- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 835 อานุภาพของกับข้าวเจริญอาหาร
บทที่ 835 อานุภาพของกับข้าวเจริญอาหาร
บทที่ 835 อานุภาพของกับข้าวเจริญอาหาร
“เถี่ยอิง ไม่ธรรมดาเลยนะ ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ฉันว่าแค่เจียโจวคงไม่พอให้โจวเยี่ยนแสดงฝีมือแล้วล่ะ ร้านอาหารนี่ไม่ช้าก็เร็วต้องไปเปิดถึงเมืองหลวงแน่ ๆ! ฝีมือระดับนี้เก่งกว่าเหล่าเซี่ยวบ้านเราเยอะเลย” หม่าตงเหมยเดาะลิ้นชื่นชม
“ตงเหมย คำพูดนี้ฉันยังไม่กล้าแม้แต่จะฝันเลยนะ” จ้าวเถี่ยอิงหัวเราะ “เป็นเพราะอาจารย์เซี่ยวสอนมาดีต่างหากล่ะ โจวเยี่ยนเอาไปเทียบกับอาจารย์เซี่ยวยังห่างชั้นอีกเยอะ”
“น้าจ้าว ไม่ต้องถ่อมตัวหรอกค่ะ แค่เป็ดรมควันใบชาตัวนี้ พ่อหนูฝึกมาสิบปียังทำได้ไม่อร่อยเท่าพี่เยี่ยนเลย” เซี่ยวรั่วถงกัดเป็ดรมควันใบชาชิ้นหนึ่ง ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วบอก “ก่อนที่พี่เยี่ยนจะเอาเป็ดรมควันใบชาตัวนั้นไปให้พวกเรา พวกเรายังไม่รู้เลยว่าเป็ดรมควันใบชามันจะอร่อยขนาดนี้ ใครจะไปรู้ว่าปีก่อน ๆ พวกเราใช้ชีวิตกันมาแบบไหน”
“ตอนนั้นกลางคืนผมฝันร้ายก็มีแต่เป็ดรมควันใบชามาทวงแค้น น่ากลัวสุด ๆ ไปเลยครับ!” เซี่ยวปังขนลุกซู่
จ้าวเถี่ยอิงฟังคำพูดของเด็กสองคนแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะอยากหัวเราะ
ยกขาหมูตงพัวขึ้นโต๊ะเสร็จ จังหวะการยกอาหารก็เร็วขึ้น ซุปหมูหม้อหนึ่งถูกยกขึ้นโต๊ะ ตามมาติด ๆ ด้วยต้มเลือดหมูไส้ใหญ่ หมูสองไฟผักดอง หมูเส้นกลิ่นปลา และเต้าหู้ผัดพริกเสฉวน กับข้าวสี่อย่างทยอยกันออกมาโชว์ตัว แล้วก็ปิดท้ายด้วยหมูสามชั้นนึ่งลำไยหวาน
พวกโจวเยี่ยนยกกับข้าวออกมา คนในครัวหลายคนก็นั่งรวมกันที่โต๊ะตัวหนึ่ง
โจวเยี่ยนเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “งานเลี้ยงล้มหมูมื้อนี้ รสชาติถูกปากไหมครับ?”
“รสชาติดีเยี่ยมเลย!”
“พ่อครัวทั้งหลายลำบากแล้ว รสชาติดีมากเลย!”
