- หน้าแรก
- วิถีเซียนคนยาก พลิกชะตาด้วยมานะตน
- บทที่ 1150 - อาศัยจังหวะชุลมุนหลบหนี
บทที่ 1150 - อาศัยจังหวะชุลมุนหลบหนี
บทที่ 1150 - อาศัยจังหวะชุลมุนหลบหนี
บทที่ 1150 - อาศัยจังหวะชุลมุนหลบหนี
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
โครงกระดูกสีดำสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจในน้ำเสียงของร่างเงาสีดำ ภายในใจพลันตื่นตระหนก รีบตรวจสอบศพทมิฬทุกตารางนิ้วอย่างละเอียดทันที
ผลปรากฏว่า เขาค้นศพทมิฬจนทั่วแล้ว แต่ก็หาไข่มุกหยินเฉินไม่พบเลยแม้แต่เงา
"เป็นไปได้อย่างไร"
โครงกระดูกสีดำไม่อยากจะเชื่อ หลังจากที่ไป๋เหลียนลงไปในสระน้ำก็กลับมามือเปล่า ไข่มุกหยินเฉินไม่อยู่บนตัวศพทมิฬ แล้วจะไปอยู่ที่ใดได้อีกเล่า
ร่างเงาสีดำปรายตามองเขาอย่างเย็นชา "จงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ข้าฟังอย่างละเอียด"
โครงกระดูกสีดำไม่กล้าปิดบัง นำเรื่องราวทั้งหมดออกมาเล่าจนหมดเปลือก
หลังจากฟังคำบอกเล่าของเขาจบ ร่างเงาสีดำก็ตกอยู่ในห้วงความคิด
"เจ้ากำลังจะบอกว่า ตั้งแต่ต้นจนจบ คนที่ลงไปในสระน้ำมีเพียงไป๋เหลียนผู้เดียวงั้นหรือ"
"ถูกต้อง ตอนที่ไป๋เหลียนลงไปหาไข่มุกหยินเฉิน อันเยว่ก็คอยเฝ้าอยู่ริมสระ หลังจากที่สวีชุนเหนียงตามมาถึงที่นี่ นางก็หวาดระแวงไอพลังหยินในสระเป็นอย่างมาก จึงไม่ได้ลงไปในนั้น จากนั้นศพทมิฬก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น พวกเราจึงตามศพทมิฬเข้ามาในถ้ำหินปูนแห่งนี้"
เมื่อได้ยินดังนั้น ร่างเงาสีดำก็หลุดหัวเราะออกมาทันที
"ใครเป็นคนบอกเจ้าว่า จำเป็นต้องลงไปในสระน้ำด้วยตนเองเท่านั้นถึงจะเอาไข่มุกหยินเฉินมาได้"
เมื่อเข้าใจความหมายแฝงในคำพูดนั้น โครงกระดูกสีดำก็เพิ่งจะตระหนักได้ในภายหลังว่า ที่แท้ไข่มุกหยินเฉินก็ถูกสวีชุนเหนียงชิงเอาไปแล้ว
นางแอบขโมยไข่มุกหยินเฉินไป ทั้งยังจงใจลงมือกับไป๋เหลียนเพื่อปัดความสงสัยให้พ้นตัวอีกด้วย!
เมื่อนึกขึ้นได้ เขาก็โกรธแค้นเป็นอย่างมาก "เสียแรงที่ข้าทุ่มทุนสร้างเพื่อดึงตัวนางมาเป็นพวก กระทั่งป้ายมังกรทองก็ยังมอบให้ไปแล้ว คิดไม่ถึงเลยว่านางจะกล้าหลอกลวงข้าถึงเพียงนี้!"
