บมือ...
เศษเหล็กนับไม่ถ้วนกองทับถมกันอย่างระเกะระกะไม่มีระเบียบ
เมื่อไม่มีตึกสูงและก้อนเมฆทึบบดบัง ในที่สุดแสงจันทร์กระจ่างใสก็สาดส่องลงมา
ภายใต้แสงจันทร์นวลผ่องเช่นนี้ ภาพที่ปรากฏผ่านเลนส์กล้องความละเอียดสูงของหลินมู่เกอกลับดูวังเวงและน่าตื่นตะลึงเล็กน้อย
"สัมผัสได้ไหม"
หลินมู่เกอหันกลับไปมองเย่ซิงหลานที่กำลังนั่งยองๆ เขี่ยเศษเหล็กชิ้นเล็กชิ้นน้อยบนพื้น
"...อืม เหมือนจะ..."
"เหมือนจะอยู่ข้างในนั้น"
เขาหลับตาลงแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กางแขนออกเพื่อสัมผัสทิศทางของลมยมโลก
"พวกสิ่งลี้ลับน่าจะรวมตัวกันอยู่ในกองเศษเหล็กพวกนี้แหละ..."
หลินมู่เกอวางมือลงบนหัวรถกระบะคันใหญ่
"ทุกคนดูสิครับ ตรงนี้มีเกล็ดน้ำแข็งบางๆ เกาะอยู่ แสดงว่ามีความแตกต่างของอุณหภูมิ นี่ก็เป็นวิธีที่มีประโยชน์ในการตรวจสอบว่ามีสิ่งลี้ลับอยู่หรือเปล่าด้วยครับ"
เขาถือกล้องแพนไปรอบๆ หนึ่งรอบ
ในกองเศษเหล็กมหึมานี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ก็เหมือนจะมีบางอย่างแอบซ่อนอยู่...
"กริ๊ก"
จู่ๆ เศษเหล็กชิ้นเล็กๆ ก็กระเด็นตกลงมาจากกองเศษเหล็กที่ทับถมกันเป็นภูเขา ร่วงลงมาแทบเท้าของหลินมู่เกอ
"เหล็กชิ้นนี้..."
หลินมู่เกอขมวดคิ้วแล้วค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งอย่างระมัดระวัง
"พี่น้องทั้งหลาย เหล็กชิ้นนี้มีอะไรผิดปกตินะครับ ผมสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสิ่งลี้ลับจากตัวมัน..."
เขาใช้นิ้วจิ้มเศษเหล็กชิ้นเล็กๆ บนพื้น
"ป๊อก!"
วินาทีต่อมา เศษเหล็กชิ้นนั้นก็กระเด้งตัวลุกขึ้นมาเหมือนปลาหลีฮื้อ
"แกร๊ก แกร๊ก แกร๊ก แกร๊ก!"
พร้อมกับเสียงกลไกข้อต่อที่ดังขึ้น หัวปูชิ้นเล็กๆ ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นอย่างประณีตก็โผล่ออกมา บนหัวของมันมีไฟแอลอีดีสีแดงกะพริบวิบวับ ก้ามปูสองข้างที่ทำจากสกรูโผล่ออกมา เอียงคอจ้องมองมาที่หลินมู่เกอ
"พี่น้องครับ! นี่มัน... ไฮเทคสุดๆ ไปเลย!"
หลินมู่เกอชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบหันกล้องไปจับภาพปูจักรกลตัวนี้และซูมให้เห็นชัดๆ
เขาไม่ทันสังเกตเลยว่าที่ด้านหลังของเขา มีเงาดำทะมึนสุดสะพรึงกำลังค่อยๆ ลุกขึ้นยืนจากกองเศษเหล็ก
"นี่มัน... เหมือนมีใครเอาเศษเหล็กและชิ้นส่วนเล็กๆ พวกนี้มาสร้างเป็นของเล่นรูปปู แล้วก็มีวิญญาณเร่ร่อนเข้าไปสิงจนสามารถควบคุมของเล่นชิ้นนี้ได้!"
