- หน้าแรก
- เซียนห้าสำนัก
- บทที่ 1761 ค่ายกลเบญจธาตุ
บทที่ 1761 ค่ายกลเบญจธาตุ
บทที่ 1761 ค่ายกลเบญจธาตุ
เพียงชั่วครู่ มีผู้หนึ่งก้าวออกไปเบื้องหน้า นึกไม่ถึงว่าจะเป็นผู้ฝึกตนที่ก้าวขึ้นเป็นศิษย์ยอดฝีมือแกนกลางพร้อมกับเยี่ยนชิงเฉิน
ในเวลานี้ แม้ชายผู้นั้นพยายามปั้นหน้าให้สงบเยือกเย็น ทว่าหางตากลับฉายแววปีติยินดีอย่างปิดไม่มิด นี่คือความโชคดีที่เหนือความคาดหมายอย่างแท้จริง
เขาไม่อาจแย่งชิงสิทธิ์นี้มาจากผู้ฝึกตนแซ่เฉียนและแซ่เจิ้งได้ ทว่าวิธีการนี้กลับเป็นพวกนั้นที่เสนอขึ้นมาเอง และจากการเป่ายิ้งฉุบ เขากลายเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด
นี่ถือเป็นลางดีประการหนึ่ง หรือว่านี่จะเป็นการบ่งบอกว่าการเดินทางในครั้งนี้ของเขา จะเต็มไปด้วยโชคลาภอย่างแน่นอน?
ในเวลานี้ ต่อให้คนอื่นจะรู้สึกไม่สบอารมณ์เพียงใด ทำได้เพียงปฏิบัติตามข้อตกลงที่หารือกันไว้ก่อนหน้านี้เท่านั้น
คนอื่นถอยร่นไปด้านหลังเล็กน้อย ทว่าโดยไม่รู้ตัว ผู้ฝึกตนแซ่เจิ้งและแซ่เฉียนได้ทิ้งระยะห่างจากกันไปบ้าง ภายในใจต่างมีความไม่พอใจและลอบก่นด่ากันและกัน
ส่วนหลิวซืออวี่ยืนอยู่ข้างกายเยี่ยนชิงเฉิน บนใบหน้าเยี่ยนชิงเฉินประดับด้วยรอยยิ้มบางเบา ทำให้ผู้คนรู้สึกอบอุ่นดุจสายลมวสันต์
ทุกคนมองไปยังเบื้องหน้าพร้อมกัน ผู้ฝึกตนผู้นั้นเหาะทะยานไปถึงบริเวณแสงรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนบนหน้าผาอย่างรวดเร็ว และเรียกสมบัติวิเศษชิ้นหนึ่งออกมาทันที...
เยี่ยนชิงเฉินมองดูความปีติยินดีที่ปิดไม่มิดของอีกฝ่าย จากนั้นปรายตามองคนอื่นด้วยหางตา ทว่าภายในใจเขากลับลอบแค่นเสียงเย็นชา
เขาเป็นคนแจ้งตำแหน่งและพาพวกมันมาที่นี่ ทว่าคนพวกนี้กลับโลภมากจนไม่รู้จักพอ ทำให้สุดท้ายตัวเขาเองที่สมควรได้เลือกสมบัติล้ำค่าก่อนผู้ใด กลับต้องมาอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เท่าเทียมกับพวกมัน
อีกทั้งคำพูดของผู้ฝึกตนแซ่เฉียนเมื่อครู่ บอกเพียงให้เขาเลือกสมบัติก่อนหนึ่งชิ้น ทว่ากลับไม่เอ่ยถึงเรื่องการแบ่งปันหรือแลกเปลี่ยนสมบัติชิ้นอื่นในภายหลังเลย นี่จงใจละเลยข้อตกลงก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด
และในบรรดาคนเหล่านี้ มีเพียงหลิวซืออวี่ผู้เดียวที่มีท่าทีอึกอักคล้ายอยากจะพูดบางสิ่งเมื่อครู่ ทว่าสุดท้ายนางกลับเลือกที่จะปิดปากเงียบ
ขณะเดียวกัน ทุกคนในที่นี้เพียงแค่เอ่ยถึงความกังวลว่าจะมีผู้อื่นบังเอิญมาเยือนที่นี่เท่านั้น ทว่ากลับไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงเลยว่า หากมีผู้ฝึกตนโผล่มาอย่างไม่คาดคิดในภายหลัง พวกเขาจะจัดการเช่นไร?
