- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 829 การข่มกันด้วยสายเลือดมันศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ
บทที่ 829 การข่มกันด้วยสายเลือดมันศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ
บทที่ 829 การข่มกันด้วยสายเลือดมันศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ
โจวเยี่ยนเพิ่งจะเดินมาถึงประตูมาก็บังเอิญเจอกับครอบครัวอาจารย์ที่เดินทางมาถึงพอดี ยังไม่ทันได้อ้าปากพูด ก็ถูกเสียงร้อง “เย้” ของอาจารย์ทำให้หัวเราะออกมาซะก่อน
ไม่ได้เจอกันหลายวัน พอเปิดปากพูดก็ยังคงเป็นบรรยากาศที่คุ้นเคยเหมือนเดิม
เซี่ยวเหล่ยปั่นจักรยานให้เซี่ยวรั่วถงซ้อนท้าย ส่วนจักรยานคันข้าง ๆ ก็คือเซี่ยวปังที่ให้หม่าตงเหมยผู้เป็นภรรยาอาจารย์ซ้อนท้าย
แค่เรื่องสถานะในครอบครัว ก็พอจะมองเห็นอะไรได้บ้างแล้วล่ะ
พอได้ยินพ่อของตัวเองพูด เซี่ยวรั่วถงก็เบือนหน้าหนีเงียบ ๆ ทนดูไม่ได้จริง ๆ
เซี่ยหวาเฟิงเดินตามอยู่ด้านหลังโจวเยี่ยน พอได้ยินเสียงก็เหลือบมองเซี่ยวเหล่ยแวบหนึ่ง พลางคิดว่านี่ใช่ศิษย์พี่ศิษย์น้องของโจวเยี่ยนหรือเปล่านะ
“อาจารย์ครับ ไม่ได้เจอกันหลายวัน เรียนทำเป็ดรมควันใบชาเข้าใจแจ่มแจ้งหรือยังครับ?” โจวเยี่ยนเอ่ยถาม
“เฮ้อ อย่าพูดถึงเลย นี่ก็เลยต้องมาขอเรียนวิชากับอาจารย์โจวถึงที่อีกรอบไง ไม่งั้นฉันจะรีบมากินข้าวแต่เช้าขนาดนี้เหรอ?” เซี่ยวเหล่ยถอนหายใจ
“อาจารย์เหรอ?” เซี่ยหวาเฟิงปรายตามอง อาจารย์ของโจวเยี่ยนคนนี้พูดจาแปลกไปหน่อยนะ ปกติคนเป็นอาจารย์เขาต้องวางมาดไม่ใช่หรือไง?
“สวัสดีครับอาจารย์แม่ รั่วถง” โจวเยี่ยนเอ่ยทักทาย ก่อนจะยื่นมือไปตบแขนเซี่ยวปังเบา ๆ “ใช้ได้เลยนะเซี่ยวปัง เนินชันขนาดนี้ยังปั่นซ้อนคนขึ้นมาได้ฉลุยเลย”
เซี่ยวปังทำหน้าตาภาคภูมิใจ “แน่นอนสิครับพี่เยี่ยน ถึงเรื่องเรียนผมจะไม่ค่อยเอาไหน แต่ตอนนี้ผมเป็นตัวหลักของทีมกรีฑาโรงเรียนเลยนะ! สถิติวิ่งระยะสั้นกับกระโดดไกลของโรงเรียนก็เป็นของผมหมด ปีหน้าไม่แน่อาจจะได้ไปแข่งกีฬาจังหวัดด้วยนะครับ!”
