- หน้าแรก
- ระบบลงทะเบียนเข้าใช้งาน เปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล
- บทที่ 20 การแต่งหน้า
บทที่ 20 การแต่งหน้า
บทที่ 20 การแต่งหน้า
บทที่ 20 การแต่งหน้า
ลั่วเสี่ยวฉีเก็บสะสมเงินค่าขนมและเงินแต๊ะเอียมาตั้งแต่เด็กจนมีเงินเก็บรวมแล้วหลายแสนหยวน หากไม่ใช่การไปเลือกซื้อของพร้อมกับพ่อแม่ เธอก็จะไม่ยอมเสียเงินหลายหมื่นหยวนเพื่อซื้อเสื้อผ้าเพียงชุดเดียว เธอรู้สึกว่าการเก็บเงินเอาไว้หาของอร่อยทานดูจะเป็นทางเลือกที่ฉลาดกว่า ดังนั้นเธอจึงนั่งทานขนมและเปิดดูหนังสือภาพศิลปะต่อไปอย่างสงบ
หานอวี่ไม่กล้าแม้แต่จะลองสวมชุดใดๆ หลังจากที่ได้เห็นราคา เธอเกรงเหลือเกินว่าจะทำชุดเสียหายในระหว่างลองแล้วไม่มีปัญญาจ่ายค่าชดเชย
ในทางกลับกัน เฉินเสวียนเสวียนกลับเลือกชุดเดรสออกมาหลายชุดเพื่อไปลองสวม เธอเกิดถูกตาต้องใจชุดเดรสสีดำทอด้วยด้ายทองชุดหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในดีไซน์คลาสสิกประจำแบรนด์
เจี่ยนซูไม่คิดว่าชุดนั้นดูสวยเท่าไรนัก แต่เฉินเสวียนเสวียนกลับรู้สึกว่าเดรสชุดนี้มองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่าเป็นของแบรนด์นี้ เธอจึงอยากได้มันมาก ทว่าเธอกลับมีเงินไม่พอ
เดรสชุดนี้ราคาเกือบห้าหมื่นหยวน ในขณะที่เงินทุนที่พ่อแม่ให้เธอมานั้นรวมแล้วมีเพียงหมื่นกว่าหยวนเท่านั้น เมื่อเห็นเจี่ยนซูรูดบัตรจ่ายเงินกว่าแสนหยวนโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตา...
...เธอก็เริ่มมีความคิดที่จะขอยืมเงินจากเจี่ยนซู อย่างไรก็ตาม เนื่องจากหานอวี่และลั่วเสี่ยวฉีนั่งอยู่ข้างๆ เจี่ยนซู อีกทั้งยังมีพนักงานขายคอยเดินตามรับใช้ เธอจึงหาโอกาสไม่ได้และกลัวว่าจะต้องอับอายขายหน้าต่อหน้าเพื่อนทั้งสองคน
เธอเดินกลับเข้าไปในห้องลองเสื้อแล้วส่งข้อความหาพ่อแม่ โดยโกหกว่าเกิดเรื่องด่วนบางอย่างขึ้นและจำเป็นต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วน พร้อมกับขอให้พวกท่านโอนเงินมาให้เธอจำนวนห้าหมื่นหยวน
พ่อและแม่ของเฉินเสวียนเสวียนคิดว่าเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นกับลูกสาวจึงตกใจมากและรีบโทรศัพท์กลับมาทันที เธอจึงยอมบอกความจริงว่าเธอต้องการซื้อเสื้อผ้า หลังจากยืนยันได้ว่าลูกสาวปลอดภัยดี พวกท่านจึงรู้สึกโล่งอก
แม่ของเฉินเสวียนเสวียนพยายามเกลี้ยกล่อมอย่างจริงจังว่า "เสวียนเสวียน ตั้งแต่เปิดเทอมมา ครอบครัวเราก็ใช้เงินกับลูกไปเกือบแสนหยวนแล้วนะ ลูกช่วยประหยัดหน่อยได้ไหม เงินเดือนของแม่กับพ่อรวมกันแค่สองหมื่นหยวนเองนะ เราแบกรับค่าใช้จ่ายแบบนี้ไม่ไหวหรอก..."