ความจริงแล้ว นี่คือสิ่งที่ทุกคนรู้กันอยู่แก่ใจ ต่างเกิดจิตสังหารขึ้นมาแล้วทั้งสิ้น!
กระทั่งหลิวซืออวี่เองก็เช่นกัน ขอเพียงมีคนนอกโผล่มาในเวลานี้ พวกเขาก็จะรุมล้อมโจมตี และปลิดชีพอีกฝ่ายเสียให้สิ้นเรื่อง
"หากในหมู่พวกเจ้ามีผู้ใดสามารถทำลายค่ายกลนี้ได้สำเร็จ เช่นนั้นเวลาที่เหลือจากการทำลายค่ายกล ก็จงใช้ไปกับพวกเจ้าเองเถิด..."
เยี่ยนชิงเฉินลอบคิดในใจ
ทว่าเมื่อหางตาของเขาเหลือบไปเห็นหลิวซืออวี่ที่อยู่ข้างกาย ภายในใจพลันเกิดความลังเลขึ้นมาเล็กน้อย
หลิวซืออวี่มีรูปร่างหน้าตางดงามมากอย่างแท้จริง นางจัดเป็นสตรีที่ทำให้เขาหวั่นไหวได้เช่นกัน ความรู้สึกที่นางมีต่อเขา เขาย่อมล่วงรู้เป็นอย่างดี
อีกทั้งหลิวซืออวี่ยังเชื่อฟังคำสั่งเขาทุกอย่าง สิ่งนี้ทำให้เขาเริ่มลังเลว่า ในแผนการขั้นต่อไป สมควรจะสังหารนางทิ้งไปพร้อมกับคนอื่นหรือไม่...
หกชั่วยามผ่านไป สีหน้าของผู้ฝึกตนหลายคนแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดอย่างหนัก ทั้งสามคนไม่มีผู้ใดสามารถทำลายค่ายกลได้สำเร็จเลย
หนำซ้ำผู้ฝึกตนแซ่เจิ้งด้วยความใจร้อนอยากประสบความสำเร็จมากจนเกินไป ท้ายที่สุดงัดเอาวิธีการอันรุนแรงบางอย่างออกมาใช้ และในวินาทีถัดมา เขาก็ถูกค่ายกลใหญ่สะท้อนกลับอย่างรุนแรง
ส่งผลให้กระดูกไหล่ขวาแหลกละเอียดในทันที หากไม่ใช่เพราะเขาเตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้า เกรงว่ากระทั่งศีรษะทั้งหัวก็คงถูกตัดขาดกระเด็นไปแล้ว
สิ่งนี้ทำให้เขาทั้งอับอายและเคียดแค้น ทว่าก็ทำอะไรไม่ได้
และในช่วงหกชั่วยามนี้ เยี่ยนชิงเฉินต้องลงมือร่ายเคล็ดวิชาถึงสามครั้ง เพราะมุทราของเขาสามารถคงอยู่ได้ไม่ถึงสองชั่วยาม จากนั้น 'ค่ายกลโขดหินซ่อนเร้น' ก็จะหายวับไป
นี่คือสาเหตุที่เขากำหนดเวลาให้แต่ละคนเพียงสองชั่วยาม เมื่อถึงเวลา เขาจำต้องร่ายมุทราใหม่อีกครั้ง เพื่อให้ประตูแสงรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนปรากฏขึ้นมาอีกครา
"ข้าไม่ลองแล้ว ศิษย์พี่ทุกท่านต่างทำไม่สำเร็จ ความรู้ด้านค่ายกลของข้าจะไปเทียบชั้นกับศิษย์พี่ทุกท่านได้อย่างไร ให้ศิษย์พี่เยี่ยนรีบลงมือเถิด!"