ทุกคนต่างก็เอ่ยชมด้วยรอยยิ้ม
“พี่เยี่ยน เนื้อที่พี่ทำหอมมากเลยค่า” เถียนเจียวหันไปมองโจวเยี่ยน เอ่ยชมด้วยสีหน้าจริงจัง “เอ้อร์ยาเกิดมาไม่เสียชาติเกิดเลย! หอมจริง ๆ”
“ใช่ไหมล่ะ! เกอเกอเราทำเนื้อเก่งสุด ๆ ไปเลย!” โจวโม่โม่ทำหน้าภูมิใจและได้ใจ “เนื้อแบบนี้ เราได้กินทุกวันเลยนะ”
“หา?!” เถียนเจียวเบิกตากว้างขึ้นอีกนิด “โม่โม่ เนื้ออร่อยขนาดนี้เธอได้กินทุกวันเลยเหรอ? ซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดง? ขาหมูชิ้นโต! หูเอ้อร์ยา! พระเจ้าช่วย~”
“ใช่แล้ว เกอเกอเราเปลี่ยนเมนูทำให้กินทุกวันเลย” โจวโม่โม่พยักหน้าหงึกหงัก
“อืม...” เถียนเจียวคิดอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ได้ “งั้นต่อไปพี่ชายของเธอก็คือพี่ชายของเรา เราไม่กลับบ้านแล้ว ต่อไปเราอยู่บ้านเดียวกับเธอดีไหม?”
“ไม่ได้สิ แบบนี้แม่ของเธอจะเสียใจเอานะ”
“แต่ถ้าเธอทำแบบนี้เราก็จะเสียใจนะ~”
“พอแล้ว ๆ เดี๋ยวคีบซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงให้อีกชิ้นนะ เป็นเด็กดีกินซะเถอะ”
โจวเยี่ยนมองเถียนเจียวที่ก้มหน้าก้มตาแทะซี่โครงหมู ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะจนแทบขาดใจ
เจ้าตัวเล็กทั้งสองคนน่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง
“คุณป้าจางครับ ผมกับภรรยาขอคารวะคุณป้าหนึ่งจอก ขอให้คุณป้าอายุยืนยาว มีความสุข สุขภาพร่างกายแข็งแรง ปราศจากโรคภัยและมีความสุขกายสบายใจเสมอนะครับ” เซี่ยหวาเฟิงยกแก้วเหล้าขึ้น มองหญิงชราจางซูเฟินแล้วเอ่ย
เมิ่งจือหลานก็ยกแก้วขึ้นและยิ้มบาง ๆ “ขอให้คุณป้าสุขภาพแข็งแรง มีความสุขและปลอดภัยในทุก ๆ ปีนะคะ”
“งั้นเราสองสามีภรรยาก็ขอคารวะคุณป้าด้วย ขอให้คุณป้าอายุยืนหมื่นปี ทุกสิ่งราบรื่นสมหวังนะครับ” หลินจื้อเฉียงกับเมิ่งอันเหอก็ยกแก้วขึ้นมาเอ่ยบ้าง
“คุณย่าคะ สุขสันต์วันปีใหม่ค่ะ” เซี่ยเหยากับซ่งหว่านชิงยกแก้วขึ้นมาพูดยิ้ม ๆ
ทุกคนได้ยินเสียง ก็พากันมองมาด้วยรอยยิ้ม ยกแก้วขึ้นมากล่าวคำมงคลกับหญิงชรา
เป็นการแสดงความเคารพอย่างสูงต่อเสาหลักของตระกูลโจว ผู้มีอำนาจตัดสินใจในครอบครัว และปรมาจารย์แห่งความยุติธรรม หญิงชราจางซูเฟิน
หญิงชรายกแก้วยืนขึ้น พูดยิ้ม ๆ ว่า “ได้เลย งั้นฉันก็ขออวยพรให้ทุกท่านที่มาในวันนี้ ครอบครัวปรองดอง มีความสุขความเจริญ แคล้วคลาดปลอดภัยในทุก ๆ ปีนะ”
“ชนแก้ว!”
“สุขสันต์วันปีใหม่!”
