เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ระบบศิษย์ขยัน 240 กายาจำแลงนรก

ระบบศิษย์ขยัน 240 กายาจำแลงนรก

ระบบศิษย์ขยัน 240 กายาจำแลงนรก


ระบบศิษย์ขยัน 240 กายาจำแลงนรก

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะส่งพวกเจ้าลงนรกไปเสีย”

อสูรพฤกษาไม่คิดจะพร่ำเพ้อไร้สาระอีกต่อไป

เพราะมันพบว่ามนุษย์เหล่านี้พูดน้อย ลงมือทำในทันที ทำให้มันไม่อาจวางมาดได้ จึงไม่มีความรู้สึกภาคภูมิใจมากนัก

อสูรพฤกษาเริ่มเอาจริงแล้ว

จี้จิ่วกำดาบ เทพกระบี่ถือกระบี่

ทั้งสองคนแยกซ้ายขวา เปิดฉากการสังหารอันดุดัน

ดาบของจี้จิ่วเป็นสีแดง ด้านบนราวกับถูกอาบย้อมไปด้วยโลหิตนับไม่ถ้วน จิตสังหารพลุ่งพล่าน

กระบี่ของเทพกระบี่สามารถเบิกฟ้าได้

ทั้งสองคนมีอานุภาพมิอาจต้านทาน นี่ล้วนเป็นกระบวนท่าสังหารที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกเขา

ความเร็วของอสูรพฤกษาแปรเปลี่ยน รวดเร็วจนเหลือเชื่อ มันชกหมัดทั้งสองออกไป พลังสีเขียวคำรามกึกก้อง จำแลงเป็นมังกรเจียวสีเขียวสองตัว พุ่งเข้ามาบดขยี้อย่างรวดเร็ว

พุ่งเข้าไปพัวพันรัดรึง

ทั้งสามฝ่ายเปิดฉากปะทะกัน

พื้นดินปริแตก สุญตาแตกสลาย ฝุ่นธุลีคละคลุ้ง พละกำลังทะลวงฟ้า

“อาจารย์ ข้าไฉนจึงรู้สึกว่าระบบการบำเพ็ญของอสูรพฤกษาตนนั้นไม่เหมือนกับของพวกเราเจ้าคะ?” อันจืออวี๋เอ่ยถาม

“ไม่เหมือนกันจริง ๆ อสูรพฤกษาไม่ได้บำเพ็ญมรรค ระบบของมันไม่เหมือนกับผู้บำเพ็ญ น่าจะเป็นเคล็ดวิชาบำเพ็ญในยุคบรรพกาลอันไกลโพ้น ทว่าไม่ว่าจะเป็นเคล็ดวิชาบำเพ็ญอันใด หลักการล้วนเหมือนกัน นั่นก็คือการพลิกแพลงใช้พลังวิญญาณ”

หลี่ซวีกล่าว

อันจืออวี๋ก้มหน้าลง จู่ ๆ ก็พบว่าหลี่ซวีดึงเก้าอี้ตัวหนึ่งออกมาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่

ทั้งยังพบว่าต๋าฉี่เองก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน

นางก็ดึงเก้าอี้ออกมาตัวหนึ่งเช่นกัน นั่งเรียงเป็นแถวเดียวกับหลี่ซวี

สองคนประหลาดนี้

อันจืออวี๋พลันพบว่าหลี่ซวีราวกับจะพาต๋าฉี่เสียคนไปแล้ว

แม่นางน้อยดี ๆ คนหนึ่ง กลับนั่งไขว่ห้าง ราวกับตาเฒ่าก็มิปาน

นางเดินมาอยู่เบื้องหลังต๋าฉี่ ยื่นมือออกไปลูบใบหน้าของนาง พลางชมการต่อสู้ต่อไป

เบื้องหน้ามีดินโคลนสีน้ำตาลปลิวว่อน

อสูรพฤกษาเคลื่อนไหวอย่างกว้างขวาง มันไม่ได้ใช้อาวุธใด ๆ ใช้เพียงพละกำลังของกายเนื้อล้วน ๆ ลงมืออย่างต่อเนื่อง ในชั่วพริบตา หมัดก็ปะทุออก พละกำลังระเบิดขึ้น

ไม่นานนัก จี้จิ่วและเทพกระบี่ก็ล้วนถูกซัดจนปลิวละลิ่ว

ยอดฝีมือระดับแปดสองคนร่วมมือกัน กลับไม่อาจต้านทานอสูรพฤกษาตนนี้ได้ถึงสามกระบวนท่า ผู้ที่ชมการต่อสู้ล้วนไม่มีผู้ใดไม่ตื่นตะลึง

“อสูรพฤกษาตนนี้แข็งแกร่งมาก บุกเข้าไปพร้อมกัน”

เส้าซือมิ่งมองออกถึงพละกำลังของอสูรพฤกษา พละกำลังของมันราวกับใกล้เคียงพละกำลังของเทพ แข่งแกร่งจนเหลือเชื่อ

