- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 831 เจ้านี่แหละ! โม่โม่ มันขู่เรา!
บทที่ 831 เจ้านี่แหละ! โม่โม่ มันขู่เรา!
บทที่ 831 เจ้านี่แหละ! โม่โม่ มันขู่เรา!
โจวเยี่ยนตอบกลับ “จานเย็นสี่อย่าง มีพะโล้สามอย่างกับเนื้อเงาโคมไฟ เป็ดรมควันใบชาเป็นจานเรียกน้ำย่อย เมนูตุ๋นสองอย่าง เมนูนึ่งสองอย่างก็เป็นเมนูขาประจำ ของแห้งรวมมิตรหนึ่งอย่าง แล้วก็มีขาหมูตงพัวเป็นเมนูเด็ดปิดท้าย
กับข้าวที่กินกับข้าวสวยก็มีต้มเลือดหมูไส้ใหญ่ หมูสองไฟผักดอง หมูเส้นกลิ่นปลา เต้าหู้ผัดพริกเสฉวน แล้วก็ตบท้ายด้วยซุปหมูสักหม้อ อาจารย์ดูสิครับว่าแบบนี้ใช้ได้หรือเปล่า?”
เซี่ยวเหล่ยหักนิ้วมือนับตาม พอฟังจบก็หัวเราะ “กับข้าวสิบหกอย่าง แค่นี้ก็ต้องใช้ได้อยู่แล้วสิ! บ้านไหนเขากินเลี้ยงงานล้มหมูแล้วมีเป็ดรมควันใบชากับขาหมูตงพัวกันเล่า ปกติเขาก็เอาเศษเนื้อมาทำกินกันทั้งนั้น แต่นายนี่สิ เล่นเอาเนื้อส่วนที่ดีที่สุดของหมูทั้งตัวมาขึ้นโต๊ะหมดเลย”
โจวเยี่ยนหัวเราะ “มันต้องไม่เหมือนกันอยู่แล้วสิครับ งานเลี้ยงล้มหมูมันก็แค่ข้ออ้าง วันนี้หลัก ๆ คือหาโอกาสให้ทุกคนได้มากินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันส่งท้ายปีต่างหาก ทั้งปีแทบจะไม่มีโอกาสได้มากินข้าวด้วยกันเลย”
เซี่ยวเหล่ยพยักหน้า “ตกลง งั้นวันนี้ห้องครัวนี้อาจารย์โจวเป็นคนจัดการเลย นายจะให้ฉันทำอะไรก็สั่งมาได้เลย”
“มาครับ งั้นจุดไฟให้ผมก่อนเลย ผมเตรียมจะตุ๋นซี่โครงหมูแล้ว”
“นายก็ไม่เกรงใจกันบ้างเลยนะ”
“เรียกไม่ขยับใช่ไหมครับ? งั้นเดี๋ยวขาหมูตงพัว...”
“จัดให้เดี๋ยวนี้เลย! อาจารย์โจวจะเอาไฟอ่อน ไฟกลาง หรือไฟแรงดีล่ะ?”
“เอาไฟกลางสักพักก่อนแล้วกันครับ”
“จัดไป!”
เซี่ยหวาเฟิงนั่งอยู่หน้าประตู ช้อนฟองออกจนเกือบหมด ก็ปิดฝาหม้อดินใบใหญ่ แล้วเปลี่ยนเป็นไฟอ่อนตุ๋นไปเรื่อย ๆ เขาเริ่มจะคุ้นเคยกับจังหวะการสนทนาของโจวเยี่ยนและเซี่ยวเหล่ยแล้วล่ะ
เป็นความรู้สึกอบอุ่นที่แฝงไปด้วยความประหลาด ๆ
ใช่แล้ว มันแปลกประหลาดแบบนี้แหละ!
