- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 69 : ไปแหย่รังแตน ! กลายเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของประชาชนหรือ ?
บทที่ 69 : ไปแหย่รังแตน ! กลายเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของประชาชนหรือ ?
บทที่ 69 : ไปแหย่รังแตน ! กลายเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของประชาชนหรือ ?
“นี่ ๆ ! รู้ยัง ๆ อาจารย์ลามกจากสถาบันหลวงไปจิ๊กตัวหวางหยู่หนิงจากสถาบันเทียนชูแล้วนะ !”
“เออ ๆ ๆ ๆ ! ฉันก็ได้ยินเรื่องนี้เหมือนกัน ! เห็นบอกอาจารย์คนนั้นไปแย่งคนทำเอาอธิการบดีหลิ่วโกรธมากเลยเชียวล่ะ !”
“พระเจ้าช่วยกล้วยทอด ! เหลือจะเชื่อ ! อธิการหลิ่วนั่นน่ะแทบจะเรียกว่าเทพเจ้าได้เลยนา ไปเอาตัวมาได้ทั้ง ๆ แบบนั้นเลยเหรอ”
“ใครจะไปรู้ล่ะ ยังไงก็เถอะ สุดท้ายคือเอาไปแล้ว ฉันได้ยินมาว่าอาจารย์ของหวางหยู่หนิงคุกเข่าอยู่หน้าห้องอธิการบดีเป็นชั่วโมงแล้วเอาแต่ร้องไห้งอแงเหมือนคนปัญญาอ่อนเลย”
“ก็น้า เป็นฉันเองก็คงร้องไห้เหมือนกันแหละ ! นั่นมันศักยภาพระดับเอสที่มีอนาคตสดใส แต่จู่ ๆ ดันมาถูกคนอื่นแย่งไปอย่างกระทันหัน แล้วจะไม่ร้องไห้ได้ยังไง”
“ฉันได้ยินมาจากลูกพี่ลูกน้องด้วยว่าพวกนักศึกษาปีหนึ่งโกรธแค้นมาก ถึงขั้นขู่ว่าจะไปสับไอ้หมอนั่นให้เป็นชิ้น ๆ ถึงสถาบันหลวงเลยนา !”
“คราวนี้มันก็ก่อเรื่องให้ทุกคนได้โกรธอีกแล้ว เมื่อวานมันบิดเบือนความจริง วันนี้มันแย่งเทพธิดาของทุกคนไป ฉันพนันได้เลยว่าทุกคนต้องเกลียดไอ้อาจารย์ลามกคนนั้นเข้าใส้แน่ ฮ่า ๆ ๆ”
สถาบันหลงอู่
ปี 1 ห้อง 6
เมื่อได้ยินเพื่อนร่วมชั้นนินทา เย่เมี่ยวเตี๋ยก็รู้สึกงุนงงไปหมด
แน่นอนว่าเธอคงไม่สงสัยในความจริงของเรื่องนี้ เพราะถึงแม้ว่านักศึกษาเหล่านี้จะโง่เขลาและไร้ความสามารถ แต่ข่าวลือของพวกเขากลับแม่นยำอย่างน่าประหลาดใจ
“เจ๊เตี๋ยว่าจริงมั้ยอะ อาจารย์เจ้าชู้นั่นก็ช่างกล้าเนอะ แค่มีเย่จิ่นชิวกะกลุ่มสาวงามชั้นนำยังไม่พออีก นี่ถึงขนาดไปแย่งหวางหยู่หนิงถึงสถาบันเทียนชูเลยนะ”
เมื่อได้ยินเแบบนั้น เพื่อนสนิทของเย่เมี่ยวเตี๋ยที่อยู่รอบตัวเธอต่างแสดงสีหน้าแปลกประหลาดอย่างยิ่ง
“ถ้าถามฉันนะ หมอนั่นมันก็ช่างกล้าที่ไปกระโดดโลดเต้นล้ำเส้นห้ามแตะของพวกนักศึกษาชาย”
“แต่ฉันสงสัยตรงที่มันแย่งหวางหยู่หนิงไปจากอธิการบดีหลิ่วได้ยังไงมากกว่า เธอเป็นนักศึกษาที่มีศักยภาพระดับเอสคนแรกที่ที่สถาบันเทียนชูได้มาในรอบแปดปี เธอไม่เพียงแต่เป็นนักศึกษาที่มีพรสวรรค์โดดเด่นของสถาบันเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักประกันอนาคตของสถาบันด้วย แล้วอธิการบดีหลิ่วจะปล่อยเธอไปจริง ๆ เหรอ”
“จริงด้วย มันไปลักพาตัวเธอมาได้ไงเนี่ย เจ๊เตี๋ยรู้ป่าว ?”