โดยเฉพาะกายเนื้อ ดาบโลหิตของจี้จิ่ว กระบี่ของเทพกระบี่กลับไม่อาจสั่นคลอนได้เลยแม้แต่น้อย บ่งบอกว่าอสูรพฤกษานั้นร้ายกาจยิ่งนัก

นางพุ่งทะยานออกไปสังหาร

ผู้บำเพ็ญมรรคอสุราอย่างนางเข้าสู่สภาวะสังหารในชั่วพริบตา ปราณปีศาจเทียมฟ้าโอบล้อม เบื้องหลังคือเทวรูปสีขาวองค์หนึ่ง ซึ่งมีรูปลักษณ์ภายนอกไม่ต่างจากนางมากนัก

ยอดฝีมือระดับแปดคนอื่น ๆ ก็พากันลงมือเช่นกัน

ชั่วขณะหนึ่ง

วิชามรรคตลบอบอวล แสงสว่างอันบาดตาแผ่ซ่านไปทั่วฟ้าดิน จิตสังหารเดือดพล่านดุจน้ำทะเล เส้นผมของหลี่ซวีที่ชมการต่อสู้ถูกพละกำลังพัดจนปลิวไสว

สายลมพัดปะทะใบหน้า

“อสูรพฤกษาตนนี้แข็งแกร่งจริง ๆ นี่คงใกล้เคียงระดับเก้าแล้วกระมัง” ต๋าฉี่ตื่นตะลึง “รู้สึกว่ามันจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าจิ่วอิงเสียอีก”

ตอนที่สู้กับจิ่วอิงในครานั้นอยู่ในทะเล จึงไม่อาจแสดงพละกำลังที่แท้จริงออกมาได้ ตอนนี้เป็นการต่อสู้บนบกที่ทุกคนล้วนถนัด

พลังอำนาจที่แท้จริงล้วนสามารถปะทุออกมาได้ ทว่าพลังต่อสู้ของอสูรพฤกษาก็ยังคงเหลือเชื่ออยู่ดี

ผู้บำเพ็ญระดับแปดนั้นแข็งแกร่งมาก

ยิ่งขับเน้นให้อสูรพฤกษาดูแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก

“ปัง!”

อสูรพฤกษาเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับแปดจำนวนมาก กลับไม่ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ยังคงใช้เพียงสองมือเปล่า เคลื่อนไหวไปมาท่ามกลางยอดฝีมือระดับแปดมากมาย

พลังวิญญาณของมันแข็งแกร่งมาก มีท่วงท่าไร้เทียมทานที่สามารถบดขยี้ทุกสิ่งได้อย่างง่ายดาย

เส้นผมสีดำของมันปลิวไสวอย่างบ้าคลั่ง

ฝีเท้าเคลื่อนไหว

ร่างกายเอนเอียง ชกออกไปหนึ่งหมัด นายน้อยน้ำพุเหลืองถูกซัดจนปลิวละลิ่วออกไป

มุมองศาแปรเปลี่ยน สองมือรับมือ พลังวิญญาณเปิดกว้าง ใช้เพียงหมัดก็สามารถต้านทานการฟันอสุราของเส้าซือมิ่งเอาไว้ได้

หมัดเคลื่อนไหวอย่างกว้างขวาง

ความเร็วรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ปรากฏตัวเบื้องหน้าหลวงจีนเฒ่าในชั่วพริบตา ชกหมัดลงไป หมายจะระเบิดศีรษะของหลวงจีนเฒ่าให้แหลกละเอียด ได้ยินเสียงปังดังขึ้น

มันถูกกระแทกถอยออกไปหลายจั้ง

ศีรษะของหลวงจีนเฒ่าผู้นี้ช่างแข็งยิ่งนัก

มันที่ถูกกระแทกถอยไปพุ่งเข้ามาจู่โจมอีกครั้ง เริ่มทำการสังหาร กระหน่ำทุบตีลงบนร่างของหลวงจีนเฒ่าอย่างไม่หยุดหย่อน จีวรของหลวงจีนเฒ่าเปิดกว้าง ราวกับภาพมายาแห่งโลกสวาหา

อสูรพฤกษาถูกลากเข้าไปในโลกแห่งจีวร

ทว่าไม่ถึงสามวินาที จีวรของเขาก็ปริแตก

ร่างแท้จริงของอสูรพฤกษาปรากฏขึ้น หนวดและกิ่งก้านใบไม้นับไม่ถ้วนยื่นออกมาจากด้านใน จีวรแตกสลาย รากของอสูรพฤกษากวาดล้างไปทั่วราวกับกระบี่เทพทีละเล่ม