“จริงดิ?” โจวเยี่ยนมองเซี่ยวปังที่ใบหน้ากลมป๊อกด้วยความรู้สึกไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไหร่นัก
“ผมมีเกียรติบัตรกับเหรียญรางวัลด้วยนะ! ผมเริ่มวิ่งตั้งแต่ปีที่แล้ว แล้วครูพละก็มาเห็นเข้าพอดี” เซี่ยวปังชักจะร้อนใจ
“ดีแล้ว มีความสามารถพิเศษไว้ก็ดีมาก ไม่แน่วันหน้าอาจจะได้โควตารับตรงด้วย” โจวเยี่ยนพยักหน้ายิ้ม ๆ เทียบกับปีที่แล้วเซี่ยวปังก็สูงขึ้นไม่น้อยจริง ๆ
“พี่เยี่ยน!” เซี่ยวรั่วถงร้องเรียกเสียงใส สายตามองเลยไปด้านหลัง พอเห็นเซี่ยเหยาเข้าตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที กระซิบถามเสียงเบา “นั่นพี่สะใภ้ใช่ไหมคะ?”
หม่าตงเหมยได้ยินดังนั้นก็หันไปมองเซี่ยเหยาเช่นกัน บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาทันที
โจวเยี่ยนหันกลับไป รอจนเซี่ยเหยาเดินเข้ามาใกล้ ถึงได้แนะนำให้พวกเขารู้จักกันด้วยรอยยิ้ม “เหยาเหยา ผมขอแนะนำหน่อยนะ นี่คืออาจารย์กับอาจารย์แม่ของผม แล้วก็รั่วถง เซี่ยวปัง”
“ส่วนนี่เซี่ยเหยา คนรักของผมเอง”
“สวัสดีค่ะอาจารย์ อาจารย์แม่ แล้วก็น้องชายด้วยนะคะ” เซี่ยเหยายิ้มทักทาย สายตาเลื่อนไปหยุดอยู่ที่เซี่ยวรั่วถง “น้องสาวหน้าตาน่ารักจังเลยจ้ะ”
“พี่เหยาเหยา พี่สวยจังเลยค่ะ! เสื้อผ้าก็สวย ชุดนี้เหมาะกับพี่มาก ๆ เลย” เซี่ยวรั่วถงมองเธอตาเป็นประกายวาววับ แทบจะมีดาวดวงน้อย ๆ ลอยออกมาจากตาอยู่แล้ว
“อื้อ ๆ สวยกว่าพี่สาวผมตั้งเยอะแหนะ” เซี่ยวปังพยักหน้าหงึกหงักบอก
“หุบปาก! ไม่พูดก็ไม่มีใครหาว่านายเป็นใบ้หรอกนะ อย่าให้ฉันต้องลงมือฟาดนายตอนที่กำลังอารมณ์ดี ๆ อยู่!” เซี่ยวรั่วถงเปลี่ยนสีหน้าในเสี้ยววินาที ถลึงตาใส่เขาทีหนึ่ง
เจ้าของสถิติวิ่งระยะสั้นและกระโดดไกลของโรงเรียนอย่างเซี่ยวปังถึงกับหงอไปในพริบตา โกรธก็โกรธอยู่หรอก แต่ก็ได้แต่โกรธเงียบๆ ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียง
เรื่องการข่มกันด้วยสายเลือดเนี่ย ถือว่าศักดิ์สิทธิ์มากจริง ๆ
“อืม สวยมากจริงๆ เสี่ยวโจวนี่โชคดีจังเลยนะ” หม่าตงเหมยเอ่ยชมเช่นกัน ก่อนหน้านี้ได้ยินแค่เหล่าเซี่ยวกลับไปเล่าให้ฟังที่บ้านว่าโจวเยี่ยนหาคนรักหน้าตาสะสวยได้ แถมยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยด้วย แต่ก็ไม่มีโอกาสได้เจอตัวจริงสักที วันนี้ถือว่าได้เจอแล้วล่ะ
