- หน้าแรก
- เมื่อยัยตัวร้ายหน้าซื่อ แฉความจริงตบหน้าคน
- บทที่ 4: ฉีกหน้าราชินีบ่อปลาจอมสวะ (4)
บทที่ 4: ฉีกหน้าราชินีบ่อปลาจอมสวะ (4)
บทที่ 4: ฉีกหน้าราชินีบ่อปลาจอมสวะ (4)
บทที่ 4: ฉีกหน้าราชินีบ่อปลาจอมสวะ (4)
หลังจากฉู่จิ่วพักผ่อนอยู่สองสามวัน เธอก็เซ็นสัญญาและเข้าร่วมกองถ่ายได้อย่างราบรื่น
ระหว่างทางไปกองถ่าย ฉู่จิ่วได้พูดคุยกับทีมงานหญิงวัยรุ่นคนหนึ่ง
ทำให้ได้รู้ว่า เจียงรุ่ยใช้ข้ออ้างเรื่องการพูดคุยบทละคร ไปอ่อยนักแสดงชายที่มีฉากร่วมกันถึงสองสามคนแล้ว พวกเขาพลลอดรักกันอย่างเปิดเผยตลอดทั้งวันโดยไม่เห็นหัวใคร
เมื่อเห็นว่าฉู่จิ่วดูเป็นเด็กดีและน่ารัก หญิงสาวก็อดเป็นห่วงไม่ได้จึงเอ่ยเตือน "พอเข้าไปแล้ว ทางที่ดีอย่าไปมีเรื่องกับเธอนะ"
"นักแสดงชายในกองถ่ายต่างก็ปกป้องเธอ แถมทีมงานหลายคนก็ยังคอยเอาอกเอาใจเธอทั้งต่อหน้าและลับหลังด้วย"
ฉู่จิ่วยิ้มหวาน "ขอบคุณนะคะ"
เธอใช้ใบหน้าที่ดูบริสุทธิ์ผุดผ่องจ้องมองหญิงสาวด้วยแววตาจริงจัง รอยยิ้มนั้นราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดพาให้กลีบดอกท้อปลิวไสวไปร่วงหล่นลงในใจ จนทำเอาทีมงานหญิงถึงกับหน้าแดงซ่าน
เด็กดีขนาดนี้ ทำไมถึงโชคร้ายต้องมาร่วมกองถ่ายที่ถูกเจียงรุ่ยป่วนจนเละเทะแบบนี้ด้วยนะ?
ทีมงานหญิงเดินไปส่งฉู่จิ่วถึงที่แล้วก็ขอตัวกลับ แต่ก็ไม่วายหันมามองด้วยความเป็นห่วงก่อนจะเดินจากไป
หลังจากที่เธอเดินลับสายตาไป ท่าทีเด็กดีและไร้พิษสงของฉู่จิ่วก็มลายหายไปในพริบตา
เธอเงยหน้าขึ้นและเห็นเจียงรุ่ยนั่งอยู่บนตักของพระเอกหนุ่ม ทั้งคู่กำลังคลอเคลียกันอย่างสนิทสนม
เธอยิ้มและเดินเข้าไปหา ก่อนจะตบบ่าเจียงรุ่ยอย่างสุภาพและเป็นกันเอง "ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ"
เจียงรุ่ยทำหน้าราวกับเห็นผีและร่วงตกจากตักของพระเอกหนุ่มทันที "ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้?"
เธอกับฉู่จิ่วพักอยู่ที่อพาร์ตเมนต์ของบริษัทเหมือนกัน แต่เธอไม่เห็นหน้าฉู่จิ่วมาหลายวันแล้ว
เจียงรุ่ยถึงขั้นเตรียมตัวฉลองที่ฉู่จิ่วอาจจะไปตายอยู่ข้างนอกด้วยซ้ำ แต่เดี๋ยวนะ นี่มันเกิดอะไรขึ้น!
ฉู่จิ่วดูสงบนิ่ง ผมสีดำขลับยาวสลวยทิ้งตัวลงบนบ่าอย่างนุ่มนวล ดูบริสุทธิ์ราวกับนักเรียนที่เพิ่งเรียนจบและยังไม่เคยสัมผัสกับอันตรายของโลกภายนอก
เจียงรุ่ยรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะสติแตก
ในตอนนั้นเอง ฉู่จิ่วก็มองเธอด้วยแววตาอ่อนโยนปนประหลาดใจ "ฉันก็ต้องมาเข้ากองถ่ายเพื่อถ่ายทำสิ"
เธอยิ้มจนตาหยีเป็นสระอิ ดูไร้พิษภัยต่อผู้คนและสรรพสัตว์ "ฉันเป็นนักแสดงนำหญิงคนที่สองของซีรีส์เรื่องนี้นะ"
ทันทีที่ฉู่จิ่วพูดจบ สีหน้าของเจียงรุ่ยก็เปลี่ยนไปทันที
เธอพุ่งเข้าไปหาฉู่จิ่วทันที น้ำเสียงที่เคยดัดจริตให้ดูน่ารักกลับบิดเบี้ยวจนน่าเกลียด:
"ทำไมเธอถึงได้บทนางรองล่ะ?"
