- หน้าแรก
- ระบบกระบี่ล่าสังหารสะท้านยุทธภพ
- ตอนที่ 429 ความเคลือบแคลง
ตอนที่ 429 ความเคลือบแคลง
ตอนที่ 429 ความเคลือบแคลง
ตอนที่ 429 ความเคลือบแคลง
เมื่อจินเกอพูดจบ ไป๋ลู่กลับตกอยู่ในความเงียบงัน
ใต้แสงไฟ เปลวเพลิงสะท้อนในดวงตา จินเกอเริ่มรู้สึกอึดอัดในใจมากขึ้นทุกขณะ
เขาเงยหน้ามองไป๋ลู่ เอ่ยถามด้วยเสียงแผ่วสั่นเล็กน้อย
“เจ้า…ไม่เห็นด้วยหรือ”
ไป๋ลู่กลับยิ้มบาง
“ไม่ใช่…ข้าเพียงกำลังคิดว่าคุณชายของเจ้าคนนั้น แท้จริงแล้วเป็นคนเช่นใดกันแน่”
“แม้เขาจะอายุน้อยกว่าข้า แต่ฝีมือสูงส่งเหนือผู้คน คิดคำนวณรอบด้าน แผนการไม่เคยพลาด ความสามารถสะเทือนฟ้าดิน…”
จินเกอพูดพรั่งพรูไม่หยุด ใจที่เดิมตึงเครียดกลับผ่อนคลายลงในทันที เพียงเพราะคำว่า ‘ไม่ใช่’
ไป๋ลู่นั่งฟังเงียบๆ จนกระทั่งจินเกอสังเกตเห็นแววตาของนาง นางจึงยิ้มออกมา
จินเกอหยุดพูด เกาศีรษะอย่างกระดากเล็กน้อย
“ความจริงแล้ว เวลาที่ข้าอยู่ข้างกายเขา หากนับให้ดี ก็ไม่ได้นานนัก”
“แต่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ เช่นนั้น การได้ติดตามอยู่ข้างกายคนที่เก่งกาจถึงเพียงนี้ สำหรับข้าแล้ว นับเป็นเกียรติยิ่ง”
“ตอนนี้ ข้าเองก็ยังไม่รู้ว่าเขาคิดจะทำอะไร และไม่รู้ว่าข้าจะช่วยเขาได้มากเพียงใด…”
“แต่ข้ารู้สึกว่า หากครั้งนี้ข้าจากไปเฉยๆ วันหน้าข้าจะต้องนึกเสียใจเป็นแน่”
ไป๋ลู่พยักหน้าเบาๆ
“ในสายตาเจ้า เขาแทบจะทำได้ทุกอย่าง
“เช่นนั้น ที่เขาให้เจ้าจากไปจะเป็นไปได้หรือไม่ว่า เขามีเหตุผลของตัวเอง”
“นี่…”
จินเกอชะงักงันในทันที
คำพูดนี้ไม่ใช่ไร้เหตุผล ตรงกันข้าม กลับสมเหตุสมผลยิ่ง
ในเมื่อคำนวณทุกอย่างได้รอบคอบ ย่อมไม่ต้องการให้เกิดตัวแปร
แล้วตนจะกลายเป็นตัวแปรนั้นหรือ
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว
“เจ้าพูดถูก… แต่ข้ายังวางใจไม่ลงจริงๆ”
“เช่นนี้เถอะ เดี๋ยวข้าส่งเจ้าออกไปจากที่นี่ก่อน แล้วข้าจะกลับมา ไม่ไปพบเขาโดยตรง…”
“พรุ่งนี้ เขาน่าจะเข้าเฝ้าฮ่องเต้แคว้นชิง ตอนนั้น ข้าจะแอบขึ้นไปบนหลังคาหอเทียนดูอยู่ไกลๆ”
“หากมีปัญหาใด ข้าลงมือจากตรงนั้น ก็จะไม่เป็นอันตราย”