"ยอดเยี่ยมไปเลย! งานประกอบละเอียดประณีตมากๆ เลยนะเนี่ย..."
เขาจับมือกับปูจักรกลขนาดเท่าฝ่ามือตัวนี้และเอ่ยปากชมจากใจจริง
"พี่นกพิราบ! ดูข้างหลังเร็ว!"
"เชี่ย สิ่งลี้ลับพวกนี้..."
"ข้างหลังพี่นกพิราบตัวอะไรน่ะ"
"ทรานส์ฟอร์เมอร์ส???"
"ฉันว่าแล้วเชียวว่าซากปรักหักพังพวกนี้มันต้องไม่ธรรมดา!"
"พี่นกพิราบหันหลังกลับไปดูเร็ว!"
บริเวณขอบหน้าจอไลฟ์สด ทุกคนมองเห็นสัตว์ประหลาดร่างยักษ์ที่อยู่ด้านหลังหลินมู่เกอ
รูปร่างมันเหมือนกับของเล่นที่เด็กเอามาต่อกันมั่วๆ
ด้านหลังของหลินมู่เกอคือสัตว์ประหลาดจักรกลที่ประกอบขึ้นจากเศษวัสดุเหลือทิ้งที่ถูกนำมาต่อรวมกันอย่างไม่เป็นระเบียบ
ร่างกายของมันโอนเอนไปมา ดูเสียสมดุลอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาข้างหนึ่งที่ทำมาจากไฟหน้ารถยนต์อย่างลวกๆ ก็มีเสียงไฟช็อตดังจี่ๆ และไม่ยอมสว่างเสียที
"อย่ากวนน่า อย่าเพิ่งกวน"
หลินมู่เกอไม่ได้หันกลับไปมองด้วยซ้ำ เขาแค่โบกมือปัดไปด้านหลัง
"ทุกคนดูสิครับ ปูตัวนี้มันพยายามจะหนีบผมตลอดเลย"
"แต่มันหนีบไม่โดนหรอก"
เขาวางกล้องไว้ข้างๆ แล้วชูนิ้วกลางขึ้นมาแหย่เล่นกับปูที่กำลังชูก้ามหราอยู่บนพื้นอย่างสนุกสนาน
"เชี่ย พี่นกพิราบเลิกเล่นได้แล้ว!"
"ระวังไอ้ตัวข้างหลังมันจะฟาดลงมานะ!"
"มันกำลังจะฟาดลงมาแล้ว!"
"นี่ก็เป็นฝีมือของสิ่งลี้ลับเหมือนกันใช่ไหม"
"ระวัง!"
เย่ซิงหลานที่ถูกปูจักรกลดึงดูดความสนใจไปในตอนแรกก็ทนดูต่อไปไม่ไหว รีบร้องเตือนหลินมู่เกอที่เผลอโดนปูหนีบนิ้วกลางเข้าจนได้
ส่วนแขนของสัตว์ประหลาดจักรกลด้านหลังหลินมู่เกอก็กำลังฟาดลงมาแล้ว
แขนของมันประกอบขึ้นจากเหล็กเส้นและเศษเหล็กล้วนๆ ถ้าโดนฟาดเข้าไป หลินมู่เกอต้องตายสถานเดียวแน่นอน!