ฉู่จิ่วถูกบริษัทแบนอยู่อย่างชัดเจน ฉากที่ผ่านๆ มาของเธอก็เป็นแค่ตัวประกอบเดินผ่านฉากที่ไม่มีแม้แต่บทพูดด้วยซ้ำ
ฉู่จิ่วนั่งลงอย่างสง่างาม ทัดปอยผมที่ตกลงมาไว้ทัดหู ใบหน้าดูไร้เดียงสาและเป็นมิตร เธอเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังและเคร่งขรึมว่า "แน่นอนสิ ก็เพราะฉันสวยไงล่ะ"
"ฉันรู้ว่าเธอขี้เหร่ เธอก็เลยอาจจะไม่เข้าใจ"
"แต่คำถามนี้มันออกจะงี่เง่าไปหน่อย คราวหน้าก็อย่าถามอีกเลยนะ" ฉู่จิ่วพูดด้วยสีหน้าจริงใจ ราวกับว่าหวังดีต่อเจียงรุ่ยจริงๆ
เจียงรุ่ยโกรธจนแทบจะกระอักเลือด
มือเรียวสวยเผลอลูบแก้มตัวเองโดยไม่รู้ตัว ใบหน้านี้ก็สวยขึ้นกว่าเมื่อก่อนตั้งเยอะแล้วนะ
แต่พอเอาไปเทียบกับฉู่จิ่ว มันก็ยังต่างกันราวฟ้ากับเหวอยู่ดี!
ในตอนนั้นเอง ผู้กำกับจางของกองถ่ายก็เดินเข้ามา
ผู้กำกับจางเป็นเพียงผู้กำกับธรรมดาๆ คนหนึ่ง เขาไม่มีฝีมือพอจะไปกำกับละครฟอร์มยักษ์ และทำได้แค่รับงานกำกับซีรีส์เว็บไปวันๆ
เขาไม่ค่อยมีปากมีเสียง และไม่มีอำนาจเด็ดขาดในซีรีส์ที่ตัวเองกำกับ
เริ่มแรก นักลงทุนคนหนึ่งก็ยัดเยียดบทนางเอกมาให้เขา จากนั้น นักลงทุนอีกคนก็ยัดเยียดบทนางรองมาให้อีก ก่อนที่การถ่ายทำจะเริ่มขึ้น ทุกอย่างก็ถูกจัดเตรียมไว้ให้เขาหมดแล้ว
ผู้กำกับจางปรายตามองเจียงรุ่ยเป็นคนแรก และรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็เริ่มฝืนขึ้นมาทันที
คาแรคเตอร์ของนางเอกคือเด็กสาวที่บริสุทธิ์และไร้เดียงสา นั่นคือเหตุผลที่เธอเข้าไปคลุกคลีกับนักเรียนชายในสถานศึกษา เรียกพวกเขาว่าพี่ชาย โดยไม่ทันสังเกตเห็นความรู้สึกพิเศษที่พวกเขามีต่อเธอ
แม้ว่าการตั้งค่าตัวละครนี้จะดูไร้สมองและแปลกประหลาดไปบ้าง แต่ถ้าหน้าตาดูใสซื่อบริสุทธิ์ มันก็พอจะถูไถไปได้ใช่ไหมล่ะ?
แต่เจียงรุ่ยที่มีเสน่ห์ยั่วยวนแบบดัดจริตแผ่ซ่านอยู่รอบตัวน่ะสิ อย่าว่าแต่ไปเรียนในสถานศึกษาเลย ต่อให้อยู่ในหมู่หญิงคณิกาในหอนางโลม เธอก็คงดูเป็นคนที่มีระดับต่ำต้อยที่สุด
พอหันไปมองฉู่จิ่ว ผู้กำกับจางก็ยิ่งรู้สึกว่าชีวิตนี้ช่างยากลำบาก
ใบหน้าของเด็กสาวคนนี้ทั้งงดงาม บริสุทธิ์ เรียบร้อย และดูไร้พิษภัย จุดสูงสุดของภาพลักษณ์สาวข้างบ้านก็น่าจะเป็นแบบนี้แหละ
แต่สิ่งที่เขาต้องการคือตัวร้ายหญิงที่โหดเหี้ยมและทำเรื่องชั่วช้าสารพัดต่างหาก!