ไป๋ลู่เอียงศีรษะ มองเขาอย่างพินิจ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
“ตกลง”
“เจ้าตอบตกลงแล้วหรือ”
จินเกอพลันดีใจขึ้นมา
ไป๋ลู่กลับส่ายหน้าเบาๆ
“ยังไม่ตกลงทั้งหมด…”
“เจ้าว่ามา ยังมีเงื่อนไขอะไรอีก”
“พาข้าไปด้วย”
เสียงของไป๋ลู่ยังคงแผ่ว แต่หนักแน่นยิ่ง
“หากเจ้าไม่อาจจำสิ่งใดได้เลย ข้าก็เคยคิดว่าตลอดชีวิตนี้ เราไม่ควรมีความเกี่ยวข้องกันอีก”
“แต่เจ้ากลับมาแล้ว…”
“บัดนี้ ความทรงจำของเจ้ากลับคืน ข้าจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่ได้อีก …แม้แต่ตัวข้าเองก็ข้ามผ่านไม่ได้”
“ข้ารู้ดีว่า แท้จริงแล้ว ข้าไม่มีสิทธิ์จะเรียกร้องสิ่งใดจากเจ้าอีก”
“แต่…อย่าทิ้งข้าไว้ข้างหลังอีกเลย”
“ผู้คนในโลกนี้มากมาย ทว่าฟ้าดินกว้างใหญ่เหลือเกิน”
“การจากลากันเพียงครั้งเดียว อาจดูไม่สลักสำคัญ แต่เมื่อแยกย้ายไปสุดหล้าฟ้าเขียว เส้นทางที่จะกลับมาพบพานกันอีกครั้ง อาจเต็มไปด้วยอุปสรรคไม่รู้จบ”
“ยิ่งกว่านั้น… อาจไม่มีวันได้พบกันอีกเลย”
“เพียงคิดถึงความเป็นไปได้นั้น ข้าก็รู้สึกหวาดกลัวจริงๆ”
“น่ากลัวยิ่งกว่าถูกทิ้งไว้ในเรือนที่เต็มไปด้วยคนพรรคมาร กระทั่ง…น่ากลัวยิ่งกว่าความตายเสียอีก”
“เพราะฉะนั้น…อย่าส่งข้าไปอีกเลย อย่าให้เจ้าหายไปจากสายตาของข้าได้หรือไม่”
จินเกอฟังคำพูดเหล่านี้เงียบๆ แววตาค่อยๆ แน่วแน่ขึ้น
เขาคว้ามือของไป๋ลู่แน่น
“เสี่ยวลู่…เมื่อเรื่องทางนี้จบลงแล้ว พวกเราตามคุณชายไปแคว้นจินฉานเถอะ”
“แล้วก็…”
จินเกอหยุดคำพูดไว้ครู่หนึ่ง เงยหน้ามองไป๋ลู่ สูดลมหายใจลึก ก่อนจะเอ่ยออกมา
“แต่งงานกับข้า”
……
……
ตำหนักไท่เหอ ภายในห้องทรงงาน
เต๋อกงกงยกถ้วยน้ำโสมมาวางบนโต๊ะทรงอักษรของฮ่องเต้แคว้นชิงด้วยความหวาดหวั่น
ทว่าฮ่องเต้กลับไม่แม้แต่จะเหลือบมอง อีกฝั่งหนึ่งของโต๊ะทรงอักษร มีชายผู้หนึ่งคุกเข่าหน้าผากแนบพื้น และยังมีอีกคนหนึ่ง นอนแน่นิ่ง หมดสติไม่รู้สึกตัว
ผู้ที่คุกเข่าอยู่คือเจ้ากรมคลังหลวง
เขาได้รายงานเหตุการณ์ทั้งหมดของค่ำคืนนี้โดยละเอียดเรียบร้อยแล้ว
บัดนี้ เหลือเพียงรอการตัดสินจากฮ่องเต้
