เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 331 - พวกเราไปตีญี่ปุ่นกันเถอะ

บทที่ 331 - พวกเราไปตีญี่ปุ่นกันเถอะ

บทที่ 331 - พวกเราไปตีญี่ปุ่นกันเถอะ


บทที่ 331 - พวกเราไปตีญี่ปุ่นกันเถอะ

เว่ยห้าววุ่นอยู่กับการต้อนรับแขกเหรื่ออย่างยากลำบาก ในขณะที่บรรดาแขกฝ่ายหญิงต่างพากันไปที่เรือนกระจกตามเรือนต่าง ๆ เพื่อเล่นไพ่นกกระจอก ตอนนี้พวกนางเริ่มรู้จักวิธีเล่นไพ่นกกระจอกกันแล้ว อีกทั้งที่บ้านของเว่ยห้าวยังจัดเตรียมไพ่นกกระจอกและไพ่ป๊อกไว้หลายสิบชุด ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของพวกนาง

หลังจากจัดการทุกอย่างเข้าที่ เว่ยห้าวก็หาห้องพักผ่อนเงียบ ๆ ครู่หนึ่ง แต่ไม่นานนักเขาก็ถูกปลุกขึ้นมา เพราะมีแขกบางส่วนตื่นแล้วและต้องการให้เว่ยห้าวไปอยู่เป็นเพื่อน

ไม่นานนัก หลี่ซื่อหมินก็ตื่นขึ้นมา และเสด็จไปยังเรือนกระจกที่เรือนหลักของเว่ยห้าวเพื่อเสวยน้ำชา

"มาพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ!" เว่ยห้าวรินชาถวายหลี่ซื่อหมิน

"อืม เตียงของเจ้านี่ไม่เลวเลยนะ นั่งสบายมาก แถมยังใหญ่ด้วย ทำเผื่อเสด็จพ่อสักหลังซิ!" หลี่ซื่อหมินเอ่ยกับเว่ยห้าว

"ได้พ่ะย่ะค่ะ อีกสองวันหม่อมฉันจะสั่งให้ช่างไม้ในบ้านเริ่มทำให้ท่าน" เว่ยห้าวพยักหน้าตอบรับ

"ฝ่าบาท ท่านช่างมีความสุขเสียจริง บ้านลูกเขยมีครบทุกอย่างเลย!" เฉิงเหย่าจินที่นั่งอยู่ตรงนั้นเอ่ยเย้าหลี่ซื่อหมินพลางหัวเราะ

"แน่นอนอยู่แล้ว ความสามารถในการเลือกเขยของข้ายังใช้ได้เสมอ!" หลี่ซื่อหมินลูบเคราพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

"จวนแห่งนี้ดีจริง ๆ ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าเว่ยห้าวจะสร้างจวนที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ได้ เห็นแล้วข้าเองยังอยากจะกลับไปแก้เรือนหลักที่บ้านให้เป็นแบบนี้บ้างเลย ต้องใช้เงินเท่าไหร่หรือ?" หลี่จิ้งเอ่ยถามเว่ยห้าว

"จะเอาใหญ่เท่าของข้าเลยหรือพ่ะย่ะค่ะ?" เว่ยห้าวถามกลับ

"อืม ขนาดประมาณนี้แหละ!" หลี่จิ้งพยักหน้า

"ถ้ารวมทั้งหมด อาจจะเกินสองหมื่นกว้านพ่ะย่ะค่ะ ค่าโครงสร้างไม่เท่าไหร่ แต่ค่าตกแต่งนี่แหละที่ผลาญเงิน!" เว่ยห้าวตอบ

"งั้นข้าขอบาย!" หลี่จิ้งได้ยินราคาแล้วรีบโบกมือทันที แพงขนาดนี้ เงินเก็บของเขาคงไม่พอแน่

"ไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะ รออีกสักสองสามปีเถอะ ถึงตอนนั้นต้นทุนน่าจะลดลงไปเยอะ ไม่ต้องรีบร้อน" เว่ยห้าวปลอบใจ