“อาจารย์แม่ก็ดูแลตัวเองดีมากเลยนะคะ” เซี่ยเหยาพูดยิ้ม ๆ
“พี่ถงถง!” โจวโม่โมก้าวขาสั้น ๆ วิ่งออกมา ขยับเข้าไปใกล้แล้วเงยหน้ามองเซี่ยวรั่วถงพลางร้องเรียก
“โม่โม่! โอ้โห วันนี้หนูน่ารักจังเลย!” เซี่ยวรั่วถงก้มหน้ามองโจวโม่โม่ ยื่นมือไปจิ้มจุกผมทรงซาลาเปาบนหัวของเด็กน้อย ก่อนจะย่อตัวลงอ้าแขนรับ “มา ให้พี่กอดหน่อยสิ พี่ไม่ได้เจอหนูมาตั้งนานแล้ว น่าจะสักครึ่งปีได้แล้วมั้ง”
“กอด ๆ” โจวโม่โม่พุ่งเข้าสู่อ้อมกอดของเธอทันที
เซี่ยวรั่วถงอุ้มเธอขึ้นมา พูดยิ้ม ๆ “หนูตัวหอมจังเลย กลิ่นหอมนมด้วย”
“เมื่อเช้าแม่ทาครีมหอม ๆ ให้หนูค่ะ” โจวโม่โม่เอาแก้มแนบกับแก้มของเธอ “แบ่งให้พี่นิดนึง พี่จะได้ตัวหอม ๆ เหมือนกัน”
“ขอบใจจ้ะ” เซี่ยวรั่วถงเอาแก้มแนบตอบอย่างมีความสุข
“พอแล้ว ๆ ถึงตาผมกอดบ้างแล้ว” เซี่ยวปังที่อยู่ข้าง ๆ พูดด้วยใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
เซี่ยวรั่วถงอุ้มโจวโม่โม่เบี่ยงหลบไปด้านข้าง “ฝันไปเถอะ เมื่อเช้านายไปวิ่งมาแล้วยังไม่ได้อาบน้ำ ตัวเหม็นจะตาย ห้ามกอดโม่โม่นะ”
“เซี่ยวรั่วถง! ผมเหงื่อไม่ออกสักหน่อย! ไม่ได้ตัวเหม็นนะ!” เซี่ยวปังกัดฟันกรอด
“ฉันไม่เชื่อ” เซี่ยวรั่วถงเบ้ปาก
“แม่”
“หุบปาก อยู่ข้างนอกอย่ามาโวยวาย อย่าให้ฉันต้องตบแกตอนที่กำลังอารมณ์ดี ๆ อยู่” หม่าตงเหมยปรายตามองเขา
เซี่ยวปัง: “...”
“พี่ปังปัง เป็นเด็กดีนะ ไม่ร้องไห้เนอะ หนูให้ลูกอมเม็ดนึง” โจวโม่โม่ล้วงกระเป๋า แล้วยื่นลูกอมรสผลไม้เม็ดหนึ่งให้เขา
อารมณ์โกรธของเซี่ยวปังยังไม่ทันปะทุขึ้นมา ก็ถูกทำให้หัวเราะซะแล้ว เขายื่นมือไปรับลูกอมมา ยิ้มแล้วบอก “ขอบใจนะโม่โม่”
“ไม่เป็นไรค่า” โจวโม่โม่โบกมือเล็กๆ
“ตอนนี้รั่วถงกำลังเรียนมัธยมปลายอยู่เหรอจ๊ะ?” เซี่ยเหยามองเซี่ยวรั่วถงแล้วถาม
“ใช่ค่ะ เรียนอยู่มอสี่” เซี่ยวรั่วถงพยักหน้า เอ่ยถามด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย “หนูได้ยินพี่เยี่ยนบอกว่าพี่เหยาเหยาเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ที่สถาบันวิจิตรศิลป์เสฉวนเหรอคะ? มหาวิทยาลัยมันเป็นยังไงกันแน่คะ? สถาบันวิจิตรศิลป์เสฉวนสวยงามมาก ๆ เลยใช่ไหมคะ?!”
