- หน้าแรก
- เซียนห้าสำนัก
- บทที่ 1786 มิติหมุนเวียน
บทที่ 1786 มิติหมุนเวียน
บทที่ 1786 มิติหมุนเวียน
"อีกฝ่ายช่วยเหลือพวกเราถึงเพียงนี้ เช่นนั้นการสืบทอดท้ายที่สุด..."
หมิงอวี้แอบชำเลืองมองหลี่เหยียนที่กำลังหลับตาอยู่ แล้วลอบส่งกระแสเสียงอีกครั้ง แม้หมิงฉีจะเตือนนางแล้ว แต่นางก็เริ่มคิดถึงเรื่องการสืบทอดไปเสียแล้ว...
"ทุกอย่างก็ให้เป็นไปตามสัญญาโลหิต สาเหตุที่เขาตั้งใจช่วยเหลือถึงเพียงนี้ หากจะว่าตามตรง เขาก็นับว่าเป็นคนในเผ่าเดียวกันกับพวกเราครึ่งหนึ่ง ดังนั้นการที่เขาอยากได้การสืบทอดก็เป็นเรื่องปกติ..."
เพียงแต่ไม่รอนางพูดจบ หมิงฉีก็ขัดจังหวะทันที
ครั้งนี้หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากชายชราชุดเทา พวกนางตอนนี้คงยังถูกขังอยู่ในสมบัติวิเศษชิ้นนั้น และอาจไม่มีวันได้ออกมาอีกเลยชั่วชีวิต
การที่อีกฝ่ายสามารถช่วยพวกนางสองคนออกมาได้ แน่นอนว่าย่อมต้องมีความคิดหลอกใช้อยู่ด้วย และต้องการได้การสืบทอดของที่นั่นเช่นกัน
หากชายชราชุดเทาไม่ได้มีผลประโยชน์เป็นแรงจูงใจ แต่กลับช่วยเหลือพวกนางสองคนสุดกำลังเช่นนี้ ต่อให้มีสัญญาโลหิตดำรงอยู่ หมิงฉีก็คงยิ่งต้องหวาดระแวงมากขึ้นไปอีก
นางไม่แน่ใจว่าการส่งกระแสเสียงของพวกนางสองคน อีกฝ่ายจะสามารถแอบฟังได้หรือไม่?
ยิ่งไปกว่านั้น ทันทีที่หมิงอวี้มีความคิดบางอย่างแอบแฝงอยู่ เช่นนั้นการกระทำที่เกิดจากอคติส่วนตัวภายหลัง อาจไปกระตุกหนวดเสืออีกฝ่ายเข้าได้
ดังนั้น นางจึงไม่ยอมให้หมิงอวี้พูดต่อไป ทว่ารีบดัดสันดานความคิดไม่ดีที่เพิ่งผุดขึ้นมาให้ทันท่วงที
แม้หมิงฉีจะยังพูดไม่จบ ทว่านางรู้ดีว่าหมิงอวี้เข้าใจความหมายของตนแล้ว ทางที่ดีก็อย่าพูดถึงอีกฝ่ายให้มากนักเลย
สัมผัสรับรู้ผู้ฝึกตนนั้นฉับไวยิ่งนัก อีกฝ่ายอาจไม่สามารถแอบฟังการส่งกระแสเสียงได้ ทว่าเมื่อมีคนพูดถึงเขาในระยะประชิด เขาก็อาจสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง
หากชายชราชุดเทาทำไปเพียงเพื่อต้องการการสืบทอด เช่นนั้นพวกนางก็น่าจะสามารถแบ่งปันให้ได้ ทว่าหากถึงเวลานั้น... ทุกอย่างยังคงต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่อไป
กระทั่งพวกนางยังพิจารณาไปถึงขั้นที่ว่า ชายชราชุดเทา ท้ายที่สุดอาจได้เห็นสมบัติล้ำค่า แล้วเกิดความคิดฮุบไว้เพียงผู้เดียว ภายหลังจากหลอกใช้พวกนางเสร็จ
ทว่าหมิงฉีก็คิดไม่ออกว่า ชายชราชุดเทาจะมีวิธีใดที่จะละเมิดสัญญาโลหิตได้?