เย่เมี่ยวเตี๋ยส่ายหัว ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในใจเธออย่างน่าประหลาดคือความรู้สึกอิจฉาเล็กน้อย
เหตุการณ์นี้ยังเป็นการยืนยันทางอ้อมถึงข้อสันนิษฐานของเธอว่าภูมิหลังของเฉินมู่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
สิ่งเดียวที่ทำให้เธอสับสนในตอนนี้คือ แม้ว่าเฉินมู่จะมีภูมิหลังเป็นทางการทหาร แต่นั่นก็ไม่น่าจะพอให้เขาไปดึงตัวนักศึกษาจากแปดมหาวิทยาลัยชั้นนำได้...
“เป็นไปได้มั้ยว่า... เขามีเบื้องหลังบางอย่างอีก”
เย่เมี่ยวเตี๋ยขมวดคิ้วเล็กน้อยและครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
เมื่อเห็นเย่เมี่ยวเตี๋ยนิ่งเงียบ เพื่อนสนิทก็เหลือบมองโทรศัพท์มือถือและพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยเล็กน้อย
“เจ๊เตี๋ย เรื่องนี้ลุกลามไปถึงมหาลัยอื่นแล้วนะ ฝ่ายของหลิ่วยวนกำลังป่วนเลย มันเตรียมท้าเฉินมู่ดวลกันในการแข่งขันวรยุทธ์ด้วยล่ะ”
“จ้าวเทียนหลินจากสถาบันว่านหู่, หลี่ไท่จากสถาบันไท่เหอ, ซูซิงไห่ เฉียนหมิงฝาน แล้วก็เฉียนหมิงหยู่จากสาถาบันเทียนชู, ลั่วจื่อโหยวจากสถาบันหลินหนาน แล้วก็ฉินเฟิงกับเย่เฉินของสถาบันเราต่อก็ประกาศสงครามกับเฉินมู่”
“พวกนั้นยังขู่ว่าจะส่งคนคุ้มครองไปฆ่าหมอนั่นด้วย ไม่งั้นอย่างน้อยก็ฆ่าในระหว่างการแข่งขันวิทยายุทธ์ แต่เอาแน่ ๆ คือการแข่งขันครั้งนี้จะต้องน่าตื่นเต้นมากแน่ ๆ เลย !”
“คราวนี้มันก่อเรื่องใหญ่มาก แทบจะกลายเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของประชาชนไปแล้ว !”