บีบบังคับให้ทุกคนต้องถอยร่นไป

พลังวิญญาณสีเขียวแต่ละสายกัดกร่อนมาจากทั่วทุกสารทิศ ร่างแท้จริงของอสูรพฤกษาเริ่มพองตัว ดูดซับพลังวิญญาณจนเพียงพอในชั่วพริบตา แล้วฟื้นคืนสู่ร่างมนุษย์อีกครั้ง

อสูรพฤกษาร่ายมุทรา ร่างแยกก็ปรากฏขึ้น เข้าต่อสู้กับยอดฝีมือระดับแปดจำนวนมาก ดูรับมือได้อย่างสบาย ๆ

ส่วนร่างแท้จริงของมันกำลังทอดสายตามองไปยังหลี่ซวีอย่างสบายอารมณ์

ผู้คน ณ ที่แห่งนี้ ผู้ที่สงบนิ่งที่สุดก็คงต้องนับเป็นเขา

สายตาของมันกวาดมองมา ต๋าฉี่และอันจืออวี๋รู้สึกตึงเครียดอยู่บ้าง จึงถอยห่างจากที่นี่พร้อมกับคนอื่น ๆ รู้สึกได้ว่าที่นี่กำลังจะเกิดการต่อสู้ขึ้นแล้ว

อสูรพฤกษาหมายหัวหลี่ซวีแล้ว

การต่อสู้ระดับนี้ พวกนางไม่อาจช่วยเหลืออันใดได้ ทำได้เพียงถอยห่างออกไปให้ไกลหน่อย

“เจ้าชื่ออันใด?” อสูรพฤกษาหยุดฝีเท้า จ้องมองหลี่ซวี

“หลี่ซวี”

“ดีมาก ข้าจำชื่อของเจ้าไว้แล้ว”

อสูรพฤกษาสะบัดมือทั้งสองข้าง ร่างแยกเบื้องหลังระเบิดพลังออกมาทั้งหมด ซัดยอดฝีมือระดับแปดหลายคนจนปลิวละลิ่วโดยตรง ร่างแยกหวนคืนสู่ร่างแท้จริง

มันใช้นิ้วชี้ไปที่หลี่ซวี ภายในดวงตาเปล่งประกายแสงสีเขียวออกมา

พลังวิญญาณทะลักออกมา เริ่มพุ่งเข้าปะทะหลี่ซวี พยายามใช้พลังวิญญาณกดทับคนผู้นี้เอาไว้

ในชั่วพริบตานั้น หลี่ซวีก็ขยับตัว เก็บเก้าอี้กลับเข้าไปในแหวนเก็บของ สายตาจ้องมองอสูรพฤกษา

“บอกตำแหน่งของต้นไม้จำแลงมรรคมาให้ข้า มิเช่นนั้น ข้าจะฆ่าเจ้าเสีย” ผ่านการชมการต่อสู้เมื่อครู่ หลี่ซวีก็ได้ข้อสรุปที่แน่ชัดประการหนึ่ง พลังต่อสู้ของอสูรพฤกษาตนนี้คาดว่าน่าจะอยู่ในระดับเก้า

นี่ก็คือสาเหตุที่มันสามารถต่อสู้กับคนจำนวนมากถึงเพียงนี้ได้

ระดับเก้า นี่มันคือแนวคิดอันใดกัน

ตอนนี้เต้าโจวไม่มีผู้ใดอยู่ในระดับเก้า นอกเหนือจากผู้ขโมยมรรคที่พลังอำนาจไม่แน่ชัดแล้ว แคว้นอื่น ๆ ล้วนยังคลำหาธรณีประตูระดับเก้าไม่พบเลย

ระดับเก้าคือระดับในตำนาน

กายาจำแลงมรรค

ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่ากายาจำแลงมรรคนั้นแท้จริงแล้วคือสิ่งใด

เพียงแค่รู้ว่ามีแนวคิดนี้อยู่เท่านั้น

พลังอำนาจของอสูรพฤกษาก็เทียบเท่ากับแนวคิดนี้ แม้มันจะไม่ใช่ผู้บำเพ็ญ แต่มันก็มีพลังอำนาจระดับเก้า

เช่นนั้นก็สามารถใช้กายาจำแลงมรรคได้

บางทีในมุมมองของมันอาจจะไม่ได้เรียกว่ากายาจำแลงมรรค

แต่มีแนวคิดนี้อยู่อย่างแน่นอน

“นี่เจ้ากำลังข่มขู่ข้าอยู่หรือ?”