ด้วยความกลัวว่าคนข้างนอกจะได้ยิน เธอจึงกระซิบตอบกลับอย่างน้อยเนื้อต่ำใจว่า "ก็พวกคุณเองไม่ใช่เหรอที่บอกให้หนูสนิทกับเจี่ยนซูไว้ วันนี้หนูออกมาซื้อของกับเธอแล้วชอบชุดนี้ คุณจะปล่อยให้หนูขายหน้าต่อหน้าเธอได้ยังไงกัน ถ้าเป็นแบบนั้น ต่อไปหนูจะไปเป็นเพื่อนกับเธอได้ยังไง"
ขณะที่พูด น้ำเสียงของเธอก็เริ่มสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้ ซึ่งนั่นทำให้แม่ของเฉินเสวียนเสวียนรู้สึกปวดใจเป็นอย่างมาก "เอาละๆ แม่จะโอนให้เดี๋ยวนี้เลย ถือซะว่าครั้งนี้เป็นกรณีพิเศษนะ แต่อย่าทำแบบนี้อีก พ่อกับแม่ยากให้ลูกเป็นเพื่อนกับเจี่ยนซูด้วยใจจริง ไม่ใช่ไปแข่งกันเรื่องวัตถุ เพราะเราสู้เขาไม่ได้หรอก เข้าใจไหม"
พวกท่านมีลูกที่เปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจเพียงคนเดียว และทรัพย์สินทุกอย่างของครอบครัวในอนาคตก็ต้องเป็นของเธอ ดังนั้นครอบครัวเฉินจึงมักจะตามใจเฉินเสวียนเสวียนเสมอมา ทว่านับตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัย ค่าใช้จ่ายของเธอก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ หากไม่เริ่มควบคุม เงินเก็บของครอบครัวคงต้องหมดสิ้นไปในไม่ช้า
เมื่อบรรลุวัตถุประสงค์ เฉินเสวียนเสวียนก็เปลี่ยนเป็นร่าเริงทันที "อื้อ! หนูทราบแล้วค่ะแม่!"
ทันทีที่ได้รับข้อความแจ้งเตือนการโอนเงิน เฉินเสวียนเสวียนก็เดินออกจากห้องลองเสื้อด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมและพูดกับพนักงานขายอย่างหยิ่งยโสว่า "ห่อชุดนี้ให้ฉันด้วยค่ะ!"
"เอ่อ... ได้ค่ะ!"
ตราบใดที่มีการซื้อขาย พนักงานขายย่อมไม่ถือสาว่าลูกค้าจะแสดงท่าทีอย่างไรใส่เธอ
แม้ว่าชุดดีไซน์คลาสสิกเหล่านี้จะไม่ได้ค่าคอมมิชชันมากมายนัก แต่เนื่องจากลูกค้าคนนี้มากับเจี่ยนซู เพียงแค่เหตุผลนี้ข้อเดียว พนักงานก็ไม่กล้าแสดงท่าทางไม่ดีใส่เด็ดขาด
สายตาที่ดูประหลาดใจจากหานอวี่และลั่วเสี่ยวฉีช่วยเติมเต็มความทะเยอทะยานของเธอได้เป็นอย่างดี และทำให้เธอรู้สึกลำพองใจอย่างยิ่ง
ทางด้านของเจี่ยนซู เธอยังคงไม่มีการแสดงออกใดๆ บนใบหน้า ไม่ว่าเพื่อนจะซื้อหรือไม่ซื้อก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเธอทั้งสิ้น
ท่าทีของเจี่ยนซูเปรียบเสมือนน้ำเย็นที่ราดรดลงบนตัวของเฉินเสวียนเสวียน เธอตัดสินใจว่าในอนาคตจะต้องหาคู่ครองที่รวยกว่าครอบครัวของเจี่ยนซูให้ได้ และเมื่อถึงเวลานั้น เจี่ยนซูต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายมาประจบเอาใจเธอ หลังจากคิดได้เช่นนี้ อารมณ์ของเฉินเสวียนเสวียนจึงกลับมาดีขึ้นอีกครั้ง