ทว่าฮ่องเต้กลับนั่งเหม่อลอยอยู่เช่นนั้น
ผ่านไปครู่ใหญ่ ราวกับสติกลับคืน พระองค์จึงขมวดคิ้ว มองไปยังเจ้ากรมที่คุกเข่าอยู่ แล้วเอ่ยถาม
“โซ่จองจำมารถูกทุบทำลายได้ง่ายดายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ฝีมือร้ายกาจนัก”
ฮ่องเต้แคว้นชิงยิ้มบาง
“ข้าขอถามพวกเจ้า หากคนผู้นี้คิดจะก่อกบฏ ลอบสังหารข้า พวกเจ้า…จะหยุดเขาได้หรือไม่”
“……”
เจ้ากรมนิ่งเงียบ และในใจ ก็มีคำตอบแล้ว…หยุดไม่ได้
หากผู้นั้นคิดลอบสังหารฮ่องเต้จริงๆ ผลลัพธ์มีเพียงหนึ่งเดียว เปลี่ยนรัชสมัย
“เหตุใดจึงไม่ตอบเล่า”
เสียงของฮ่องเต้แคว้นชิงดังขึ้นอย่างเนิบช้า เหงื่อเย็นก็ผุดขึ้นบนหน้าผากเจ้ากรม
“ไม่รู้… หรือว่าไม่กล้าตอบ”
“กระหม่อม…มิกล้าพ่ะย่ะค่ะ…”
“เช่นนั้น หากเขาคิดจะสังหารข้า ข้าก็มีแต่ตกตายสถานเดียว”
ฮ่องเต้แคว้นชิงหัวเราะเบา
“ช่างเป็นเรื่องน่าขันสิ้นดี ข้าเป็นฮ่องเต้ ผู้ปกครองแผ่นดินแคว้นชิง แต่แค่ชาวยุทธคนหนึ่งก็ทำให้พวกเจ้าหมดสิ้นหนทางแล้ว”
“เช่นนั้น ข้ายังจะเลี้ยงพวกเจ้าไว้ทำไม”
“กระหม่อมสมควรตายหมื่นครั้งพ่ะย่ะค่ะ!!!”
เจ้ากรมรีบโขกศีรษะร้องขึ้น
“พอเถอะ ชะตาเจ้าจะเป็นหรือตาย ยังต้องว่ากันอีกที แต่หากผู้นั้นคิดจะสังหารข้า ข้าคงตายแน่”
“โชคดีที่ดูเหมือนเขายังไม่คิดจะฆ่าข้า… ข้ากลับต้องขอบคุณที่เขาไว้ชีวิตข้าเสียอีก”
มุมปากฮ่องเต้ยกขึ้นเป็นรอยเยาะ
“รู้หรือไม่ว่าเขามาจากสำนักใด”
เจ้ากรมลังเล ไม่กล้าตอบโดยพลการ
ขณะนั้นเอง ไห่หวยเซินที่นอนหมดสติอยู่ กลับพลิกตัวลุกขึ้น คุกเข่าลงทันที
“กระหม่อมไห่หวยเซินขอถวายบังคมฝ่าบาท”
“ลุกขึ้นเถิด”
ฮ่องเต้แคว้นชิงถามเสียงเรียบ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่า คนเหล่านั้นมาจากที่ใด”
“กระหม่อม…มิกล้าคาดเดา”
“ว่ามาได้”
“พ่ะย่ะค่ะ ผู้นั้นแสดงวิชามหาพรหมวัชระ”
ไห่หวยเซินกล่าวเสียงขรึม
“ดังนั้น กระหม่อมจึงคิดว่า ผู้นั้นอาจเป็นศิษย์จากวัดมหาพรหม”
“ไม่ใช่”
เจ้ากรมคลังหลวงเงยหน้าขึ้นกล่าว
“เขาแสดงวิชามหาพรหมวัชระจริงนอกคลังหลวง แต่ภายในคลังหลวง เขาเคยใช้วิชาเทพสยบชะตา!”