"อืม เป็นเพราะเจ้าพวกเด็กที่บ้านไม่ได้เรื่องเอง หาเงินไม่เป็นสักคน!" หลี่จิ้งพยักหน้าพลางถอนหายใจ

"ท่านพี่เย่าซือ ท่านพอใจเถอะ! บ้านท่านมีลูกชายแค่สองคน จัดการแต่งงานไปหมดแล้ว ดูข้าสิ ยังมีอีกห้าคนที่ยังไม่ได้จัดการ จะเอาชีวิตข้าเลยนะเนี่ย!" เฉิงเหย่าจินถอนหายใจออกมา

"ไม่เป็นไรหรอก ถึงเวลาถ้าต้องการเงินก็บอกข้าได้ เรื่องงานแต่งของหลาน ๆ จะแก้ไม่ได้เชียวหรือ?" หลี่จิ้งปลอบใจเกลอเก่า

"ส่วนเรื่องงานแต่งของคนรอง เจ้าไม่ต้องกังวลไป ข้าจะพระราชทานสมรสให้เอง" หลี่ซื่อหมินเอ่ยกับเฉิงเหย่าจิน

"โอ้ ขอบพระคุณฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!" เฉิงเหย่าจินรีบประสานมือขอบคุณทันที

"อืม เจ้าเองก็ลำบากไม่น้อย มีลูกชายตั้งหกคน ช่างเป็นเรื่องที่..." หลี่ซื่อหมินไม่รู้จะพูดอย่างไรกับเฉิงเหย่าจินดี การที่มีลูกชายมากถึงเพียงนี้คงต้องใช้เงินทองมหาศาลไม่ใช่น้อย

หลังจากนั่งสนทนากันอยู่ครู่หนึ่ง งานเลี้ยงก็เริ่มต้นขึ้น เว่ยห้าวได้เชิญทุกคนไปยังห้องโถงรับรอง

ครั้นงานเลี้ยงช่วงค่ำสิ้นสุดลง เว่ยห้าวก็ออกไปส่งแขกที่หน้าประตูด้วยตนเองจนกระทั่งท้องฟ้ามืดค่ำ เนื่องจากใกล้ถึงเวลาประกาศเคอร์ฟิวแล้ว บรรดาพี่สาวและพี่เขยของเว่ยห้าวจึงพากันขอตัวกลับไปก่อน ในยามนี้ภายในบ้านจึงหลงเหลือเพียงคนในครอบครัวเท่านั้น

"ในที่สุดก็ยุ่งเสร็จเสียที!" เมื่อเว่ยห้าวกลับมาถึงเรือนกระจกที่เรือนหลัก เขาก็นั่งลงด้วยความเหนื่อยล้า พลางเอ่ยกับเว่ยฟู่หรง

"ไม่เป็นไรหรอก วันนี้ทุกคนพอใจมาก โดยเฉพาะจวนของเรา พวกเขาอิจฉากันจะแย่แล้ว!" หวังซื่อเดินเข้ามาเอ่ยกับบุตรชาย

"เอาละ ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านแม่เล็ก วันนี้พวกท่านก็เหนื่อยมากแล้ว รีบไปนอนพักเถอะ" เว่ยห้าวบอกทุกคน ขณะที่เหล่าบ่าวไพร่ยังคงเก็บกวาดข้าวของ ซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลาอีกเป็นชั่วโมงกว่าจะขนย้ายเข้าโกดังจนเรียบร้อย หน้าที่นี้ยกให้ผู้ดูแลหวังจัดการไป

"แล้วเหลาอาหารจะเปิดเมื่อไหร่ล่ะ?" เว่ยฟู่หรงถาม

"พักสักสองสามวันเถอะ ไม่ต้องรีบ!" เว่ยห้าวนั่งนิ่งไม่อยากขยับตัว

"อืม พักสักสองสามวัน!" เว่ยฟู่หรงพยักหน้าเห็นด้วย หลังจากเว่ยห้าวล้างหน้าล้างตาเสร็จก็ตรงเข้าห้องนอนและหลับเป็นตายจนถึงเช้า ลืมแม้กระทั่งการฝึกวรยุทธ์

