เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 168 รวบรวมสี่รัตนะในห้องหนังสือ สองตาแก่แท็กทีมกัน!

บทที่ 168 รวบรวมสี่รัตนะในห้องหนังสือ สองตาแก่แท็กทีมกัน!

บทที่ 168 รวบรวมสี่รัตนะในห้องหนังสือ สองตาแก่แท็กทีมกัน!


"มาๆๆ น้องต้าไห่ จอกนี้ข้าเหล่าลู่ขอคารวะเจ้า ตกลงตามนี้นะ ถ้าเรื่องของข้ากับไอ้ขาเป๋สำเร็จเมื่อไหร่ ว่างๆ ข้าจะไปหาเจ้าที่เมืองมณฑล ถึงตอนนั้นเจ้าต้องตั้งวงก๊งเหล้าชั้นดีเป็นเพื่อนข้าอีกนะโว้ย!"

"วะ... วางใจได้เลย! ข้าอู๋ต้าไห่ถึงจะเป็นแค่คนหยาบกระด้าง แต่เกิดมาพูดคำไหนคำนั้น! ขอเพียงพี่ลู่ไปหา ข้าอู๋ต้าไห่มีหรือจะต้อนรับบกพร่อง"

ณ โรงเตี๊ยม อู๋ตี๋เพิ่งจะออกไปเดินเล่นรอบหนึ่ง ซื้อเสื้อผ้าให้หลานสาวตัวน้อย แถมยังตกลงธุรกิจสำเร็จมาอีกหนึ่งเรื่อง แต่พอกลับมาถึง... พับผ่าสิ ทางนี้ยังก๊งเหล้ากันไม่เสร็จอีกเรอะ!

"เดี๋ยวสิ นี่มันสถานการณ์อะไรกันเนี่ย" อู๋ตี๋มองดูสภาพอันเละเทะตรงหน้า ในใจเริ่มเกิดลางสังหรณ์ไม่ค่อยดีอีกแล้ว

ส่วนอู๋อิ้งเสวี่ยก็กรอกตาบนพลางส่ายหน้า "ไม่ต้องไปสนใจหรอกค่ะอาสาม ท่านปู่เมาแอ๋อีกแล้ว นั่นไง... เริ่มโม้แหลกแล้วล่ะ!"

และก็เป็นไปตามคาด วินาทีต่อมาพออู๋ต้าไห่หันหน้ามา ก็เห็นได้ชัดว่าเริ่มเมาได้ที่แล้ว ส่วนที่พื้นข้างเท้าเขา มีไหเหล้าเปล่าวางกองอยู่ตั้งหลายไห!

"สร้างเวรสร้างกรรมจริงๆ!" อู๋ตี๋กุมขมับ พ่อเขานี่ก็เหลือเกินจริงๆ

เมื่อก่อนบ้านจน เสียดายเงินเลยไม่กล้ากินเหล้า ต้องทนกลั้นเอาไว้ ตอนนั้นก็ไม่เห็นจะมีนิสัยเสียแบบนี้เลยนะ แต่พอตอนนี้ที่บ้านมีฐานะขึ้นมา ตาแก่นี่ก็หาโอกาสตั้งวงตลอดเลย

ท่านแม่เจ้าชุนเยี่ยนเองก็จนปัญญา ไม่ใช่ว่าไม่พยายามห้ามหรอกนะ แต่ถ้าอยู่บ้านก็ว่าไปอย่าง พอออกมาข้างนอกก็ต้องไว้หน้าสามีบ้าง

ยังไงซะ อู๋ต้าไห่ในสภาพปล่อยเนื้อปล่อยตัวแบบนี้ ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นชายหนุ่มที่นางหลงรักนี่นา!