อสูรพฤกษาเห็นสายตาของหลี่ซวีจดจ่อ มุมปากก็เผยรอยยิ้มเย้ยหยันออกมา พลางกล่าวว่า “ข้ายอมรับว่าข้ามองเจ้าไม่ออก แต่ข้ากล้าพูดเลยว่าไม่มีผู้ใดสามารถสังหารข้าได้”

“ข้าทำได้” หลี่ซวีกล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉย

“โอหัง ข้าเพิ่งเคยเห็นคนที่โอหังถึงเพียงนี้เป็นครั้งที่สอง”

“ครั้งที่สอง?” หลี่ซวีขมวดคิ้ว

“ครั้งก่อนก็มีคนเช่นนี้อยู่คนหนึ่ง เป็นสตรี แต่ก็ยังถูกข้าไล่ต้อนจนต้องวิ่งหนีมิใช่หรือ หากไม่ใช่นางดวงดี ป่านนี้หญ้าบนหลุมศพคงสูงถึงสามเมตรแล้ว”

“คนที่เจ้าพูดถึงคือคนผู้นี้หรือ?” หลี่ซวีเริ่มวาดเค้าโครงใบหน้าของสตรีผู้หนึ่งออกมา นั่นก็คือสุ่ยเซียนเอ๋อร์

“ใช่ นางนั่นแหละ” อสูรพฤกษากล่าวด้วยรอยยิ้ม “ดวงของนางดีจริง ๆ ถูกขวดที่มาไม่แน่ชัดใบหนึ่งครอบเอาไว้ มิเช่นนั้นคงตายไปนานแล้ว”

เรื่องนี้สร้างความประทับใจอย่างลึกซึ้งเป็นพิเศษ

ในตอนนั้นสตรีนางนี้สู้มันไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ข้างกายนางยังพาคนมาอีกกลุ่มหนึ่ง นอกเหนือจากสองคนที่นางคอยปกป้องอยู่ตลอดแล้ว ที่เหลือล้วนถูกสังหารจนหมดสิ้น

เดิมทีตั้งใจจะเล่นเหยี่ยวจับลูกไก่กับนาง คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายจะปล่อยให้พวกนางวิ่งไปถึงเบื้องหน้าต้นไม้จำแลงมรรคได้ ขณะที่กำลังจะลงมือสังหารพวกนาง ขวดลึกลับก็ปรากฏขึ้น จากนั้นพวกนางก็หายตัวไป

“รีบบอกมา พวกนางอยู่ที่ใด?” หลี่ซวีเอ่ยถาม

“ข้ามีเหตุผลอันใดต้องบอกเจ้า”

“ดูท่าคงทำได้เพียงอัดเจ้าแล้ว” หลี่ซวีตั้งใจจะใช้วิธีทางกายภาพ ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมบอกแต่โดยดี เช่นนั้นก็ต้องใช้กำลัง

กำลังคือวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด

“เจ้าสู้ข้าไม่ได้หรอก”

อสูรพฤกษามีความมั่นใจในตัวเองโดยธรรมชาติ แม้จะมองหลี่ซวีไม่ออก แต่ก็ไม่ถึงกับสู้ไม่ได้

หลี่ซวียิ้ม ๆ ไม่เอ่ยวาจา

ชกออกไปหนึ่งหมัด

อสูรพฤกษารวบมือเข้าหากัน กุมหมัดของหลี่ซวีเอาไว้

มุมปากปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง

จู่ ๆ มันก็พบว่ามุมปากของหลี่ซวีก็เผยรอยยิ้มออกมาเช่นกัน ไม่ชอบมาพากลแล้ว เพิ่งจะคิดโคจรพลังวิญญาณภายในร่างกาย ทว่าก็สายไปเสียแล้ว

พละกำลังของหลี่ซวีราวกับอัสนีบาต ปะทุออกมาในชั่วพริบตา ไร้ซึ่งลางบอกเหตุใด ๆ และยังดุจดั่งกระแสน้ำหลาก ทะลักออกมาอย่างบ้าคลั่งในชั่วพริบตา

ระเบิดมือของอสูรพฤกษาจนแหลกละเอียด

ถูกพลังวิญญาณระเบิดจนแหลกละเอียดอย่างจัง

เลือดเนื้อเลือนราง โลหิตสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนไปทั่วร่างของหลี่ซวีและอสูรพฤกษา

อสูรพฤกษาพุ่งถอยออกไปหลายสิบก้าว เผยสีหน้าเหลือเชื่อออกมา พลางกล่าวว่า “เหตุใดเจ้าจึงมีเคล็ดวิชาบำเพ็ญของคนผู้นั้นได้?”

มันสามารถยืนยันได้เลยว่า เคล็ดวิชาบำเพ็ญของหลี่ซวีนั้นไม่เหมือนกับคนอื่น ๆ โดยสิ้นเชิง

ช่างเห็นผีเข้าแล้วจริง ๆ

ผ่านการต่อสู้ หลี่ซวีก็พบว่าอีกฝ่ายก็บำเพ็ญเพียงพลังวิญญาณเช่นกัน

เป็นระบบการบำเพ็ญในยุคบรรพกาลอันไกลโพ้นเช่นกัน

มันมีวิธีการบำเพ็ญที่คล้ายคลึงกับตนเอง

หลายปีมานี้ อสูรพฤกษาคือคนแรกที่เขาพบเจอว่ามีเคล็ดวิชาบำเพ็ญคล้ายคลึงกับตนเอง

“ตกลงแล้วเจ้าเป็นใครกันแน่? เหตุใดจึงมีเคล็ดวิชาของเขาได้?”