เมื่อตื่นมาทานมื้อเช้าเสร็จ เว่ยห้าวก็ตรงไปที่เรือนช่างไม้หลังบ้าน ความจริงแล้วช่างไม้เหล่านั้นกำลังทำโครงไม้สำหรับเรือนกระจกเตรียมไว้อยู่แล้ว และทำเสร็จไปไม่น้อย เว่ยห้าวคำนวณไว้แล้วว่าทันทีที่คนเหล่านั้นเห็นเรือนกระจก จะต้องอยากให้เขาสร้างให้แน่นอน

สำหรับเรือนกระจกของเว่ยยฺวีกุ้ยเฟย หลี่ลี่จื้อ ตำหนักบูรพา และจวนของหลี่จิ้ง เว่ยห้าวใช้มาตรฐานเดียวกัน ส่วนของฮองเฮาจางซุนจะใหญ่กว่าเล็กน้อย และของหลี่ซื่อหมินจะใหญ่ที่สุด ใหญ่กว่าของที่บ้านเว่ยห้าวเสียอีก มิเช่นนั้นอาจถูกขุนนางทัดทานฟ้องร้องได้ ตอนนี้ชิ้นส่วนต่าง ๆ เตรียมไว้เกือบครบแล้ว ขาดเพียงอีกสองชุดเท่านั้น

เว่ยห้าวให้คนแยกชิ้นส่วนไว้ เตรียมจะพาช่างเข้าวังไปก่อสร้าง จากนั้นเขาก็ไปที่เรือนพักของหลี่เยวียน พบว่าองค์เหนือหัวตื่นแล้ว และกำลังนั่งอยู่ในเรือนกระจกเล็ก ๆ ของตนเอง

"ท่านปู่ นอนหลับสบายไหมพ่ะย่ะค่ะ?" เว่ยห้าวเดินเข้าไปถามพลางยิ้ม

"หลับสบายมาก โอ้ เตียงของเจ้านี่มันดีจริง ๆ ไม่นิ่มไม่แข็งจนเกินไป หลับฝันดีเลยเชียว!" หลี่เยวียนดีใจมากที่เห็นเว่ยห้าวเดินเข้ามา

"จริงด้วย ทานข้าวหรือยังพ่ะย่ะค่ะ?" เว่ยห้าวถามต่อ

"ทานแล้ว ข้านัดคนไว้แล้ว เดี๋ยวจะเล่นไพ่กับพวกนายกองสองคนนั้น แล้วก็เรียกเพิ่มมาอีกคน!" หลี่เยวียนบอกอย่างอารมณ์ดี

"ได้พ่ะย่ะค่ะ วันนี้หม่อมฉันจะเข้าวัง จะไปติดตั้งที่ตำหนักต้าอันให้ท่านด้วย พอท่านกลับไปจะได้มีที่พักผ่อนเล่นสนุก นอกจากนี้ข้าจะทำชุดเฟอร์นิเจอร์ให้ท่านอีกชุดหนึ่งด้วย!" เว่ยห้าวบอก

"เจ้าไปยุ่งธุระของเจ้าเถอะ ข้าไม่เป็นไร ตราบใดที่ไม่ได้อยู่ที่นั่นข้าก็สบายใจ!" หลี่เยวียนยิ้มบอกเว่ยห้าวพลางรินน้ำชาให้ ในเรือนเล็กนี้มีข้ารับใช้ที่หลี่เยวียนพามาด้วยประมาณ 40 คนคอยปรนนิบัติ

"ดีพ่ะย่ะค่ะ อย่างไรถ้าหม่อมฉันว่าง จะแวะมาหาท่าน จะมาดื่มน้ำชาหรือเล่นไพ่ก็ได้ทั้งนั้น!" เว่ยห้าวพยักหน้า

ไม่นานนัก เว่ยห้าวก็สั่งให้รถม้าบรรทุกโครงไม้เหล่านั้นมุ่งหน้าสู่พระราชวัง มีรถม้ากว่าสิบสิบคัน พร้อมช่างอีก 20 กว่าคน วันนี้พวกเขาจะเริ่มงานในวัง และเว่ยห้าวต้องเป็นคนเลือกสถานที่