“จากจุดนี้ ผู้นั้นอาจเป็นคนของสำนักจั๋วเต๋า”
“เช่นนั้น พวกเจ้าทั้งสองก็ยังไม่รู้ว่าคืนนี้ แพ้พ่ายให้กับผู้ใดกันแน่”
รอยยิ้มของฮ่องเต้แคว้นชิงเย็นเยียบยิ่งกว่าเดิม
“ดูท่าแล้ว แม้แต่ในวังของข้า พวกเจ้าก็ยังไม่อาจคุ้มครองความปลอดภัยของข้าได้”
“คนมา”
“พ่ะย่ะค่ะ”
มีผู้หนึ่งก้าวออกมาทันที ฮ่องเต้แคว้นชิงหลับตาลง สูดลมหายใจยาว
“ได้ยินว่า ระยะนี้ในเมืองชีอัน เหล่าชาวยุทธเคลื่อนไหวกันอย่างเอิกเกริก”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“บัดนี้ คนเหล่านั้นอยู่ที่ใด”
“ล้วนรวมตัวกันอยู่ในนครหลวง”
ผู้มารายงานตอบเสียงดัง
“กระหม่อมได้สั่งให้จับตาดูอย่างใกล้ชิด หากมีความเคลื่อนไหวจะลงมือจับกุมทันที”
“พรุ่งนี้…เรียกพวกเขาเข้าเฝ้า”
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไป… ห๊ะ”
ผู้รายงานชะงัก เงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ
“ยังต้องให้ข้าพูดซ้ำอีกหรือ”
“กระหม่อมมิกล้า…กระหม่อมจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”
“ทำให้เงียบเชียบเข้าไว้”
“พ่ะย่ะค่ะ”
รับคำสั่งแล้ว เห็นว่าฮ่องเต้แคว้นชิงไม่มีพระบัญชาอื่นใด ชายผู้นั้นจึงถอยหลังออกจากห้องทรงงานไปอย่างระมัดระวัง
จนถึงเวลานี้เอง ฮ่องเต้แคว้นชิงจึงยกถ้วยน้ำโสมบนโต๊ะขึ้นจิบหนึ่งอึกวางลงแล้วหันไปมองสองคนที่ยังคุกเข่าอยู่ ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ
“ควรทำอะไรก็ไปทำ ควรสืบอะไรก็ไปสืบ อย่ามายืนเกะกะอยู่ต่อหน้าข้า”
เจ้ากรมคลังหลวงกับไห่หวยเซินสบตากัน รับคำพร้อมกัน แล้วจึงถอยออกจากห้องทรงงาน
พอออกมานอกห้อง เจ้ากรมคลังหลวงขมวดคิ้ว มองไห่หวยเซินที่เดินเหินได้เป็นปกติแล้ว
“ดูท่าอาการเจ้าก็ไม่ได้หนักหนาเท่าไรนัก…ฟื้นเมื่อไร”
“ระหว่างทางมาเข้าเฝ้าฝ่าบาท”
“แล้วเหตุใดไม่ลุกขึ้นเสียแต่แรก”
เจ้ากรมคลังหลวงเดือดดาล
“เจ้าคิดจะให้ข้าเป็นโล่รับสายฟ้าแทนหรือ”
ไห่หวยเซินรีบกล่าว
“เข้าใจผิด เข้าใจผิด…พอเถอะๆ อย่าโกรธไปเลย ขออภัยด้วย”
