- หน้าแรก
- วีรกรรมสุดแสบของศิษย์น้องหญิง วิธีจัดระเบียบยุทธภพแบบไม่เหมือนใคร
- บทที่ 14 นี่ใช่วิชาเยียวยาที่ถูกต้องแน่หรือ?
บทที่ 14 นี่ใช่วิชาเยียวยาที่ถูกต้องแน่หรือ?
บทที่ 14 นี่ใช่วิชาเยียวยาที่ถูกต้องแน่หรือ?
บทที่ 14 นี่ใช่วิชาเยียวยาที่ถูกต้องแน่หรือ?
ชั้นเมฆสายฟ้าหนาทึบเริ่มก่อตัวขึ้นบนท้องฟ้าในเวลาไม่นาน สายฟ้าฟาดผ่านห้วงอากาศพุ่งตรงลงไปยังทิศทางของชายหนุ่มในชุดสีแดงที่อยู่บริเวณหลังเขา
ยิ่งพรสวรรค์สูงส่งเพียงใด ทัณฑ์สายฟ้าก็ยิ่งดุร้ายเพียงนั้น
แม้ว่าเยี่ยจินจะเพียงรับทัณฑ์สายฟ้าเพื่อก้าวเข้าสู่ขั้นจินตัน แต่มันกลับแฝงไปด้วยกลิ่นอายแห่งการทำลายล้าง
เฉิงเจียงกุยถอนหายใจ "ดูจากทรงแล้ว คงจะลากยาวไปอย่างน้อยหนึ่งวันเต็มๆ"
เขายืนเรียงแถวกับลูกศิษย์ตัวน้อยคนอื่นๆ อีกสี่คนอยู่หน้าห้องเรียนขนาดเล็ก เปลี่ยนเข้าสู่โหมดผู้ชมอย่างเต็มตัว
เขายังจำได้ว่าเยี่ยจินเพิ่งจะบรรลุขั้นสร้างรากฐานระดับสูงสุดไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้เอง
รากปราณของเขามีตำหนิทำให้บำเพ็ญเพียรได้ยากลำบาก ทว่าความเร็วของเขากลับทัดเทียมกับพวกอัจฉริยะภายนอกเหล่านั้น
เฉิงเจียงกุยรู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่ง "ดูท่าการไปเที่ยวเล่นครั้งนี้ พวกเจ้าจะได้อะไรกลับมาไม่น้อยเลย"
นอกจากเซี่ยโม่แล้ว ยังมีคนอีกสามคนยืนอยู่ข้างอวิ๋นซี ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่นางได้พบกับพวกเขา
สตรีผู้บำเพ็ญเพียรในชุดสีน้ำเงินที่ยืนเงียบขรึมและสวมหน้ากากผีอยู่ทางซ้ายมือ คือศิษย์พี่ใหญ่ ซูหยวนซวง
ส่วนชายหนุ่มในชุดสีดำที่นั่งอยู่บนราวระเบียง พลางเคี้ยวพุทราและชมดูความครึกครื้นอยู่ทางขวามือ คือศิษย์พี่สี่ ฉีเจวี๋ย
ชายหนุ่มมีคิ้วเข้มคมประดุจกระบี่และดวงตาทอประกายราวกับดวงดาว ที่เอวแขวนกระบี่วิญญาณสีดำสนิทนามว่า กระบี่ตู้
ในนิยายนั้น ฉีเจวี๋ยมีความเกี่ยวข้องบางอย่างกับตระกูลเสิ่น
บิดาของฉีเจวี๋ยและบิดาของเสิ่นฉิงฉิงเคยเป็นศิษย์ร่วมสำนักกัน บิดาของเขาด่วนจากไปตั้งแต่อายุยังน้อย ส่วนมารดาก็เสียชีวิตขณะคลอด เขาจึงเติบโตมาในตระกูลเสิ่นตั้งแต่เด็ก
ต่อมาด้วยเหตุบังเอิญหลายอย่าง เขาจึงออกจากตระกูลเสิ่นและเข้ามาร่วมสำนักหลิงเซียว
กระบี่ตู้ในมือของชายหนุ่มคือของดูต่างหน้าที่บิดาทิ้งไว้ให้
กระบี่ตู้เป็นกระบี่เทพธาตุสายฟ้า ซึ่งทั้งตัวเอกหญิงเสิ่นฉิงฉิงและฉีเจวี๋ยต่างก็มีธาตุสายฟ้าเหมือนกัน
เพื่อที่จะแย่งชิงกระบี่ตู้มาจากฉีเจวี๋ย เสิ่นฉิงฉิงได้ใช้ทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้
นางผลักฉีเจวี๋ยเข้าไปในกลไกและกับดักของมรดกสืบทอดแห่งหนึ่ง จนร่างของเขาถูกฉีกทึ้งเป็นชิ้นๆ
และเส้นเรื่องของกระบี่ตู้ก็จบลงทันทีที่ฉีเจวี๋ยตาย
ผู้เขียนไม่ได้เขียนถึงมันอีกเลย จึงไม่อาจรู้ได้ว่าสุดท้ายแล้วเสิ่นฉิงฉิงได้มันไปครอบครองหรือไม่
เมื่อเห็นศิษย์น้องจ้องมองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น ฉีเจวี๋ยก็กะพริบตาและยื่นมือออกมาแบ่งพุทราครึ่งหนึ่งให้ด้วยท่าทางเป็นมิตร
ศิษย์พี่สี่คนนี้ก็เป็นนักกินที่ไม่เคยหยุดปากเลยจริงๆ
ทันทีที่นางรับพุทรามา ก็ได้ยินเฉิงเจียงกุยตั้งคำถามอย่างอยากรู้อยากเห็นต่อไปว่า "ว่าแต่ ลูกศิษย์ตัวน้อย เจ้ายังไม่ได้บอกเลยว่าเจ้าผ่านบททดสอบมาได้อย่างไร?"