ทันทีที่คนที่สามถอยกลับมา และเยี่ยนชิงเฉินร่ายเคล็ดวิชาทำให้ 'ค่ายกลโขดหินซ่อนเร้น' ปรากฏขึ้นอีกครั้ง สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปยังหลิวซืออวี่ ทว่านางกลับส่ายศีรษะปฏิเสธ ไม่ยอมก้าวออกไปทดลองดู
นางเป็นผู้อ่อนแอที่สุดในกลุ่มนี้ ซ้ำความรู้ด้านค่ายกลก็ไม่ได้แข็งแกร่งกว่าคนอื่น อีกทั้งในระหว่างที่คนอื่นกำลังทำลายค่ายกล นางได้สอดส่องและตรวจสอบอย่างละเอียดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นกัน
นางไม่พบตำแหน่งตาค่ายเลย สิ่งนี้ทำให้ความมั่นใจของนางลดน้อยถอยลงไปอีก
เดิมทีหลิวซืออวี่ยังคิดว่า หากสามารถช่วยเยี่ยนชิงเฉินประหยัดเวลาได้บ้าง นางย่อมต้องทุ่มเทอย่างสุดกำลัง การทำเช่นนี้สามารถช่วยให้เยี่ยนชิงเฉินบรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น
ทว่าในเมื่อตนเองแทบไม่มีความมั่นใจเลย หลิวซืออวี่จะไปยอมเสียเวลาเปล่าได้อย่างไร
"อ้อ? วิถีแห่งค่ายกลนั้นมีความเฉพาะเจาะจงอยู่ บางทีหากศิษย์น้องหลิวลงมือ อาจจะค้นพบวิธีจัดการกับค่ายกลชุดนี้ได้นะ?"
ประกายตาของเยี่ยนชิงเฉินสว่างวาบขึ้น ทว่าทันทีที่เขากล่าวประโยคนี้ออกไป มุมปากหรือดวงตาของอีกสามคนต่างฉายแววดูแคลนออกมาพร้อมกัน
พวกเขาต่างมองออกว่าหลิวซืออวี่ตกหลุมรักจนโงหัวไม่ขึ้น ดังนั้นจึงเชื่อฟังเยี่ยนชิงเฉินเป็นพิเศษ และนี่คือเหตุผลหลักที่เยี่ยนชิงเฉินยินยอมพาสตรีผู้นี้ติดสอยห้อยตามมาด้วยตลอดเวลา
ไม่เช่นนั้นแล้ว เยี่ยนชิงเฉินคงไปหาผู้ช่วยที่แข็งแกร่งกว่านี้ อย่างน้อยต้องเป็นคนที่มีระดับการบำเพ็ญเพียรพอระดับเดียวกับพวกเขา ถึงจะคู่ควร
"ไม่ลองแล้ว ศิษย์พี่เยี่ยนเริ่มเลยเถอะ!"