ผู้กำกับจางแอบคิดในใจว่าถ้าสลับบทของฉู่จิ่วกับเจียงรุ่ยได้ก็คงจะเพอร์เฟกต์ แต่ในเมื่อทั้งสองคนนี้ถูกยัดเยียดเข้ามาในกองถ่าย บทก็ถูกเลือกไว้หมดแล้ว เขาจึงไม่มีสิทธิ์เปลี่ยนแปลงอะไร
แล้วเขาจะถ่ายทำยังไงล่ะ?
ก็คงต้องถ่ายๆ ให้มันจบๆ ไป
ผู้กำกับจางทำใจยอมรับสภาพ ด้วยทัศนคติที่ว่าทำๆ ให้มันเสร็จๆ ไป เขาจึงสั่งเดินกล้องและเริ่มการถ่ายทำอย่างรวดเร็ว
ตราบใดที่นักแสดงเล่นได้ตามบทคร่าวๆ
ก็สั่งผ่านทันที! ถ่ายฉากต่อไป!
ไม่นานก็ถึงคิวถ่ายทำของฉู่จิ่ว
ผู้กำกับจางถือกล้องอย่างขอไปที ซูมเลนส์เข้าไปจับภาพใบหน้าของฉู่จิ่วแบบใกล้ๆ
เด็กสาวผู้ใสซื่อไร้พิษภัยที่มีใบหน้าปราศจากเครื่องสำอาง รอยยิ้มซุกซนผุดขึ้นที่ริมฝีปาก เมื่อมองแวบแรกดวงตาของเธอโค้งเป็นสระอิ ทว่ากลับแฝงไปด้วยความเย็นเยียบยะเยือก
ผ่านเลนส์กล้อง ใบหน้านั้นอยู่ห่างออกไปเพียงแค่ช่วงแขน และดวงตาของเธอก็ราวกับกำลังจ้องมองตรงมาที่เขา
มือของผู้กำกับจางสั่นเทา ขนลุกซู่ขึ้นมาทันที อัตราการเต้นของหัวใจพุ่งปรี๊ด รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะหัวใจวายในวินาทีถัดไป
"คัต! พักก่อน!" ผู้กำกับจางที่ปกติจะหลับหูหลับตาปล่อยผ่านแม้แต่ฉากที่ห่วยที่สุด กลับสั่งหยุดเป็นครั้งแรก และเดินเข้าไปหาฉู่จิ่ว สายตาจับจ้องไปที่เธอ
ฉู่จิ่วค่อยๆ เอียงคอไปด้านหลังและเผยรอยยิ้มหวาน ความเย็นเยียบและความรู้สึกอันตรายเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา
"ผู้กำกับคะ มีอะไรเหรอคะ? หรือว่าฉันยังแสดงดูไม่เลวร้ายพอ?" เธอถามพร้อมกับกะพริบตา ดวงตากลมโตเป็นประกายสดใสราวกับสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วง
มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเชื่อมโยงเธอกับภาพลักษณ์ที่แสนจะอันตรายเมื่อกี้
"เธอแสดงได้ดีทีเดียว แต่ต้องเบามือลงหน่อยนะ"
ผู้กำกับจางกระแอมสองครั้ง "เพราะเรากำลังถ่ายทำซีรีส์รักย้อนยุค ไม่ใช่หนังสยองขวัญ…"
"อ๋อ" ดวงตาของฉู่จิ่วกะพริบปริบๆ รู้สึกสับสนเล็กน้อย "แต่หน้าของฉันออกจะน่ารักขนาดนี้ ต่อให้ฉันทำสายตาดุดันแค่ไหน มันจะไปดูดุร้ายได้ยังไงล่ะคะ?"
เธอไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก
แต่หลังจากที่ผู้กำกับจางสาธิตให้ดูด้วยตัวเอง ฉู่จิ่วก็พอจะจับจุดความพอดีนั้นได้
การถ่ายทำในฉากต่อๆ มาของเธอจึงผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่น
ฉู่จิ่วอาศัยจังหวะนี้แอบฉีดยาให้กับนักแสดงชายทุกคนในกองถ่ายอย่างลับๆ
ถ้านักแสดงชายพวกนี้โดนเจียงรุ่ยล่อลวงไปหมดล่ะก็...