“คนที่เจ้าพูดถึงคือผู้ใด?”

“เขาถึงกับมอบวิธีการเช่นนี้ให้กับเจ้า ส่วนข้ากลับได้มาเพียงเศษคัมภีร์เท่านั้น” แสงสีเขียวในดวงตาของอสูรพฤกษาค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีแดง ช่างน่าโมโหยิ่งนัก

มันโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

กัดฟันกรอด เห็นได้ชัดว่ามันคิดว่าหลี่ซวีบำเพ็ญเคล็ดวิชาเดียวกับมัน มันรู้สึกว่าเคล็ดวิชาของหลี่ซวีนั้นสมบูรณ์แบบ ส่วนของมันเป็นเพียงเศษคัมภีร์เท่านั้น

สังหาร!

มันโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

พละกำลังแผ่ขยาย ไม่ปิดบังอีกต่อไป พลังวิญญาณทั้งหมดภายในร่างกายปะทุออกมาอย่างเต็มที่

พละกำลังอันน่าสะพรึงกลัวพัวพันฟ้าดิน พื้นดินเต็มไปด้วยรอยแตกร้าวไปทั่วทุกหนแห่ง

รอยแตกร้าวกำลังลุกลาม

พลังวิญญาณสีเขียวสังหารล้างทุกสิ่ง มันปลดปล่อยการโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดออกมา ราวกับสุนัขบ้าตัวหนึ่ง เข้าสังหารอย่างไม่หยุดหย่อน

“ย้าก!”

อสูรพฤกษาเปิดฉากการโจมตีอย่างบ้าคลั่ง

หลี่ซวีชกออกไปทีละหมัด แน่นอนว่าไม่ได้ใช้วิชามรรค นี่คือการประลองกายเนื้อและพลังวิญญาณล้วน ๆ

ผ่านไปราวสิบกว่ากระบวนท่า พื้นดินพังทลาย หุบเขาทรุดกลายเป็นซากปรักหักพัง

มือของหลี่ซวีบีบคอของอสูรพฤกษาเอาไว้ อสูรพฤกษาต้องการจะคืนร่างเดิม

แต่กลับถูกหลี่ซวีบีบเอาไว้แน่น

อสูรพฤกษาไอออกมาอย่างต่อเนื่อง ดิ้นรนอย่างไม่หยุดหย่อน ทว่ามือของหลี่ซวีกลับจองจำมันเอาไว้อย่างแน่นหนา

พลังวิญญาณแต่ละสายชำระล้างร่างกายของมัน

อสูรพฤกษามีความรู้สึกราวกับจะพังทลาย มันรู้สึกว่าตนเองกำลังจะตาย แรงกดดันวิญญาณช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก

“บอกข้ามา คนที่เจ้าพูดถึงเมื่อครู่ตกลงแล้วคือผู้ใด?” หลี่ซวีอยากรู้มาก ว่ายังมีผู้ใดที่มีเคล็ดวิชาบำเพ็ญเหมือนกับตนเองอีก

“ต่อให้ตายข้าก็ไม่บอกเจ้า!” อสูรพฤกษากัดฟันกรอดกล่าว

“เช่นนั้นเจ้าก็ตายไปเสียเถอะ” หลี่ซวีไม่มีความอดทนจะพูดคุยกับมันให้มากความ “อยากพูดก็พูด ไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด”

“เดี๋ยวก่อน หรือว่าเจ้าไม่อยากรู้ว่าต้นไม้จำแลงมรรคและสตรีนางนั้นอยู่ที่ใด?”

“อยู่ที่ใด?”

“ข้าก็ไม่บอกเจ้าหรอก ฮ่าฮ่าฮ่า...”

“ตายซะเถอะ!”

หลี่ซวีเพิ่งจะคิดบดขยี้มัน ให้มันตายไปจากโลกใบนี้อย่างสิ้นเชิง

จู่ ๆ อสูรพฤกษาในมือก็ระเบิดตัวเองออก พร้อมกันนั้นก็มีคำพูดสองสามประโยคลอยออกมา ดังก้องกังวานไปทั่วห้วงมิติ

“กายาจำแลงนรก!”

“นรก!”

“ออกมาเถอะ!”