ทุกคนต่างก็ยกแก้วขึ้นมา ขานรับด้วยรอยยิ้ม
แม้แต่พวกเด็ก ๆ ที่โต๊ะนั้น ก็ยังพากันยกแก้วโคล่าขึ้นมา
เสียงหัวเราะดังทะลุลานบ้านไป นำพาความปิติยินดีอันเปี่ยมล้นของการรวมญาติในวันปีใหม่ไปด้วย
วางแก้วลง หลินจื้อเฉียงก็หันไปบอกกับเมิ่งฮั่นเหวิน “พ่อครับ นี่ไงเต้าหู้ผัดพริกเสฉวนที่พ่อสั่ง ลองชิมดูไหมครับ?”
เมิ่งฮั่นเหวินมองเต้าหู้ผัดพริกเสฉวนชามนั้น น้ำราดสีแดงมันวาว สีขาวอมแดง มีต้นกระเทียมสีเขียวกับเนื้อสับโรยหน้าประดับอยู่ ดูน่ากินสุด ๆ
“เสี่ยวโจวตั้งใจทำขนาดนี้ ฉันก็ต้องลองชิมดูหน่อยแล้วว่าเต้าหู้ผัดพริกเสฉวนต้นตำรับมันรสชาติเป็นยังไง” เมิ่งฮั่นเหวินพยักหน้า อดใจรอไม่ไหวที่จะหยิบช้อนกลางตักมาใส่ชามของตัวเองหนึ่งช้อน
เต้าหู้เพิ่งลงจากกระทะ ยังมีไอร้อนกรุ่น กลิ่นหอมเผ็ดชาเตะจมูก อดไม่ได้ที่จะตักขึ้นมาป้อนเข้าปากหนึ่งช้อน
เต้าหู้ร้อนลวกปาก แต่หอมมาก!
รสชาติเผ็ด ชา กลมกล่อม หอม ซึมลึกเข้าไปในเนื้อเต้าหู้ รสสัมผัสลื่นนุ่มละมุนสุด ๆ เนื้อสับมีรสสัมผัสและรสชาติที่นุ่มกรอบหอม เข้ากันได้ดีกับกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของต้นกระเทียม
เขาสัมผัสได้แล้ว!
ชา เผ็ด กลมกล่อม หอม นุ่ม กรอบ ร้อน คงรูป! กลับมารวมตัวกันอยู่ในคำเดียวนี้!
ที่แท้ในหนังสือก็ไม่ได้เขียนขึ้นมามั่ว ๆ
เต้าหู้ผัดพริกเสฉวนต้นตำรับ รสชาติมันเป็นแบบนี้นี่เอง
“มา พ่อครับ ผมตักข้าวมาให้แล้ว” หลินจื้อเฉียงตักข้าวมาให้เมิ่งฮั่นเหวินชามหนึ่ง พูดยิ้ม ๆ “สี่อย่างนี้เป็นกับข้าวที่กินกับข้าวสวย พ่อต้องกินคู่กับข้าวถึงจะอร่อยเข้ากันครับ”
“จื้อเฉียง เธอนี่รู้เรื่องกินจริง ๆ” เมิ่งฮั่นเหวินหัวเราะ ตักเต้าหู้ผัดพริกเสฉวนราดลงบนข้าวสวย ใช้ช้อนกดเบา ๆ เต้าหู้นุ่ม ๆ ก็แตกออกทันที
น้ำซุป น้ำมันพริก และเนื้อสับ คลุกเคล้ากับเต้าหู้และข้าวสวยจนเป็นสีแดงมันวาว ตักเข้าปากคำโต หอมจนเคลิ้มไปเลย
“สุดยอด! วิธีกินแบบนี้สุดยอดไปเลย! ฉันก็ต้องไปตักข้าวสักชามแล้ว หมูสองไฟผักดองนี่ก็อร่อยมากเหมือนกัน” เซี่ยหวาเฟิงลุกขึ้นไปตักข้าว เขาเองก็จะปลดล็อกวิธีกินเต้าหู้ผัดพริกเสฉวนคลุกข้าวบ้าง
“เหล่าเซี่ย ตักมาเยอะหน่อยนะ ฉันก็อยากกินเหมือนกัน~” เมิ่งจือหลานเอ่ยปาก
“ได้” เซี่ยหวาเฟิงขานรับ ไม่นานก็ประคองข้าวสวยชามหนึ่งที่กดจนแน่น แต่ยังพูนเป็นยอดแหลมกลับมา