โชคร้ายหน่อยนะ กองถ่ายนี้กำลังจะกลายเป็นกองถ่ายขันทีแล้วล่ะ
ฉู่จิ่วเม้มริมฝีปากสวยพร้อมกับถูมือไปมา ถ้าพวกนักแสดงนำชายกลายเป็นขันทีกันหมด แค่คิดก็รู้สึกตื่นเต้นแล้ว
ผู้กำกับจางถ่ายทำฉากของฉู่จิ่วด้วยอารมณ์เบิกบานใจ
แต่พอเจียงรุ่ยมาปรากฏตัวหน้ากล้อง เขากลับยิ้มไม่ออกอีกเลย
ในเนื้อเรื่องต้นฉบับ เจียงรุ่ยตั้งใจขัดเกลาทักษะการแสดงของตัวเองในช่วงหลังๆ จนสามารถก้าวขึ้นไปอยู่ในจุดสูงสุดของนักแสดงระดับแนวหน้าได้
แต่ตอนนี้ เธอยังไปไม่ถึงจุดนั้น
เจียงรุ่ยมีใบหน้าที่สวยเย้ายวนจนน่าหลงใหล เนื้อเรื่องในตอนนี้คือฉากที่นางเอกเกือบจะถูกจับได้ว่าเป็นผู้หญิง แต่ก็สามารถเอาตัวรอดมาได้อย่างชาญฉลาด
เจียงรุ่ยยืนอยู่ตรงนั้น สายตาเต็มไปด้วยความยั่วยวน ปากก็ขยับท่องตัวเลขไปส่งๆ เพื่อรอไปพากย์เสียงทับในตอนหลัง เห็นได้ชัดว่าเป็นการแสดงแบบขอไปที
ผู้กำกับจางหลับตาปี๋
หลับตาลง ปล่อยวางทุกสิ่ง ขออยู่อย่างสงบสุขกับโลกใบนี้ดีกว่า
ระหว่างพักกอง ฉู่จิ่วหยิบโทรศัพท์ออกมาแล้วพบว่าหวังเฉินหยางโทรหาเธอหลายสายจนนับไม่ถ้วน
เธอเดินไปที่มุมลับตาคนแล้วโทรกลับหาเขา น้ำเสียงของหวังเฉินหยางที่ปลายสายฟุ้งซ่านและร้อนรนเป็นพิเศษ:
"เธอรู้ไหมว่าเจียงรุ่ยอยู่ที่ไหน?"
"ฉันพยายามติดต่อเธอเท่าไหร่ก็ติดต่อไม่ได้เลย!"
ฟังดูสิว่าเขาร้อนรนขนาดไหน
มีเรื่องด่วนอะไรกันนะ?
ฉู่จิ่วอดไม่ได้ที่จะยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เป็นมิตรและแสนดี
เธอแทบจะรอไม่ไหวที่จะได้เห็นว่า หวังเฉินหยางในสภาพนกเขาไม่ขันจะไปเผชิญหน้ากับเจียงรุ่ยยังไง เธอจึงรีบส่งโลเคชั่นให้เขาทันที "เจียงรุ่ยอยู่ที่นี่ อยู่กับฉันเอง"
หลังจากนั้น ฉู่จิ่วก็จ้องมองไปที่ประตูด้วยสีหน้าของคนที่กำลังรอดูเรื่องสนุก เธอนั่งลงบนเก้าอี้และเคาะนิ้วอย่างใจจดใจจ่อ
"เจ้าลูกสมุน" ฉู่จิ่วกะพริบตาอย่างเริงร่า "เจียงรุ่ยกำลังจะซวยแล้วล่ะ"
ในที่สุดระบบลูกสมุนก็พยายามเถียงกลับเป็นครั้งแรก "ฉันไม่ได้ชื่อลูกสมุนสักหน่อย"
"หืม?" ฉู่จิ่วยกมือขึ้นมาดูหลังมือตัวเอง นิ้วของเธอเรียวยาวและดูบอบบางเกินบรรยาย ทว่าจังหวะที่เธอกำหมัดกลับทำให้คนมองรู้สึกเสียวสันหลังวาบ "ทำไมถึงไม่ให้เรียกว่าลูกสมุนล่ะ?"
ระบบลูกสมุนหดหัวด้วยความกลัวทันที "เมื่อกี้ฉันแค่ความจำเสื่อมน่ะ! ระบบความจำมันรวนไปหมด! โฮสต์พูดถูกแล้ว! ฉันคือลูกสมุนเอง!"
