- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 75 : เริ่มต้นด้วยน้ำหนัก 500 กิโลกรัม แล้วก็เรียกนี่ว่าการฝึกตามปกติ ?
บทที่ 75 : เริ่มต้นด้วยน้ำหนัก 500 กิโลกรัม แล้วก็เรียกนี่ว่าการฝึกตามปกติ ?
บทที่ 75 : เริ่มต้นด้วยน้ำหนัก 500 กิโลกรัม แล้วก็เรียกนี่ว่าการฝึกตามปกติ ?
ทันทีที่ได้รับชุดที่ดูเบาหวิวพลิ้วไสว หวางหยู่หนิงก็รู้สึกราวกับว่ามือของตนกำลังถือค้อนยักษ์อยู่
ร่างกายโน้มลงโดยไม่รู้ตัวจนมือเกือบจะทับตีนตัวเอง
ต้องจำไว้ด้วยว่าเธอพึ่งผ่านการทำลายพลังวิญญาณมาหมาด ๆ แม้ร่างกาย เส้นลมปราณ และตันเถียนจะได้รับการปรับปรุงใหม่ด้วยเม็ดยาเทพทั้งสาม ได้แก่ เม็ดยาล้างไขกระดูก เม็ดยาบำรุงร่างกาย และเม็ดยาบำรุงพลังวิญญาณ แต่เธอก็ยังไม่ถึงระดับศิษย์ยุทธ์ 1 ดาวด้วยซ้ำ
การที่เธอไม่หัวแตกจากการถือของหนัก 180 กิโลกรัมโดยไม่ทันตั้งตัวก็ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงผลงานการปรับปรุงร่างกายอันยอดเยี่ยมของสามเม็ดยาแล้ว
“เรียกนี่ว่าเครื่องแบบรบเหรอ”
“นะ... นี่มันยังเป็นเสื้อผ้าอยู่อีกเหรอ หนักเกือบสองร้อยโลเลยนะ !”
เย่เมี่ยวเตี๋ยและเหลิ่งมู่เหอรับชุดมา และหลังจากได้ลองโค้งคำนับด้วยท่าที่ถูกต้องแล้ว ทั้งคู่ก็อุทานด้วยความประหลาดใจ
ทั้งสามมองลั่วซือหานด้วยตาปริบ ๆ
“ใส่ชุดนี้แค่ขยับตัวยังลำบากเลย แล้วแบบนี้จะตั้งใจเรียนได้ไงอะ”
ลั่วซือหานเม้มปากและลูบไหล่ของหวางหยู่หนิงเบา ๆ
“ใจเย็น ๆ ใจเย็น ๆ หยู่หนิง นี่น่ะยังน้อย น้อยมาก ๆ ถ้าเธอรู้ว่าเธอถอดออกได้แค่วันละสองชั่วโมงเพื่อแค่อาบน้ำ ส่วนเวลาที่เหลือคือต้องใส่ตลอดล่ะก็เธอต้องร้องไห้แน่”
“อาไรน้า ? ? ?”
[ ช็อก +99 ]
ทั้งสามที่มึน ๆ อยู่แล้วก็ใจหายไปอยู่ตาตุ่ม
“ถ้าต้องใส่ตลอดวันละยีบสองชั่วโมง งั้นก็แปลว่าทั้งตอนกินข้าวทั้งตอนนอนก็ต้องใส่ด้วยสิ”
“ถูกต้องแล้วพี่เหลิ่ง ถ้าไม่ใช่เพราะตอนเย็นต้องอาบน้ำและบำเพ็ญเพียรไปด้วยล่ะก็ เราคงไม่มีเวลาสองชั่วโมงนี่หรอกนะ”
“เจ่เจ๊ ๆ ต้องระวังให้ดีนะ ! นอกจากสองชั่วโมงที่ว่าแล้วห้ามถอดเด็ดขาด แล้วก็ห้ามแอบเก็บข้าวไว้กินด้วยนะ เด็ดขาดเลยนะ”
“ฉันบอกเลยนะ มีปิกาจูซ่อนอยู่ในชุดรบนี่ ไม่ได้ล้อเล่นนะเออ !”
พรูด !