หลิวซืออวี่ยังคงส่ายหน้าปฏิเสธ
"เอาล่ะ ความจริงแล้ววิธีการทำลายค่ายกลของข้ามีโอกาสสำเร็จเพียงสามส่วนเท่านั้น เป็นการใช้วิธี 'ค่ายกลทำลายค่ายกล' ซึ่งเป็นค่ายกลที่ท่านอาจารย์ทุ่มเทศึกษาวิจัยมาเนิ่นนาน ถึงคิดค้นขึ้นมาได้
วิชานี้มีชื่อว่า 'ค่ายกลควบคุมเบญจธาตุ' ประเดี๋ยวข้าจะไปยืนประจำตำแหน่งธาตุทอง ซึ่งเป็นตำแหน่งโจมตีที่รุนแรงที่สุด ส่วนศิษย์พี่และศิษย์น้องอีกสี่ท่าน จงทำตามคำแนะนำของข้า ไปยืนประจำตำแหน่งธาตุไฟ ดิน ไม้ และน้ำที่เหลือ
หลังจากข้าร่ายเคล็ดวิชา ข้าจะดึงดูดพลังแห่งหลักเกณฑ์เบญจธาตุจากฟ้าดิน เมื่อถึงตอนนั้น ต้องรบกวนให้ทั้งสี่ท่านช่วยข้าชักนำพลังฟ้าดินมาก็เป็นพอ!
ในระหว่างนี้ หวังว่าศิษย์พี่และศิษย์น้องทั้งสี่จะทุ่มเทอย่างสุดกำลัง ไม่เช่นนั้นหากทำไม่สำเร็จ พวกเราทุกคนก็ต้องมาเหนื่อยเปล่าแล้ว"
บนใบหน้าของเยี่ยนชิงเฉินเต็มไปด้วยความจริงจัง
"ค่ายกลควบคุมเบญจธาตุ? ศิษย์น้องกำลังยืมพลังเบญจธาตุมาทำลายค่ายกล ไฉนจึงไม่เลือกผู้ฝึกตนที่มีรากวิญญาณสอดคล้องกับทั้งห้าธาตุเล่า?
ภายในหุบเขาหวงฉี แม้ศิษย์ส่วนใหญ่ใช้รากวิญญาณธาตุไฟและธาตุไม้เป็นหลัก ทว่าศิษย์ที่มีรากวิญญาณเสริมชั้นยอดธาตุอื่นก็มีอยู่ไม่น้อย การรวบรวมคนให้ครบห้าธาตุย่อมไม่ใช่ปัญหาอันใด?"
ผู้ฝึกตนแซ่เจิ้งหลังจากกลืนยาเซียนลงไป กระดูกไหล่กำลังประสานกันอย่างรวดเร็ว เมื่อได้ยินดังนั้นกลับรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
เขาไม่ค่อยแน่ใจในคุณสมบัติรากวิญญาณของเยี่ยนชิงเฉิน หลิวซืออวี่ และผู้ฝึกตนขอบเขตผสานสรรพสิ่งอีกคนนัก ทว่ากลับรู้คุณสมบัติของผู้ฝึกตนแซ่เฉียนเป็นอย่างดี
อีกฝ่ายมีคุณสมบัติรากวิญญาณเหมือนกับเขาทุกประการ ต่างเป็นผู้ครอบครองรากวิญญาณสวรรค์ธาตุไฟและธาตุทอง พรสวรรค์เช่นนี้คือความภาคภูมิใจของพวกเขา
ทว่าตอนนี้อีกฝ่ายกลับบอกว่าจะใช้วิธีค่ายกลทำลายค่ายกล ซึ่งจำต้องยืมพลังเบญจธาตุ ซ้ำเยี่ยนชิงเฉินยังไปยืนประจำตำแหน่งธาตุทองเสียเอง มองอย่างไรก็รวบรวมเบญจธาตุไม่ครบอยู่ดี
และข้อสงสัยของเขา ก็ตรงกับข้อสงสัยของคนอื่นเช่นกัน
"หึหึหึ... ข้าน้อยบอกว่าต้องการให้ทุกท่านให้ความร่วมมือเพื่อชักนำพลังฟ้าดิน ไม่ใช่ให้พวกท่านไปเชื่อมต่อกับเบญจธาตุฟ้าดินด้วยตนเองเสียหน่อย
พลังเบญจธาตุจากฟ้าดิน ข้าจะเป็นผู้ร่ายเคล็ดวิชาเรียกสมบัติวิเศษเบญจธาตุออกมาเอง พวกท่านเพียงทำตามคำแนะนำของข้า แล้วอัดฉีดพลังปราณเข้าไปก็พอ
หลังจากสมบัติวิเศษชิ้นนี้เปิดทำงาน จำต้องอาศัยพลังปราณอันมหาศาลจากทิศทางแตกต่างกัน เพื่อชักนำมาชำระล้างและกักเก็บพลังเบญจธาตุอย่างต่อเนื่อง
จุดสำคัญคือวิธีการของค่ายกล ไม่ใช่อาศัยพลังปราณประจำธาตุของแต่ละคนไปสัมผัสกับฟ้าดินแต่อย่างใด"
เยี่ยนชิงเฉินมองทุกคนด้วยสายตาจริงจัง
"สมบัติวิเศษเบญจธาตุ? สมบัติวิเศษประเภทนี้พบเห็นได้ยาก ทว่าในเมื่อศิษย์น้องเยี่ยนมีความมั่นใจ เช่นนั้นย่อมให้เจ้าเป็นผู้นำ!"
