- หน้าแรก
- รวยทะลุมิติ ผมข้ามภพไปสร้างอาณาจักรพันล้าน
- บทที่ 481 อาสะใภ้ที่ไม่ได้พบกันนาน
บทที่ 481 อาสะใภ้ที่ไม่ได้พบกันนาน
บทที่ 481 อาสะใภ้ที่ไม่ได้พบกันนาน
เย็นวันนั้น หลังจากที่ลู่เหวยบอกกล่าวกับพี่ใหญ่หลี่เหิงและเอ้อร์หลู่จื่อว่าจะกลับบ้าน เขาก็ขับรถออกจากบริเวณโรงงาน
พอขับไปถึงที่เปลี่ยวไร้ผู้คน เขาก็ใช้ทักษะเทเลพอร์ต หายตัวแว้บไปโผล่ที่มุมลับตาคนมุมหนึ่งในตัวอำเภอหลานสุ่ยทันที
จากการอัปเกรดครั้งก่อน ทำให้เขามีจุดพิกัดมิติเพิ่มขึ้นมาอีกสามจุด
ลู่เหวยตั้งจุดหนึ่งไว้ที่ตัวอำเภอบ้านเกิด เพื่อที่ว่าไม่ว่าเขาจะเดินทางไปที่ไหน ก็สามารถเทเลพอร์ตกลับมาได้โดยตรง
อีกจุดหนึ่งตั้งไว้ที่วลาดีวอสตอคเพื่อความสะดวกในการขนส่งสินค้าไปที่นั่น
ส่วนจุดที่สาม ตอนนี้ตั้งไว้ที่เมืองปิงเฉิงชั่วคราว หากวันหน้ามีสถานที่ที่เหมาะสมกว่า ก็สามารถสับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา
อย่างไรเสีย การเปลี่ยนตำแหน่งแต่ละครั้งก็ใช้เงินเพียงหนึ่งหมื่นหยวนเท่านั้น
เงินหนึ่งหมื่นหยวนที่เมื่อก่อนเคยเป็นภาระอันหนักอึ้งสำหรับเขา มาบัดนี้กลับไม่ได้มีความหมายอะไรอีกต่อไปแล้ว
มองดูถนนหนทางที่คุ้นเคยในตัวอำเภอ ลู่เหวยก็รู้สึกสะท้อนใจเล็กน้อย ไม่ได้กลับมาแค่สองเดือนกว่า กลับรู้สึกราวกับว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานเหลือเกิน
ครั้งนี้หากไม่ใช่เพราะขาดเงิน ก็คงยังไม่ได้กลับมาเร็วขนาดนี้
เมื่อนึกถึงเรือนร่างอันอ่อนนุ่มและอบอุ่นของอาสะใภ้
ลู่เหวยก็ทนรอไม่ไหว รีบเอารถจี๊ป 212 ออกมาจากมิติ เหยียบคันเร่งมุ่งหน้าตรงไปยังศูนย์การค้าเสื้อผ้าทันที
ลู่เหวยไปถึงศูนย์การค้าเสื้อผ้าในเวลาที่โจวหย่ากำลังเตรียมตัวจะปิดร้านพอดี
ช่วงปลายเดือนหกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศในตอนกลางวันค่อนข้างร้อนแล้ว
เธอสวมเสื้อยืดแขนสั้นผ้าฝ้ายสีเทาอ่อนแบบเรียบง่าย ท่อนล่างเป็นกางเกงยีนส์สีฟ้าอ่อนเข้ารูป เผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าที่ได้รูป
ผมถูกรวบไว้ด้านหลังอย่างลวกๆ เผยให้เห็นลำคอขาวผ่อง
เมื่อเทียบกับเมื่อสองเดือนก่อน ดูเหมือนความตึงเครียดจะลดลงไปบ้าง แทนที่ด้วยความผ่อนคลาย และดูผอมบางลงเล็กน้อย
ท่ามกลางแสงสลัวยามพลบค่ำและแสงไฟภายในร้าน เธอดูสดใสและงดงามยิ่งนัก