“สถาบันวิจิตรศิลป์เสฉวนน่ะเหรอ ก็สวยมากจริง ๆ แหละจ้ะ ปีนี้พี่ก็จะเรียนจบไปทำงานแล้ว ไม่อย่างนั้นถ้ามีโอกาสคงได้พาหนูไปเดินเที่ยวเล่นในมหาวิทยาลัยด้วย” เซี่ยเหยายิ้มบาง ๆ แล้วบอก “มหาวิทยาลัยกับมัธยมปลายไม่ค่อยเหมือนกันหรอกนะ หนูจะได้เจอกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันจากทั่วทุกสารทิศ ได้ใช้ชีวิตและเรียนรู้ไปพร้อมกับพวกเขา หนูสามารถเลือกสาขาวิชาที่ตัวเองอยากจะมุ่งมั่นทุ่มเท เพื่อศึกษาและเรียนรู้อย่างลึกซึ้งได้”
เซี่ยวรั่วถงฟังด้วยใบหน้าหลงใหล ตั้งแต่ขึ้นมัธยมปลาย เธอก็เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและใฝ่ฝันถึงชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยมาตลอด
ทว่านอกจากเรื่องราวประปรายที่ครูเล่าให้ฟังในห้องเรียนแล้ว พ่อแม่และญาติพี่น้องต่างก็ไม่สามารถให้ข้อมูลหรือคำแนะนำที่เป็นประโยชน์กับเธอได้มากนัก
“แล้วขึ้นมหาวิทยาลัยไปยังต้องสอบอยู่ไหมคะ? ยังต้องสนใจเรื่องอันดับอยู่หรือเปล่า?” เซี่ยวรั่วถงถามต่อ
เซี่ยเหยาค่อย ๆ เล่าอย่างใจเย็น “การไล่ตามคะแนนและอันดับในมหาวิทยาลัยไม่ได้ตึงเครียดถึงขีดสุดเหมือนตอนมัธยมปลายแล้วล่ะจ้ะ ความห่างของคะแนนสักสองสามอันดับในห้องเรียนหรือในคณะ ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกกดดันจนแทบหายใจไม่ออกเหมือนช่วงก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรอก”
“แน่นอนว่า ถ้าคะแนนของหนูดีเยี่ยมมากพอและติดอันดับต้น ๆ ก็สามารถรับทุนการศึกษาที่ค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว ซึ่งมากพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันตอนเรียนมหาวิทยาลัยได้เลยนะ”
“ส่วนการศึกษาหาความรู้ในสาขาวิชาของตัวเอง ก็จะส่งผลต่อการทำงานของหนูหลังจากเรียนจบ...”
หม่าตงเหมยยืนฟังอยู่ข้าง ๆ มุมปากเผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ
เซี่ยวปังพยายามจะพูดอะไรสักอย่างเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่ก็ถูกแม่บิดหูแล้วลากออกไปซะก่อน “แกอย่ามาขัดจังหวะการพูดคุยของพวกเด็กเรียนเก่งเขาเลย”
“แม่! ไม่แน่วันหน้าผมก็อาจจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เหมือนกันนะ!” เซี่ยวปังพูดอย่างไม่ยอมแพ้
“มหาวิทยาลัยที่ไหนเขาจะรับที่โหล่สิบอันดับสุดท้ายของห้องยะ? แค่แกคว้าใบจบมอสามมาได้ ฉันก็ดีใจมากแล้ว” หม่าตงเหมยหัวเราะแล้วบอก “ฉันคุยกับพ่อแกไว้แล้วนะ หลังปีใหม่แกก็เริ่มตามพ่อแกไปฝึกทักษะการใช้มีดได้เลย ฝึกวันละสองชั่วโมงตอนกลางคืนแล้วค่อยไปนอน เป็นการปูพื้นฐานล่วงหน้าเอาไว้”
“ผมไม่เอา! ผมไม่ยอมเป็นพ่อครัวหรอก” เซี่ยวปังส่ายหัวดิกเหมือนป๋องแป๋ง “ผมจะเป็นนักกีฬา!”