"มันง่ายมากเลยเจ้าค่ะ~"
อวิ๋นซีรื้อค้นในถุงจักรวาลของนาง "ท่านอาจารย์ ข้ามีของฝากมาให้ท่านด้วยเจ้าค่ะ"
"?"
เฉิงเจียงกุยเอียงคอสงสัย เห็นนางหยิบขวดกระเบื้องขนาดเล็กสำหรับใส่โอสถวิญญาณออกมา "นี่คือโอสถวิญญาณที่ข้าปรุงขึ้นมาระหว่างการทดสอบ ข้ามอบให้ท่านเจ้าค่ะ!"
"!!!" เมื่อหวนนึกถึงครั้งแรกที่ศิษย์ตัวน้อยมอบของขวัญให้ นางขี้เหนียวถึงขนาดให้เถาวัลย์โลหิตอสรพิษแก่เขาเพียงเส้นเดียว
พอได้รับโอสถวิญญาณในคราวนี้ เฉิงเจียงกุยจึงรู้สึกปลาบปลื้มใจจนแทบทำตัวไม่ถูก เขาชี้มาที่ตัวเอง "ให้ข้าหรือ?"
เขายังไม่ได้สอนอะไรนางเลยแม้แต่นิดเดียว~
เขามีคุณสมบัติพอจะรับมันหรือ?
อวิ๋นซีพยักหน้าแล้วยัดขวดโอสถใส่มือเขา "ให้ท่านเจ้าค่ะ แต่ท่านต้องสัญญากับข้าว่าท่านจะกินมันเพียงคนเดียวเท่านั้น" นางกลัวเหลือเกินว่าคนอื่นจะรับมือกับมันไม่ไหว
นางยังมีคำขอเล็กๆ อีกข้อหนึ่ง "หลังจากกินแล้ว ช่วยบอกความรู้สึกให้ข้าฟังหน่อยได้ไหมเจ้าคะ? ข้าจะได้นำไปปรับปรุง" ขนาดหนูตะเภายังต้องเขียนรายงานผลการทดลองเลย
เฉิงเจียงกุยรู้สึกตื้นตันใจเล็กน้อย
ครั้งแรกในชีวิตที่ลูกศิษย์ของเขาปรุงยา นางกลับตั้งใจมอบมันเป็นของขวัญให้เขา
พับผ่าสิ เจ้าตัวเล็กที่ท่านบรรพชนเลือกมากับมือเนี่ย ดีกว่าคนที่เขาเก็บมาเองเสียอีก
เขาพยักหน้า "ตกลง ข้าจะลองเดี๋ยวนี้เลย"
ขวดใบนี้ไม่ใหญ่นัก แต่กลับรู้สึกหนักอึ้ง
เขาเขย่าขวดในฝ่ามือ ดูเหมือนจะมีโอสถอยู่หลายเม็ด
ปรุงยาครั้งแรกโดยที่ไม่มีแม้แต่ตำรับยา แต่นางกลับขัดเกลาโอสถออกมาได้หลายเม็ด
เด็กคนนี้มีอนาคตไกลจริงๆ~
เขาเปิดจุกขวดแล้วเทโอสถวิญญาณลงบนฝ่ามือ "เอ๊ะ?"
มีโอสถวิญญาณทั้งหมดสิบหกเม็ด และทุกเม็ดล้วนแตกต่างกันสิ้นเชิง
เฉิงเจียงกุยสงสัย "เม็ดไหนคือเม็ดที่ใช้ผ่านการทดสอบกันล่ะ?"
อวิ๋นซีตอบว่า "ทุกเม็ดเลยเจ้าค่ะ"
"หา?"