รถจี๊ปมาจอดที่หน้าร้าน โจวหย่าได้ยินเสียงจึงเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ ใบหน้าฉายแววฉงนเล็กน้อย
แต่พอเธอมองเห็นร่างที่กระโดดลงมาจากฝั่งคนขับชัดเจน ร่างของเธอก็ราวกับถูกกดปุ่มหยุดนิ่ง แข็งทื่อไปในทันที
เธอจ้องมองลู่เหวยตาไม่กะพริบ มองเขาปิดประตูรถ หมุนตัว และเดินตรงมาที่หน้าร้านทีละก้าวๆ
ใบหน้าที่เธอเฝ้าคิดถึงทั้งวันทั้งคืนปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ นี่ไม่ใช่ภาพลวงตา
วินาทีต่อมา ขอบตาของโจวหย่าก็แดงก่ำขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หยาดน้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ริมฝีปากสั่นระริก คล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่กลับเปล่งเสียงไม่ออก
ลู่เหวยเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ โดยมีประตูม้วนที่ยังดึงลงมาไม่สุดขวางกั้นอยู่ เขามองดูหยาดน้ำตาที่กลิ้งร่วงหล่นลงมา หัวใจก็อ่อนยวบและปวดหนึบขึ้นมาทันที
เขายื่นมือออกไป ใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยน้ำตาที่หางตาของเธออย่างแผ่วเบา เช็ดหยาดน้ำตาที่กลั้นไว้ไม่อยู่จนร่วงหล่นลงมา น้ำเสียงอ่อนโยนลงอย่างไม่รู้ตัว "ร้องไห้ทำไมเนี่ย ฉันกลับมาแล้วไม่ดีใจหรือไง"
น้ำเสียงที่คุ้นเคยและแฝงแววหยอกเย้าเล็กน้อยนี้ ทำให้โจวหย่าดึงสติกลับมาได้ในที่สุด
ความดีใจอย่างล้นพ้น ความห่วงใยตลอดสองเดือนกว่า ความคิดถึง และความน้อยใจเล็กๆ น้อยๆ พังทลายกำแพงในใจลงมาอย่างฉับพลัน
เธอสะอื้นไห้ ยกมือขึ้นทุบอกลู่เหวยไม่เบาไม่แรงนัก น้ำตายิ่งไหลพราก "เธอ... คนไม่มีหัวใจ! ทำไม... ทำไมไปนานขนาดนี้ล่ะ
ข่าวคราวก็ไม่มีส่งมาเลย... รู้ไหม... ว่าฉันเป็นห่วงแค่ไหน นอนไม่หลับทั้งคืนเลยนะ..." คำพูดท่อนหลังถูกเสียงสะอื้นกลืนหายไป พูดต่อไม่ได้แล้ว ทำได้เพียงแหงนหน้ามองเขาทั้งน้ำตานองหน้า ราวกับต้องการยืนยันให้แน่ใจว่าเขากลับมาแล้วจริงๆ ไม่ใช่ความฝัน
"โอ๋ๆๆ ความผิดฉันเอง ความผิดฉันเอง"
ลู่เหวยรีบปลอบเสียงเบา พลางกุมมือที่ทุบตีเขาเอาไว้ นิ้วมือที่เย็นเฉียบของเธอสั่นระริกอยู่บนฝ่ามือของเขา
เขามองออกไปที่ถนน แม้คนจะไม่เยอะ แต่ก็ไม่ใช่ที่ที่เหมาะจะยืนคุยกัน
"เข้าบ้านก่อนเถอะ ปิดประตูซะ"
โจวหย่าเพิ่งจะนึกขึ้นได้ รีบก้มลงเก็บสมุดบันทึกบนพื้น แล้วลุกลี้ลุกลนไปดึงประตูม้วนที่เหลือลงมา
ลู่เหวยเข้าไปช่วยดึงประตูลงมาและล็อกให้เรียบร้อย