ห้วงมิติรอบด้านเกิดการเปลี่ยนแปลง ท้องฟ้ากลายเป็นสีแดง

หุบเขาทรุดเริ่มพังทลาย

พื้นดินฉีกขาด

รอยแตกร้าวลุกลามอย่างไม่หยุดหย่อน

เสียงพังทลายดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลี่ซวียังไม่ทันได้ตอบสนอง ก็เห็นหุบเขาทรุดหายไปอย่างสิ้นเชิง เบื้องหน้าปรากฏภาพอันน่าสะพรึงกลัวขึ้นมา

พื้นดินมีหินหนืดปะทุขึ้นมา

ท่ามกลางหินหนืดมีโซ่เหล็กสีแดงแต่ละเส้นยื่นออกมา พาดผ่านไปทั่วบริเวณรอบด้าน หลี่ซวีขยับฝีเท้ามาปรากฏตัวเบื้องหน้าต๋าฉี่และอันจืออวี๋ในชั่วพริบตา

นำพวกนางไปวางไว้บนกระบี่ของตนเอง

เหินกระบี่ขึ้นมา

มองดูทุกสิ่งรอบด้านด้วยใบหน้าเคร่งขรึม

วิธีการเช่นนี้เขาเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก

กล่าวได้ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นอกจากการต่อสู้กับสัตว์ร้ายในดินแดนร้ายแล้ว อสูรพฤกษาคือปีศาจที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเจอมา ไม่มีผู้ใดเทียบได้

กายาจำแลงมรรค

จำแลงนรก

ร้ายกาจจริง ๆ

ลากทุกคนลงนรกไปโดยตรง วิธีการเช่นนี้ทำให้ทุกคนตกใจจนสะดุ้งโหยงจริง ๆ

“นี่คือพลังแห่งกายาจำแลงมรรคอย่างนั้นหรือ?”

ทุกคนพากันตกตะลึง พวกเขาสัมผัสได้ถึงความน่าสะพรึงกลัว

ราวกับว่าทั่วทั้งโลกล้วนเต็มไปด้วยพลังเช่นนี้

ลมหายใจของจี้จิ่วเริ่มหนักหน่วงขึ้น เขาพยายามปลดปล่อยการโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดของตนเองออกมา ดูว่าจะสามารถทำลายล้างที่นี่ได้หรือไม่

ผลปรากฏว่าโจมตีไม่เข้าเลยแม้แต่น้อย

สถานที่แห่งนี้ราวกับเป็นโลกใบหนึ่ง เปรียบเสมือนเต้าโจว ไม่ว่าเขาจะพยายามเพียงใด ก็ไม่อาจทำลายโลกเต้าโจวใบนี้ให้พังทลายลงได้

หากต้องการทำลายโลกให้พังทลาย บางทีอาจต้องใช้พละกำลังที่แข็งแกร่งกว่าหลายเท่าตัวจึงจะเป็นไปได้

“เจ้าพวกเด็กน้อยที่ไม่เคยเห็นโลกกว้าง ตายซะเถอะ” เสียงของอสูรพฤกษาดังแว่วมาอีกครั้ง

“เจ้าถึงกับยังไม่ตาย” หลี่ซวีประหลาดใจ

“ล้อเล่นอันใดกัน ตอนนี้พวกเจ้าล้วนอยู่ในโลกกายาจำแลงนรกของข้า ข้าจะตายได้อย่างไร ต่อให้พวกเจ้าตาย ข้าก็ไม่มีทางตาย” อสูรพฤกษาหัวเราะลั่น

เมื่อครู่มันใช้วิธีระเบิดตัวเองเพื่อปลดปล่อยกระบวนท่านี้ออกมาจริง ๆ กายเนื้อของมันหายไปแล้วจริง ๆ แต่วิญญาณก่อกำเนิดของมันยังคงอยู่ ขอเพียงวิญญาณก่อกำเนิดยังคงอยู่

กายเนื้อก็สามารถหล่อหลอมขึ้นมาใหม่ได้อย่างไร้ขีดจำกัด

ทว่าการกักขังคนเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลี่ซวีเอาไว้ในกายาจำแลงมรรคของตนเอง ก็เป็นเรื่องที่น่าปีติยินดีเช่นกัน ทว่าสิ่งที่น่าปีติยินดียิ่งกว่าก็คือมันสามารถครอบครองเคล็ดวิชาอันสมบูรณ์แบบของหลี่ซวีได้

“รีบส่งมอบวิชาลับของคนผู้นั้นออกมา!” เสียงของมันดังก้องกังวาน

“คนผู้นั้นตกลงแล้วคือผู้ใด?” หลี่ซวีเอ่ยถามอีกครั้ง

เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นผู้ใด?

จะให้ส่งมอบบ้าบออันใด

อีกอย่างเขาไม่มีจริง ๆ

วิชาลับของเขา ตัวเขาเองยังไม่รู้เลยว่าเป็นมาอย่างไร?

อสูรพฤกษากล่าว “ชาวประมง!”

“ตัวอันใดกัน?” หลี่ซวีเอ่ยถาม

“คนผู้นั้นมีนามว่าชาวประมง” อสูรพฤกษาคำราม

“ไม่เคยได้ยินมาก่อน” หลี่ซวีชะงักงัน ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าเต้าโจวมีบุคคลเช่นนี้อยู่ด้วย

“เขามีฉายาว่าผู้ตกวิญญาณเทพเชียวนะ เจ้าถึงกับไม่รู้หรือ?”