พูดจบก็โค้งคำนับลึกถึงพื้น
เจ้ากรมคลังหลวงฮึดฮัดเสียงหนึ่ง ไม่สนใจเขา ก้าวเดินไปข้างหน้า
“รอข้าด้วย รอข้าด้วยสิ…”
ไห่หวยเซินรีบเร่งฝีเท้าไล่ตาม แต่เพิ่งวิ่งได้ไม่กี่ก้าวก็ไอถี่ๆ
เจ้ากรมคลังหลวงหันกลับไปมอง เห็นเลือดไหลซึมออกจากมุมปากของเขา เขากำลังฝืนกลืนมันกลับลงไป
“ไม่เป็นไรแน่หรือ”
“……ฝ่ามือนั้น รับได้ง่ายเสียที่ไหนกัน ข้าแม้จะฟื้นระหว่างทาง แต่ก็สลบไปอีกครั้ง”
ไห่หวยเซินสูดลมหายใจลึก
“คนผู้นั้นตกลงคือใครกันแน่ เขาใช้วิชามหาพรหมวัชระของวัดมหาพรหม เจ้ายังบอกว่าเขาใช้วิชาเทพสยบชะตาของสำนักจั๋วเต๋าอีก”
“ตกลงเขาเป็นพระจากวัดมหาพรหม หรือเป็นโจรจากสำนักจั๋วเต๋ากันแน่”
“ฟังจากน้ำเสียงก็ไม่ใช่คนมีอายุ เหตุใดถึงมีวรยุทธ์สูงส่งถึงเพียงนี้”
เจ้ากรมคลังหลวงฟังถึงตรงนี้ ก็เงยหน้ามองไห่หวยเซินทันที
“ข้านึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมา…”
“กระบี่สะท้านภพ เจียงหราน”
ไห่หวยเซินไม่รอให้เขาพูดจบ ก็เอ่ยชื่อนั้นออกมาก่อน
ทั้งสองสบตากัน ก่อนจะขมวดคิ้วพร้อมกัน มีหลายเรื่องที่ไม่อาจคิดให้กระจ่างได้
ท้ายที่สุด เจ้ากรมคลังหลวงก็เป็นฝ่ายเปิดปากก่อน
“เจียงหรานผู้นั้นฝีมือร้ายกาจยิ่งนัก โดยเฉพาะศึกเมืองจิ่นหยาง หนึ่งกระบวนท่า ‘ชมสมุทรคราม’ ทำลายทัพหมื่น”
“ยิ่งไปกว่านั้น ได้ยินว่าตอนเพิ่งออกสู่ยุทธภพ เขาเคยใช้วรยุทธ์ที่คล้ายวิชามหาพรหมวัชระของวัดมหาพรหมมาแล้ว…”
“หากวิชาที่เขาใช้เป็นของสำนักนั้นจริง เขาไปร่ำเรียนมาจากที่ใด”
“ตามข่าว เขาไม่เคยย่างกรายเข้าแคว้นชิง แล้วจะไปขโมยวิชาจากวัดมหาพรหมได้อย่างไรกันเล่า”
“ไม่เพียงเท่านั้น…”
ไห่หวยเซินกล่าวเสียงขรึม
“กระบวนท่า ‘ชมสมุทรคราม’ ของเขา ก็ลึกล้ำยิ่งนัก…ว่ากันว่า คมกระบี่ของเขาเกิดจากเงามืด”
“เมื่อแสดงออก เงามืดแปรเป็นคมกระบี่ ถาโถมดุจภูผาทลายคลื่น นับไม่ถ้วนลอยอยู่ด้านหลัง แล้วพุ่งตามคมกระบี่ออกไป ไม่มีผู้ใดต้านทานได้”
“เจ้าว่ามันคล้ายอะไร”
“วิชากระบี่หมื่นเงาไร้ลักษณ์ของสำนักจั๋วเต๋า!!”
“ถูกต้อง!”