[ โกหกน่า +99 ]
[ น่าตกใจ +99 ]
[ ตกใจ +99 ]
เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของจ้าวหลินซีและเสียงหัวเราะที่พยายามกลั้นขำของคนอื่น ๆ ทั้งสามคนก็รู้สึกงุนงงเล็กน้อย
เมื่อเห็นแบบนั้น ลั่วซือหานจึงโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยแล้วกระซิบ
“ตอนแรกซีซีไม่เชื่อฟัง แอบขโมยกินขนมแล้วไม่ยอมใส่ชุดรบ ตื่นเช้าขึ้นมาก็เลยโดนไฟฟ้าช็อตยาว ๆ นาทีนึงเต็ม ๆ ตัวดำไปทั้งตัวเลยน่ะ”
“นับตั้งแต่นั้นมาเธอก็รู้สึกมาตลอดว่าจารย์ต้องซ่อนกล้องไว้ในชุดรบเธอชัวร์”
ทั้งสามดูอึ้ง ๆ ไป แต่ในขณะเดียวกันก็อยากหัวเราะออกมาอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อเห็นสีหน้าซับซ้อนของทั้งสามคน ลั่วซือหานก็อดหัวเราะไม่ได้
“ไปด้านหลังแล้วสวมชุดรบนี้ไว้ข้างในซะ”
ทั้งสามต่างตกใจ
“ใส่ชุดรบเหรอ ? ที่นี่เหรอ ?”
“ใช่ไง ?”
“แต่อาจารย์ยังอยู่...”
“นี่ ๆ ฉันไม่ได้บอกให้เธอแก้ผ้าล่อนจ้อนซักหน่อย ชุดนี้มันเข้ารูปแล้วก็บางจะตาย เธอก็ใส่ไว้ใต้ชุดนักศึกษาเอาสิ คืนนี้หลังอาบน้ำเสร็จจะใส่ใต้ชุดนอนหรือจะใส่แค่ชุดนี้นอนก็แล้วแต่เลย แต่ที่สำคัญคือต้องใส่ไว้ตลอด”
ทั้งสามหน้าแดงก่ำ และเมื่อเห็นเฉินมู่กำลังดื่มชาเงียบ ๆ ก็ทำได้เพียงวิ่งไปด้านหลังฝูงชนเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า ใบหน้าของพวกเธอร้อนผ่าวด้วยความอับอาย
แม้ว่าตอนที่เข้าเรียนครั้งแรกจะไม่เข้าใจทุกการทำงานของห้อง 1 เลย แต่ก็พอเดาได้ว่าพวกลั่วซือหานล้วนแข็งแกร่งกันมาก ซึ่งมันจะต้องเกี่ยวข้องกับเครื่องแบบรบนี่แน่ ๆ
ดังนั้นเพื่ออนาคต ดังที่เฉินมู่ได้พูดไว้ก่อนหน้านี้ การอดทนต่อความยากลำบากและความเจ็บปวดบ้างจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง
การฝึกฝนนั้นก็เปรียบเสมือนการพายเรือทวนกระแสน้ำ มันจะไปมีความสุขได้อย่างไรเล่า
หลังจากที่ทั้งสามเปลี่ยนเสื้อผ้ากันเสร็จแล้วพวกเธอก็รู้สึกอายกันมากและได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่
เมื่อเห็นแบบนั้น พวกเซี่ยจู๋จึงรีบช่วยพาพวกเธอทั้งสามไปเข้าที่
ก่อนจากไปเซี่ยจู๋ได้กระซิบเตือนอย่างเป็นปริศนา
“เจ่เจ๊ ๆ พวกเตงห้ามออกจากตรงนี้เด็ดขาดเลยนะ”
ทั้งสามรู้สึกงง ๆ นิดหน่อย ไม่เข้าใจเลยว่าเซี่ยจู๋หมายถึงอะไร แต่ในวินาทีต่อมาพวกเธอก็หมดความสนใจที่จะพยายามทำความเข้าใจไปเสียแล้ว
“เอาล่ะ ตอนนี้ทุกคนก็พร้อมแล้ว เรามาเริ่มบทเรียนกันเลย”
โป๊ก โป๊ก โป๊ก !