อสูรพฤกษาประหลาดใจ

ชาวประมงนั้นร้ายกาจเป็นอย่างยิ่ง เคยตกวิญญาณเทพขึ้นมาราวกับตกปลา

บุคคลระดับนี้จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่รู้จัก

“เคล็ดวิชาบำเพ็ญของเจ้ามิใช่เขาเป็นผู้ถ่ายทอดให้หรอกหรือ?” อสูรพฤกษาเอ่ยถาม

“ไม่ใช่” หลี่ซวีส่ายหน้า เขาเพิ่งเคยได้ยินชื่อบุคคลผู้นี้เป็นครั้งแรก หันหลังกลับไปมองจี้จิ่วและคนอื่น ๆ พลางกล่าวว่า

“พวกเจ้ารู้จักคนผู้นี้หรือไม่?”

พวกเขาพากันส่ายหน้า

“จะเป็นไปได้อย่างไร เคล็ดวิชาของเจ้าคล้ายคลึงกับเขา อย่ามาหลบ ๆ ซ่อน ๆ กับข้า รีบส่งมอบเคล็ดวิชาอันสมบูรณ์แบบของเขาออกมาเสียดี ๆ ?”

“เคล็ดวิชาอันใดของเขา?”

หลี่ซวีเอ่ยถาม ผ่านทางอสูรพฤกษา เขาราวกับได้รับรู้เรื่องราวอันยิ่งใหญ่เข้าแล้ว

อสูรพฤกษาไม่พูดพร่ำทำเพลงอีกต่อไป กลับคำรามว่า “ตกลงเจ้าจะส่งมอบออกมาหรือไม่ หากยังไม่ส่งมอบออกมา ข้าจะลากพวกเจ้าลงนรกไป”

เสียงของมันดังก้องกังวาน

โซ่เหล็กสีแดงฉานที่ยื่นออกมาจากหินหนืดส่องประกายสะเก็ดไฟ

นรกในตอนนี้ยังไม่ใช่นรกที่สมบูรณ์แบบ เพราะมันเพียงแค่เรียนรู้เศษคัมภีร์ของชาวประมงมาเท่านั้น หากได้รับคัมภีร์ฉบับสมบูรณ์ เช่นนั้นการจำแลงนรกก็จะไร้เทียมทานในใต้หล้า

เมื่อใดที่ฝึกฝนสำเร็จ มันจะสามารถลากโลกทั้งใบเข้าสู่นรกของมันได้

ผ่านไปกี่ปีแล้วก็ไม่รู้ คิดไม่ถึงเลยว่าเคล็ดวิชาบำเพ็ญของชาวประมงจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง ทว่าคนที่ครอบครองมันกลับไม่รู้เรื่องรู้ราว สิ่งที่น่าเคียดแค้นที่สุดก็คือเขาถึงกับไม่เข้าใจมันเลย

ไม่เข้าใจแต่กลับครอบครองมันไว้ได้

เจ้าล้อข้าเล่นหรือไง

“ตายกันไปให้หมด!”

อสูรพฤกษามีท่าทีบ้าคลั่ง หมายจะลากทุกคนลงสู่นรก

หินหนืดในนรกปะทุขึ้น

กัดกร่อนทุกสรรพสิ่ง

พละกำลังอันน่าสะพรึงกลัวบดขยี้ห้วงมิติแห่งนี้ อสูรพฤกษาตั้งใจจะกลืนกินพวกเขาเข้าไปในคำเดียว แล้วค่อย ๆ ย่อยสลายอย่างช้า ๆ

หินหนืดเดือดพล่าน เสียงโซ่เหล็กดังขึ้นในห้วงมิติ

ลมหายใจของทุกคนค่อย ๆ ถี่กระชั้นขึ้น พวกเขารู้สึกราวกับมีบางสิ่งบีบคอเอาไว้

หลี่ซวีขมวดคิ้ว

เขาเพิ่งเคยพบเจอพละกำลังระดับกายาจำแลงมรรคเป็นครั้งแรก ช่างน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้จริงๆ

เมื่อลองคิดดูอีกที แท้จริงแล้วกายาจำแลงมรรคก็คงจะเป็นห้วงมิติแห่งหนึ่ง ในเมื่อเป็นห้วงมิติ เช่นนั้นขอเพียงแค่ทำให้ห้วงมิติระเบิดออกก็ย่อมต้องออกไปได้อย่างแน่นอน

เมื่อครู่จี้จิ่วลงมือ กลับไม่อาจโจมตีห้วงมิติให้สั่นคลอนได้

นั่นเป็นเพราะพลังวิญญาณไม่เพียงพอ

หากพลังวิญญาณแข็งแกร่งเพียงพอ มากเพียงพอ ย่อมสามารถทะลวงฟ้าดินให้แตกสลายได้อย่างสมบูรณ์