"ฝ่าบาท เซี่ยกั๋วกงมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ พาทีมช่างมาด้วย บอกว่าจะมาสร้างห้องรับแสงถวาย!" หวังเต๋อเดินเข้ามาแจ้งหลี่ซื่อหมิน

"โอ้ เร็วเข้า รีบให้เขาเข้ามา วันนี้ต้องเริ่มทำทันที!" หลี่ซื่อหมินบอกหวังเต๋ออย่างตื่นเต้น

ไม่นานเว่ยห้าวก็เข้ามาคุยกับหลี่ซื่อหมินครู่หนึ่งก่อนจะหาสถานที่ก่อสร้าง ซึ่งก็คือด้านข้างห้องทรงงาน หันหน้าไปทางทิศใต้ ตรงนั้นเป็นสวนที่มีพื้นที่ไม่น้อย เว่ยห้าววางแผนจะสร้างทางเดินกระจกเชื่อมจากห้องทรงงานไปยังห้องรับแสงโดยตรง

จากนั้นการก่อสร้างก็เริ่มขึ้นพร้อมกันในหลายจุด ทั้งตำหนักลี่เจิ้ง ตำหนักบูรพา ตำหนักต้าอัน ตำหนักของหลี่ลี่จื้อ และตำหนักของเว่ยยฺวีกุ้ยเฟย ทุกกลุ่มช่างจะมีทหารองครักษ์สองคนคอยคุมเข้ม เพราะที่นี่เป็นเขตพระราชฐานชั้นใน การป้องกันจึงเข้มงวดมาก

ใช้เวลาประมาณแปดวัน ทุกอย่างก็เสร็จสมบูรณ์ หลี่ซื่อหมินรีบย้ายเข้าไปนั่งทำงานในห้องรับแสงทันทีด้วยความตื่นเต้น

"โอ้ ห้องทรงงานนี้ นอนตรงนี้ช่างสบายจริง ๆ เวลาพวกเจ้าไม่มา ข้าก็นอนอ่านฎีกาตรงนี้ได้!" หลี่ซื่อหมินอวดกับเหล่าเสนาบดีที่อยู่ตรงหน้า

"ฝ่าบาท จะไม่สบายได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้หม่อมฉันร้อนจนอยากจะถอดเสื้ออยู่แล้ว เตาอุ่นก็จุด พระอาทิตย์ก็ส่อง!" เฉิงเหย่าจินมองหลี่ซื่อหมินด้วยสายตาน้อยเนื้อต่ำใจ

"เอาละ ๆ เดี๋ยวข้าจะให้เว่ยห้าวไปสร้างให้เจ้าสักที่ ข้าจะเป็นคนออกเงินเอง!" หลี่ซื่อหมินบอกอย่างอ่อนใจ

"ขอบพระคุณฝ่าบาท กระหม่อมรอคำนี้มานานแล้ว ฝ่าบาทดูพวกเขาสิ ทุกคนจองคิวสร้างเรือนกระจกกันหมด มีแต่กระหม่อมที่ไม่มี!" เฉิงเหย่าจินดีใจมาก แม้บ้านเขาจะไม่จน แต่การจะควักเงินก้อนโตมาสร้างห้องแบบนี้เขาก็ยังทำใจไม่ได้

"อืม ข้ารู้ว่าเจ้าลำบาก จะให้เป็นของขวัญสักห้องแล้วกัน" หลี่ซื่อหมินยิ้มกล่าว

"ฝ่าบาท ช่วงนี้ทางถู่อวี้หุน ถู่ปอ และทูเจวี๋ย ต่างส่งกำลังทหารออกมาเคลื่อนไหว แม้จะเป็นเพียงหน่วยย่อย แต่จนถึงวันที่ยี่สิบของเดือนนี้ พวกเขาบุกประชิดชายแดนไปแล้วกว่าสามสิบครั้ง ทหารม้าของต้าถังเราตีพวกเขาแตกพ่ายไปหมด สังหารข้าศึกได้กว่าสามพันนาย ยึดม้าศึกได้หนึ่งพันเก้าร้อยตัว และเสบียงอื่น ๆ อีกจำนวนมาก