"เป็นไงบ้างลูกพี่ หาสำนักคุ้มภัยที่ถูกใจได้หรือยัง" พอเห็นอู๋ตี๋กลับมา หวังเซิ่งก็เป็นคนแรกที่รีบวิ่งเข้ามาถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

ธุรกิจเครื่องเขียนนี้เขาก็มีส่วนร่วมด้วย จะไม่ให้สนใจได้ยังไงล่ะ

เช่นเดียวกัน ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้ออย่างจางฮ่าว ก็อยากรู้ไม่แพ้กัน "พี่เยี่ยนจู่ สำนักคุ้มภัยสองสามแห่งที่ข้าไปสืบมาให้ก่อนหน้านี้ก็ถือว่าไม่เลวเลยนะ ชื่อเสียงความน่าเชื่อถือก็ไว้ใจได้ สรุปแล้วท่านเลือกที่ไหนล่ะ"

"เลือกสำนักคุ้มภัยหลงเหมินน่ะ!" อู๋ตี๋ตอบไปตามตรง

จางฮ่าวลูบคางครุ่นคิด ก่อนจะเริ่มนึกถึงข้อมูลที่เขาไปสืบมา "อืม สำนักคุ้มภัยหลงเหมินถึงจะเพิ่งเปิดได้ไม่นาน ชื่อเสียงอาจจะสู้เจ้าอื่นไม่ได้ แต่พวกเขาก็มีฝีมือดีทีเดียวนะ ได้ยินมาว่าตั้งแต่เริ่มรับจ้างคุ้มกันสินค้ามา ยังไม่เคยเกิดข้อผิดพลาดเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ถ้าเราให้พวกเขาดูแลเรื่องขนส่งเครื่องเขียน ก็น่าจะปลอดภัยหายห่วงล่ะ!"

"พวกท่านคุยอะไรกันอยู่น่ะ ให้ข้าคุยด้วยคนสิ!" จู่ๆ ในขณะที่ทั้งสามคนกำลังคุยกันอย่างออกรส เจิ้งฉี่ซานก็โผล่หน้าเข้ามาร่วมวงด้วย

เขามองเพื่อนสนิททั้งสามคนด้วยความสงสัย รู้สึกเหมือนว่าสามคนนี้แอบไปทำเรื่องยิ่งใหญ่อะไรบางอย่างโดยไม่บอกเขา

"อ้อ ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่บ้านลูกพี่กำลังจะเปิดโรงงานผลิตเครื่องเขียน พู่กัน หมึก กระดาษน่ะ ลูกพี่ตั้งใจจะส่งสินค้าล็อตแรกไปขายที่เมืองมณฑล ก็เลยไปหาสำนักคุ้มภัยมาร่วมงานด้วย" เจ้าอ้วนยักไหล่ ตอบไปตามความจริง

พอเจิ้งฉี่ซานได้ยินเข้า ฟ้าก็แทบถล่มลงมาตรงหน้า ให้ตายสิ เขาก็ว่าอยู่ว่าทำไมบรรยากาศมันทะแม่งๆ ที่แท้สามคนนี้แอบจับมือกันทำธุรกิจ แต่ไม่ยอมชวนเขาเนี่ยนะ!

"ฮึ! ไปละ ไม่เล่นด้วยแล้ว!" เจิ้งฉี่ซานงอนตุ๊บป่อง หันหลังเตรียมจะเดินกลับเข้าห้องพัก

ทำเอาตางฮ่าวกับหวังเซิ่งถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก

"เฮ้ย เป็นอะไรของเขาเนี่ย จู่ๆ ก็จะหนีไปเฉยเลย"

"นั่นสิ เมื่อกี้ยังทำท่าอยากรู้อยากเห็นอยู่เลย ตอนนี้ไม่อยากรู้แล้วเหรอ"

ทั้งสองคนผลัดกันถาม จนเจิ้งฉี่ซานแทบจะระเบิดความโกรธออกมา "นี่ จื่อโม่ เจ้าอ้วน แล้วก็ท่านพี่เยี่ยนจู่ด้วย เรื่องใหญ่ขนาดนี้พวกท่านไม่คิดจะปรึกษาข้าบ้างเลยเหรอ พวกท่านเห็นข้าเป็นเพื่อนอยู่หรือเปล่าเนี่ย"

สีหน้าของเจิ้งฉี่ซานดูน้อยใจสุดๆ มันคือความรู้สึกเหมือนถูกเพื่อนรักหักหลัง!