ไห่หวยเซินพยักหน้าทันที
“ตั้งแต่เขาเข้ามาในแคว้นชิง ข้าก็รู้สึกเสมอว่าสักวันหนึ่งต้องได้พบเขา”
“แล้วข้าก็พบความบังเอิญอย่างหนึ่ง…”
“แม้เขาไม่เคยมาแคว้นชิง แต่เขาเคยสังหารเศษเดนพุทธผู้หนึ่งที่ครอบครองวิชามหาพรหมวัชระ”
“นับแต่นั้น เขาก็มีวรยุทธ์ที่คล้ายวิชานั้นอยู่กับตัว”
“ส่วนวิชากระบี่หมื่นเงาไร้ลักษณ์ เป็นสุดยอดวิชาประจำสำนักจั๋วเต๋า”
“ตามที่ข้ารู้ ในสำนักจั๋วเต๋าปัจจุบัน มีเพียงคนเดียวที่ใช้ได้…คือเจ้าสำนัก”
“แต่เจ้าสำนักผู้นั้นกลับถูกเจียงหรานตัดศีรษะนอกเรือนหลิวแห่งเมืองจิ่นหยาง”
“เจ้าว่าทั้งหมดนี้ บังเอิญเกินไปหรือไม่”
“หรือว่าเจียงหรานผู้นี้ จะเป็นอัจฉริยะฟ้าประทานจริงๆ”
“สามารถย้อนคำนวณ เรียนรู้วิชาของคู่ต่อสู้จากการประมือกัน”
เจ้ากรมคลังหลวงขมวดคิ้วแน่น
“ถ้าเป็นเช่นนั้น เจ้าก็ต้องระวังหน่อย ตอนเมื่อครู่เจ้าออกมือ หากคนผู้นั้นคือเจียงหรานจริง ระวังเขาจะเรียนรู้วิชาประจำตัวเจ้าติดไปด้วย”
ไห่หวยเซินส่ายหน้า
“ต่อให้เขามีความสามารถเช่นนั้น จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า ที่ในเวลาอันสั้น จะผลักดันวิชาหนึ่งให้ถึงระดับนั้น”
“ข้าสงสัยว่า…บนร่างของเขาน่าจะมีวิชาอื่นๆ อันประหลาดยิ่ง
“หลังจากสังหารคู่ต่อสู้แล้ว สามารถฉกฉวยวิชาของอีกฝ่ายมาได้”
“มิฉะนั้น อธิบายเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ได้เลย”
“เป็นไปไม่ได้…”
เจ้ากรมคลังหลวงส่ายหน้ารัว
“ใต้หล้า จะมีเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไร”
“ใต้หล้ากว้างใหญ่ ยุทธภพลึกล้ำ มีเรื่องใดบ้างที่เป็นไปไม่ได้”
ไห่หวยเซินพูดถึงตรงนี้ ก็อดกระอักเลือดออกมาอีกคำไม่ได้
เจ้ากรมคลังหลวงเห็นเช่นนั้น ก็ไม่อยากถกเถียงต่อ เพียงมองคราบเลือดที่มุมปากเขาอย่างจนใจ
“เจ้าควรกลับไปพักก่อนเถิด เลือดเจ้าจะมีให้ไหลสักกี่มากน้อย”
“ตอนนี้ไม่ใช่เวลานอนพัก…”
ไห่หวยเซินสูดลมหายใจลึก
“หาก…คนที่ปรากฏตัวคืนนี้ คือเจียงหรานจริง เขามาถึงนครหลวงแล้ว เหตุใดไม่มาเข้าเฝ้าฝ่าบาท กลับเลือก…เลือกแอบบุกคลังหลวง ปล้นชิงสมบัติ”
“แล้วตอนนี้ เขาอยู่ที่ใดกันแน่”
“……ก่อนหน้านี้ได้ยินว่าขันทีหลี่บาดเจ็บสาหัส ผู้ลงมือคือจอมยุทธ์ผู้คุ้มกันองค์หญิงซีเยว่…นามว่า เจียงหลิว”
“เจียงหลิว… เจียงหราน…”
หัวใจไห่หวยเซินกระตุก
“หรือว่า…”
“เจ้าจะไปดูด้วยกันหรือไม่”
เจ้ากรมคลังหลวงเอ่ยถาม
ไห่หวยเซินกลับสูดลมหายใจเย็นเข้าเต็มปอด
ไปดูก็เรื่องหนึ่ง แต่เกรงว่าดูแล้ว จะก่อเรื่องใหญ่หลวงเกินควบคุม
เขาลังเลอย่างยิ่ง