"โอเคๆๆ"
หลินมู่เกอเอี้ยวตัวหลบอย่างคล่องแคล่ว
มือขนาดยักษ์ที่ผสมปนเปไปด้วยวัสดุนานาชนิดกระแทกพื้นลงข้างๆ เท้าของเขาเสียงดังสนั่น
"ตัวนี้ดูอลังการกว่าตัวเมื่อกี้อีก เสียอย่างเดียวคือมันหน้าตาอุบาทว์ไปหน่อยครับพี่น้อง"
ภายใต้สายตาของเย่ซิงหลานที่เหมือนมีคำพูดจุกอยู่ที่คอแต่พูดไม่ออก หลินมู่เกอก็คว้าเหล็กเส้นที่แขนของมัน ปีนป่ายขึ้นไปตามแผ่นเหล็กและชิ้นส่วนทองแดงต่างๆ จนขึ้นไปยืนบนไหล่ของสัตว์ประหลาดตัวนี้ แล้วตบไฟสปอตไลต์ดวงใหญ่บนหัวมันเบาๆ
แถมยังเตะซ้ำไปอีกสองทีอย่างแรง
"เอาล่ะ ซ่อมเสร็จแล้ว"
หลังจากเตะไปสองที ไฟดวงใหญ่ก็สว่างพรึบขึ้นมาจริงๆ ทำเอาเย่ซิงหลานตกใจจนเสียหลักเกือบหงายหลังล้ม
"ซิงหลาน ถ่ายรูปให้ฉันหน่อยสิ"
หลินมู่เกอเหยียบเท้าข้างหนึ่งไว้บนไฟสปอตไลต์ ใบหน้าเปื้อนยิ้มกว้าง พร้อมชูสองนิ้วท่าประจำตัวที่ใช้มาเป็นหมื่นปี
"พี่น้องครับ... เจ้านี่ก็ถูกสิ่งลี้ลับควบคุมอยู่เหมือนกัน"
"แต่พลังของวิญญาณเร่ร่อนทั่วไปมันอ่อนแอมาก ผมเลยเดาว่าในร่างของเจ้ายักษ์ใหญ่นี้น่าจะมีวิญญาณเร่ร่อนสิงอยู่อย่างน้อยสองดวงครับ ต้องมีอย่างน้อยสองดวงถึงจะบังคับให้มันลุกขึ้นยืนได้"
"ปกติแล้วการเคลื่อนไหวของมันไม่น่าจะเชื่องช้าขนาดนี้หรอก ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะผมมอบความกลัวให้มันน้อยเกินไปต่างหาก"
เขาสไลด์ตัวลงมาจากสิ่งลี้ลับที่แทบจะขยับตัวไม่ได้เพราะไม่ได้รับความกลัวมากพอ
"ตัวนี้ดูคล้ายทรานส์ฟอร์เมอร์สเวอร์ชันคนจนเลยครับ ไอเดียสร้างสรรค์สุดๆ"
หลินมู่เกอเซลฟีตัวเองไปอีกสองสามรูป จากนั้นก็อาศัยแสงจากไฟหน้ารถมองตรงไปข้างหน้า
"พี่น้องครับ นี่มัน... โรงงานแปรรูปสิ่งลี้ลับชัดๆ เลย..."
ภายใต้ลำแสงสว่างจ้า ทุกคนในไลฟ์สดก็ได้เห็นสิ่งลี้ลับที่สิงอยู่ในเครื่องจักรกลกำลังโผล่หัวออกมาทีละตัว
ภูเขาเศษเหล็กบางลูกถึงกับลุกขึ้นยืนได้ทั้งก้อน
หมาจักรกลและแมวจักรกลนับไม่ถ้วนพากันเข้ามาตีวงล้อมหลินมู่เกอไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
บนท้องฟ้ายังมีอีกาจักรกลและนกจักรกลจำนวนมากบินวนเวียนอยู่ด้วย
ถ้ามองให้ดีจะเห็นกบกระโดดจักรกลตัวจิ๋ว ปูจักรกล และอื่นๆ อีกมากมาย
"ซี๊ด..."
หลินมู่เกอกวาดสายตามองไปรอบๆ
มีแวบหนึ่งที่เขารู้สึกเหมือนตัวเองและเย่ซิงหลานหลงเข้าไปในอาณาจักรของทรานส์ฟอร์เมอร์สในฐานะมนุษย์ตัวจิ๋ว
เขายังมองเห็นเครื่องจักรที่มีรูปร่างเหมือนพืชอีกด้วย
"เนื้อหนังอ่อนแอเครื่องจักรกลสิคือการยกระดับ อิโมจิหมาน้อยปกป้องชีวิต"
"งั้นแปลว่าสิ่งลี้ลับพวกนี้ควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อสร้างเครื่องจักรพวกนี้ขึ้นมาเป็นภาชนะให้ตัวเองงั้นเหรอ??"