ทันทีที่เฉินมู่พูดจบ พวกเย่เมี่ยวเตี๋ยทั้งสามต่างรู้สึกราวกับว่ากำลังแบกภูเขาไว้บนหลัง ร่างกายที่แข็งทื่อและทนไม่ไหวอยู่แล้วก็ทรุดลงกับพื้นในทันที
ทั้งสามหวาดกลัวมากจนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองคนอื่น ๆ
รู้สึกแค่หน้าผากติดหนึบอยู่กับพื้น กับความเจ็บปวดรวดร้าวอันเนื่องมาจากแรงกระแทกตอนที่หัวโขกพื้น
“นะ นี่มัน...”
ทั้งสามตกใจสุดขีด นัยน์ตาหดแคบลงอย่างรวดเร็ว และพวกเธอก็รู้ได้ในทันทีว่านี่คือแรงโน้มถ่วง
ที่จริงแล้วสถาบันของพวกเธอเองก็มีเหมือนกัน และพวกเธอก็เคยสัมผัสกับแรงโน้มถ่วงมาก่อน ซึ่งก็รู้สึกแบบเดียวกันทุกประการ
โดยตอนนั้นพอถึงคราวที่พวกเธอต้องใช้ห้องแรงโน้มถ่วง ระดับการฝึกฝนของพวกเธอก็ขึ้นไปถึงขอบเขตศิษย์ยุทธ์ 3 ดาวแล้ว และแรงโน้มถ่วงแค่ 1 เท่าในตอนนั้นก็เล่นเอายืนแทบไม่ไหว
และตอนนี้ เมื่อสวมชุดรบด้วยแล้วพวกเธอแค่จะยกหัวให้พ้นพื้นก็ยังทำไม่ไหวด้วยซ้ำ
นี่มันแรงโน้มถ่วงกี่เท่ากัน ?
“อ๋อ พวกคุณอยู่ภายใต้แรงโน้มถ่วงหนึ่งเท่านะ นั่นแหละการฝึกตามปกติของพวกคุณ”
“? ? ?”
เมื่อได้ยินคำตอบของเฉินมู่ซึ่งดูเหมือนจะสามารถได้ยินความคิดของตนได้ ทั้งสามก็ตกตะลึง
เริ่มต้นด้วยน้ำหนัก 500 กิโลกรัม แล้วก็เรียกนี่ว่าการฝึกตามปกติ ? ? ? ?
ทั้งสามตกตะลึงไปชั่วขณะ แต่ก็รีบรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น
พลังโลหิตปราณและพลังวิญญาณของพวกเธอตอนนี้ต่ำกว่า 40 บวกกับน้ำหนักของชุดรบ 180 กิโลกรัม และน้ำหนักตัวของตนเอง จึงเป็นเรื่องปกติที่จะลุกขึ้นยืนไม่ได้
แต่... เมื่อพวกเธอได้สติกลับมาทั้งสามก็รู้สึกตื่นเต้นและดีใจกันไม่น้อย
“สมกับเป็นสถาบันหลวงห้องหนึ่ง แม้แต่ห้องเรียนก็ยังต่างจากมหาลัยอื่น ๆ”
“สถาบันอื่น ๆ ต่างแย่งกันหาห้องแรงโน้มถ่วง มีคนต่อคิวรอตลอด แต่ที่นี่ กลับใช้ห้องนี้ได้อย่างกับห้องเรียนธรรมดา !”
“เจอแรงกดแบบนี้ตั้งแต่เริ่มเรียน จะไม่ให้แข็งแกร่งก็ยากแล้ว !”
ทั้งสามมีประกายในดวงตา พวกเธอยิ่งรู้สึกมากขึ้นไปอีกว่าการได้มาอยู่ห้อง 1 นี่มันช่างแสนวิเศษเหลือเกิน
อืม...