หากไม่พัวพันถึงแคว้นชิวเย่ยังพอว่า แต่หากเกี่ยวข้องกับแคว้นชิวเย่ขึ้นมา เรื่องจะไม่เล็กอีกต่อไป
ชีวิตตนเองเป็นเรื่องเล็ก หากกระทบการทูตระหว่างสองแคว้น นั่นต่างหากคือหายนะอย่างแท้จริง
“เจ้ารู้สึกหรือไม่… วันนี้ฝ่าบาทดูแปลกไปบ้าง”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ เจ้ากรมคลังหลวงก็ลดเสียงลง
ไห่หวยเซินชะงัก
“แปลกอย่างไร”
“พระองค์เรียกเหล่าชาวยุทธมาเข้าเฝ้าทำไม”
เจ้ากรมคลังหลวงกล่าวเบาๆ
“ข้ารู้สึกว่าฝ่าบาทดูเหมือนจะล่วงรู้หลายเรื่องแล้ว ตอนที่ทรงให้พวกเราออกมา พระองค์ตรัสว่า…ให้ไปทำในสิ่งที่ควรทำ”
“บัดนี้ ข้าเห็นว่า สิ่งที่ควรทำ คือไปตรวจสอบทางด้านองค์หญิงซีเยว่…”
“เจ้ากล้าเอาชีวิตเดิมพัน ร่วมทางไปกับข้าสักครั้งหรือไม่!”
“มีอะไรไม่กล้า!!”
ไห่หวยเซินตอบทันที หมดสิ้นความลังเลทั้งหมด
ทั้งสองจึงไปด้วยกัน เรียกทหารราชองครักษ์ และยามคลังหลวงมาส่วนหนึ่ง
มุ่งหน้าไปยังตำหนักที่องค์หญิงซีเยว่ประทับอยู่
ระหว่างทาง ไห่หวยเซินครุ่นคิดเรื่องนี้ไม่หยุด
ก่อนหน้านี้ มีข่าวลือว่าองค์หญิงซีเยว่ถูกเจียงหรานสังหาร แต่แท้จริงนางยังมีชีวิตอยู่ ไม่เพียงเท่านั้น ยังมาถึงนครหลวง และยืนยันด้วยตนเองว่า ผู้ลอบสังหารไม่ใช่เจียงหราน
เจียงหรานในข่าวลือ เป็นตัวปลอม
แต่ถ้าหาก… ไม่เป็นเช่นนั้นเล่า
ถ้าคนที่ลอบสังหารนางคือเจียงหรานจริง และตลอดเวลานี้ นางถูกเจียงหรานจับกุมตัวอยู่
ไม่ว่าจะข่มขู่ ล่อลวง หรือใช้วิธีการใดก็ตาม
หากนางยอมสยบต่ออำนาจของเจียงหราน
สุดท้าย ออกมาแก้ต่างให้เขาด้วยตนเอง กระทั่งพาเขาเข้าวัง
ทั้งหมดนี้… ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ยิ่งคิด ยิ่งรู้สึกว่ามีเหตุมีผล
เดินไปเดินมา ฝีเท้าก็ยิ่งฮึกเหิม ราวกับอาการบาดเจ็บหายไปกว่าครึ่ง
ไม่นาน ตำหนักที่องค์หญิงซีเยว่ประทับอยู่ตรงหน้า
หน้าประตูย่อมมีคนคอยขวาง ไม่อาจให้พวกเขาบุกเข้าไปตามใจชอบ
ขันทีที่เป็นหัวหน้ามองพวกเขาด้วยท่าทางดุดัน ใบหน้าซีดเผือด
“พวกท่านทั้งสองคิดจะทำอะไร”
“รู้หรือไม่ว่าข้างในเป็นที่ประทับของผู้ใด บุกเข้ามาเช่นนี้ หากล่วงเกินผู้สูงศักดิ์ จะรับผิดชอบไหวหรือ”
ไห่หวยเซินกับเจ้ากรมคลังหลวงสบตากัน เห็นได้ชัดว่าก่อนมา ได้เตรียมใจไว้แล้ว
ไห่หวยเซินประสานมือคำนับ กล่าวเสียงหนึ่งว่า “ขออภัย”
จากนั้นตะโกนเสียงดัง
“ข้าพเจ้า ไห่หวยเซิน ผู้บัญชาการทหารราชองครักษ์ คืนนี้คลังหลวงถูกปล้น ข้าได้รับคำสั่งให้สืบสวนอย่างละเอียด ขอองค์หญิงซีเยว่โปรดอภัย อนุญาตให้พวกเราตรวจค้น!”