“นักกีฬา?” หม่าตงเหมยขมวดคิ้วมุ่น “แกรู้หรือเปล่าว่านักกีฬามันคืออะไร? ปีหน้าก็ขึ้นมอสามแล้วนะ”
เซี่ยวปังพยักหน้าหงึกหงัก “ครูของผมบอกว่า ขอแค่ผมตั้งใจฝึกให้ดี ถ้าปีหน้าทำผลงานได้ดีในการแข่งขันระดับจังหวัด ก็จะได้โควตารับตรงเข้าโรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่งเลยนะ!”
“จริงดิ?” หม่าตงเหมยขมวดคิ้ว สายตาหันไปมองเซี่ยเหยาที่อยู่ข้าง ๆ “ก็ได้ เดี๋ยวมีเวลาว่างค่อยลองถามสถานการณ์กับพี่เหยาเหยาของแกดูก็แล้วกัน”
พอดีกับที่พวกเมิ่งจือหลานเดินออกมา โจวเยี่ยนจึงถือโอกาสแนะนำเซี่ยวเหล่ยและทุกคนให้รู้จักกัน
“คุณอาเซี่ย คุณน้าครับ นี่อาจารย์เซี่ยว อาจารย์ของผมครับ เป็นพ่อครัวระดับสอง ก่อนหน้านี้เคยเป็นหัวหน้าพ่อครัวที่โรงอาหารโรงงานทอผ้า ตอนนี้ออกมาเป็นพ่อครัวชนบทเองแล้ว ถือว่าเป็นพ่อครัวชนบทที่มีชื่อเสียงที่สุดในเจียโจวเลยล่ะครับ ส่วนนี่อาจารย์แม่ของผมครับ”
“อาจารย์ อาจารย์แม่ครับ นี่คือคุณพ่อกับคุณแม่ของเหยาเหยาครับ คุณอาเซี่ยเป็นผู้จัดการธนาคาร ส่วนคุณน้าเมิ่งเป็นจิตรกรครับ”
เซี่ยหวาเฟิงเป็นฝ่ายยื่นมือออกไปก่อน เอ่ยยิ้ม ๆ “สวัสดีครับอาจารย์เซี่ยว ผมเซี่ยหวาเฟิงครับ”
“สวัสดีครับ ๆ ผู้จัดการเซี่ย ผมเซี่ยวเหล่ยครับ” เซี่ยวเหล่ยก็ยิ้มพลางจับมือกับเขา
เซี่ยหวาเฟิงหัวเราะ “เรียกผู้จัดการแล้วมันดูแปลก ๆ เรียกผมว่าเหล่าเซี่ยก็พอครับ”
“ตกลง เหล่าเซี่ย งั้นคุณเรียกผมว่าน้องเซี่ยวแล้วกันนะ นี่ยังเป็นครั้งแรกเลยนะที่ผมได้มาเป็นน้องชายให้ผู้จัดการธนาคาร” เซี่ยวเหล่ยพยักหน้า
เซี่ยหวาเฟิง: “...”