หลี่จีรายงานมาว่า ทางทูเจวี๋ยอาจจะมีการบุกครั้งใหญ่ เพราะครั้งนี้ทางนั้นประสบภัยหิมะตกหนักมาก วัวและแกะล้มตายไปจำนวนมหาศาล ประกอบกับเสบียงเดิมที่มีไม่พอ เขาจึงกังวลว่าทางทูเจวี๋ยอาจจะตัดสินใจสู้ตาย!" หลี่จิ้งรายงานสถานการณ์ชายแดนให้หลี่ซื่อหมินฟัง

"อืม ข้าได้อ่านฎีกาแล้ว ดีมาก หลี่จีคุมกำลังอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ข้าไม่กังวลเรื่องความผันผวนใหญ่โตนัก ให้พวกเขามาเถอะ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะจัดการไม่ได้ หากปีนี้เรากวาดล้างกองกำลังที่ล่วงละเมิดชายแดนได้หมด ข้าอยากจะรู้นักว่าปีหน้าพวกมันยังจะกล้ามาอีกไหม?

ตอนนี้ถ้าจะขนทัพใหญ่มา พวกมันมีความสามารถนั้นหรือ? กองทัพขยับทีใช้เสบียงมหาศาล พวกมันไม่กล้าขยับจริงหรอก อย่างมากก็แค่ข่มขวัญ!" หลี่ซื่อหมินแค่นเสียงเย็นชา

"ฝ่าบาท ทางถู่ปอและถู่อวี้หุนได้ส่งทูตมาแล้ว ตอนนี้อยู่ระหว่างการเดินทางมายังฉางอัน นอกจากนี้ ทูตจากหวอกั๋วยังคงรอรับการเรียกพบอยู่ที่กรมวิเทศสัมพันธ์ ฝ่าบาทจะพบพวกเขาหรือไม่?" ฝางเสวียนหลิงถามหลี่ซื่อหมิน

"หวอกั๋วมักจะสมคบคิดกับโกคูรยอ พยายามจะควบคุมคาบสมุทรโกคูรยอ เจ้าว่าหวอกั๋วนี่ก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร ทำไมถึงมีทะเยอทะยานสูงนักนะ? ประเทศตัวเองก็ดูเหมือนจะแตกแยกเป็นเสี่ยง ๆ ยังจะเที่ยวไปหาเรื่องคนอื่นไปทั่ว?" หลี่ซื่อหมินเอ่ยถาม

"ฝ่าบาท ทางหวอกั่วนั้นชื่นชมวัฒนธรรมต้าถังของเรามาตลอด ครั้งนี้พวกเขานำแร่เงินมาด้วยหนึ่งหมื่นจิน ต้าถังเรามีแร่เงินน้อยมาก พวกเขาบอกว่ายินดีจะถวายแร่เงินหนึ่งหมื่นจินนี้ให้แก่ต้าถัง พร้อมกับยื่นคำร้องขอส่งนักศึกษามาเล่าเรียนที่ต้าถังด้วยพ่ะย่ะค่ะ!" จางซุนอู๋จี้เอ่ยขึ้น

"เงินหนึ่งหมื่นจิน? เยอะขนาดนั้นเชียว?" หลี่ซื่อหมินถามอย่างแปลกใจ

แม้ตอนนี้ต้าถังจะใช้เหรียญทองแดงเป็นหลัก แต่แร่เงินก็มีราคาแพงและมีค่ามาก ส่วนทองคำยิ่งมีค่ามากกว่า บางคนมักจะเก็บเงินและทองไว้เพื่อแลกเป็นเหรียญทองแดงในยามจำเป็น แร่เงินและทองคำจึงยังเป็นที่ต้องการมาก

"พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท ตามความเห็นของกระหม่อม เราควรจะตกลง เพราะพวกเขาชื่นชมในวัฒนธรรมของเรา นี่เป็นโอกาสที่ต้าถังจะแสดงความยิ่งใหญ่และเมตตาของมหาประเทศ" จางซุนอู๋จี้กล่าวต่อ

