เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 75 : เริ่มต้นด้วยน้ำหนัก 500 กิโลกรัม แล้วก็เรียกนี่ว่าการฝึกตามปกติ ?

บทที่ 75 : เริ่มต้นด้วยน้ำหนัก 500 กิโลกรัม แล้วก็เรียกนี่ว่าการฝึกตามปกติ ?

บทที่ 75 : เริ่มต้นด้วยน้ำหนัก 500 กิโลกรัม แล้วก็เรียกนี่ว่าการฝึกตามปกติ ?


ทันทีที่ได้รับชุดที่ดูเบาหวิวพลิ้วไสว  หวางหยู่หนิงก็รู้สึกราวกับว่ามือของตนกำลังถือค้อนยักษ์อยู่

ร่างกายโน้มลงโดยไม่รู้ตัวจนมือเกือบจะทับตีนตัวเอง

ต้องจำไว้ด้วยว่าเธอพึ่งผ่านการทำลายพลังวิญญาณมาหมาด ๆ แม้ร่างกาย  เส้นลมปราณ  และตันเถียนจะได้รับการปรับปรุงใหม่ด้วยเม็ดยาเทพทั้งสาม  ได้แก่  เม็ดยาล้างไขกระดูก  เม็ดยาบำรุงร่างกาย  และเม็ดยาบำรุงพลังวิญญาณ  แต่เธอก็ยังไม่ถึงระดับศิษย์ยุทธ์ 1 ดาวด้วยซ้ำ

การที่เธอไม่หัวแตกจากการถือของหนัก 180 กิโลกรัมโดยไม่ทันตั้งตัวก็ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงผลงานการปรับปรุงร่างกายอันยอดเยี่ยมของสามเม็ดยาแล้ว

“เรียกนี่ว่าเครื่องแบบรบเหรอ”

“นะ...  นี่มันยังเป็นเสื้อผ้าอยู่อีกเหรอ  หนักเกือบสองร้อยโลเลยนะ !”

เย่เมี่ยวเตี๋ยและเหลิ่งมู่เหอรับชุดมา  และหลังจากได้ลองโค้งคำนับด้วยท่าที่ถูกต้องแล้ว  ทั้งคู่ก็อุทานด้วยความประหลาดใจ

ทั้งสามมองลั่วซือหานด้วยตาปริบ ๆ

“ใส่ชุดนี้แค่ขยับตัวยังลำบากเลย  แล้วแบบนี้จะตั้งใจเรียนได้ไงอะ”

ลั่วซือหานเม้มปากและลูบไหล่ของหวางหยู่หนิงเบา ๆ

“ใจเย็น ๆ ใจเย็น ๆ หยู่หนิง  นี่น่ะยังน้อย  น้อยมาก ๆ ถ้าเธอรู้ว่าเธอถอดออกได้แค่วันละสองชั่วโมงเพื่อแค่อาบน้ำ  ส่วนเวลาที่เหลือคือต้องใส่ตลอดล่ะก็เธอต้องร้องไห้แน่”

“อาไรน้า ? ? ?”

[ ช็อก +99 ]

ทั้งสามที่มึน ๆ อยู่แล้วก็ใจหายไปอยู่ตาตุ่ม

“ถ้าต้องใส่ตลอดวันละยีบสองชั่วโมง  งั้นก็แปลว่าทั้งตอนกินข้าวทั้งตอนนอนก็ต้องใส่ด้วยสิ”

“ถูกต้องแล้วพี่เหลิ่ง  ถ้าไม่ใช่เพราะตอนเย็นต้องอาบน้ำและบำเพ็ญเพียรไปด้วยล่ะก็  เราคงไม่มีเวลาสองชั่วโมงนี่หรอกนะ”

“เจ่เจ๊ ๆ ต้องระวังให้ดีนะ ! นอกจากสองชั่วโมงที่ว่าแล้วห้ามถอดเด็ดขาด  แล้วก็ห้ามแอบเก็บข้าวไว้กินด้วยนะ  เด็ดขาดเลยนะ”

“ฉันบอกเลยนะ  มีปิกาจูซ่อนอยู่ในชุดรบนี่  ไม่ได้ล้อเล่นนะเออ !”

พรูด !