ทั้งที่พวกเขาสี่คนก็สนิทกันมากแท้ๆ แต่ในสถานการณ์แบบนี้ ถ้าอีกสามคนสนิทกันมากกว่า เขาก็ย่อมรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งให้อยู่คนเดียวน่ะสิ

"อะแฮ่ม! สาเหตุหลักก็คือเจ้าอยู่ไกลไง ตำบลของเราสองคนไม่ได้อยู่ติดกัน ตอนหลังก็เลยไม่ได้ชวนเจ้า"

อู๋ตี๋เองก็เริ่มรู้สึกผิดขึ้นมานิดๆ "งั้นเอาแบบนี้ดีไหม ในเมื่อตอนนี้เรามีทั้งพู่กัน หมึก และกระดาษแล้ว ขาดก็แต่แท่นฝนหมึกอย่างเดียว ก็จะครบสี่รัตนะในห้องหนังสือพอดี งั้นส่วนที่เหลือนี้ให้เจ้าเป็นคนรับผิดชอบดีไหม" เขาถามอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก

ที่จริงเรื่องนี้ อู๋ตี๋เคยศึกษาข้อมูลมาก่อนแล้ว และที่บ้านก็เคยทดลองทำแท่นฝนหมึกมาบ้างเหมือนกัน

หัวใจสำคัญของการทำแท่นฝนหมึกอยู่ที่การเลือกวัสดุและการแกะสลัก ส่วนเรื่องลูกเล่นอื่นๆ น่ะมีไม่เยอะหรอก กำไรก็ไม่ได้มากมายอะไร

แต่มีแท่นฝนหมึกอยู่ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า เฉิงหนีเยี่ยนซึ่งเป็นหนึ่งในสี่สุดยอดแท่นฝนหมึกของจีน และเป็นชนิดเดียวที่ทำจากเครื่องปั้นดินเผา ไม่ใช่หิน แต่ของพรรค์นี้ขั้นตอนการเลือกวัสดุมันยุ่งยากมาก ต้องเอาดินโคลนละเอียดจากแถบแม่น้ำฮวงโห หรือแม่น้ำเฝินเหอ มาผ่านกระบวนการกรองซ้ำแล้วซ้ำเล่า หมักทิ้งไว้ นำมาปั้นขึ้นรูป แกะสลักลวดลาย แล้วนำไปเผาในอุณหภูมิสูง ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ก็แทบจะไม่ต่างอะไรกับการเผาเครื่องเคลือบดินเผาเลย ขั้นตอนมันซับซ้อนสุดๆ สู้เอาหินมาสลักเอาง่ายกว่าเยอะ

ถ้าจะให้มานั่งทำของพวกนี้ อู๋ตี๋สู้ไปหาวิธีเป่าแก้วยังจะดีกว่า

ด้วยความที่เป็นคนไม่ยอมแพ้ใคร อู๋ตี๋จึงมักจะพุ่งเป้าไปที่ธุรกิจระดับชั้นนำเท่านั้น เขาเลยตัดสินใจทิ้งเรื่องแท่นฝนหมึกไป

แต่ทว่า พอเจิ้งฉี่ซานได้ยินว่าตัวเองมีส่วนร่วมได้ เขาก็ยิ้มหน้าบานทันที "ได้สิ ไม่มีปัญหา! เดี๋ยวข้าจะเขียนจดหมายไปบอกที่บ้าน ให้พวกเขาลองไปหาช่างฝีมือดู

แต่ขั้นตอนการทำแท่นฝนหมึกข้าเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง คงต้องใช้เวลาศึกษาสักพักใหญ่ๆ คงไม่เสร็จเร็วๆ นี้หรอกนะ"