เมื่อทุกคนได้ฟัง สีหน้าต่างชะงักไปเล็กน้อย สมบัติวิเศษที่มีพลังครบเบญจธาตุในชิ้นเดียว แม้มีวางขายในตลาดซื้อขาย ทว่าก็มีจำนวนไม่มากนัก
โดยทั่วไปแล้ว อานุภาพของสมบัติวิเศษประเภทนี้มักไม่เป็นไปตามคาดหวัง นั่นเป็นเพราะต่อให้เป็นมหาปรมาจารย์ด้านการหลอมอาวุธลงมือหลอมสร้างด้วยตนเอง ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมีรากวิญญาณครบเบญจธาตุ
ดังนั้น ในขั้นตอนการหลอมสมบัติวิเศษเช่นนี้ จึงไม่อาจทำให้วงจรเบญจธาตุสมบูรณ์แบบได้ ส่งผลให้อานุภาพของสมบัติวิเศษเบญจธาตุเป็นไปไม่ได้ที่จะสูงส่งเกินไป
สาเหตุที่ยังมีคนหลอมสมบัติวิเศษเช่นนี้ออกมา ส่วนใหญ่เพื่อนำไปใช้งานเฉพาะด้าน หรือใช้เป็นตัวช่วยในบางเรื่องเท่านั้น
นึกไม่ถึงว่าเยี่ยนชิงเฉินจะนำสมบัติวิเศษเช่นนี้มาใช้ทำลายค่ายกล ทว่าเมื่อลองตรึกตรองดู ท่านอาจารย์ของอีกฝ่ายอุตส่าห์ศึกษาวิจัยมาหลายปี บางทีนี่อาจเป็นวิถีทางที่เป็นไปได้ก็เป็นได้
"เริ่มเถอะ อย่ามัวเสียเวลาอีกเลย!"
ผู้ฝึกตนแซ่เฉียนพยักหน้ารับเช่นกัน 'ค่ายกลโขดหินซ่อนเร้น' ทำลายยากเย็นแสนเข็ญเช่นนี้ ยิ่งทำให้ภายในใจของพวกเขาร้อนรุ่มกระหายใคร่รู้
เยี่ยนชิงเฉินมองดูสีหน้าของแต่ละคน รู้ว่าความอดทนในการรอคอยของตน ในที่สุดก็สุกงอมได้ที่แล้ว
เขารีบประสานมือคารวะทุกคนเล็กน้อย จากนั้นเหาะไปอยู่จุดกึ่งกลางเหนือแสงรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนพอดี
"ศิษย์น้องหลิว เจ้าไปประจำตำแหน่งธาตุไม้ ศิษย์พี่เฉียน ท่านไปประจำตำแหน่งธาตุน้ำ..."