[ โกหกน่า +99 ]

[ น่าตกใจ +99 ]

[ ตกใจ +99 ]

เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของจ้าวหลินซีและเสียงหัวเราะที่พยายามกลั้นขำของคนอื่น ๆ ทั้งสามคนก็รู้สึกงุนงงเล็กน้อย

เมื่อเห็นแบบนั้น  ลั่วซือหานจึงโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยแล้วกระซิบ

“ตอนแรกซีซีไม่เชื่อฟัง  แอบขโมยกินขนมแล้วไม่ยอมใส่ชุดรบ  ตื่นเช้าขึ้นมาก็เลยโดนไฟฟ้าช็อตยาว ๆ นาทีนึงเต็ม ๆ ตัวดำไปทั้งตัวเลยน่ะ”

“นับตั้งแต่นั้นมาเธอก็รู้สึกมาตลอดว่าจารย์ต้องซ่อนกล้องไว้ในชุดรบเธอชัวร์”

ทั้งสามดูอึ้ง ๆ ไป  แต่ในขณะเดียวกันก็อยากหัวเราะออกมาอย่างบอกไม่ถูก

เมื่อเห็นสีหน้าซับซ้อนของทั้งสามคน  ลั่วซือหานก็อดหัวเราะไม่ได้

“ไปด้านหลังแล้วสวมชุดรบนี้ไว้ข้างในซะ”

ทั้งสามต่างตกใจ

“ใส่ชุดรบเหรอ ? ที่นี่เหรอ ?”

“ใช่ไง ?”

“แต่อาจารย์ยังอยู่...”

“นี่ ๆ ฉันไม่ได้บอกให้เธอแก้ผ้าล่อนจ้อนซักหน่อย  ชุดนี้มันเข้ารูปแล้วก็บางจะตาย  เธอก็ใส่ไว้ใต้ชุดนักศึกษาเอาสิ  คืนนี้หลังอาบน้ำเสร็จจะใส่ใต้ชุดนอนหรือจะใส่แค่ชุดนี้นอนก็แล้วแต่เลย  แต่ที่สำคัญคือต้องใส่ไว้ตลอด”

ทั้งสามหน้าแดงก่ำ  และเมื่อเห็นเฉินมู่กำลังดื่มชาเงียบ ๆ ก็ทำได้เพียงวิ่งไปด้านหลังฝูงชนเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า  ใบหน้าของพวกเธอร้อนผ่าวด้วยความอับอาย

แม้ว่าตอนที่เข้าเรียนครั้งแรกจะไม่เข้าใจทุกการทำงานของห้อง 1 เลย  แต่ก็พอเดาได้ว่าพวกลั่วซือหานล้วนแข็งแกร่งกันมาก  ซึ่งมันจะต้องเกี่ยวข้องกับเครื่องแบบรบนี่แน่ ๆ

ดังนั้นเพื่ออนาคต  ดังที่เฉินมู่ได้พูดไว้ก่อนหน้านี้  การอดทนต่อความยากลำบากและความเจ็บปวดบ้างจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

การฝึกฝนนั้นก็เปรียบเสมือนการพายเรือทวนกระแสน้ำ  มันจะไปมีความสุขได้อย่างไรเล่า

หลังจากที่ทั้งสามเปลี่ยนเสื้อผ้ากันเสร็จแล้วพวกเธอก็รู้สึกอายกันมากและได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่

เมื่อเห็นแบบนั้น  พวกเซี่ยจู๋จึงรีบช่วยพาพวกเธอทั้งสามไปเข้าที่

ก่อนจากไปเซี่ยจู๋ได้กระซิบเตือนอย่างเป็นปริศนา

“เจ่เจ๊ ๆ พวกเตงห้ามออกจากตรงนี้เด็ดขาดเลยนะ”

ทั้งสามรู้สึกงง ๆ นิดหน่อย  ไม่เข้าใจเลยว่าเซี่ยจู๋หมายถึงอะไร  แต่ในวินาทีต่อมาพวกเธอก็หมดความสนใจที่จะพยายามทำความเข้าใจไปเสียแล้ว

“เอาล่ะ  ตอนนี้ทุกคนก็พร้อมแล้ว  เรามาเริ่มบทเรียนกันเลย”

โป๊ก  โป๊ก  โป๊ก !