หลังจากนั้น พวกเธอก็ไม่ได้รั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งนั้นต่อ แต่เดินมุ่งหน้าไปยังห้างสรรพสินค้าราคาประหยัดที่อยู่ถัดไปอีกช่วงตึกหนึ่ง เสื้อผ้าในห้างนี้ล้วนเป็นแบรนด์ในประเทศระดับล่างถึงระดับกลาง
เสื้อผ้าส่วนใหญ่เน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นวัยรุ่นและเหมาะสมกับนักศึกษา เฉินเสวียนเสวียนรู้สึกว่าการถือถุงสินค้าแบรนด์หรูเข้าไปในห้างแห่งนี้ทำให้เธอดูด้อยค่าลง "เจี่ยนซู ฉันเริ่มเหนื่อยแล้วล่ะ เรากลับกันก่อนดีไหม ยังไงเราสองคนก็ก็ได้ชุดแล้ว"
"ถ้าเธอเหนื่อยก็กลับก่อนได้เลย ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนพวกเขาก่อน แล้วค่อยกลับตอนที่ซื้อของกันเสร็จแล้ว"
"ถ้าอย่างนั้น เดินดูต่ออีกหน่อยก็ได้" เฉินเสวียนเสวียนไม่อยากพลาดโอกาสที่จะนั่งรถหรูขากลับ เธอจึงจำใจต้องยอมตามใจและพูดออกมาอย่างเนือยๆ
"ไม่เป็นไรหรอก ถ้าเธอเหนื่อยก็ไม่ต้องฝืนใจ กลับไปก่อนเถอะ" ลั่วเสี่ยวฉีมองความคิดของเธอออกและพูดขึ้นด้วยความรำคาญใจ
หานอวี่เสริมว่า "ใช่แล้วเสวียนเสวียน ถ้าเธอเหนื่อยก็กลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ"
"ไม่เป็นไรหรอก พักสักนิดเดี๋ยวก็หาย ไปกันเถอะ!" การถูกคะยั้นคะยอเช่นนั้นทำให้เธอตกที่นั่งลำบากจนไม่อาจแสร้งทำเป็นเหนื่อยต่อไปได้ เธอจึงรีบเดินนำเข้าไปในห้างทันที
ลั่วเสี่ยวฉีมองตามหลังเธอไปอย่างเอือมระอา ตอนเริ่มเปิดเทอมใหม่ๆ เธอคิดว่าเฉินเสวียนเสวียนก็แค่ถูกครอบครัวตามใจจนมีนิสัยเอาแต่ใจไปบ้าง
แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ใช่แค่คนอารมณ์ร้าย แต่ยังเก่งเรื่องการเลือกปฏิบัติอีกด้วย ท่าทีที่เธอมีต่อเพื่อนคนอื่นกับที่มีต่อเจี่ยนซูนั้นช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ลั่วเสี่ยวฉีเกลียดคนประเภทนี้และตั้งปณิธานกับตัวเองว่าจะไม่มีทางออกมาข้างนอกกับผู้หญิงคนนี้อีกเด็ดขาด
ในช่วงเริ่มต้นปีการศึกษา หลายแบรนด์มักจะออกคอลเลกชันชุดออกงาน ลั่วเสี่ยวฉีพบชุดเดรสที่เธอต้องการจากแบรนด์วัยรุ่นชื่อดังในประเทศแบรนด์หนึ่ง
มันเป็นชุดเดรสสีเขียวอ่อนที่ทำจากผ้าไหมมัลเบอร์รี่ผสม ซึ่งดูมีคุณภาพดีมาก ราคาเพียงพันกว่าหยวนเท่านั้น และเธอก็พอใจกับมันมาก
สำหรับหานอวี่แล้ว ชุดราคาหลักพันยังถือว่าแพงอยู่ดี เพื่อนทั้งสามจึงยังคงเดินเป็นเพื่อนเธอต่อไป
ในที่สุด เธอก็ซื้อชุดเดรสสีขาวที่เรียบหรูจากแบรนด์เล็กๆ แบรนด์หนึ่งมาได้ในราคาที่อยู่ในงบประมาณของเธอ
เจี่ยนซูเองก็ได้ของจากห้างนี้เช่นกัน เธอซื้อชุดลำลองที่มีเนื้อผ้าสวมใส่สบายมาห้าหกชุด ซึ่งรวมแล้วราคาเพียงสองพันกว่าหยวนเท่านั้น ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามาก
ปัจจุบัน สิ่งสำคัญที่สุดในการเลือกเสื้อผ้าของเธอคือความสบาย ตามมาด้วยรูปแบบ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ใหญ่หรือไม่ ตราบใดที่สวมใส่สบายเธอก็พอใจแล้ว
เมื่อเห็นว่าเจี่ยนซูร่วมเดินซื้อของกับพวกเธออย่างอดทนโดยไม่แสดงท่าทีรังเกียจ แม้กระทั่งซื้อของด้วยตัวเอง ซึ่งต่างจากเฉินเสวียนเสวียนที่บ่นตลอดทาง ลั่วเสี่ยวฉีจึงยิ่งประทับใจในตัวเจี่ยนซูมากขึ้น และตัดสินใจว่าคนคนนี้คือคนที่สามารถเป็นเพื่อนกันได้ตลอดไป
หลังจากซื้อเสื้อผ้าเสร็จสิ้น ก็ได้เวลาอาหารค่ำพอดี พวกเธอทานอาหารที่ร้านปิ้งย่างในห้างก่อนจะพากันกลับมหาวิทยาลัย
เมื่อกลับมาถึงหอพัก ทุกคนต่างรู้สึกว่าร่างกายมีแต่กลิ่นควันและคราบมัน ซึ่งไม่เข้ากับชุดใหม่เอาเสียเลย พวกเธอจึงพากันอาบน้ำชำระล้างร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้า หลังจากนั้น ลั่วเสี่ยวฉีและเฉินเสวียนเสวียนก็เริ่มลงมือแต่งหน้า
ลั่วเสี่ยวฉียุ่งมากทีเดียว เพราะนอกจากต้องแต่งหน้าตัวเองแล้ว เธอยังต้องคอยให้คำแนะนำแก่หานอวี่ด้วย
มีเพียงเจี่ยนซูเท่านั้นที่ยังคงทำตัวสบายๆ เธอสวมหูฟังและนั่งอ่านหนังสือ โดยไม่มีท่าทีว่าจะแต่งหน้าเลยแม้แต่น้อย
"เสี่ยวซู เธอจะไม่แต่งหน้าหน่อยเหรอ วันนี้มีงานเลี้ยงต้อนรับนักศึกษาใหม่นะ!" หลังจากช่วยหานอวี่เสร็จ ลั่วเสี่ยวฉีก็หันมาคุยกับเจี่ยนซู
เจี่ยนซูไม่เคยแต่งหน้ามาก่อนและไม่มีเครื่องสำอางเลยแม้แต่ชิ้นเดียว สิ่งที่ระบบมอบให้เธอล้วนแต่เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เธอแต่งหน้าไม่เป็นและก็ไม่ได้ซื้อหามาไว้ด้วย
"ไม่ล่ะ"
"แบบนั้นได้ยังไงกัน! ถึงเธอจะสวยมากอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่แต่งเลยสักนิดจะใส่ชุดให้ดูดีได้ยังไง รอประเดี๋ยวหนึ่งนะ ฉันแต่งหน้าตัวเองเสร็จแล้วจะมาช่วยเธอ" พูดจบเธอก็เร่งมือแต่งหน้าตัวเองให้เร็วขึ้น
"ไม่จำเป็นหรอก แบบนี้ก็ดีแล้ว"
"ฉันว่าไม่ดีนะ" ลั่วเสี่ยวฉียังคงดื้อดึง เจี่ยนซูจึงไม่ได้โต้แย้งอะไรต่อ
ลั่วเสี่ยวฉีเรียนรู้การแต่งหน้ามาตั้งแต่ชั้นมัธยมปลายและมีความชำนาญมาก เธอแต่งหน้าจนเสร็จสมบูรณ์ภายในเวลาเพียงสิบนาที เมื่อแต่งหน้าจัดเต็มแล้ว ลั่วเสี่ยวฉีก็ดูสวยโดดเด่นกว่าปกติมาก
เธอนั่งบนเก้าอี้แล้วเลื่อนมาหาเจี่ยนซูพร้อมกับย้ายชุดเครื่องสำอางมาด้วย เธอจับหน้าของเจี่ยนซูให้หันมาหาตนเอง ก่อนจะหยิบหนังสือออกจากมือเพื่อนไปวางไว้บนโต๊ะ
"ว้าว เสี่ยวซู พอได้มองหน้าเธอใกล้ๆ แบบนี้ ฉันเพิ่งรู้ว่าผิวของเธอดีเกินไปแล้ว ไม่มีรูขุมขนเลยสักนิด เดี๋ยวฉันจะแต่งแบบใสๆ ให้เธอนะ"
"ขอบใจนะ" เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับ เจี่ยนซูจึงกล่าวคำขอบคุณสั้นๆ และนั่งนิ่งๆ เพื่อให้เพื่อนเริ่มรังสรรค์ใบหน้าให้แก่เธอ