ทว่าร่างเงาสีดำกลับไม่ได้โกรธเคือง "ของวิเศษแห่งฟ้าดิน ย่อมต้องตกเป็นของผู้ที่มีความสามารถ เจ้าไร้ฝีมือกว่าเอง เมื่อพ่ายแพ้ก็โทษใครไม่ได้"
ดูเหมือนว่าหนูที่หนีไปได้ตัวนั้น จะมีความสามารถมากกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก
โครงกระดูกสีดำยังคงไม่ยินยอมพร้อมใจนัก แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก เขาทำเรื่องพังพินาศ หากร่างจริงไม่ยื่นมือเข้ามาสอดแทรก ป่านนี้เขาคงตายด้วยน้ำมือของสองพี่น้องมู่ซาและมู่อวิ๋นไปแล้ว
แม้มู่ซาจะถูกจัดการไปอย่างราบรื่น แต่ก็มีมู่อวิ๋นหลุดรอดไปได้หนึ่งคน หลังจากผ่านเรื่องนี้ไป นางย่อมต้องระแวดระวังตัวมากขึ้น หลังจากนี้หากคิดจะฆ่านาง ย่อมมีแต่จะยากขึ้นไปอีก
"หลังจากนี้ควรทำอย่างไรต่อไปดี"
"ทางฝั่งมู่อวิ๋นปล่อยไปก่อน พี่ชายของนางตายไปแล้ว ตอนนี้นางไม่นับว่าเป็นภัยคุกคามอีกต่อไป เจ้าจงอยู่บำเพ็ญเพียรในสุสานโบราณแห่งนี้ต่อไปเถิด เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้ ข้าจะมาหาเจ้าเอง"
"ขอรับ" โครงกระดูกสีดำเอ่ยถามหยั่งเชิง "ส่วนสวีชุนเหนียงที่หนีไปก่อนหน้านี้ ต้องการให้จัดการหรือไม่"
"นางเพิ่งหนีไปได้ไม่นาน หากไล่ตามไปตอนนี้ บางทีอาจจะยังตามเอาไข่มุกหยินเฉินกลับคืนมาได้ทันเวลา..."
ร่างเงาสีดำพูดแทรกขึ้นมา "ไม่ต้องหาเรื่องใส่ตัวเพิ่ม ไข่มุกหยินเฉินแม้จะหายาก แต่ก็ไม่ใช่เป้าหมายของพวกเรา หายไปก็ช่างมันเถิด อีกอย่างด้วยสภาพของเจ้าในตอนนี้ ต่อให้สามารถควบคุมสิ่งชั่วร้ายได้ ก็ใช่ว่าจะเป็นคู่ต่อสู้ของนาง"
"ข้าเข้าใจแล้ว"
มองส่งร่างเงาสีดำหายลับไปจากสายตาแล้ว โครงกระดูกสีดำก็ลอบถอนหายใจในใจ
แม้ร่างจริงจะไม่ได้ลงโทษเขา แต่เขาก็รู้ดีว่าความผิดพลาดเช่นนี้ จะไม่มีครั้งต่อไปอีกแล้ว
เมื่อนึกถึงสวีชุนเหนียงที่หนีไปได้ อารมณ์ของโครงกระดูกสีดำก็สับสนซับซ้อนยิ่งนัก
ภายนอกเขาทำทีเป็นผูกมิตรกับนาง ทว่าเบื้องหลังกลับคอยระแวดระวังและคิดคำนวณเอาเปรียบนางอยู่เสมอ
น่าเสียดายที่อีกฝ่ายไม่ใช่ตะเกียงที่ประหยัดน้ำมัน นางไม่หลงกลเลยสักนิด ท้ายที่สุดยังซ้อนแผนเล่นงานเขาอย่างเจ็บแสบอีกด้วย
หากเขาเปิดอกพูดคุยกันอย่างจริงใจตั้งแต่แรก แล้วดึงนางมาใช้งาน ภารกิจในครั้งนี้มีหรือจะไม่สำเร็จ
โครงกระดูกสีดำทอดถอนใจ ไม่ต้องการคิดให้ลึกซึ้งไปกว่านี้ พยุงร่างโครงกระดูกที่ผุพังเดินออกจากถ้ำหินปูนไป
อันเยว่ตายไปแล้ว ไป๋เหลียนโชคดีรอดชีวิตมาได้ แต่ก็เหลือเพียงลมหายใจรวยริน ยังมีเรื่องที่ต้องตามเก็บกวาดอีกมากรอให้เขาไปจัดการ...