บรรดาเพื่อนสาวต่างเอามือปิดปากหัวเราะคิกคัก ต่างคิดว่าคงจะมีเรื่องน่าดูเกิดขึ้นแน่ ๆ
แต่เย่เมี่ยวเตี๋ยได้แต่ส่ายหัวอย่างพูดไม่ออก คิดในใจว่าคนพวกนี้กำลังหาเรื่องตาย
ในขณะนั้นเอง รองอธิการบดีเฉียนหยวนจงก็ปรากฏตัวที่ประตูห้องเรียนด้วยสีหน้าบึ้งตึงและซับซ้อนสลับกันไปมา
“เย่เมี่ยวเตี๋ยออกมานี่แป๊บนึง”
ทุกคนต่างตกใจและหันไปมองเย่เมี่ยวเตี๋ย เย่เมี่ยวเตี๋ยเองก็งุนงงเช่นกัน แต่ในเมื่อรองอธิการบดีมาเชิญตัว เธอก็ทำได้เพียงลุกขึ้นและเดินออกไปอย่างเชื่อฟัง
“ท่านรองอธิการเฉียน มีเรื่องอะไรเหรอคะ”
เฉียนหยวนจงถอนหายใจเบา ๆ หันหลังกลับแล้วพูดว่า
“มากับผม”
เย่เมี่ยวเตี๋ยมองด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม ภาพตรงหน้าแสดงให้เห็นว่าเฉียนหยวนจงอารมณ์ไม่ดีและดูเหมือนจะระงับความโกรธไว้ เธอจึงไม่กล้ายั่วยุเขาและเดินตามหลังไปอย่างเงียบ ๆ
เฉียนหยวนจงหยุดเมื่อมาถึงประตูห้องทำงานของอธิการบดี
เย่เมี่ยวเตี๋ยตกตะลึงไปชั่วขณะ
“ท่านรองคะ นี่มัน...”
หลังจากคิดทบทวนอยู่นาน เฉียนหยวนจงก็หันหลังกลับโดยเอามือไขว้หลังแล้วมองเย่เมี่ยวเตี๋ย
“นักศึกษา ผมเคารพในความปรารถนาของคุณ หากคุณไม่ต้องการก็บอกได้เลยไม่ต้องกังวล ต่อให้จ้าวแห่งมังกรมาเองผมก็จะยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องคุณให้ได้”
อ๋า ?
เย่เมี่ยวเตี๋ยคืองงเต้กไปเลย
ไม่สิ ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
เมื่อเห็นเย่เมี่ยวเตี๋ยวสงสัย เฉียนหยวนจงจึงได้แต่ถอนหายใจ หันหลังกลับด้วยความลังเลใจอย่างแรงแล้วผลักประตูเปิดออก
“ไปเถอะ”
เย่เมี่ยวเตี๋ยนี่งงไปหมดแล้ว เธอแอบตามเขาเข้าไปในห้องเงียบ ๆ แต่พอเห็นคนข้างในก็ต้องตกตะลึงทันที
“หวางหยู่หนิง ?”
“อาจารย์เฉิน ?”
“เอ่อ... ท่านอธิการซู ?”
เมื่อเห็นคนข้างใน เปลือกตาของเย่เมี่ยวเตี๋ยก็กระตุก และเธอก็รู้สึกได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ
นอกจาก 3 คนนั่นแล้วยังมีผู้หญิงสวยอีก 2 คนที่เธอจำหน้าไม่ได้เลยอยู่ด้วย
แต่ว่าเมื่อเห็นสีหน้าของหวางหยู่หนิงที่ยังคงดูประหลาดใจอยู่บ้าง ความคิดแปลก ๆ ก็ผุดขึ้นมาในใจของเย่เมี่ยวเตี๋ยอย่างกะทันหัน
ไม่ใช่ว่าเฉินมู่มาที่นี่เพื่อจะแย่งตัวฉันไปใช่ไหม
ถามจริง
เมื่อเฉินมู่เห็นเธอมาถึงเขาก็นั่งลงที่โต๊ะทำงานของอธิการบดีพร้อมกับรอยยิ้ม
“ผมได้คุยกับท่านอธิการซูของคุณแล้ว ถ้าคุณยินดีผมจะดำเนินการเรื่องการย้ายมหาลัยให้คุณทันที และคุณก็จะกลายเป็นนักศึกษาของผมทันทีเหมือนกัน”
[ ตกใจ +45 ]
เย่เมี่ยวเตี๋ยชี้ที่ตัวเองด้วยความประหลาดใจ
“อาจารย์คะ คุณหมายถึง... ฉันเหรอคะ ?”