“กินข้าวเยอะขนาดนี้เลยเหรอ?” เมิ่งจือหลานแอบตกใจ
เซี่ยหวาเฟิงแบ่งยอดข้าวให้เมิ่งจือหลาน แล้วพูดยิ้ม ๆ “ผมรู้สึกว่าพอมาเจียโจวก็ได้กินแต่อาหารมื้อใหญ่ทุกมื้อ ยังไม่เคยได้กินข้าวสวยเป็นเรื่องเป็นราวเลย วันนี้มีกับข้าวเจริญอาหาร ก็เลยอดไม่ได้ที่จะอยากกินเยอะหน่อยน่ะ”
“ก็ได้ งั้นคุณก็ค่อย ๆ กินล่ะ” เมิ่งจือหลานพยักหน้า อดใจรอไม่ไหวที่จะตักเต้าหู้ผัดพริกเสฉวนให้ตัวเองบ้าง
เซี่ยหวาเฟิงประเมินอานุภาพของกับข้าวเจริญอาหารแบบเสฉวนต่ำไป กินข้าวหมดไปชามหนึ่ง เขายังไปตักข้าวมาอีกครึ่งชาม กินคู่กับต้มเลือดหมูไส้ใหญ่จนหมดเกลี้ยง
“เอิ้ก”
“ต้มเลือดหมูไส้ใหญ่นี่มันจะหอมเกินไปแล้วมั้ง?!”
“ก็แค่เอาน้ำซุปกระดูกมาต้มลวก ๆ แล้วก็โรยไส้ใหญ่ลงไป ปรุงรสนิดหน่อย ทำไมถึงได้อร่อยขนาดนี้เนี่ย? มันนุ่มยิ่งกว่าเต้าหู้ซะอีกนะ!” เหล่าเซี่ยเรอออกมา สีหน้าตกตะลึงมองต้มเลือดหมูไส้ใหญ่หน้าตาธรรมดา ๆ ตรงหน้า
มื้อนี้ เขากินจนจุกไปนิดจริง ๆ
ตอนแรกก็นึกว่าเป็ดรมควันใบชาจะน่าทึ่งพอแล้ว ไม่นึกเลยว่าสุดท้ายจะโดนเต้าหู้ผัดพริกเสฉวนกับต้มเลือดหมูไส้ใหญ่ทำเอาซะพุงกาง
วินาทีนี้ เขาถูกฝีมือทำอาหารของโจวเยี่ยนสยบอย่างราบคาบเลย
เลือดหมูหนึ่งชาม เต้าหู้หนึ่งชาม วัตถุดิบธรรมดา ๆ กลับทำออกมาเป็นเมนูอาหารที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่มีรสชาติที่อร่อยสุดยอด
การควบคุมไฟและการปรุงรสที่ยอดเยี่ยม ทำให้เขาได้เห็นความแตกต่างระหว่างพ่อบ้านที่ชอบทำอาหารกับพ่อครัวมืออาชีพ
“ตายแล้ว มื้อนี้คุณกินไปไม่น้อยเลยนะ ไม่เป็นไรใช่ไหมเนี่ย?” เมิ่งจือหลานมองเขาด้วยความเป็นห่วง พร้อมกับยึดตะเกียบของเขาไปด้วย
“ไม่เป็นไร แค่จุกนิดหน่อยน่ะ เอิ้ก—” เหล่าเซี่ยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ปกติเขาเป็นคนที่ควบคุมตัวเองได้ค่อนข้างดี กินข้าวอิ่มแค่แปดส่วน น้อยครั้งมากที่จะปล่อยให้ตัวเองกินจนจุกแบบนี้
“คราวหน้าห้ามทำแบบนี้อีกนะ... เอิ้ก” เมิ่งจือหลานยกมือปิดปาก สีหน้าแอบเขินเล็กน้อย
หลังจากกินข้าวสวยเกือบครึ่งชามที่เซี่ยหวาเฟิงแบ่งให้จนหมด เธอยังไปกินข้าวเหนียวจากเมนูหมูสามชั้นนึ่งลำไยหวานอีกครึ่งชาม ก็เลยทำให้ตัวเองกินจนจุกไปเหมือนกันตามคาด
ช่วยไม่ได้นี่นา กับข้าวที่เสี่ยวโจวทำมันอร่อยเกินไปจริง ๆ!