เขาเพ่งมองอย่างละเอียด ถึงแม้เขาจะไม่ใช่ผู้ปรุงยา แต่การที่กินโอสถมามากมายย่อมทำให้พอจะจำแนกบางชนิดได้
โอสถรวบรวมปราณ, โอสถดวงตากระจ่าง, โอสถกายเบา, โอสถขัดเกลากาย... ทั้งสิบหกเม็ดล้วนเป็นโอสถวิญญาณขั้นพื้นฐานทั้งสิ้น
อวิ๋นซีเผยรอยยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ "บททดสอบกำหนดให้ใช้สมุนไพรวิญญาณที่ระบุไว้สิบสองชนิดในการปรุงยา แต่ไม่ได้บอกว่าต้องปรุงโอสถวิญญาณออกมาเพียงชนิดเดียวนี่เจ้าคะ"
ยกตัวอย่างเช่น เห็ดหลินจือหล่อเลี้ยงวิญญาณ, หญ้าเลิศรส และหญ้าดาราตก สามารถขัดเกลาเป็นโอสถวิญญาณพื้นฐานชนิดหนึ่งได้
เห็ดหลินจือหล่อเลี้ยงวิญญาณ, ใบไม้แห่งกระแสน้ำ และหญ้าดาราตก ก็สามารถขัดเกลาเป็นโอสถวิญญาณพื้นฐานอีกชนิดหนึ่งได้... นางพลิกอ่านหนังสือพื้นฐานหลายรอบ แยกส่วนสมุนไพรทั้งสิบสองชนิดนั้นออก แล้วนำมาปรุงเป็นโอสถวิญญาณที่ง่ายที่สุด สุดท้ายได้มาสิบหกเม็ดแล้วส่งมอบให้แท่นภารกิจทั้งหมดพร้อมกัน
อวิ๋นซีโห่ร้องยินดี "แล้วข้าก็ทำภารกิจสำเร็จเจ้าค่ะ~"
เฉิงเจียงกุย "??? แค่นี้เองหรือ?"
นางยักไหล่ "ไม่อย่างนั้นจะให้ทำอย่างไรล่ะเจ้าคะ?"
นางจะไปสร้างตำรับยาใหม่ขึ้นมาภายในเวลาไม่ถึงเดือนได้อย่างไร
หากนางทำได้ถึงขั้นนั้นจริง พวกปรมาจารย์ผู้ปรุงยาทั้งหลายคงต้องอับอายจนเอาเถาวัลย์โลหิตอสรพิษมาผูกคอตายใต้กิ่งต้นหลิวทางทิศตะวันออกเฉียงใต้กันหมดแล้ว
หากภารกิจมันยากเกินไป ก็แค่ย่อยมันให้เล็กลง
อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนระหว่างทางนั้นยากลำบากแสนสาหัส
ในโลกใบเล็กมีสมุนไพรมากมายก็จริง แต่สมุนไพรที่ตรงตามภารกิจมีเพียงชุดเดียวเท่านั้น จะผิดพลาดไม่ได้เลย นางจึงต้องสับสมุนไพรให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย คำนวณตำรับยาและสัดส่วนสมุนไพรให้แม่นยำ แล้วขัดเกลาออกมาเพียงอย่างละหนึ่งเม็ดเท่านั้น... หากเยี่ยจินยังอยู่ตรงนี้ เขาคงจะเอ่ยชมอย่างไม่เกินจริงเลยว่า "นางสมควรได้รับมรดกนี้ไปครองจริงๆ!"
โชคดีที่ผลลัพธ์เป็นไปตามที่เถาวัลย์ตั้งใจไว้
สมุนไพรทุกต้นถูกใช้งาน และโอสถวิญญาณก็ถูกขัดเกลาจนสำเร็จ ขอเพียงเปลี่ยนวิธีคิด ปัญญาก็ย่อมอยู่เหนือปัญหาทั้งปวง
"..."