"อืม เช่นนั้นพรุ่งนี้ในการประชุมเช้า ให้พวกเขาเข้ามาเถอะ!" หลี่ซื่อหมินพยักหน้าเห็นด้วย จะให้พวกเขาค้างอยู่ที่กรมวิเทศสัมพันธ์ตลอดไปก็ไม่ได้

"พวกเขาต้องการส่งนักศึกษาไปเรียนที่สำนักศึกษาภายใต้กั๋วจื่อเจียน ไม่ทราบว่าฝ่าบาทจะอนุญาตหรือไม่?" จางซุนอู๋จี้ถามอีกครั้ง

"ถ้าชื่นชมวัฒนธรรมเรา อยากมาเรียนก็ย่อมได้ แต่เรื่องนี้ต้องไปหารือกันในราชสำนักวันพรุ่งนี้ก่อน!" หลี่ซื่อหมินตอบ

ในตอนนั้นเอง หวังเต๋อก็เดินเข้ามาแจ้งว่า "ฝ่าบาท เซี่ยกั๋วกงมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ นำผักสดไปส่งที่ตำหนักลี่เจิ้ง!"

"เจ้าลูกกระต่ายนี่ ไม่รู้จักมาที่ตำหนักกานลู่บ้าง เขาไม่ได้มาเข้าประชุมเช้านานเท่าไหร่แล้วนะ เกือบเดือนแล้วใช่ไหม? ทุกทีที่มาข้าไม่เคยเห็นหน้าเลย?" หลี่ซื่อหมินเอ่ยอย่างขัดใจ

"เช่นนั้นให้คนไปตามเซี่ยกั๋วกงที่ตำหนักลี่เจิ้งดีไหมพ่ะย่ะค่ะ?" หวังเต๋อถามหยั่งเชิง

"ให้เขามานี่!" หลี่ซื่อหมินพยักหน้า ไม่นานหวังเต๋อก็ออกไป เว่ยห้าวตั้งใจจะแค่มาส่งผักแล้วก็กลับ

ไม่คิดเลยว่าขณะที่นั่งอยู่ในตำหนักลี่เจิ้งจะถูกหลี่ซื่อหมินเรียกตัวไป เมื่อเว่ยห้าวมาถึงตำหนักกานลู่ ก็พบว่ามีเสนาบดีหลายคนกำลังนั่งดื่มน้ำชาอยู่

"พรุ่งนี้ต้องเข้าประชุมเช้านะ!" หลี่ซื่อหมินบอกเว่ยห้าว

"หือ? มีเรื่องอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?" เว่ยห้าวถามกลับ

"เจ้าว่าไงนะ? เจ้าเป็นถึงกั๋วกง เรื่องในราชสำนักเจ้าสามารถสอบถามได้ทุกเรื่อง เจ้ากลับมาถามข้าว่ามีเรื่องอะไร? ไม่มีเรื่องแล้วเจ้ามาเข้าประชุมไม่ได้หรือไง?" หลี่ซื่อหมินดุเข้าให้

"โธ่ เสด็จพ่อ ถ้าไม่มีเรื่องหม่อมฉันก็ไม่อยากมาหรอก หม่อมฉันไม่อยากทะเลาะกับพวกเสนาบดีพวกนี้ พวกเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหม่อมฉันสักคน!" เว่ยห้าวนั่งลงพลางตอบติดตลก

"มีเรื่อง พรุ่งนี้ทูตพิเศษจากหวอกั๋วจะมายื่นตราสารทางราชการ!" หลี่ซื่อหมินเกริ่นให้ฟัง

"ใครนะ หวอกั๋ว? ล้อเล่นหรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ สถานที่ที่ยังไม่เป็นประเทศเป็นชิ้นเป็นอันนั่นน่ะนะ ตอนนี้ก็เที่ยวไปป่วนชาวบ้านเขาไปทั่ว เรายังจะไปสถาปนาความสัมพันธ์กับพวกมันอีกหรือ?" เว่ยห้าวได้ยินดังนั้นก็จ้องหน้าหลี่ซื่อหมินทันที