"ทำไมมันดูเท่แปลกๆ..."
"พระเจ้า ฉันก็อยากกลายเป็นสิ่งลี้ลับขึ้นมาบ้างแล้วสิ..."
"พวกนี้มันโหดเกินไปแล้ว..."
"ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป สิ่งลี้ลับอาจจะครองโลกมนุษย์ได้เลยนะ!"
"เป็นไปไม่ได้หรอก..."
"ถ้าไม่มีพี่นกพิราบ ใครจะคิดล่ะว่าโรงถลุงเหล็กแห่งนี้จะซ่อนฉากแบบนี้เอาไว้..."
ฉากที่น่าตื่นตาตื่นใจแบบนี้ราวกับหลุดออกมาจากภาพยนตร์ไม่มีผิด
ในใจของทุกคนในห้องไลฟ์สด นอกจากความตื่นตะลึงแล้วก็มีความตื่นตะลึงอยู่เต็มไปหมด
ถ้าสิ่งลี้ลับสามารถสร้างสิ่งของขึ้นมาเองแล้วเข้าไปสิงสถิตอยู่ข้างในได้...
งั้นพวกมันก็สามารถเข้าไปสิงในอาวุธสงครามได้ด้วยหรือเปล่า?
ถ้าเป็นปืนใหญ่หรือแม้กระทั่งระเบิดนิวเคลียร์... หากถูกสิ่งลี้ลับควบคุม มันจะยิงออกมาเองได้ไหมนะ?
"พี่น้องครับ... มันไม่สมเหตุสมผลเลย..."
เมื่อมองดูสิ่งลี้ลับจักรกลที่เรียงรายอยู่เต็มไปหมด หลินมู่เกอก็ค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลงจากความตื่นตะลึง
"สิ่งลี้ลับไม่สามารถหลอมโลหะได้หรอกครับ เพราะการหลอมโลหะต้องใช้อุณหภูมิสูงปรี๊ด ซึ่งนั่นเป็นจุดอ่อนถึงตายของพวกสิ่งลี้ลับเลย"
"นอกจากนี้ สิ่งลี้ลับยังไม่สามารถควบคุมร่างกายที่มีกลไกหรือชิ้นส่วนจักรกลที่ซับซ้อนได้ด้วย"
"ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งลี้ลับก็ยังคงเป็นสิ่งมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงสภาพไป พวกมันสามารถควบคุมวัตถุที่ไม่มีชีวิตและไม่มีกลไกซับซ้อนภายในได้ เช่น พวกตุ๊กตาหรือของเล่น"
"แต่ถ้าให้ควบคุมสิ่งของที่เล็กอย่างไฟฉายกระบอกนี้ หรือใหญ่ระดับรถยนต์หรืออาวุธสงคราม สิ่งลี้ลับไม่สามารถควบคุมได้เลยครับ"
เขาแหงนหน้ามองฝูงนกจักรกลบนท้องฟ้า
"หยุด!"
หลินมู่เกอพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
จากนั้นนกจักรกลบนท้องฟ้าก็พากันร่วงหล่นลงมาบนพื้นดังฟุ่บๆๆ
"โอ๊ย! อูย..."
มีนกตัวหนึ่งร่วงลงมาฟาดเข้าที่หัวของเย่ซิงหลานอย่างจังแบบพอดิบพอดี
"สิ่งลี้ลับที่อ่อนแอขนาดนี้ แค่จะควบคุมตุ๊กตายังยากเลย แล้วพวกมันจะไปสร้างเครื่องจักรกลมาเป็นร่างของตัวเองได้ยังไงกันล่ะ"
หลินมู่เกอมองดูนกบนพื้นแล้วบ่นพึมพำ
"อาจจะ... มีใครตั้งใจสร้างสิ่งพวกนี้ให้สิ่งลี้ลับหรือเปล่า?"
เย่ซิงหลานกุมหัวตัวเองพลางหรี่ตาและพูดขึ้นมา
[จบแล้ว]