เริ่มตั้งแต่จานเย็นก็กินเอา ๆ ใครจะไปคิดล่ะว่ากินไปกินมาจนหยดสุดท้าย ยังจะยัดข้าวสวยลงไปได้ครึ่งชามกับข้าวเหนียวหวานอีกครึ่งชาม
หมูสามชั้นนึ่งลำไยหวานอร่อยมากจริง ๆ นะ!
โจวเยี่ยนถือแก้วโคล่า เดินชนแก้วไปรอบหนึ่ง
ดูออกเลยว่างานเลี้ยงรวมญาติปีนี้ ทุกคนกินกันอย่างพอใจ รอยยิ้มบนใบหน้าแทบไม่เคยจางหายไปเลย
“คุณย่า คุณตาคุณยาย คุณอาเซี่ย คุณอาหลิน...” โจวเยี่ยนเก็บโต๊ะของพวกเซี่ยหวาเฟิงไว้เป็นโต๊ะสุดท้าย พูดยิ้ม ๆ ว่า “ผมขอใช้โคล่าแทนเหล้า คารวะทุกคนหนึ่งจอกนะครับ ขอให้ทุกคนปลอดภัย ปรองดองมีความสุข และราบรื่นในทุก ๆ เรื่องนะครับ”
“มา ชนแก้ว!”
ทุกคนชนแก้วกันด้วยรอยยิ้ม
“เสี่ยวโจว วันนี้งานเลี้ยงล้มหมูเธอทำได้ดีมากจริง ๆ ฝีมือระดับสูงมาก ต่อให้เป็นกับข้าวกินกับข้าวสวยไม่กี่อย่างตอนท้าย ก็ยังน่าทึ่งขึ้นเรื่อย ๆ ทีละจานเลย” เซี่ยหวาเฟิงตบแขนโจวเยี่ยนเบา ๆ ถอนหายใจบอก “ในฐานะตัวแทนของพ่อบ้านแห่งเมืองหางโจว วันนี้ฉันกินจนจุกไปเลย ยอมรับว่าเธอแน่มาก”
“คุณอาเซี่ย คำชมนี้สูงเกินไปแล้วครับ ผมกับคุณอาเซี่ยอย่างมากก็แค่สูสีกันครึ่งต่อครึ่งแหละครับ” โจวเยี่ยนพูดยิ้ม ๆ
“อืม พูดแบบนี้ก็ไม่ผิดนะ” เซี่ยหวาเฟิงพยักหน้าอย่างพอใจ
เซี่ยเหยากับเมิ่งจือหลานที่อยู่ข้าง ๆ กลั้นขำไว้ไม่อยู่แล้ว ปากแข็ง ๆ อย่างเหล่าเซี่ยจะยอมพูดคำแบบนี้ออกมาได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริง ๆ แสดงว่างานเลี้ยงกลางแจ้งมื้อนี้สยบเขาได้อยู่หมัดเลย
พวกคุณป้ากับพี่สะใภ้รับหน้าที่เก็บถ้วยชามและล้างจาน พอโต๊ะว่างปุ๊บ ก็ถูกแบ่งโซนสำหรับเล่นไพ่ป๊อก ไพ่นกกระจอก และไพ่ยาวทันที
คนที่ไม่เล่นไพ่ก็ไปอาบแดด ผิงไฟ และตั้งวงคุยเล่นกันอยู่หน้าประตู
ช่วงบ่ายมีเวลาเหลือเฟือกว่า งานก็น้อยลง โจวเยี่ยนจึงไปนวดแป้งเตรียมไว้สองกะละมัง วางพักไว้บนเตาที่ยังอุ่น ๆ อยู่
คราวก่อนงานเลี้ยงวันเกิดหูต้าไห่ มื้อค่ำโจวเยี่ยนทำซาลาเปากับข้าวต้ม ทุกคนก็ค่อนข้างชอบ ดังนั้นมื้อค่ำวันนี้โจวเยี่ยนก็เลยตั้งใจจะทำแบบเดิม