ในสัญญาโลหิตระบุไว้อย่างชัดเจนว่าสมบัติล้ำค่าจะต้องแบ่งปันเท่าเทียมกัน หากเป็นการสืบทอดที่สามารถใช้ร่วมกันได้ เช่นนั้นพวกเขาก็สามารถศึกษาค้นคว้าร่วมกันได้
ดังนั้น การกระทำของหลี่เหยียนที่ช่วยเหลือหญิงสาวทั้งสองออกมาก่อนหน้านี้ ก็ยังคงได้รับความไว้วางใจจากอีกฝ่ายอยู่บ้าง หากนี่เป็นตอนเพิ่งเข้ามาจากก้นแม่น้ำ แล้วทั้งสามคนมาถึงที่นี่เลย สถานการณ์คงไม่เป็นเช่นตอนนี้
ผ่านไปราวร้อยอึดใจ จู่ๆ หญิงสาวทั้งสองก็หันไปมองทางด้านหนึ่ง
ณ ตรงนั้น แมลงปีกแข็งสีดำตัวหนึ่งบินออกมาจากม่านแสงกะทันหัน จากนั้นบินมาเกาะบนไหล่ชายชราชุดเทาโดยตรง
หลี่เหยียนไม่ได้ลืมตาขึ้นทันที ทว่าใช้สภาวะจิตใจสื่อสารกับอีกฝ่ายรวดเร็ว
ผ่านไปราวสามสี่สิบอึดใจ เสี้ยววินาทีที่หลี่เหยียนลืมตาขึ้น แมลงปีกแข็งสีดำบนไหล่สว่างวาบขึ้นมา แล้วอันตรธานหายไป
"ภายในม่านแสงไม่พบอันตรายใด หลังจากเดินไปข้างหน้าห้าลี้ ก็จะสามารถทะลวงผ่านม่านแสงไปได้ ที่นั่นมีเยื่อกั้นทึบแสงชั้นหนึ่งขวางอยู่ ตัวกู่ไม่อาจผ่านไปได้แล้ว
ทว่าข้าคาดว่าม่านแสงที่นี่ คงไม่ได้ไร้ซึ่งอันตรายจริงๆ หรอก เก้าในสิบส่วนน่าจะมีความเชื่อมโยงกับเยื่อกั้นชั้นนั้นที่อยู่เบื้องหน้า"
หลี่เหยียนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ถึงบอกผลตรวจสอบของตัวกู่ รวมถึงข้อสันนิษฐานตนเองออกมา
"เยื่อกั้นงั้นหรือ?"
หมิงฉีขมวดคิ้ว เขตผนึกต่างๆ ที่นี่มันจะมากเกินไปแล้วนะ
…………
............
หลี่เหยียนเดินฝ่าดงม่านแสงเข้าไป ส่วนหมิงฉีและหมิงอวี้ที่อยู่อีกฝั่ง บนผิวกายมีแสงสีเหลืองกะพริบวูบวาบไม่หยุดหย่อน
ม่านแสงไม่มีการโจมตีใดจริงๆ ทว่าทั้งสามคนต่างไม่เชื่อว่าม่านแสงที่นี่ จะมีไว้เพียงเพื่อบดบังสายตาและจิตสำนึกเท่านั้น
พวกเขาก็ยืนยันได้ว่าม่านแสงไม่มีผลในการสร้างภาพลวงตาใดเลย ต่อให้เป็นปุถุชนคนธรรมดามาอยู่ที่นี่ ก็ยังสามารถแยกแยะทิศทางได้อย่างยากลำบาก ผ่านสภาพแวดล้อมโดยรอบที่พอมองเห็นเลือนราง
การจัดวางเช่นนี้ สำหรับผู้ฝึกตนที่บุกรุกเข้ามาที่นี่ จะมีประโยชน์อันใดได้เล่า?