คงต้องบอกว่าเราดีใจเร็วเกินไปแล้วล่ะ
เมื่อมองย้อนกลับไปที่ร่างทั้งสามที่สั่นเทาและมุมปากยังคงยกขึ้นเล็กน้อย ลั่วซือหานผู้เข้าใจความคิดของพวกเธอจึงส่ายหัวด้วยสีหน้าที่เปี่ยมด้วยความเห็นใจ
“เอาล่ะ เนื่องจากเรามีนักศึกษาใหม่ย้ายมาจากที่อื่นสามคน ซึ่งพวกเธอก็ยังไม่มีความรู้อะไรมากนัก”
“งั้นการบรรยายวิชายุทธ์วันนี้จะเลื่อนไปเป็นพรุ่งนี้ ยัยช่างจ้อ คืนนี้กลับไปก็บอกพวกเธอด้วยว่าห้องเราเรียนอะไรกันไปแล้วบ้าง พรุ่งนี้เช้าผมจะมาตรวจ”
[ ไม่อยากคุยด้วย +99 ]
[ +1 ]
[ +1 ]
“แต่ว่า การที่เราไม่มีการบรรยายวันนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าวันนี้พวกคุณไม่มีการบ้านหรือภารกิจใด ๆ”
“เอาของเข้ามา”
เมื่อได้ยินเแบบนั้น หลิ่วหยุนชิงจึงรีบหยิบกระดาษปึกหนึ่งแล้วลงข้างล่างไปแจกจ่าย และยังแจกให้กับทั้งสามที่นอนวัดพื้นอยู่คนละแผ่นด้วย
“ถ้ำนี่มีทางเลี้ยวสอง สาม สี่ ห้า หกทางใช่มั้ย ? นับเลขถูกป๊ะ ?”
“ทำไมตรงนี้ถึงมีอะไรแปลก ๆ เยอะแยะเต็มไปหมดเลยล่ะ”
“คราวนี้จารย์แกคิดวิธีทรมานแบบไหนมาอีกล่ะเนี่ย”
เมื่อเห็นที่อยู่บนกระดาษทุกคนต่างตกตะลึงเล็กน้อย แต่เฉินมู่ไม่ต้องการอธิบาย
“พรุ่งนี้เช้าผมจะสุ่มตรวจไอ้นี่ด้วย”
[ เศร้า +99 ]
[ ร้องไห้ +99 ]
[ ความปรารถนาที่จะตาย +99 ]
“เพราะงั้นคลาสเรียนช่วงบ่ายนี้จะเป็นการฝึกวิชาฝึกฝน ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนก็มาถามได้”
“อ้อ ถ้าพรุ่งนี้เช้าสามคนนั่นยังยืนไม่ได้อีก คลาสเรียนก็จะถูกเลื่อนออกไปอีก”
เมื่อได้ยินเแบบนั้นทั้งสามก็รู้สึกกดดันอย่างหนัก
ถ้าหากตัวเองเป็นสาเหตุที่ทำให้ทุกคนต้องอดเรียน งั้นเราก็จะกลายเป็นคนบาปที่แท้ทรูน่ะสิ
จากนั้นทั้งสามก็เริ่มออกแรงแต่ก็ทำไม่ได้ พวกเธอไม่สามารถแม้แต่จะยกหน้าผากขึ้นจากพื้นได้ด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับการลุกขึ้นยืน
แต่กระนั้นคนอื่น ๆ ก็ไม่สามารถบอกวิธีลุกขึ้นยืนให้ได้ ดังนั้นทุกคนเลยทำได้แค่มองทั้งสามที่กำลังดิ้นรนจนเหงื่อท่วมไปหมดอย่างช่วยไม่ได้
โชคดีที่ทั้งสามฉลาดและมีความรู้มาก ร่างกายของพวกเธอก็แสดงผลจากการชำระล้างด้วยเม็ดยา
ในที่สุด หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วโมงพวกเธอก็ลุกขึ้นยืนได้
ในตอนแรกพวกเธอค่อนข้างพอใจ เพราะลั่วซือหานนั้นต้องให้เฉินมู่สอนให้ก่อนถึงจะเข้าใจหลักการต่าง ๆ ในขณะที่พวกตนนั้นต้องพึ่งพาตนเองเพียงอย่างเดียว
กระนั้น เมื่อทั้งสามเริ่มคุ้นเคยกับน้ำหนักแล้ว พวกเธอก็ต้องตกตะลึงอีกครั้งทันทีที่เลิกเรียน