แล้วก็ทำกับข้าวสำหรับกินกับข้าวสวยอีกสักสองสามอย่าง เสิร์ฟเมนูนึ่งอีกสองอย่าง กินคู่กับหัวไชเท้าดองเปรี้ยวที่เขาทำอีกสองจาน เป็นอันเสร็จสรรพ!
ไม่ใช่แค่เซี่ยหวาเฟิงหรอก เขาเห็นหลายคนลุกจากโต๊ะไปด้วยอาการเรอเอิ้กอ้ากเลยล่ะ
ตอนเย็นถ้าขืนเสิร์ฟเนื้อปลาเนื้อหมูชุดใหญ่อีกโต๊ะ ทุกคนก็คงไม่มีความอยากอาหารและไม่มีพื้นที่ในท้องเหลือแล้ว
“คุณตา พวกเราไปวาดรูปด้วยกันเถอะค่ะ!” โจวโม่โมวิ่งเข้ามา จับมือเมิ่งฮั่นเหวินไว้แล้วบอก
“โอ้? โม่โม่ หนูอยากวาดอะไรล่ะ?” เมิ่งฮั่นเหวินมองเธอแล้วเอ่ยถามยิ้ม ๆ
“ตรงนู้น!” โจวโม่โม่ชี้ไปที่กำแพงลานบ้านด้านข้าง ที่มีแมวลายสลิดกำลังยกขาเลียขนตัวเองอยู่ แล้วบอก “พวกเรามาวาดฮวาฮวาในลานบ้านกันเถอะค่า~”
“อ้อ วาดแมวเหรอ” เมิ่งฮั่นเหวินหัวเราะ “แมวตัวนี้ชื่อฮวาฮวาเหรอ?”
“ใช่ค่า” โจวโม่โม่พยักหน้า ตะโกนเรียกแมวลายสลิด “ฮวาฮวา~”
“เหมียว~” แมวลายสลิดเงยหน้า ส่งเสียงร้องตอบเธอ
เมิ่งฮั่นเหวินมองเธอแล้วเอ่ยถาม “ตอนบ่ายหนูไม่ไปเล่นกับพวกเด็ก ๆ แล้วเหรอ?”
เมื่อเช้าเจ้าตัวเล็กเพิ่งจะพาแก๊งเด็ก ๆ เล่นกันซะสุดเหวี่ยง อายุยังน้อย แต่ก็เริ่มมีบารมีของลูกพี่ใหญ่ซะแล้ว
“ตอนเช้าเล่นกับพวกนั้นไปแล้ว ตอนบ่ายมาเล่นกับคุณตาไงคะ” โจวโม่โม่วิ่งไปหยิบกระเป๋าใบเล็กมา ยิ้มแล้วบอก “ดูสิ หนูเอาสีกับพู่กันมาพร้อมเลย”
เมิ่งฮั่นเหวินหัวเราะ “ได้สิ พู่กันของตาก็อยู่บนรถเหมือนกัน เดี๋ยวตาไปเอามานะ พวกเรามาวาดน้องแมวด้วยกัน”
“พ่อครับ เดี๋ยวผมไปเอาให้” หลินจื้อเฉียงเดินฉับ ๆ ออกไป ไม่นานก็หิ้วกล่องใบเล็กเข้ามา
ทางด้านนี้โจวเหมี่ยวไปยกโต๊ะสี่เหลี่ยมตัวเล็กมาตัวหนึ่ง แล้วก็เอาโต๊ะเตี้ยความสูงพอดีมาให้โจวโม่โม่ งานสนับสนุนถือว่าเตรียมพร้อมสุด ๆ
“เราเป็นกรรมการเอง!” เถียนเจียวยกม้านั่งตัวเล็กมา ชูมือเล็ก ๆ ขึ้นแล้วบอก “เตรียมตัว เริ่มได้!”