เขาไม่เข้าใจ แต่ก็ให้ความเคารพ
ดูออกเลยว่า เสี่ยวโจวยังถือว่าให้ความเคารพเขาอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ยังพูดจาดีๆ ด้วย
พอได้ยินว่าโจวเยี่ยนจะทำซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดง เขาก็ไม่นั่งเฝ้าอยู่หน้าประตูแล้ว หันกลับเข้าไปดูและเรียนรู้ในห้องครัวแทน
เขายอมรับเลยว่าซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงที่โจวเยี่ยนทำอร่อยกว่าจริง ๆ ไม่ใช่แค่เหยาเหยากับจือหลานที่ชอบกินนะ ตัวเขาเองก็ชอบกินเหมือนกัน
อะไรที่ควรเรียนก็ต้องเรียนสิ พอกลับไปหางโจว เขาก็จะได้เป็นราชาแห่งซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงแล้ว!
โจวเยี่ยนก็ไม่หวงวิชา เริ่มตั้งแต่วิธีการเลือกซี่โครงหมู ไปจนถึงการผัดน้ำตาลไหม้ วิธีการตุ๋น วิธีการปรุงรส อธิบายอย่างละเอียดละออทุกขั้นตอน
เซี่ยหวาเฟิงฟังไปพยักหน้าไปรัว ๆ จดลงสมุดพกเป็นระยะ หรือไม่ก็เอ่ยถามข้อสงสัยของตัวเอง
“เสี่ยวโจว เธออธิบายแบบนี้ฉันก็เข้าใจแล้ว วิธีที่ฉันทำก่อนหน้านี้โดยรวมแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก แต่ก็มีข้อบกพร่องอยู่บ้างจริง ๆ บางรายละเอียดก็ทำได้ไม่ดีพอ” เซี่ยหวาเฟิงมองโจวเยี่ยนปิดฝาหม้อ แล้วพยักหน้าอย่างเข้าใจแจ่มแจ้ง
โจวเยี่ยนยิ้มบางๆ “คุณอาเซี่ย อาหารที่รสชาติดีกับอาหารที่สมบูรณ์แบบ ความแตกต่างมันซ่อนอยู่ในรายละเอียดนี่แหละครับ ถ้าอยากจะทำอาหารให้อร่อยทิ้งห่างจากคนอื่น ก็ต้องควบคุมรายละเอียดให้ถึงขีดสุด ทักษะการใช้มีด การควบคุมไฟ การปรุงรส ทำให้ดีขึ้นอีกนิด ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยล่ะครับ”
“ได้เรียนรู้แล้วล่ะ” เซี่ยหวาเฟิงมองโจวเยี่ยน ทอดถอนใจด้วยความซาบซึ้ง “เธอเป็นครูที่ดีมากจริง ๆ”
“มิกล้าครับ มิกล้า พวกเราแค่แลกเปลี่ยนวิชากันเท่านั้นเองครับ” โจวเยี่ยนรีบถ่อมตัว แต่มุมปากกลับกดเอาไว้ไม่อยู่แล้ว
สวม [แม่พิมพ์ของชาติ] เปิดใช้ [สอนตามความถนัด] บวกกับประสบการณ์อันโชกโชนของเขา
เรื่องการสอนทำอาหารเนี่ย เขาไม่ยอมแพ้ใครหน้าไหนทั้งนั้น!