นี่ก็คือวิธีที่หลี่ซวีคิดออกภายในไม่กี่วินาทีเมื่อครู่นี้

พูดแล้วก็ทำเลย

สองมือร่ายมุทรา สูดลมหายใจเข้าลึก มุทราซ้อนทับกันอยู่เบื้องหน้า

พลังวิญญาณโดยมีเขาเป็นศูนย์กลาง เริ่มทะลักออกมาอย่างไร้ขีดจำกัด พลังวิญญาณหลั่งไหลมาอย่างไม่ขาดสาย ไร้ที่สิ้นสุด ราวกับกระแสน้ำ บีบอัดมันอยู่ในห้วงมิติแห่งนี้

พละกำลังเริ่มแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ

หลี่ซวีเกรงว่าต๋าฉี่และอันจืออวี๋จะไม่อาจทนรับแรงกดดันวิญญาณของตนเองได้ จึงนำพวกนางเข้าไปไว้ในม้วนภาพขุนเขาท้องทะเลชั่วคราว

จากนั้นก็ไร้ซึ่งความกังวลใด ๆ

เปิดฉากโจมตีเต็มกำลัง

ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!

พลังวิญญาณอันเชี่ยวกรากน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ามหาสมุทร คำรามกึกก้องออกมา

ต่อเนื่องไปชั่วครู่ ทุกคนล้วนคุกเข่าลงบนพื้น หูและตาหลั่งเลือด

ทว่าหลี่ซวีไม่มีเวลามาสนใจพวกเขา พลังวิญญาณยังคงพุ่งเข้าปะทะต่อไป

“นี่มันคือสิ่งใดกัน?”

อสูรพฤกษาตื่นตระหนกแล้ว มันเพิ่งเคยเห็นพลังวิญญาณทะลักออกมาจากร่างกายของคนผู้หนึ่งมากมายถึงเพียงนี้เป็นครั้งแรก “เจ้าถึงกับได้รับเคล็ดวิชาอันสมบูรณ์แบบของชาวประมงมาจริง ๆ”

จี่ จี่ จี่...

แรงกดดันวิญญาณทะลักออกมาอย่างบ้าคลั่ง ค่อย ๆ ทะลวงผ่านเคราะห์สวรรค์

ม่านสวรรค์ถูกฉีกกระชากออก

ท้องฟ้าสีแดงฉานถูกฉีกขาด แสงสว่างแต่ละสายสาดส่องเข้ามา จากนั้นห้วงมิติแห่งนี้ก็แตกสลายลง

วิชากายาจำแลงนรกถูกหลี่ซวีใช้พลังวิญญาณทำลายลงอย่างดื้อรั้น

ทุกสิ่งรอบด้านฟื้นคืนสู่ความสว่างไสว

หลี่ซวีเคลื่อนที่ในพริบตา กุมวิญญาณก่อกำเนิดของอสูรพฤกษาเอาไว้ พลางกล่าวว่า “ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง ต้นไม้จำแลงมรรคอยู่ที่ใด?”

“ข้าไม่บอกเจ้าหรอก หึหึ...”

“กร๊อบ...”

วิญญาณก่อกำเนิดของอสูรพฤกษาปริแตก เศษเสี้ยววิญญาณก่อกำเนิดปลิวว่อนไปทั่ว

มันคิดไม่ถึงเลยว่าหลี่ซวีจะสังหารมันจริง ๆ จู่ ๆ ก็รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาเล็กน้อย

หลายปีมานี้ มันเพิ่งเคยพ่ายแพ้เป็นครั้งแรก

“ตายซะเถอะ!” หลี่ซวียังคงบีบวิญญาณก่อกำเนิดของมันต่อไป

อสูรพฤกษากล่าวอย่างยากลำบากว่า “ข้าจะบอกเจ้าว่าต้นไม้จำแลงมรรคอยู่ที่ใด?”

“ไม่ต้องแล้ว” หลี่ซวีจ้องมองมันอย่างเย็นชา แววตาแฝงไปด้วยความเย้ยหยัน

“เจ้าฆ่าข้าไม่ได้ ข้าจะบอกเจ้าเดี๋ยวนี้ว่าต้นไม้จำแลงมรรคอยู่ที่ใด?” อสูรพฤกษากล่าว

“อยู่ทางทิศตะวันออก”

“ข้าบอกแล้วไง ว่าไม่ต้องแล้ว” หลี่ซวียิ้มบาง ๆ กล่าว จากนั้นก็บีบมือลงไป

“กร๊อบ...”

“หลี่ซวี เจ้าโจรบัดซบ ไร้สัจจะ!”

ปัง!

หลี่ซวีออกแรงบีบจนสุดกำลัง

วิญญาณก่อกำเนิดของอสูรพฤกษาพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นแสงสีทองแต่ละสาย เลือนหายไปท่ามกลางฟ้าดิน

จบบทที่ ระบบศิษย์ขยัน 240 กายาจำแลงนรก

คัดลอกลิงก์แล้ว