ฉู่จิ่วคลายหมัดออก เผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ
จากนั้นเธอก็หันไปจ้องที่นอกประตูต่อ
หวังเฉินหยางมาถึงตอนเลิกกองพอดี ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและกระวนกระวาย ดวงตาแดงก่ำ ดูทั้งซูบซีดและเหมือนคนประสาทหลอน
เขากลืนไปกับคนธรรมดาจนดูไม่ออกเลยว่าเป็นนักแสดง แทบจะไม่ต่างอะไรกับคนเดินถนนทั่วไป
ในตอนนั้น เจียงรุ่ยกำลังควงแขนพระเอกหนุ่ม ท่าทีของทั้งคู่ดูสนิทสนมกันขั้นสุด พวกเขากำลังนัดแนะกันไปกินมื้อดึก
แต่ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าพวกเขากะจะไปทำอะไรกันต่อหลังจากกินเสร็จ
เมื่อเห็นหวังเฉินหยางปรากฏตัว เจียงรุ่ยก็ขมวดคิ้วตามสัญชาตญาณ สีหน้าดูไม่สบอารมณ์ "นายมาทำอะไรที่นี่?"
เธอทำตามที่รับปากหวังเฉินหยางไว้หมดแล้วนี่นา
แต่วันนี้เขาทำตัวเป็นบ้า โทรหาเธอราวกับคนเสียสติ ขนาดเธอพยายามบล็อกเขาแล้ว เขาก็ยังตามหาเธอจนเจอ ช่างน่ารำคาญจริงๆ
หวังเฉินหยางตาแดงก่ำ เขาคว้าแขนเจียงรุ่ยและถามอย่างร้อนรนว่า
"คืนนั้นเธอทำอะไรกับฉันหรือเปล่า? ตอนนี้ฉัน ตอนนี้ฉัน…"
ใบหน้าของหวังเฉินหยางแสดงความรู้สึกที่ยากจะบรรยายออกมา
เจียงรุ่ยรู้สึกรำคาญ เธอสะบัดเขาออก คิ้วขมวดเข้าหากันแน่น ก่อนจะควงแขนพระเอกหนุ่มอย่างเชิดหยิ่ง:
"ฉันมีธุระต้องทำ อย่ามาตามกวนใจฉันนะ"
เมื่อเห็นเจียงรุ่ยทำท่าจะเดินหนี หวังเฉินหยางก็กัดฟันรวบรวมความกล้า พุ่งพรวดออกไปขวางหน้าเจียงรุ่ย แล้วคำรามด้วยดวงตาแดงก่ำ:
"ตั้งแต่คืนนั้นที่ฉันไปค้างห้องเธอ ของฉันมันก็ไม่ขันอีกเลย! ฉันไปหาหมอมาแล้ว หมอก็บอกว่าชีวิตฉันจบเห่แล้ว มันต้องเป็นเพราะเธอไปทำอะไรผิดปกติแน่ๆ!"
หลังจากหวังเฉินหยางตะโกนประโยคนี้ออกมา ทั่วทั้งกองถ่ายก็ตกอยู่ในความเงียบกริบ
ทุกคนหันขวับไปมองหวังเฉินหยางเป็นตาเดียว
หวังเฉินหยางเองก็ทำหน้าเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก
เกิดเป็นลูกผู้ชาย เขาจะดิ้นรนหาเงินไปเพื่ออะไรล่ะ? ก็เพื่อหาความสุขใส่ตัวไง!
ในเมื่อตอนนี้ความสุขมันพังทลายลงไปแล้ว เขาก็ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมหรือชื่อเสียงอะไรอีกต่อไป และต้องการคำอธิบายจากเจียงรุ่ยให้รู้เรื่อง
เจียงรุ่ยเบิกตากว้างจ้องมองเขา ใบหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง "แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ? อย่ามาใส่ร้ายฉันนะ"
พูดจบ เธอก็ควงแขนพระเอกหนุ่มทำท่าจะเดินออกไป
หวังเฉินหยางกระโจนเข้าใส่ พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาและชวนขนลุกว่า "อย่าไปกับเธอนะ ระวังจะจบเห่เหมือนฉันล่ะ"
"ไอ้หมอนี่มันป่วยหรือเปล่าเนี่ย?" ด้วยความเย้ายวนของหญิงงามที่อยู่ตรงหน้า พระเอกหนุ่มไม่ได้เก็บคำพูดของหวังเฉินหยางมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย เขาแค่คิดว่าอีกฝ่ายเป็นคนบ้า ตัวเองไร้น้ำยาเองแล้วมาโทษผู้หญิงเนี่ยนะ? โคตรกระจอกเลย
ถ้าเป็นเขานะ เขาจะไม่มีทางทำตัวไร้ระดับแบบนี้เด็ดขาด!