ระยะทางห้าลี้ เพียงไม่นานพวกเขาก็เดินมาถึงจุดสิ้นสุด ที่นั่นมีเยื่อกั้นชั้นหนึ่งขวางทางเอาไว้ ขนาดประมาณสี่สิบจั้ง
รอบด้านเยื่อกั้นราวกับถูกฝังเข้าไปในผนังหินสมบูรณ์แบบ เมื่อมองผ่านเยื่อกั้นชั้นนั้น นึกไม่ถึงว่าจะสามารถมองเห็นแสงสีขาวเล็ดลอดออกมาจากด้านหลังเลือนราง
เมื่อเปรียบเทียบกับความมืดมิดเบื้องหลังพวกเขา ที่นี่ดูเหมือนทางออกถ้ำหินปูนใต้ดินเสียมากกว่า
ทั้งสามคนยืนอยู่เบื้องหน้าเยื่อกั้นห่างออกไปหนึ่งจั้ง ด้วยระยะห่างเพียงเท่านี้ ทั้งสามก็สามารถมองเห็นตำแหน่งเยื่อกั้นชัดเจนแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อยืนอยู่ที่นี่ จิตสำนึกสามารถกวาดสอดส่องไปเบื้องหน้าได้แล้ว เพียงแต่หากตรวจสอบไปด้านหลัง กลับถูกม่านแสงสกัดกั้นไว้อีกครั้ง
จิตสำนึกสอดส่องไปที่เยื่อกั้น บนเยื่อกั้นนอกจากแสงสีขาวเล็ดลอดออกมาจากด้านหลังเลือนรางแล้ว บนนั้นยังเต็มไปด้วยสิ่งที่ดูคล้ายเส้นเลือดฝอยเล็กๆ
มอบความรู้สึกน่าสะพรึงกลัวอยู่บ้าง ราวกับมีหนังมนุษย์แผ่นหนึ่งขึงอยู่ที่นี่ ทว่าภายใต้การสาดส่องของแสงจากด้านหลัง เส้นเลือดดำบนผิวหนังก็ปรากฏให้เห็นเป็นเส้นๆ
"ก็ยังคงทะลวงผ่านไปไม่ได้!"
ไม่นาน หลี่เหยียนเอ่ยปากพูดขึ้น
เยื่อกั้นชั้นนี้เต็มไปด้วยความยืดหยุ่น จิตสำนึกเขาทำได้เพียงพัดผ่านพื้นผิวไปเท่านั้น ยังคงไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปได้
หลี่เหยียนสัมผัสได้ถึงพลังเขตผนึกขุมหนึ่งบนพื้นผิวเยื่อกั้นเช่นกัน ทว่าจิตสำนึกกลับไม่ได้ถูกเขตผนึกสะท้อนกลับมา นี่คือจุดแตกต่างไปจากม่านแสงอยู่ด้านหลังอีกประการ
นอกเหนือจากนี้ สิ่งที่มองเห็นด้วยตาเปล่า ก็ไม่ได้มีความแตกต่างใดเลย
"ลองดูสิ!"
เสียงหมิงฉีดังแว่วมา นางพูดเพียงสามคำ ไม่ได้บอกให้ลองอย่างไร ทว่าหมิงอวี้เข้าใจความหมายอีกฝ่ายในพริบตา
หลี่เหยียนก็พยักหน้ารับสีหน้าเรียบเฉยเช่นกัน จากนั้นแสงม่านพลังป้องกันบนผิวกายทั้งสาม สว่างวาบขึ้นเห็นได้ชัดชั่วพริบตา
เมื่อหมิงฉีเห็นดังนั้น นางย่อเข่าลงกะทันหัน ชกหมัดไปเบื้องหน้าหนึ่งหมัด
พลังหมัดแหลมคมสายหนึ่ง แปรเปลี่ยนเป็นลำแสงสีเหลืองแฝงด้วยสีขาวเงินเลือนราง พุ่งทะยานออกจากหมัดนาง
หมัดนี้ดูเหมือนเรียบง่าย ทว่าหมิงฉีใช้พละกำลังไปถึงแปดส่วนแล้ว
"ตู้ม!"