เมื่อเห็นเฉินมู่พยักหน้าพร้อมรอยยิ้มแต่ไม่พูดอะไรเธอก็เหลือบมองอธิการบดีซูที่นั่งอยู่บนเก้าอี้โดยไม่รู้ตัว อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรส่วนแววตาดูผิดปกติเล็กน้อย
ส่วนเฉียนหยวนจงนั้นกลับมีใบหน้าดำคล้ำราวกับก้นหม้อ
ในขณะนั้น เย่เมี่ยวเตี๋ยจึงรู้แล้วว่าเฉินมู่มาเพื่อพาเธอไปจริง ๆ ด้วย
[ เซอร์ไพรส์ +55 ]
เขามาจริง ๆ ! ฉันพึ่งคิดเรื่องนี้เมื่อวาน แล้ววันนี้เขาก็มาจริง ๆ เหรอเนี่ย !
เย่เมี่ยวเตี๋ยดีใจมากและไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
“ไปค่ะ”
[ ติ๊ง ! ]
[ ยินดีด้วย ! ]
[ ประสบความสำเร็จในการชักชวนเป้าหมาย ! ผลตอบแทนค่าอารมณ์เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ! ]
[ ตัวคูณปัจจุบัน : 5 ]
เธอเข้าใจเรื่องต่าง ๆ ได้ดีกว่าหวางหยู่หนิงมาก
ปัจจัยภายนอกและสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมดนั้นไม่สู้อนาคตที่สดใส
เย่จิ่นชิวและลั่วซือหานคือตัวอย่างที่เห็นได้ชัด จะไม่ให้อิจฉาเหรอ ? บ้า !
ไม่มีใครต้านทานแรงดึงดูดของการเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดได้หรอก เธอเชื่อว่าตราบใดที่ตนได้เข้าเรียนที่ห้อง 1 ล่ะก็จะต้องแข็งแกร่งกว่าเย่จิ่นชิวอย่างแน่นอน !
แน่นอนว่าเฉินมู่เองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าทุกอย่างมันจะราบรื่นได้ขนาดนี้
หวางหยู่หนิงอย่างน้อยก็ชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย แต่เย่เมี่ยวเตี๋ยคือไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
หลังจากที่เขาขึ้นรถออกไปแล้วและหันกลับมามองคน 3 คนที่นั่งอยู่เบาะหลัง เขาจึงรู้ตัวว่าตัวเองได้ปล้นเอาศักยภาพระดับ S มา 2 คนและศักยภาพระดับ 1 คนสำเร็จแล้ว
“ตัวคูณค่าอารมณ์ในตอนนี้เพิ่มเป็นห้าเท่า ทำให้เราเข้าใกล้คำว่าเติบโตอย่างก้าวกระโดดมากขึ้นอีกขั้น”
“น่าเสียดายที่ในสถาบันหลงอู่กับสถาบันเทียนชูที่แสนจะใหญ่โตกลับมีแค่สามคนนี้ที่ตรงสเปกของระบบ”
นักศึกษาปี 3 ส่วนใหญ่ออกไปฝึกประสบการณ์ ในขณะที่นักศึกษาปี 4 ได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่ของตนแล้ว
ดังนั้นเขาจึงได้เจอแต่นักศึกษาปี 2 เป็นส่วนใหญ่
แต่นั่นไม่สำคัญ เมื่อการแข่งขันวิทยายุทธ์เริ่มขึ้น นักศึกษาทุกคนก็จะมา และเราค่อยเลือกกันตอนนั้น
เขาไม่กังวลเลยสักนิดที่ทั้ง 3 คนนี้จะเรียนไม่ทันเพราะแค่เป็นนักศึกษาที่ย้ายเข้า
เขาเชี่ยวชาญในเรื่องแบบนี้มากและไม่มีความกังวลใด ๆ เลย
เขาหวังเพียงว่าทั้ง 3 คนจะไม่เกิดอาการทางจิตหลังจากเข้าไปเรียนที่ห้อง 1