ในเวลาเดียวกันนั้น สวีชุนเหนียงได้เดินทางออกจากหุบเขาวั่งหุนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นางกำลังเหินทะยานมุ่งหน้าออกไปยังทิศทางด้านนอกของสุสานโบราณ
ความเร็วของนางว่องไวมาก ทั้งยังจงใจแบ่งสมาธิส่วนหนึ่งเอาไว้คอยระแวดระวังความเคลื่อนไหวจากด้านหลัง
เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครไล่ตามมา นางจึงยอมชะลอความเร็วลงเล็กน้อย ทว่ายังคงไม่กล้าผ่อนคลายสติสมาธิลง
ร่างเงาสีดำนั้นไม่รู้ว่าเป็นตัวอะไร พละกำลังช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ดุดันและร้ายกาจยิ่งกว่าศพทมิฬเสียอีก
เมื่อเผชิญหน้ากับร่างเงาสีดำ มู่อวิ๋นแทบจะไม่มีโอกาสตอบโต้ เพียงแค่สบตากันก็ถูกอีกฝ่ายควบคุมไว้ได้แล้ว
ทำเอาสวีชุนเหนียงที่เดิมทียังคงขุดเจาะถ้ำอย่างเนิบนาบตกใจจนไม่กล้าออมมืออีกต่อไป อาศัยจังหวะที่มู่ซากำลังพัวพันกับร่างเงาสีดำ นางก็เร่งมือขุดเจาะถ้ำหินปูนจนทะลุแล้วเผ่นหนีเอาตัวรอดมาได้อย่างรวดเร็ว
ตอนที่นางจากมา มู่อวิ๋นยังคงไม่สามารถดิ้นหลุดจากการควบคุมของร่างเงาสีดำได้ ส่วนมู่ซาก็บาดเจ็บสาหัสไปทั้งตัว ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเลยแม้แต่น้อย
เกรงว่าสองพี่น้องคู่นี้คงจะมีเรื่องร้ายมากกว่าเรื่องดีแล้ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ อารมณ์ของสวีชุนเหนียงก็สับสนซับซ้อน
การเดินทางในครั้งนี้แม้นางจะไม่ได้ของวิเศษศักดิ์สิทธิ์สำหรับหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ แต่ก็ได้รับไข่มุกหยินเฉินมาอย่างราบรื่น อีกทั้งยังบังเอิญได้เถาวัลย์และป้ายมังกรทองมาครอบครอง ถือได้ว่าเป็นการเก็บเกี่ยวที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง
ทว่าร่างเงาสีดำที่โครงกระดูกสีดำอัญเชิญออกมานั้น กลับพัดพาความยินดีที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจของนางให้มลายหายไปจนสิ้น
หากไม่ใช่งเพราะเป้าหมายของอีกฝ่ายคือสองพี่น้องมู่ซาและมู่อวิ๋น สวีชุนเหนียงก็คงไม่สามารถหลบหนีไปจากสายตาของร่างเงาสีดำได้อย่างง่ายดายเช่นนี้แน่
ท้ายที่สุดแล้ว ก็เป็นเพราะนางยังแข็งแกร่งไม่พอ ถึงได้ถูกผูกมัดและตกเป็นรองอยู่ร่ำไป
หลังจากกลับไปถึงเมืองยวนเฉิง นางจะต้องรีบเดินทางกลับไปยังแดนมาร เพื่อตามหาของวิเศษศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถรักษาอาการบาดเจ็บของดวงจิตวิญญาณให้ได้โดยเร็วที่สุด
ตราบใดที่ยังไม่อาจรักษาอาการบาดเจ็บนี้ให้หายขาดได้ นางก็ไม่อาจกลับมาบำเพ็ญเพียรได้อีก ทั้งยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่ดวงจิตวิญญาณอาจแตกสลายได้ทุกเมื่อ
ตอนขามา สิ่งชั่วร้ายตามรายทางล้วนถูกกวาดล้างไปแล้วรอบหนึ่ง ในตอนขากลับ จำนวนของสิ่งชั่วร้ายจึงลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด
สิ่งชั่วร้ายที่พบเจอตามทาง สวีชุนเหนียงพยายามหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ นางก็จะใช้เถาวัลย์เป็นฝ่ายออกไปจัดการสังหารทิ้ง
พวกเถาวัลย์ดำรงชีพด้วยการสูดดมและกลืนกินดวงจิตวิญญาณ ทว่าสำหรับเศษเสี้ยววิญญาณของสิ่งชั่วร้ายเหล่านี้ พวกมันกลับไม่แม้แต่จะปรายตามอง รังเกียจเป็นอย่างยิ่ง
ใช้เวลาเพียงไม่ถึงยี่สิบวัน สวีชุนเหนียงก็สามารถออกจากสุสานโบราณและกลับมาถึงเมืองยวนเฉิงได้อย่างปลอดภัย
เมื่อยืนอยู่หน้าประตูเมือง ในใจของนางก็เกิดความรู้สึกหลากหลายปะทุขึ้นมา
ตอนที่เดินทางมา มู่ซาและมู่อวิ๋นโดยสารรถม้าเทียมมังกรและเกี้ยวหงสา นำพายอดฝีมือระดับเทียนโม่กว่าสามสิบชีวิตและกองทหารองครักษ์ใกล้ชิดอีกหลายสิบกลุ่มเดินทางมาอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกรและฮึกเหิม
ทว่าตอนกลับมา กลับมีเพียงนางผู้เดียวเท่านั้น
ความสูญเสียที่หนักหนาสาหัสถึงเพียงนี้ แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะสิ่งชั่วร้ายในสุสานโบราณ ทว่าสาเหตุที่ร้ายแรงยิ่งกว่า คือการลอบกัดของโครงกระดูกสีดำ
แต่เรื่องราวทั้งหมดนี้ ล้วนไม่เกี่ยวข้องอันใดกับนางอีกแล้ว
สวีชุนเหนียงรวบรวมสติและจัดแจงอารมณ์ให้เป็นปกติ ก้าวเท้าเข้าเมืองมุ่งหน้าตรงไปยังจวนเจ้าเมือง
ภายในจวนเจ้าเมือง เมื่อเจ้าเมืองทราบว่ามีผู้ถือครองป้ายมังกรทองมาเยือน ก็รีบเชิญตัวเข้ามาด้านในทันที
เจ้าเมืองลอบประเมินผู้ฝึกตนหญิงระดับมารปฐพีตรงหน้า ภายในใจเกิดความสงสัยทว่าก็ไม่ได้แสดงออกถึงท่าทีใดๆ ออกมา กล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นงานเป็นการ "รบกวนแสดงป้ายมังกรทองด้วย"
สวีชุนเหนียงหยิบป้ายมังกรทองออกมา พร้อมกับถ่ายทอดพลังปราณมารสายหนึ่งเข้าไปภายใน
มังกรเจียวที่พันเกี่ยวอยู่บนแผ่นป้ายสีทองพลันมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที มันบินวนรอบป้ายทองคำอยู่หลายรอบ ก่อนจะร่อนลงไปประจำที่เดิมและกลับไปอยู่ในสภาวะหลับตาครึ่งลืมตาครึ่งดังเช่นตอนแรก
เจ้าเมืองพยักหน้ารับ ดวงตาฉายแววอิจฉาออกมาแวบหนึ่งโดยไม่อาจสังเกตเห็นได้ง่าย
"เป็นป้ายมังกรทองของจริงไม่ผิดแน่ ผู้ถือครองป้ายนี้สามารถเดินทางไปมาระหว่างแดนมารและเมืองยวนเฉิงได้ทุกเมื่อ ใต้เท้าตั้งใจจะกลับไปยังแดนมารเมื่อใดหรือ"
"ยิ่งเร็วยิ่งดี"
สำหรับสวีชุนเหนียงแล้ว การรักษาบาดแผลทางจิตวิญญาณถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก นางจำเป็นต้องรีบเดินทางกลับไปยังแดนมารเพื่อหายามารักษาตนเอง
"ย่อมได้ ทว่าการเปิดใช้งานมหาค่ายกลเคลื่อนย้ายข้ามมิติ จำเป็นต้องใช้เวลาเตรียมการครึ่งวัน อย่างเร็วที่สุดก็คืออีกครึ่งวันให้หลัง"
แค่ครึ่งวันเท่านั้น นางรอได้
[จบแล้ว]