ดูจากการเปลี่ยนแปลงทางสายตาของคุณอาเซี่ยก็ดูออกได้ไม่ยากเลยว่า เขายอมสยบแล้ว
เซี่ยวเหล่ยพูดอย่างจริงจัง “แน่นอนสิ ตอนนี้อาจารย์โจวเป็นวิทยากรหนุ่มอันดับหนึ่งของฐานฝึกอบรมเล่อหมิงเลยนะ พอเขาเข้าสอนทีนึง พ่อครัวครึ่งค่อนเมืองเจียโจวก็พากันแห่มาฟังบรรยายกันหมด”
“เก่งขนาดนั้นเลยเหรอ?” เซี่ยหวาเฟิงแอบตกใจ
“สอบวัดระดับพ่อครัวระดับสามได้ที่หนึ่งของมณฑลทั้งสามรอบการสอบ สอบข้อเขียนได้ 97 คะแนน สูงสุดในประวัติศาสตร์ สอบปฏิบัติได้ 99.8 ที่หักไป 0.2 คะแนนเพราะกลัวเขาจะเหลิง ระดับนี้ไม่ได้ล้อเล่นนะ” เซี่ยวเหล่ยอธิบาย “คราวก่อนเขาเป็นตัวแทนพ่อครัวทั้งเมืองไปกล่าวสุนทรพจน์ในงานสรุปผลงานประจำปีของอุตสาหกรรมบริการ นั่นก็ถือเป็นการที่ผู้นำระดับเมืองให้การยอมรับในสถานะของเขาแล้ว ต่อไปถ้าทางเมืองจัดงานเลี้ยงต้อนรับผู้นำระดับสูง ถ้าเขาไม่มา ก็ไม่มีใครกล้าลงมือทำกับข้าวหรอก”
เซี่ยหวาเฟิงพยักหน้าอย่างครุ่นคิด ก่อนหน้านี้เขาได้ยินมาว่าเสี่ยวโจวสอบได้ที่หนึ่งของมณฑล แต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของคำว่าที่หนึ่งในวงการพ่อครัวสักเท่าไหร่ พอได้ฟังเซี่ยวเหล่ยพูดแบบนี้ เขาก็พอจะเข้าใจแล้วล่ะ
มุมปากของโจวเยี่ยนกระตุก เกือบจะกลั้นขำไว้ไม่อยู่
คำพูดของอาจารย์เขานี่มีทั้งจริงทั้งหลอก ฟังดูน่าเกรงขามสุด ๆ ไปเลย
เขารู้ว่าอาจารย์อยากจะสร้างเครดิตให้เขา เพื่อให้เขามีความมั่นใจมากขึ้นตอนอยู่ต่อหน้าว่าที่พ่อตา
คำพูดพวกนี้เขาคงพูดเองไม่ออกหรอก ก็มีแต่อาจารย์ของเขาที่เป็นปรมาจารย์ด้านการประชดประชันเหน็บแนมอันดับหนึ่งในรุ่นที่สามของสำนักข่งนี่แหละ ที่พูดออกมาได้หน้าตาเฉยโดยไม่หน้าแดงหรือใจเต้นแรงเลย จะว่าไป นิสัยของอาจารย์เขานี่ ไม่ว่าคนอื่นจะพูดอะไรก็สามารถรับส่งบทสนทนาได้หมด คุยกับเซี่ยหวาเฟิงได้เป็นคุ้งเป็นแควเลยล่ะ
คุยกันตั้งแต่เรื่องซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงบนเตา ไปจนถึงเรื่องสถานการณ์ช่องแคบไต้หวัน พอเปลี่ยนเรื่อง ก็หันมาใส่ใจเรื่องสถานการณ์ระหว่างประเทศอีก ดูเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยราวกับเป็นเพื่อนซี้กันมาตั้งแต่ชาติปางก่อนเลยทีเดียว
เซี่ยหวาเฟิงมองเซี่ยวเหล่ยแล้วบอก “เหล่าเซี่ยว คืนนี้ผมกับเหล่าหลินแล้วก็พ่อตา หลอกล่อพวกภรรยาไปที่อื่นแล้วล่ะ กะว่าจะตั้งวงกินเหล้ารอบดึกกันหน่อย คุณจะมาแจมด้วยไหม? ที่เหล่าหลินมีเหมาไถเก่าเก็บอยู่สองขวด เสี่ยวโจวก็เก็บพะโล้ไว้ให้พวกเราเป็นกับแกล้มแล้วด้วย”
เซี่ยวเหล่ยได้ยินก็ตาเป็นประกาย “เอาสิ! คืนนี้ผมจะบอกเมียว่าจะมาเรียนทำเป็ดกับโจวเยี่ยน ทำเสร็จแล้วจะไปหาพวกคุณตั้งวงกินเหล้านะ”
“ตกลงตามนี้นะ” เซี่ยหวาเฟิงหัวเราะ
“ไปแน่นอน!” เซี่ยวเหล่ยพยักหน้า สายตาหันไปมองโจวเหมี่ยวที่กำลังหั่นผักอยู่ข้าง ๆ เอ่ยปากชวน “เหล่าโจว นายก็มาด้วยกันสิ!”