"พวกเขาชื่นชมวัฒนธรรมต้าถังของเรา!" จางซุนอู๋จี้เอ่ยขึ้นข้าง ๆ

"พอกันที! ชื่นชมวัฒนธรรมบ้านเรา? วัฒนธรรมต้าถังที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ประเทศรอบข้างใครไม่ชื่นชมบ้าง? แต่เวลาจะรบกับเรา พวกมันก็รบอยู่ดี หรือว่าพอพวกมันชื่นชมวัฒนธรรมเราแล้ว พวกมันจะไม่รบกับเราหรือไง?

ไม่ต้องดูอื่นไกล ดูอย่างถู่ปอ ถู่อวี้หุน หรือทูเจวี๋ยสิ พวกมันส่งทูตมาต้าถัง บอกว่าอยากจะปรองดองกัน ผลเป็นไงล่ะ? สุดท้ายก็รบกันอยู่ดี ตอนนี้ก็ยังรบกันไม่เลิก เสด็จพ่อ ท่านคงไม่ได้เชื่อคำพูดพวกมันจริง ๆ หรอกนะ นั่นมันเด็กเล่นขายของชัด ๆ!" เว่ยห้าวเอ่ยอย่างจริงจัง

"ข้าก็ไม่ได้บอกว่าเชื่อ แต่ตามที่เจ้าว่ามา การที่พวกเขาชื่นชมวัฒนธรรมเรานั้นไม่ดีหรือ?" หลี่ซื่อหมินถาม

"ชื่นชมวัฒนธรรมน่ะไม่มีปัญหาหรอกพ่ะย่ะค่ะ นั่นพิสูจน์ว่าต้าถังเราแข็งแกร่ง แต่ถ้าจะมาเรียนรู้วัฒนธรรมเราล่ะก็ ไม่ได้เด็ดขาด! โดยเฉพาะเทคโนโลยีต่าง ๆ ทั้งเทคนิคการเกษตร เทคนิคโรงงาน ทุกอย่างห้ามเด็ดขาด! ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็ต้องพิจารณาว่ามันจะรั่วไหลความลับที่ทำให้ต้าถังแข็งแกร่งหรือไม่ ถ้าใช่ ก็ต้องไม่อนุญาตเด็ดขาด!" เว่ยห้าวนั่งลงพลางบอกหลี่ซื่อหมิน

"เพราะเหตุใด?" หลี่ซื่อหมินไม่เข้าใจ

"เสด็จพ่อ เหตุผลมันง่ายมาก ท่านลองไปดูประเทศรอบข้างพวกเราสิ พวกมันยังไม่มีรากฐานด้านอุตสาหกรรมเลยสักนิด ท่านเห็นพวกมันมีโรงงานอะไรบ้างไหม? อย่างมากก็แค่ทำอาวุธ โรงงานสำหรับราษฎรพวกมันไม่มีเลย

แต่ต้าถังของเราตอนนี้มีโรงงานตั้งเท่าไหร่? สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นเทคโนโลยี เทคโนโลยีเหล่านี้ล้ำหน้าทั้งโลกไปเป็นร้อยปี หรืออาจจะเป็นพันปีเลยก็ได้ สิ่งเหล่านี้แหละที่จะเป็นตัวรับประกันความแข็งแกร่งของต้าถังเรา!" เว่ยห้าวอธิบายอย่างตั้งใจ

"งั้นหมายความว่า ถ้าพวกเขาจะมาเรียน เราจะไม่อนุญาตงั้นหรือ?" หลี่ซื่อหมินถามต่อ

"ฝ่าบาท ทำเช่นนั้นไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ ทูตจากหวอกั๋วเรียกร้องขอให้นักศึกษาได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาภายใต้กั๋วจื่อเจียนมาโดยตลอด หากเราปฏิเสธ มิเท่ากับแสดงว่าต้าถังเราไร้น้ำใจกว้างขวางหรือ?" จางซุนอู๋จี้เอ่ยแย้งเว่ยห้าว

"ข้าว่าพวกท่านที่เป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นเนี่ย ยอมตายเพื่อรักษาหน้าจริง ๆ น้ำใจกว้างขวางอะไรกัน? เมื่อไหร่ที่หวอกั๋วรุกรานจงหยวนของพวกเรา ท่านจะได้รู้ซึ้งถึงคำว่าน้ำใจกว้างขวางเองแหละ! ยังจะมาพูดเรื่องใจกว้างอีก!