เสี้ยววินาทีที่ลำแสงสายนี้ปะทะเข้ากับเยื่อกั้น เยื่อกั้นเบื้องหน้าก็สว่างวาบขึ้นมากะทันหัน
ทว่าเสี้ยววินาทีที่เยื่อกั้นสว่างขึ้น ม่านแสงเบื้องหลังพวกเขาที่เดิมทีสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกะทันหัน
แสงสว่างอยู่ภายในนั้นไม่ใช่สีเทาอีกต่อไป ทว่ากลับปรากฏเป็นสีเหลืองและสีน้ำเงิน ซ้ำยังเริ่มไหลเวียนราวกับความฝัน
"นี่คือหลักเกณฑ์แห่งมิติ!"
สีหน้าทั้งสามเปลี่ยนไปเล็กน้อย สีหน้าหมิงฉียิ่งเปลี่ยนแปลงรุนแรง ระหว่างที่นางพูด จู่ๆ นางก็คว้าแขนเสื้อหลี่เหยียนเอาไว้แน่น
และหลี่เหยียนในวินาทีก่อนหน้า สัมผัสได้เช่นเดียวกันว่า พลังปราณฟ้าดินรอบตัวเขา เกิดแนวโน้มบ้าคลั่งขึ้นมาในพริบตา เขามีความไวต่อการไหลเวียนเบญจธาตุระหว่างฟ้าดินเป็นอย่างมาก
ขณะเดียวกัน เมื่อได้ยินเสียงหมิงฉี เขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่า ในมิติที่พวกเขาทั้งสามยืนอยู่นี้ นึกไม่ถึงว่าจะปรากฏใบมีดมองไม่เห็นเป็นเส้นๆ ขึ้นมา
ราวกับชั่วพริบตา จะหั่นที่นี่ออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยนับไม่ถ้วน สถานการณ์คล้ายคลึงเช่นนี้ หลี่เหยียนเคยเห็นจากที่ไกลในมิติโกลาหลเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น
พลังปราณภายในร่างหลี่เหยียนเร่งความเร็วขึ้นตามสัญชาตญาณ เขาอยากใช้วิชาห้าธาตุสยายคลุมทันที เพื่อทำลายกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินที่นี่ ทำให้กฎเกณฑ์ยังก่อตัวไม่สมบูรณ์เกิดปัญหา
เขาไม่รู้ว่าวิธีนี้ได้ผลหรือไม่ ทว่านี่คือวิธีเขาคิดออกชั่วพริบตา ทว่าหมิงฉีที่อยู่ข้างกายกลับดึงแขนเสื้อเขาเอาไว้เสียก่อน
ขณะเดียวกัน หลี่เหยียนสัมผัสได้ถึงความผันผวนของมิติแปลกประหลาดชนิดหนึ่งจากตัวอีกฝ่าย
ในเวลาอันสั้นเพียงนี้ ความคิดหลี่เหยียนแล่นพล่าน จากนั้นเขาล้มเลิกการร่ายคาถา ปล่อยให้อีกฝ่ายดึงตัวไป
"วูบ!"
ในหูหลี่เหยียนได้ยินเสียงสั่นสะเทือนมิติแผ่วเบา จากนั้นภาพเบื้องหน้าพร่ามัวชั่วขณะ เขาพบว่าตนเองมาปรากฏตัวอยู่ในความมืดมิด
และเบื้องหน้าเขาห่างออกไปหลายสิบจั้ง มีม่านแสงผืนหนึ่ง ที่มีแสงสีไหลเวียนอยู่
เพียงแต่ม่านแสงผืนนั้นบิดเบี้ยวไปมาหาใดเปรียบ ต่อให้สองตาเขาเพียงปรายตามองแวบเดียว ก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะหน้ามืดตาลายแล้ว!