เมื่อประตูม้วนปิดกั้นแสงสว่างและเสียงรบกวนจากภายนอก ภายในร้านก็เงียบสงบลงทันที
โจวหย่าหมุนตัวกลับมา ยังไม่ทันที่ลู่เหวยจะได้พูดอะไร เธอก็โผเข้ากอดเขาแน่น สองแขนโอบรอบเอวเขาไว้แน่นหนา
ใบหน้าซุกซบอยู่กับแผ่นอกของเขา ไหล่สั่นสะท้านเบาๆ ร้องไห้ออกมาอย่างไร้เสียง
ราวกับต้องการจะระบายความหวาดกลัวและความคิดถึงตลอดสองเดือนกว่าที่ผ่านมาออกมาให้หมดผ่านน้ำตา
ลู่เหวยถูกกระแทกจนต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ก่อนจะกอดเธอไว้แน่น มือหนาลูบแผ่นหลังเธอเบาๆ คางเกยอยู่บนกลุ่มผมอันอ่อนนุ่มของเธอ กลิ่นแชมพูหอมละมุนที่คุ้นเคยลอยแตะจมูก
ผ่านไปพักใหญ่ เสียงร้องไห้ของโจวหย่าถึงค่อยๆ เบาลง กลายเป็นเสียงสะอื้นฮักเบาๆ แต่อ้อมแขนที่กอดเขาไว้กลับไม่คลายลงเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังรัดแน่นขึ้นไปอีก ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือ เขาจะหายตัวไปอีก
หัวใจของลู่เหวยอ่อนระทวยไปหมด ความรู้สึกสงสารและรู้สึกผิดพรั่งพรูขึ้นมาอย่างรุนแรง
เขาก้มลงจุมพิตที่กระหม่อมของเธอเบาๆ จากนั้นมือข้างหนึ่งโอบแผ่นหลัง อีกข้างช้อนข้อพับเข่าของเธอ ออกแรงเพียงเล็กน้อย ก็อุ้มเธอขึ้นมาในท่าเจ้าสาว
"ว้าย!"
โจวหย่าอุทานเบาๆ สองแขนโอบกอดคอเขาตามสัญชาตญาณ บนใบหน้ายังมีคราบน้ำตา แต่ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยจ้องมองเขา
ลู่เหวยไม่พูดอะไร อุ้มเธอเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของร้านอย่างคุ้นเคย
ช่วงเวลาหลายชั่วโมงหลังจากนั้น คือการปลดปล่อยความคิดถึงที่ถูกกดทับมาเนิ่นนาน
โจวหย่าไม่ได้กลั้นเสียงของตัวเองเลยแม้แต่น้อย เธอร้องเพลงเสียงดังลั่น ราวกับต้องการจะป่าวประกาศให้ทุกคนรู้ว่าเธอมีความสุขมากแค่ไหน
หลายชั่วโมงผ่านไป รัตติกาลดึกสงัด
โจวหย่านอนขดตัวอยู่ในอ้อมกอดของลู่เหวยราวกับลูกแมวที่อิ่มหนำสำราญ
"สองเดือนมานี้... เธอไปทำอะไรมาบ้าง ราบรื่นดีไหม" โจวหย่าเอ่ยถามเสียงเบา น้ำเสียงยังคงแหบพร่าและอ่อนนุ่มจากกิจกรรมเมื่อครู่
ลู่เหวยโอบไหล่เนียนลื่นของเธอ มือหนาลูบไล้ท่อนแขนของเธอเล่นไปพลาง เล่าเหตุการณ์คร่าวๆ ให้ฟัง "ก็ราบรื่นดีทุกอย่าง ฐานรากโรงงานสร้างเสร็จแล้ว เครื่องจักรก็มาถึงแล้ว
แล้วก็ได้รู้จักคนสองสามคน เลยร่วมหุ้นทำธุรกิจอย่างอื่นด้วย" เขาไม่ได้เล่ารายละเอียดมากนัก เรื่องอันตรายและซับซ้อนพวกนั้น ยังไม่จำเป็นต้องให้เธอรับรู้และเป็นกังวลในตอนนี้