ข้าจะบอกท่านให้ การจัดการกับประเทศอื่นมีแค่สองวิธีเท่านั้น หนึ่งคือให้พวกมันยอมสยบเป็นประเทศบริวารของเรา โดยต้าถังส่งกองทัพไปประจำการ และการแต่งตั้งกษัตริย์ของพวกมันต้องได้รับการรับรองจากจักรพรรดิต้าถัง

หรือสอง คือตีให้พวกมันราบคาบเสีย ให้ราษฎรของพวกมันกลายเป็นราษฎรของต้าถัง ให้ดินแดนของพวกมันกลายเป็นอาณาเขตของต้าถัง ระหว่างประเทศไม่มีหรอกมิตรภาพนิรันดร์ มีเพียงผลประโยชน์ที่ยั่งยืนเท่านั้น!" เว่ยห้าวกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น

"เว่ยห้าว เจ้าพูดแบบนี้ไม่ถูกนะ ประเทศทางตะวันตกเฉียงเหนือหลายประเทศต่างยกย่องฝ่าบาทเป็นเทียนกะห่าน พวกเขาก็ถือว่าเป็นแคว้นบริวารของเราเหมือนกัน!" จางซุนอู๋จี้ยังคงคัดค้าน

"แคว้นบริวาร ท่านพอกันทีเถอะ ข้าว่าพวกท่านมีปัญหาแล้วล่ะ ท่านว่าพวกมันส่งของมานิดหน่อย ต้าถังเราก็ให้ของขวัญตอบแทนกลับไปอย่างมหาศาล เห็นชัด ๆ ว่าเป็นธุรกิจที่ขาดทุน แต่พวกท่านก็ยังจะทำ ในขณะที่ปัญหาเรื่องขอทานในประเทศกลับไม่มีใครสนใจ ข้าล่ะไม่รู้จริง ๆ ว่าพวกท่านเป็นเสนาบดีของประเทศไหนกันแน่ เป็นเสนาบดีของประเทศพวกนั้น หรือเป็นเสนาบดีของต้าถังกันแน่?" เว่ยห้าวมองเหล่าเสนาบดีด้วยสายตาดูแคลน

"เว่ยห้าว พูดก็ส่วนพูด อย่าลามปามพวกข้า!" เว่ยเจิงเอ่ยอย่างไม่พอใจพลางจ้องเว่ยห้าว

"ข้าก็ไม่ได้ว่าท่านนี่!" เว่ยห้าวสวนกลับทันควัน

"ฝ่าบาท อย่างไรเสีย ครั้งนี้หวอกั๋วก็จะถวายแร่เงินตั้งหนึ่งหมื่นจินเชียวนะพ่ะย่ะค่ะ!" จางซุนอู๋จี้หันไปเอ่ยกับหลี่ซื่อหมิน

เว่ยห้าวได้ยินดังนั้น ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที เขารีบหันไปหาจางซุนอู๋จี้แล้วถามว่า "จริงหรือ? พวกมันส่งเงินมาหนึ่งหมื่นจินเลยหรือ? จริงสิ ข้าจำได้ว่าหวอกั๋วเหมือนจะอุดมไปด้วยแร่เงินเลยนี่นา!"

"จะอุดมสมบูรณ์หรือไม่ข้าไม่รู้ แต่ค่าของเงินนั้นแพงมาก!" จางซุนอู๋จี้ตอบ

"เสด็จพ่อ พวกเราไปตีญี่ปุ่นกันเถอะพ่ะย่ะค่ะ!" เว่ยห้าวเสนอขึ้นมาอย่างตื่นเต้นทันที

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 331 - พวกเราไปตีญี่ปุ่นกันเถอะ

คัดลอกลิงก์แล้ว