หนึ่งคนแก่หนึ่งเด็ก เริ่มผสมสีวาดแมวพร้อมกัน พู่กันตวัดร่างเส้นลงบนกระดาษ เงยหน้าขึ้นมองแมวที่กำลังนอนสัปหงกอาบแดดอยู่บนกำแพงเป็นระยะ สีหน้าล้วนจริงจังกันทั้งคู่
เถียนเจียวนั่งนิ่งเป็นเด็กดีอยู่ข้าง ๆ มองดูแมวเหมียวใต้ปลายพู่กันของโจวโม่โม่ที่ค่อย ๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา สีหน้าบนใบหน้าเล็ก ๆ ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความเลื่อมใส
“จือหลาน พวกเราไปเล่นไพ่นกกระจอกกันเถอะ” จ้าวเถี่ยอิงเดินมาเรียกเมิ่งจือหลานไปเล่นไพ่นกกระจอก
“พี่เถี่ยอิง ฉันเล่นไม่เป็นหรอกค่ะ” เมิ่งจือหลานโบกมือ
“ไปเถอะน่า เดี๋ยวฉันสอนให้ ไพ่นกกระจอกเสฉวนเล่นง่ายจะตาย” จ้าวเถี่ยอิงจูงมือเมิ่งจือหลานเดินออกไป ไม่นานก็เดินกลับมาบอกอีก “ผู้จัดการเซี่ย ขาดอีกขาหนึ่ง คุณจะเล่นไหมล่ะ?”
เซี่ยหวาเฟิงเหลือบมองโต๊ะข้าง ๆ สบเข้ากับสายตาขอความช่วยเหลือของเมิ่งจือหลานพอดี จึงพยักหน้ายิ้ม ๆ “ได้ครับ ผมเอาด้วย ผมน่ะเป็นเซียนไพ่นกกระจอกหางโจวเลยนะ”
เซี่ยเหยาถูกซ่งหว่านชิงลากไปอีกทาง ไปเล่นไพ่โต้วตี้จู่กับหลี่ซือหนานแล้ว
ส่วนเซี่ยวเหล่ย ไปนั่งจับจองที่อยู่ในโซนไพ่ยาวตั้งนานแล้ว
งานเลี้ยงสังสรรค์ในแถบเสฉวนและฉงชิ่ง การเล่นไพ่ถือเป็นความบันเทิงที่ขาดไม่ได้เลย
นั่งคุยกันเฉย ๆ มันดูน่าเบื่อไปหน่อย ต้องเล่นไพ่ไปคุยไปสิถึงจะสนุก
โจวเยี่ยนเดินออกมาจากครัว เห็นโจวเว่ยกั๋วนั่งเหม่ออยู่ตรงระเบียงทางเดินด้านข้าง ก็เดินเข้าไปพูดยิ้ม ๆ “อา คิดถึงเสี่ยวเจิงเหรอครับ?”
โจวเว่ยกั๋วได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปนิดหนึ่ง เงยหน้ามองโจวเยี่ยนแล้วถาม “หืม? นายรู้ได้ยังไงล่ะเนี่ย?”