เซี่ยหวาเฟิงก็พูดสมทบ “นั่นสิ เหล่าโจว คุณลองหาวิธีดูสิ มาดื่มด้วยกันเถอะ”
โจวเหมี่ยวหยุดมีดในมือ คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วบอก “งั้นเดี๋ยวผมไปถามเถี่ยอิงดูก่อนนะ”
“เฮ้อ ถามก็คงไม่ได้หรอก” เซี่ยวเหล่ยส่ายหน้า
“อืม น่าจะยาก” เซี่ยหวาเฟิงก็ส่ายหน้าเช่นกัน
หั่นเนื้อเสร็จ โจวเหมี่ยวก็เดินออกไปรอบหนึ่ง
พอกลับมาก็พูดตรง ๆ เลยว่า “เถี่ยอิงบอกว่าไม่มีปัญหา”
“โอ้โห! เหล่าโจว ดูไม่ออกเลยนะเนี่ย สถานะในครอบครัวของนายก็ใช้ได้นี่นา!”
“ดูไม่ออกจริง ๆ ด้วย” เซี่ยหวาเฟิงพยักหน้าตาม ในสายตาของเขา ครอบครัวเสี่ยวโจวคนที่กุมอำนาจในบ้านน่าจะเป็นจ้าวเถี่ยอิง เพราะเธอดูค่อนข้างจะแข็งกร้าวกว่า
“ผมไปแจ้งให้เธอทราบต่างหากล่ะ ไม่ได้ไปปรึกษาสักหน่อย” สหายเหล่าโจวยกมุมปากขึ้น เผยให้เห็นความภูมิใจที่ซ่อนไว้ไม่อยู่
“จุ๊ ๆ”
“ไม่เชื่อหรอก!”
เซี่ยวเหล่ยกับเซี่ยหวาเฟิงส่ายหน้ารัว ๆ
โจวเยี่ยนอดขำไม่ได้ พวกผู้ชายวัยกลางคนคืนนี้จะตั้งวงกินเหล้าด้วยกัน มันมีความสุขขนาดนั้นเลยเหรอ?
ในห้องครัวกำลังยุ่งวุ่นวาย ส่วนโจวโม่โม่ที่เปลี่ยนมาใส่เสื้อกันหนาวบุนวมลายดอกกับรองเท้าผ้าใบ ก็กำลังพาเถียนเจียวกับพี่น้องตระกูลหลินเล่นกันอย่างสนุกสนาน “เถียนเจียว เมื่อกี้เจ้าเหลืองตัวนี้ขู่เธอใช่ไหม?” โจวโม่โม่กดตัวหมาสีเหลืองตัวหนึ่งไว้ มองเถียนเจียวที่น้ำตาคลอเบ้าแล้วถาม
เถียนเจียวพยักหน้าหงึกหงัก “อื้อ เจ้านี่แหละ! โม่โม่ มันขู่เรา!”
“เจ้าเหลืองงี่เง่า! เจ้าเหลืองงี่เง่า!” โจวโม่โม่กำหมัดเล็ก ๆ ทุบหัวเจ้าเหลืองดังป้าบ ๆ สองที “นี่เพื่อนรักฉันนะ! แกกล้าขู่เธอก็เท่ากับขู่ฉัน!”
หมัดสองหมัดนี้ลงน้ำหนักได้พอดีเป๊ะ มึนงงแต่ไม่กระทบกระเทือนสมอง
เจ้าหมาเหลืองกลอกตาไปมา ครางหงิง ๆ สองที ไม่กล้าขัดขืนแล้วก็ไม่กล้าเถียงด้วย
“เจ้าเหลือง รู้ผิดหรือยัง?” โจวโม่โม่ถาม
เจ้าหมาพยักหน้าหงึกหงัก
โจวโม่โม่หันไปมองเถียนเจียวแล้วถาม “เถียนเจียว เธอให้อภัยมันหรือยัง?”
เถียนเจียวคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าบอก “ก็ได้ งั้นเราจะให้อภัยมันสักครั้งนึงนะ คราวหน้าห้ามทำอีกนะเจ้าเหลือง”
โจวโม่โม่ถึงได้ปล่อยมือจากเจ้าหมาเหลือง โบกมือเล็ก ๆ ไล่ “ไปเถอะ”
เจ้าหมาเหลืองราวกับได้รับนิรโทษกรรม ครางหงิงทีหนึ่ง แล้วก็วิ่งหางจุกตูดหนีไปเลย
ไม่ได้พูดเล่นนะ หมาในหมู่บ้านพอเห็นโจวโม่โม่ต่างก็พากันหงอกันทั้งนั้นแหละ
ตัวไหนกล้าเห่ากล้าขู่ ก็โดนพวกพี่ชายของเธอเอาไม้ไล่ตีสั่งสอนมาหมดแล้ว ชื่อเสียงความดุร้ายของไดโนเสาร์น้อยระบือไกลไปทั่ว
โจวโม่โม่เหลือบไปเห็นไก่ตัวผู้ตัวใหญ่ที่อยู่ข้าง ๆ ก็ออกคำสั่งทันที “ดูนั่นเร็ว! ไก่ตัวนั้นหลุดออกมาแล้ว พวกเราต้องจับมันกลับบ้าน!”
“ลุย!!”
หลินจิ่งสิงกับหลินปิ่งเหวินพุ่งตัวออกไปแล้ว
“เราไปด้วย” เถียนเจียวก้าวขาสั้น ๆ วิ่งไปได้สองก้าว ก็ล้มก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น
เถียนฮุยที่นั่งอยู่หน้าประตูยังไม่ทันได้ลุกขึ้น เธอก็ปีนลุกขึ้นมาเองซะแล้ว ปัดฝุ่นที่ก้นแล้วก็วิ่งตามไปต่อ “รอเราด้วย โม่โม่”
โจวเยี่ยนเอาเนื้อลงไปตุ๋นในกระทะ แล้วก็เดินออกมาด้อม ๆ มอง ๆ ก็เห็นพวกผู้ใหญ่นืนเรียงแถวกันอยู่หน้าประตู มองดูเด็ก ๆ วิ่งไล่ไก่ไล่หมา พอเล่นจนเหนื่อย ก็พากันไปนั่งเรียงแถวรับแดดบนกองฟาง แบ่งปันขนมในกระเป๋าของแต่ละคนให้กันและกัน
รอยยิ้มบนใบหน้าของพวกผู้ใหญ่ไม่เคยจางหายไปเลย ได้แต่มองดูแบบนี้แหละ ขนาดวงสนทนายังไม่ตั้งกันเลย
จู่ ๆ โจวเจี๋ยก็ถอนหายใจออกมา “เมื่อนานมาแล้ว ตอนที่ฉันตัวแค่นี้ก็เคยมีความสุขแบบนี้เหมือนกันนะ”
“นี่ โม่โม่ เธอดูสิ พวกผู้ใหญ่นี่แปลกจังเลยนะ ทำไมถึงเอาแต่มองพวกเราแล้วก็ยิ้มบ้า ๆ บอ ๆ ล่ะ?” เถียนเจียวเอนหลังพิงโจวโม่โม่ เคี้ยวเยลลี่ข้าวโพดหนุบหนับ ถามด้วยความสงสัย
“นั่นสิ พวกเขามองอะไรกันน่ะ? แปลกจัง” โจวโม่โม่ยัดลูกอมรสผลไม้เข้าปาก ทำหน้าสงสัยเหมือนกัน
โจวเยี่ยนก็หัวเราะออกมา บางทีสิ่งที่ทุกคนกำลังมองอยู่ อาจจะเป็นตัวเองในอดีตที่เคยไร้เดียงสาและไม่มีเรื่องให้ต้องทุกข์ใจกระมัง
“พวกเขาเล่นกันสนุกจังเลยนะ แทบจะบ้าคลั่งกันอยู่แล้ว” เซี่ยเหยาเดินเข้ามา “ให้ฉันช่วยไหม? ฉันช่วยเติมไฟได้นะ”
โจวเยี่ยนส่ายหน้ายิ้ม ๆ “ไม่ต้องหรอก คุณไปนั่งอาบแดดคุยเล่นกับพวกป้า ๆ พี่ ๆ เถอะ พ่อของคุณคุมไฟได้ดีมากเลยนะ ตอนนี้เขาเป็นคนคุมไฟอันดับหนึ่งในครัวเลยล่ะ”
“จริงเหรอ?” เซี่ยเหยาได้ยินก็อดขำไม่ได้ “สหายเหล่าเซี่ยมีความตระหนักรู้ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?”