ก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าแปลกตรงไหน แต่ก็รู้สึกทะแม่ง ๆ อยู่ดี
“ผมเรียกคุณว่าเหล่าเซี่ยวดีกว่าครับ” เซี่ยหวาเฟิงเอ่ย
“ได้สิครับ” เซี่ยวเหล่ยพยักหน้ายิ้ม ๆ
หม่าตงเหมยที่อยู่ข้าง ๆ ก็ชวนเมิ่งจือหลานคุยเช่นกัน เธอมองใบหน้าของอีกฝ่ายด้วยความอิจฉาอย่างปิดไม่มิด “พี่เมิ่ง พี่ดูแลตัวเองดีจังเลยนะคะ ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล เหมือนเด็กสาวเลย”
“ไม่ค่อยโดนแดดน่ะค่ะ ก็เลยดูขาวหน่อย นี่ก็สี่สิบแล้ว เอาไปเทียบกับเด็กสาวไม่ได้หรอกค่ะ ผมของน้องนี่สิดูแลดีจังเลยนะ ทั้งหนาทั้งนุ่มสลวยเลย” เมิ่งจือหลานพูดยิ้ม ๆ อาจารย์แม่ของเสี่ยวโจวคนนี้พูดจาน่าฟังจริง ๆ คนแถบเสฉวนฉงชิ่งพอเปิดปากพูดก็ทำให้คนรู้สึกสนิทสนมได้ง่ายเลย
หม่าตงเหมยลูบผมตัวเอง บนใบหน้าก็ปรากฏความภูมิใจอยู่หลายส่วน “ใช่ไหมล่ะคะ ฉันใช้น้ำซาวข้าวผสมใบชาสระผมน่ะค่ะ เสียแต่มันแอบเยอะไปหน่อย บางทีก็เลยมัดยากน่ะค่ะ”
“แล้วรถคราวน์คันใหญ่นี่มันยังไงกันล่ะเนี่ย?” เซี่ยวเหล่ยหันไปมองโจวเยี่ยน ชี้ไปที่รถคราวน์ที่จอดอยู่หน้าประตูแล้วถาม “ผู้จัดการเซี่ยขับมาเหรอ? เมื่อกี้เพิ่งจะแล่นฉิวผ่านข้าง ๆ พวกเราไปเลย พวกเราปั่นตามก้นกินฝุ่นมาตลอดทางเลยนะ”
“เปล่าครับ เป็นรถประจำตำแหน่งจากโรงงานของคุณอาหลินน่ะครับ” โจวเยี่ยนอธิบายยิ้มๆ
เซี่ยวเหล่ยอุทาน “โอ้โห! สมแล้วที่เป็นบริษัทร่วมทุน สวัสดิการดีจริง ๆ! พวกนายทุนนี่ก็ยังใจปักยอมจ่ายเงินเนอะ”
หลินจื้อเฉียงเพิ่งจะไปรับเมิ่งอันเหอกับเด็กสองคนมา เดินเข้ามาส่งบุหรี่ให้เซี่ยวเหล่ยหนึ่งมวน แล้วพูดยิ้ม ๆ “อาจารย์เซี่ยว ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ ได้ยินว่าตอนนี้คุณกลายเป็นพ่อครัวชนบทอันดับหนึ่งของเจียโจวไปแล้วนี่”
เซี่ยวเหล่ยรับบุหรี่มา หยิบไม้ขีดไฟมาจุดให้หลินจื้อเฉียง แล้วก็จุดให้ตัวเองมวนหนึ่ง จากนั้นก็ส่งไม้ขีดไฟให้เหล่าเซี่ยที่กำลังควานหาไม้ขีดไฟไปทั่ว พลางหัวเราะแล้วบอก “ของผมมันก็แค่การค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ผู้จัดการหลินตอนนี้ต่างหากล่ะที่เป็นผู้จัดการโรงงานอันดับหนึ่งของเจียโจว มีรถคราวน์ราคาตั้งห้าหกแสนเป็นรถประจำตำแหน่ง ขับออกไปไหนก็หน้าบานสุด ๆ ขนาดนายกเทศมนตรีเห็นยังต้องยอมให้คุณไปก่อนเลย”
“พูดแบบนี้ไม่ได้หรอกครับ” หลินจื้อเฉียงโบกมือปฏิเสธรัวๆ แต่มุมปากที่ยกขึ้นกลับกดเอาไว้ไม่อยู่แล้ว
ก็ช่วยไม่ได้นี่นะ อาจารย์เซี่ยวพูดจาน่าฟังเกินไปแล้ว