ขันทีผู้นั้นรีบโบกมือ สุดท้ายโกรธจนสุดจะทน ชูมือเป็นท่าดอกบัว ชี้จมูกไห่หวยเซิน แล้วตวาดเสียงแหลม
“นี่มันเวลาใดแล้ว เจ้าคิดว่ากำลังทำอะไรอยู่!”
“ข้าจะไปกราบทูลฝ่าบาทเกี่ยวกับเรื่องนี้!!!”
ไห่หวยเซินมองขันทีผู้นั้น สีหน้าเย็นชา
“ขอท่านอย่าลืมว่าเบี้ยหวัดของท่านมาจากผู้ใด กินข้าวบ้านใคร”
“ฮ่าๆๆ!”
ขันทีหัวเราะเสียงดัง
“กินข้าวบ้านใคร แน่นอนว่ากินข้าวที่ฝ่าบาททรงประทานให้! ฝ่าบาทสั่งให้พวกเราคุ้มกันที่นี่ ไม่ให้ผู้ใดรบกวน”
“คลังหลวงถูกปล้น เป็นความบกพร่องของพวกเจ้าเอง อยากตรวจค้นก็ได้ เพียงมีราชโองการลงมา ข้าไม่กล้าขวาง
“แต่หากพวกเจ้าคิดเอาเองว่าใครๆก็เป็นโจร อยากค้นใครก็ค้น ข้าขอถามฝ่าบาทมีรับสั่งให้พวกเจ้าตรวจค้นที่นี่หรือไม่”
“หรืออย่างน้อย…มีรับสั่งปากเปล่า”
“……”
คำพูดนี้ทำให้ไห่หวยเซินพูดไม่ออกโดยสิ้นเชิง
เจ้ากรมคลังหลวงเองก็ขมวดคิ้วแน่น
เรื่องนี้ พวกเขาไม่อยู่ในฝ่ายถูก… มาบุกเช่นนี้ ชัดเจนว่าผิดขั้นตอน
เขาดึงแขนไห่หวยเซินที่กำลังจะโต้เถียงไว้ แล้วประสานมือคำนับขันที
“พวกเราหุนหันเกินไป ขอท่านโปรดอย่าได้ถือสา…”
“ฮึ! ไม่ใช่ว่าข้าจะถือสา แต่ทำอะไรก็ต้องมีระเบียบ”
“พวกเราไม่ใช่เด็กสามขวบสักหน่อยจะมาทำตามอำเภอใจได้อย่างไร”
พูดจบ เขาสะบัดแขนเสื้อ
“ยังไม่ไปอีกหรือ”
บนระเบียงสูงที่อยู่ไม่ไกล ชายชุดดำผู้หนึ่งยืนมองฉากทั้งหมดนี้ เจียงหรานแทบกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่