“มีจิตวิญญาณแห่งการเรียนรู้สูงมากเลยล่ะ” โจวเยี่ยนพยักหน้ายิ้ม ๆ คุยกับเซี่ยเหยาสองสามประโยค ก็เหลือบไปเห็นโจวหมิงพาซ่งหว่านชิงมา
“เหยาเหยา! ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” ซ่งหว่านชิงลงจากรถ ก็วิ่งเข้ามากอดเซี่ยเหยาแน่น ๆ ทีหนึ่ง “ผอมลงนะ แล้วก็สวยขึ้นด้วยน้องสาวของพี่!”
“พี่หว่านชิง ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ ใกล้จะแต่งงานแล้ว” เซี่ยเหยาพูดยิ้ม ๆ
“ขอบใจจ้ะ สองวันก่อนได้ยินโจวหมิงบอกว่าปีนี้เธอมาฉลองปีใหม่ที่ซูจี ฉันดีใจมากเลย อยากจะมาหาเธอตั้งนานแล้ว แต่สองวันนี้ที่บ้านกำลังซื้อของเตรียมงานอยู่ ก็เลยปลีกตัวมาไม่ได้เลย...”
หญิงสาวสองคนคุยกันอย่างมีความสุข
“คุณปู่ซ่งกับคนอื่น ๆ ไม่ได้มาเหรอครับ?” โจวเยี่ยนหันไปถามโจวหมิง
โจวหมิงพยักหน้าตอบ “ญาติที่บ้านเขาเลี้ยงข้าวน่ะ อาจารย์ของฉันก็เลยต้องไปทางโน้น มาไม่ได้น่ะ”
“งี้นี่เอง แค่ครูซ่งมาก็พอแล้วล่ะ” โจวเยี่ยนพยักหน้า ช่วงปีใหม่ก็มีงานเลี้ยงเยอะแยะ ครอบครัวแยกย้ายกันไปกินข้าวก็เป็นเรื่องปกติ พอเห็นพวกโจวหมิง โจวเยี่ยนก็นึกขึ้นมาได้ว่าก่อนหน้านี้เขาตกปากรับคำเรื่องงานแต่งงานของทั้งคู่เอาไว้แล้ว
โจวเยี่ยนกลับเข้ามาในครัว เซี่ยหวาเฟิงกับเซี่ยวเหล่ยกำลังคุยกันเรื่อง ‘สตาร์วอร์ส’ ของอเมริกากับโซเวียตที่มีผลกระทบต่อซูจีอยู่
“อาจารย์ครับ ผมมีเรื่องอยากจะขอคำชี้แนะจากอาจารย์หน่อยครับ” โจวเยี่ยนเดินเข้าไปบอก
เซี่ยวเหล่ยหยุดคุย หันมามองโจวเยี่ยน “อาจารย์โจว มีอะไรจะสั่งก็ว่ามาได้เลย”
โจวเยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วบอก “ผมมีเพื่อนคนนึง เขารับจัดงานเลี้ยงกลางแจ้งหกสิบโต๊ะ แต่ว่าเมนูสามนึ่งเก้าตุ๋นเขาทำเป็นแค่สองอย่างเองน่ะครับ พอจะมีวิธีแก้ไขเฉพาะหน้าบ้างไหมครับ?”
เซี่ยวเหล่ยได้ยินก็อึ้งไปนิดหนึ่ง ก่อนจะหลุดขำออกมา “ถ้างั้นเพื่อนของนายคนนี้คงจะโง่ไปหน่อยมั้ง! ทำเป็นแค่สองอย่างก็กล้ารับงานเลี้ยงกลางแจ้งหกสิบโต๊ะแล้ว...”
“เดี๋ยวนะ” จู่ ๆ เซี่ยวเหล่ยก็ตระหนักอะไรบางอย่างได้ เบิกตากว้างขึ้นนิดหน่อย มองหน้าโจวเยี่ยนแล้วถาม “เพื่อนที่นายว่าน่ะ คงไม่ใช่ตัวนายเองหรอกใช่ไหม?”