เจิ้งฉี่ซานถอนหายใจอย่างโล่งอก ขอแค่ให้เขาได้มีส่วนร่วมด้วยก็พอใจแล้ว

"อ้อ เรื่องขั้นตอนการผลิตข้ามีข้อมูลอยู่นะ ที่บ้านข้าเคยลองทำมาก่อน แต่ขั้นตอนมันยุ่งยากจุกจิกเกินไป ข้าเลยล้มเลิกไป ถ้าเจ้าต้องการ เดี๋ยวข้าเอาให้ดู

อีกอย่าง พี่รองข้าเขาก็เชี่ยวชาญเรื่องขั้นตอนพวกนี้นะ ถ้ามีตรงไหนไม่เข้าใจ ไปถามพี่รองที่บ้านข้าได้เลย" อู๋ตี๋โบกมือปัดๆ ในเมื่อเจิ้งฉี่ซานอยากจะร่วมวงนัก ก็ให้เขาร่วมไปเถอะ

ถึงแม้แท่นฝนหมึกจะไม่ใช่ของสิ้นเปลืองเหมือนอุปกรณ์เครื่องเขียนอีกสามอย่างที่เหลือ แต่ปัญญาชนทุกคนก็ขาดมันไม่ได้อยู่ดี สรุปคือถึงกำไรจะสู้ของอย่างอื่นไม่ได้ แต่รวมๆ แล้วก็ไม่ขาดทุนแน่นอน

ประจวบเหมาะกับตอนนี้สี่รัตนะในห้องหนังสือก็ครบองค์ประกอบพอดี ไม่อย่างนั้นถ้าขาดไปอย่างหนึ่ง มันก็รู้สึกขัดใจแปลกๆ

"ถ้างั้นก็เยี่ยมไปเลยสิพี่เยี่ยนจู่ ขอบคุณมากนะ!"

อู๋ตี๋ ............

เอาเถอะ อุตส่าห์โยนงานที่ทั้งสกปรกทั้งเหนื่อยให้แท้ๆ หมอนี่ดันมาขอบใจเขาซะงั้น

"เออ จริงสิ เมื่อกี้เหล่าลู่คุยโม้กับพ่อข้าซะใหญ่โตเลย สรุปแล้วแกกะจะทำอะไรกับท่านอาจารย์ข้ากันแน่" จู่ๆ อู๋ตี๋ก็นึกขึ้นได้ เลยถามด้วยความอยากรู้

พอพูดถึงเรื่องนี้ พวกเจ้าอ้วนก็หัวเราะกันไม่หยุด

"จะเป็นอะไรไปได้ล่ะ ก็แท็กทีมกันสร้างความยิ่งใหญ่ไง!"

"ใช่ๆ เรื่องนี้มันเกิดขึ้นอย่างปาฏิหาริย์มาก สรุปคือคุยกันจบภายในข้าวมื้อเดียวเลย!"

............

จากนั้นทุกคนก็แย่งกันเล่าเรื่องราวให้ฟัง!

ที่แท้ก็คือ ทั้งท่านอาจารย์ลู่และท่านอาจารย์เฉินต่างก็กำลังปวดหัวกับจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ลำพังพวกเขาสองคนคงรับมือไม่ไหว

คือถ้าจะให้สอนนักเรียนไม่กี่คนเพื่อฆ่าเวลามันก็พอได้อยู่หรอก แต่พอจำนวนคนมันเยอะขึ้นขนาดนี้ เรื่องราวก็เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว เพราะเมื่อความชอบกลายเป็นงาน สุดท้ายมันก็คือความทรมานดีๆ นี่เอง

หลังจากปรึกษากันไปมา พ่อของอู๋ตี๋ก็นึกถึงฉีหรูซงกับหวายจื่อเจี๋ยขึ้นมาได้ จึงเสนอไอเดียว่า ทำไมตาแก่สองคนนี้ไม่ลองจับมือกันเปิดสำนักศึกษาให้มันใหญ่โตไปเลยล่ะ