จากนั้น เขาไม่เกรงใจอีกต่อไป จัดแจงให้แต่ละคนไปยืนประจำตำแหน่งแตกต่างกันโดยตรง
ในเมื่อเรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว ทั้งสี่คนยังมีอะไรให้ลังเลอยู่อีก ในเมื่อรับปากว่าจะมาช่วยเหลือแต่แรก ย่อมทำตามคำสั่งไปยืนประจำตำแหน่งตรงนั้น
ทว่าหากสังเกตให้ดี จะพบว่านอกจากหลิวซืออวี่แล้ว อีกสามคนที่เหลือต่างมีพลังปราณไหลเวียนอยู่บนร่างอย่างลับๆ ไม่หยุดหย่อน
แม้พวกเขาตอบตกลงช่วยเหลือเยี่ยนชิงเฉิน ทว่าไม่มีทางเชื่อใจผู้ใดอย่างง่ายดาย ยังคงระแวดระวังซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกันก็จับตาดูทุกการกระทำของเยี่ยนชิงเฉินอย่างไม่คลาดสายตา
หากมีสิ่งใดผิดปกติ หากไม่รีบถอนตัวหนีไป ก็จะลงมือโจมตีเยี่ยนชิงเฉินในพริบตา!
ส่วนเยี่ยนชิงเฉินราวกับไม่รู้สึกตัวเลย หลังจากทุกคนไปยืนประจำตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว เขายื่นมือข้างหนึ่งออกไปเบื้องหน้า กลางฝ่ามือมีแสงสีทองหม่นกะพริบวิบวับ
จากนั้น ภายในฝ่ามือเขาปรากฏบาตรสีทองใบหนึ่ง บาตรทั้งใบเป็นสีทองหม่น มีขนาดเท่ากำปั้นผู้ใหญ่เท่านั้น
ทันทีที่บาตรปรากฏขึ้น ทำให้พลังปราณในจุดตันเถียนของอีกสี่คน สั่นสะท้านอย่างรุนแรง ราวกับสัมผัสได้ถึงเสียงเพรียกหาบางอย่าง
"ปฏิกิริยาตอบสนองจากหลักเกณฑ์!"
ในใจคนหลายคนผุดความคิดนี้ขึ้นมาพร้อมกัน เวลานี้ สายตาที่มองไปยังบาตรสีทองหม่นพลันแปรเปลี่ยนเป็นประกายแวววาว
สมบัติวิเศษชิ้นนี้เพียงแค่กระตุ้นการทำงาน ก็สามารถทำให้ผู้คนเกิดปฏิกิริยาตอบสนองจากหลักเกณฑ์ได้ เช่นนั้นระดับชั้นของมัน ย่อมไม่ต้องอธิบายให้มากความแล้ว
สิ่งนี้แม้แต่ในหมู่ผู้ฝึกตนขอบเขตผสานสรรพสิ่งอย่างพวกเขา ยังนับเป็นสมบัติวิเศษที่หาดูได้ยาก อย่างน้อยที่สุดต้องเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตผสานว่างเปล่าขึ้นไปครอบครอง จึงจะนับว่าเป็นเรื่องปกติ
ส่วนเยี่ยนชิงเฉินกลับไม่วอกแวกเลยแม้แต่น้อย การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วดุจผีเสื้อดอมดมบุปผา เขาโยนบาตรสีทองหม่นขึ้นสู่อากาศ สองมือประสานเคล็ดวิชาอย่างรวดเร็ว
เพียงชั่วพริบตา เบื้องหน้าสองมือที่ประสานกันของเขา ปรากฏอักขระสีครามเข้มขึ้นมาทีละตัว จากนั้นพวกมันพากันลอยละลิ่ว ราวกับถูกพลังที่มองไม่เห็นดึงดูด ลอยไปหาบาตรสีทองหม่น
ผ่านไปเพียงห้าอึดใจสั้น บาตรสีทองหม่นที่ลอยอยู่กลางอากาศ บริเวณ 'ปากบาตร' ที่หงายขึ้นฟ้า ก็สาดแสงสีขาวเจิดจ้าออกมาอย่างรุนแรง!