และตำแหน่งที่เขาปรากฏตัวเวลานี้ นึกไม่ถึงว่าจะกลับมายืนอยู่ในถ้ำหินด้านหลังม่านแสงที่ทั้งสามคนเคยเดินผ่านมา ในหูหลี่เหยียนได้ยินเสียงหอบหายใจรุนแรงดังแว่วมาเวลาเดียวกัน
ท่ามกลางความมืดมิด หลี่เหยียนละสายตาจากม่านแสงเบื้องหน้า หันไปมองทางด้านข้าง
เวลานี้หมิงฉีปล่อยมือจากแขนเสื้อเขาแล้ว อีกด้านหนึ่งของหมิงฉี มีหมิงอวี้ยืนอยู่ ใบหน้างดงามของหญิงสาวทั้งสองเวลานี้ล้วนแดงระเรื่อ สิ่งนี้ทำให้ทั้งสองดูเย้ายวนใจยิ่งขึ้นไปอีก
ทว่าจากเสียงหอบหายใจรุนแรงที่ดังออกมาจากปากอีกฝ่าย ก็สามารถตัดสินได้ว่าความแดงระเรื่อเช่นนี้ ไม่ใช่ปรากฏการณ์ปกติตามธรรมชาติแต่อย่างใด
ทว่าเห็นชัดว่าเป็นเพราะร่ายคาถามากเกินไป หรือไม่เป็นเพราะได้รับผลกระทบจากการสะท้อนกลับของเคล็ดวิชา
"เป็นอย่างไรบ้าง?"
หลี่เหยียนขมวดคิ้ว เอ่ยถามเสียงเบา
อีกฝ่ายใช้วิชาพรสวรรค์ด้านหลักเกณฑ์แห่งมิติ ฝืนทะลวงออกมาจากม่านแสง ซ้ำยังพาเขาออกมาร่วมด้วย
"ไม่... ไม่เป็นอะไร หลักเกณฑ์ชนิดนี้พวกเรายังฝึกฝนได้ไม่ลึกซึ้งพอ เมื่อครู่... เมื่อครู่ที่นั่นก็เป็นการลอบโจมตีด้วยหลักเกณฑ์แห่งมิติเช่นกัน
แม้ชิงจังหวะหลบหลีกออกมาได้ก่อน ทว่ายังคงมีการปะทะกันเล็กน้อย ดังนั้น... ดังนั้นจึงได้รับผลกระทบจากการสะท้อนกลับ... ของหลักเกณฑ์ พักผ่อน... พักผ่อนสักครู่ก็ดีขึ้นแล้ว!"
ระหว่างที่หมิงฉีพูด ก็ถอยหลังไปสองสามก้าว ทิ้งระยะห่างจากหลี่เหยียนเล็กน้อย
ในมือขาวเนียนดุจหยก ปรากฏขวดหยกใส่ยาขวดหนึ่งขึ้นมาทันที เพียงแค่ใช้พลังปราณสัมผัสเบาๆ ยาลูกกลอนสีเขียวเม็ดหนึ่งก็ลอยออกมา พุ่งเข้าปากนางไป
ส่วนหมิงอวี้ที่อยู่อีกด้าน ก็ทำท่าทางเหมือนกับนางแทบไม่ผิดเพี้ยน เห็นชัดว่าพวกนางคุ้นเคยกับการสะท้อนกลับเช่นนี้เป็นอย่างดี
หลังจากหญิงสาวทั้งสองกลืนยาเซียนลงไป ก็รีบนั่งขัดสมาธิลงทันที โดยไม่ได้ทำการป้องกันหลี่เหยียนแต่อย่างใด
ถึงอย่างไรหลี่เหยียนก็ไม่สามารถลงมือกับพวกนางโดยตรงได้ ยิ่งไปกว่านั้นก่อนหน้านี้อีกฝ่ายยังเคยช่วยชีวิตพวกนางไว้ ดังนั้นลูกไม้เล็กน้อยจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป
ประกายตาหลี่เหยียนสว่างวาบขึ้นมา จากนั้นเขาเดินไปทางม่านแสงอีกสองสามก้าว ทิ้งระยะห่างจากหญิงสาวทั้งสองเล็กน้อย ถึงได้หันกลับมามองม่านแสงอีกครั้ง
เพียงชั่วเวลาสั้นๆ ม่านแสงเบื้องหน้าก็กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง กลายเป็นสีเทาขุ่นมัวไปหมด
เมื่อหลี่เหยียนมองไปอีกครั้ง ไม่มีอาการวิงเวียนศีรษะหน้ามืดตาลายแต่อย่างใด
"มิติหมุนเวียน มิติถูกตัดเฉือน... หรือว่าแดนลับแห่งนี้ จะเป็นสถานที่ที่หงส์อมตะทมิฬเคยพำนักอยู่จริงๆ?"