"อืม ราบรื่นก็ดีแล้วจ้ะ"
โจวหย่าไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงต่อ ขอเพียงเขากลับมาอย่างปลอดภัยก็พอแล้ว เธอนึกถึงเรื่องงานขึ้นมาได้ จึงแหงนหน้ามองเขา "จริงสิ เรื่องศูนย์การค้าเสื้อผ้าทางนี้ ฉันจัดการตามที่เธอบอกหมดแล้วนะ
หลังจากเธอไป พวกเราก็ไปเปิดสาขาในหกอำเภอใกล้เคียง
ต่อมา อีกสองอำเภอที่เหลือ แล้วก็อำเภอที่ขึ้นกับเมืองข้างๆ อีกสองอำเภอ ก็ตกลงกันเรียบร้อย เปิดสาขาหมดแล้วเหมือนกัน
ตอนนี้เรามีร้านทั้งหมดสิบสาขาแล้วนะ"
ลู่เหวยพยักหน้ารับ ความคืบหน้านี้เร็วกว่าที่เขาคาดไว้เสียอีก "ธุรกิจเป็นยังไงบ้าง เหนื่อยแย่เลยสิ"
"ก็เหนื่อยอยู่บ้าง แต่ในใจมันรู้สึกมั่นคงดีจ้ะ"
โจวหย่าขยับตัวซุกเข้าหาอ้อมกอดของเขา หามุมที่สบายขึ้น "ธุรกิจ... ดีมากเลยจ้ะ"
เธอเว้นช่วงไปนิดก่อนจะพูดต่อ "สองเดือนกว่าที่ผ่านมา ยอดขายรวมทั้งสิบสาขา หักค่าเช่า ค่าจ้าง แล้วก็ส่วนแบ่งของผู้จัดการร้านที่ฉันแบ่งให้ตามที่เธอบอกแล้ว กำไรสุทธิที่ได้... มีประมาณหนึ่งล้านห้าแสนกว่าหยวนจ้ะ เงินทั้งหมดฉันเอาเข้าบัญชีไว้หมดแล้ว"
หนึ่งล้านห้าแสนกว่าหยวน!
สำหรับตัวเลขนี้ ลู่เหวยพอจะเตรียมใจไว้บ้างแล้ว จึงไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรมากนัก
ลู่เหวยหอมแก้มโจวหย่าฟอดใหญ่ "เก่งจริงๆ!"
"อื้อ"
น้ำเสียงของโจวหย่าแฝงไปด้วยความภาคภูมิใจเล็กๆ แต่ก็ยังถ่อมตัว "หลักๆ ก็เพราะเสื้อผ้าของเราแบบมันสวย ขายออกไว ราคาก็เลยขยับขึ้นได้อีกหน่อย พวกพ่อค้ารายย่อยแถวนี้สู้เราไม่ได้เลยจ้ะ
อีกอย่าง ของที่เอามาขายเธอก็เป็นคนเอามาส่งให้ทั้งนั้น แทบจะไม่มีต้นทุนเลย จะได้กำไรขนาดนี้ก็ไม่แปลกหรอกจ้ะ
เพียงแต่..." เธอลังเลเล็กน้อย "ฉันรู้สึกว่า ตลาดในอำเภอแถวๆ นี้ น่าจะใกล้จุดอิ่มตัวแล้ว ยอดขายในแต่ละวันแทบจะไม่ขยับขึ้นเลยจ้ะ"
ลู่เหวยฟังความหมายแฝงในประโยคของเธอออก จึงก้มลงมองเธอ "อยากจะไปทำที่อื่นเหรอ"
โจวหย่าพยักหน้า นัยน์ตาเป็นประกายจ้องมองเขา "เธออยู่ปิงเฉิงไม่ใช่เหรอ
ฉันได้ยินมาว่าปิงเฉิงใหญ่มาก เจริญกว่าที่นี่ตั้งเยอะ ตลาดที่นั่นต้องใหญ่กว่านี้แน่ๆ ถ้าพวกเราไปเปิดร้านใหญ่ๆ ที่นั่นสักสองสามร้าน คงจะดีกว่ามางมอยู่แต่ในตัวอำเภอแบบนี้แน่ๆ
และอีกอย่าง..." เสียงของเธอแผ่วลง ใบหน้าซุกลงกับอกเขาอีกครั้ง "ฉันจะได้อยู่ใกล้ๆ เธอด้วย"