ทันทีที่เฉินมู่พูดจบ  พวกเย่เมี่ยวเตี๋ยทั้งสามต่างรู้สึกราวกับว่ากำลังแบกภูเขาไว้บนหลัง  ร่างกายที่แข็งทื่อและทนไม่ไหวอยู่แล้วก็ทรุดลงกับพื้นในทันที

ทั้งสามหวาดกลัวมากจนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองคนอื่น ๆ

รู้สึกแค่หน้าผากติดหนึบอยู่กับพื้น  กับความเจ็บปวดรวดร้าวอันเนื่องมาจากแรงกระแทกตอนที่หัวโขกพื้น

“นะ  นี่มัน...”

ทั้งสามตกใจสุดขีด  นัยน์ตาหดแคบลงอย่างรวดเร็ว  และพวกเธอก็รู้ได้ในทันทีว่านี่คือแรงโน้มถ่วง

ที่จริงแล้วสถาบันของพวกเธอเองก็มีเหมือนกัน  และพวกเธอก็เคยสัมผัสกับแรงโน้มถ่วงมาก่อน  ซึ่งก็รู้สึกแบบเดียวกันทุกประการ

โดยตอนนั้นพอถึงคราวที่พวกเธอต้องใช้ห้องแรงโน้มถ่วง  ระดับการฝึกฝนของพวกเธอก็ขึ้นไปถึงขอบเขตศิษย์ยุทธ์ 3 ดาวแล้ว  และแรงโน้มถ่วงแค่ 1 เท่าในตอนนั้นก็เล่นเอายืนแทบไม่ไหว

และตอนนี้  เมื่อสวมชุดรบด้วยแล้วพวกเธอแค่จะยกหัวให้พ้นพื้นก็ยังทำไม่ไหวด้วยซ้ำ

นี่มันแรงโน้มถ่วงกี่เท่ากัน ?

“อ๋อ  พวกคุณอยู่ภายใต้แรงโน้มถ่วงหนึ่งเท่านะ  นั่นแหละการฝึกตามปกติของพวกคุณ”

“? ? ?”

เมื่อได้ยินคำตอบของเฉินมู่ซึ่งดูเหมือนจะสามารถได้ยินความคิดของตนได้  ทั้งสามก็ตกตะลึง

เริ่มต้นด้วยน้ำหนัก 500 กิโลกรัม  แล้วก็เรียกนี่ว่าการฝึกตามปกติ ? ? ? ?

ทั้งสามตกตะลึงไปชั่วขณะ  แต่ก็รีบรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น

พลังโลหิตปราณและพลังวิญญาณของพวกเธอตอนนี้ต่ำกว่า 40 บวกกับน้ำหนักของชุดรบ 180 กิโลกรัม  และน้ำหนักตัวของตนเอง  จึงเป็นเรื่องปกติที่จะลุกขึ้นยืนไม่ได้

แต่...  เมื่อพวกเธอได้สติกลับมาทั้งสามก็รู้สึกตื่นเต้นและดีใจกันไม่น้อย

“สมกับเป็นสถาบันหลวงห้องหนึ่ง  แม้แต่ห้องเรียนก็ยังต่างจากมหาลัยอื่น ๆ”

“สถาบันอื่น ๆ ต่างแย่งกันหาห้องแรงโน้มถ่วง  มีคนต่อคิวรอตลอด  แต่ที่นี่  กลับใช้ห้องนี้ได้อย่างกับห้องเรียนธรรมดา !”

“เจอแรงกดแบบนี้ตั้งแต่เริ่มเรียน  จะไม่ให้แข็งแกร่งก็ยากแล้ว !”

ทั้งสามมีประกายในดวงตา  พวกเธอยิ่งรู้สึกมากขึ้นไปอีกว่าการได้มาอยู่ห้อง 1 นี่มันช่างแสนวิเศษเหลือเกิน

อืม...