ถึงเวลานั้นก็แค่จ้างอาจารย์มาสอนเพิ่มสักสองสามคน ส่วนตาแก่สองคนนี้ก็คอยบริหารจัดการดูแลภาพรวมไป งานก็จะเบาลงเยอะ

และแล้ว พอไอเดียนี้ถูกเสนอขึ้นมา ตอนแรกตาแก่สองคนนี้ก็ยังเขม่นกันอยู่หรอก แต่พอมีอู๋ต้าไห่เข้ามาเป็นตัวกลางช่วยผสมโรง บรรดาคนแก่ก็ยิ่งดื่มยิ่งถูกคอ ดื่มไปดื่มมาก็ตกลงเรื่องนี้กันเสร็จสรรพเรียบร้อย ไม่รู้เลยว่าพอสร่างเมาแล้วพวกเขาจะมานั่งกุมขมับทีหลังหรือเปล่า!

แต่พออู๋ตี๋ได้ยินเรื่องนี้ เขากลับคิดว่ามันเป็นเรื่องดีนะ

ถ้าเปรียบเทียบการเรียนในระดับเริ่มต้นและสำนักศึกษาเล็กๆ ก่อนเข้าสอบ เป็นเหมือนการศึกษาภาคบังคับเก้าปีล่ะก็ สำนักศึกษาเล็กๆ พวกนี้ก็คือโรงเรียนกวดวิชาขนาดเล็กนั่นแหละ ซึ่งมันก็ส่งผลให้ถ้าเจออาจารย์เก่งๆ นักเรียนก็จะได้ดีตามไปด้วย แต่ถ้าเจออาจารย์ห่วยๆ นักเรียนก็จะออกมาครึ่งๆ กลางๆ หรือถึงขั้นไม่ได้เรื่องเลย

หากท่านอาจารย์ลู่และท่านอาจารย์เฉินสามารถจับมือกันสร้างสำนักศึกษาขึ้นมาได้ โดยให้ทั้งคู่เป็นอาจารย์ใหญ่คอยควบคุมคุณภาพการสอนล่ะก็ ผลลัพธ์ที่ได้คงไม่ธรรมดา เผลอๆ สำนักศึกษาประจำอำเภอมู่ชวนยังสอนเด็กออกมาสู้สำนักศึกษาของสองคนนี้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

ท่านอาจารย์เฉินโดดเด่นเรื่องการสอนตามความถนัดของแต่ละคน ความรู้ของท่านลึกซึ้งมาก ลูกศิษย์ที่สอนออกมาล้วนมีความโดดเด่นในแบบของตัวเอง

ส่วนท่านอาจารย์ลู่นั้นเน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เน้นคติที่ว่าจำแม่นแค่ไหนก็สู้จดไว้ไม่ได้เน้นปั้นเด็กสอบแข่งขันจากต่างมณฑลให้แกร่งที่สุด

เมื่อสองคนนี้มาช่วยเสริมจุดอ่อนซึ่งกันและกัน ถึงตอนนั้นอย่าว่าแต่นักเรียนเลย เผลอๆ พวกอาจารย์ที่มาสอนก็คงได้วิชาความรู้กลับไปไม่น้อยเลยทีเดียว!

"อืม... ดูท่าทางแล้ว หลังจากพวกเราเดินทางไป ตาแก่สองคนนี้คงมีเรื่องให้วุ่นอีกเยอะเลยแหละ กว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้เข้าที่เข้าทางได้ สงสัยต้องใช้เวลาอีกหลายปีแน่ๆ!" อู๋ตี๋ส่ายหน้า แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีล่ะนะ

จบบทที่ บทที่ 168 รวบรวมสี่รัตนะในห้องหนังสือ สองตาแก่แท็กทีมกัน!

คัดลอกลิงก์แล้ว