สีหน้าของเฉิงเจียงกุยดูซับซ้อนยิ่ง เขาไม่คาดคิดเลยจริงๆ ว่าจะมีวิธีแก้ปัญหาเช่นนี้ อ้าปากค้างอยู่นานจนหาคำโต้แย้งไม่ได้ จึงทำได้เพียงชูนิ้วโป้งให้ "ยอดเยี่ยม"
อวิ๋นซีเท้าสะเอวอย่างภาคภูมิใจ
"ท่านอาจารย์เจ้าคะ" นางโน้มตัวเข้าไปหาอย่างกระตือรือร้น "ข้ามีรากปราณธาตุดินและธาตุไม้ ข้าจึงไม่มีวิธีสร้างเพลิงวิญญาณด้วยตัวเองเจ้าค่ะ~"
ปัญหาใหญ่ที่สุดในการปรุงยาของนางคือการขาดแคลนไฟ
นางทำได้เพียงใช้รากปราณธาตุไฟของเยี่ยจินต่างไฟแช็กเท่านั้น
รากปราณธาตุไม้ระดับสูงสุดในตัวอวิ๋นซี ผนวกกับสายเลือดพืชวิญญาณของนาง ทำให้นางสามารถสกัดและขัดเกลาสมุนไพรได้เป็นอย่างดี แต่การควบคุมไฟกลับทำให้นางจนปัญญา
ในช่วงแรก ทุกครั้งที่เยี่ยจินจุดไฟในเตาหลอมโอสถ นางก็จะทำมันดับ
จุดหนึ่งครั้ง ดับหนึ่งครั้ง
วนเวียนเช่นนี้อยู่หลายวันกว่าจำนวนครั้งที่ไฟดับจะค่อยๆ ลดน้อยลง แต่มันยากที่จะประสานงานกับไฟของผู้อื่น
สุดท้ายเยี่ยจินรำคาญ จึงไปที่ป่าเล็กๆ แล้วเผาต้นไม้ติดต่อกันหลายต้น กองสุมจนเป็นภูเขาไฟเพื่อใช้เป็นคลังไฟสำรองให้นาง
อวิ๋นซีจึงสามารถทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วงมาได้
หากนางสามารถหาวิธีเรียกเพลิงต้นกำเนิดของตนเองออกมาได้ บางทีการควบคุมไฟเพื่อปรุงยาก็คงจะง่ายขึ้น
ตัวอย่างเช่น การใช้เครื่องมือวิเศษเข้าช่วย
อวิ๋นซีทำตัวเป็นเด็กดี อวิ๋นซีตั้งตารอคอย อวิ๋นซีรอคอยการได้รับของรางวัล
เฉิงเจียงกุยเองมีรากปราณธาตุไฟและไม่ใช่ผู้ปรุงยา เขาจึงไม่จำเป็นต้องใช้ของพรรค์นั้น เขารื้อค้นในถุงจักรวาลอยู่พักใหญ่แต่ก็ไม่พบชิ้นที่เหมาะสม
เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง "เอาอย่างนี้ดีไหม ข้าจะไปขอให้ผู้อาวุโสใหญ่ตีเครื่องมือให้เจ้าสักชิ้น?"
ขณะที่นางกำลังจะตอบตกลง จู่ๆ ก็มีมือคู่หนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า
ฝ่ามือแบออกเบื้องหน้า มีลูกปัดสีแดงกึ่งโปร่งใสเม็ดเล็กๆ วางอยู่บนนั้น
นางตะลึงไปเล็กน้อยแล้วหันไปมอง
ซูหยวนซวงไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่วางลูกปัดสีแดงเม็ดน้อยลงบนมือนาง
เพียงแค่สัมผัส นางก็รับรู้ได้ถึงพลังวิญญาณธาตุไฟที่บริสุทธิ์ที่สุดอยู่ภายในนั้น
เฉิงเจียงกุยประหลาดใจ "นี่คือมุกวิญญาณอัคคี สิ่งนี้เหมาะกับเจ้ามากทีเดียว"
ดวงตาของอวิ๋นซีเป็นประกาย "ให้ข้าหรือเจ้าคะ?"
นางพยักหน้า โดยที่ยังคงเงียบกริบ
ศิษย์พี่ใหญ่คนนี้ดูเหมือนจะไม่ชอบพูดเอาเสียเลยจริงๆ
นางรีบรับมันมาพร้อมรอยยิ้มหวาน "ขอบคุณเจ้าค่ะศิษย์พี่ใหญ่"
"..." นิ้วมือของซูหยวนซวงแข็งทื่อ นางรีบหันไปเคี้ยวพุทราที่ฉีเจวี๋ยให้มาอย่างรวดเร็ว
ดูเหมือนว่า... นางจะเขินอย่างนั้นหรือ?
อวิ๋นซีเอียงคอแล้วได้ยินเฉิงเจียงกุยถามต่อว่า "ลูกศิษย์ตัวน้อย แล้วเจ้าได้รับรางวัลอะไรหลังจากผ่านภารกิจมาล่ะ?"
นางตอบว่า "วิชาเยียวยาสุดคูลชวนตะลึงเจ้าค่ะ"
"หา?"
อวิ๋นซีทวนคำ "มรดกสืบทอดมอบตำราลับของผู้บำเพ็ญโอสถที่เรียกว่า 'วิชาเยียวยาสุดคูลชวนตะลึง' ให้มาเจ้าค่ะ"
"...อา..."
เฉิงเจียงกุยจมดิ่งลงสู่ห้วงความคิดอีกครั้ง
ชื่อแบบนั้น... มันใช่วิชาเยียวยาที่ถูกต้องแน่หรือ?