คงต้องบอกว่าเราดีใจเร็วเกินไปแล้วล่ะ

เมื่อมองย้อนกลับไปที่ร่างทั้งสามที่สั่นเทาและมุมปากยังคงยกขึ้นเล็กน้อย  ลั่วซือหานผู้เข้าใจความคิดของพวกเธอจึงส่ายหัวด้วยสีหน้าที่เปี่ยมด้วยความเห็นใจ

“เอาล่ะ  เนื่องจากเรามีนักศึกษาใหม่ย้ายมาจากที่อื่นสามคน  ซึ่งพวกเธอก็ยังไม่มีความรู้อะไรมากนัก”

“งั้นการบรรยายวิชายุทธ์วันนี้จะเลื่อนไปเป็นพรุ่งนี้  ยัยช่างจ้อ  คืนนี้กลับไปก็บอกพวกเธอด้วยว่าห้องเราเรียนอะไรกันไปแล้วบ้าง  พรุ่งนี้เช้าผมจะมาตรวจ”

[ ไม่อยากคุยด้วย +99 ]

[ +1 ]

[ +1 ]

“แต่ว่า  การที่เราไม่มีการบรรยายวันนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าวันนี้พวกคุณไม่มีการบ้านหรือภารกิจใด ๆ”

“เอาของเข้ามา”

เมื่อได้ยินเแบบนั้น  หลิ่วหยุนชิงจึงรีบหยิบกระดาษปึกหนึ่งแล้วลงข้างล่างไปแจกจ่าย  และยังแจกให้กับทั้งสามที่นอนวัดพื้นอยู่คนละแผ่นด้วย

“ถ้ำนี่มีทางเลี้ยวสอง  สาม  สี่  ห้า  หกทางใช่มั้ย ? นับเลขถูกป๊ะ ?”

“ทำไมตรงนี้ถึงมีอะไรแปลก ๆ เยอะแยะเต็มไปหมดเลยล่ะ”

“คราวนี้จารย์แกคิดวิธีทรมานแบบไหนมาอีกล่ะเนี่ย”

เมื่อเห็นที่อยู่บนกระดาษทุกคนต่างตกตะลึงเล็กน้อย  แต่เฉินมู่ไม่ต้องการอธิบาย

“พรุ่งนี้เช้าผมจะสุ่มตรวจไอ้นี่ด้วย”

[ เศร้า +99 ]

[ ร้องไห้ +99 ]

[ ความปรารถนาที่จะตาย +99 ]

“เพราะงั้นคลาสเรียนช่วงบ่ายนี้จะเป็นการฝึกวิชาฝึกฝน  ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนก็มาถามได้”

“อ้อ  ถ้าพรุ่งนี้เช้าสามคนนั่นยังยืนไม่ได้อีก  คลาสเรียนก็จะถูกเลื่อนออกไปอีก”

เมื่อได้ยินเแบบนั้นทั้งสามก็รู้สึกกดดันอย่างหนัก

ถ้าหากตัวเองเป็นสาเหตุที่ทำให้ทุกคนต้องอดเรียน  งั้นเราก็จะกลายเป็นคนบาปที่แท้ทรูน่ะสิ

จากนั้นทั้งสามก็เริ่มออกแรงแต่ก็ทำไม่ได้  พวกเธอไม่สามารถแม้แต่จะยกหน้าผากขึ้นจากพื้นได้ด้วยซ้ำ  นับประสาอะไรกับการลุกขึ้นยืน

แต่กระนั้นคนอื่น ๆ ก็ไม่สามารถบอกวิธีลุกขึ้นยืนให้ได้  ดังนั้นทุกคนเลยทำได้แค่มองทั้งสามที่กำลังดิ้นรนจนเหงื่อท่วมไปหมดอย่างช่วยไม่ได้

โชคดีที่ทั้งสามฉลาดและมีความรู้มาก  ร่างกายของพวกเธอก็แสดงผลจากการชำระล้างด้วยเม็ดยา

ในที่สุด  หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วโมงพวกเธอก็ลุกขึ้นยืนได้

ในตอนแรกพวกเธอค่อนข้างพอใจ  เพราะลั่วซือหานนั้นต้องให้เฉินมู่สอนให้ก่อนถึงจะเข้าใจหลักการต่าง ๆ ในขณะที่พวกตนนั้นต้องพึ่งพาตนเองเพียงอย่างเดียว

กระนั้น  เมื่อทั้งสามเริ่มคุ้นเคยกับน้ำหนักแล้ว  พวกเธอก็ต้องตกตะลึงอีกครั้งทันทีที่เลิกเรียน

จบบทที่ บทที่ 75 : เริ่มต้นด้วยน้ำหนัก 500 กิโลกรัม แล้วก็เรียกนี่ว่าการฝึกตามปกติ ?

คัดลอกลิงก์แล้ว