- หน้าแรก
- เกมจิ๊กซอว์วันสิ้นโลกกับระบบคำใบ้สุดกวน
- บทที่ 38 เบาะแสในการผ่านด่าน
บทที่ 38 เบาะแสในการผ่านด่าน
บทที่ 38 เบาะแสในการผ่านด่าน
หอคอยชั้นที่สอง ศูนย์บัญชาการกองกำลังสำรวจ ห้องทำงานของหัวหน้าทีม 7
อู่จิ่วกำลังวุ่นอยู่กับการจัดการเอกสาร
เมื่อไม่นานมานี้ พวกระดับสูงของกองกำลังรักษาการณ์หอคอยเพิ่งจะส่งคนมาติดต่อเขาว่า ในการออกไปสำรวจนอกหอคอยครั้งหน้า อาจจะต้องพกคนของกองกำลังรักษาการณ์พ่วงไปด้วยหนึ่งคน
เมื่อเทียบกับกองกำลังสำรวจแล้ว กองกำลังรักษาการณ์หอคอยมีสถานะที่พิเศษกว่ามาก แต่ฝีมือโดยรวมกลับด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด
มันฟังดูย้อนแย้งพิกล แต่กฎบ้าๆ นี่ก็ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยสักนิด
และก็ไม่เคยมีคนของกองกำลังสำรวจคนไหนคิดจะเรียกร้องอำนาจที่สูงกว่านี้ด้วย อย่างน้อยก็ก่อนหน้าที่อู่จิ่วจะก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าทีมน่ะนะ เพราะไม่มีใครรู้เลยว่า พวกชนชั้นปกครองกุมอำนาจอะไรเอาไว้ในมือบ้าง
กริ๊ง... เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะความคิด อู่จิ่วยกหูขึ้นฟัง ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงที่ฟังดูภาคภูมิใจสุดๆ ดังเจื้อยแจ้วมาตามสาย:
"ไฮ้ เสี่ยวจิ๋วจิ่ว งานที่นายสั่ง ฉันจัดการให้เรียบร้อยโรงเรียนจีนแล้วนะจ๊ะ แต่ไอ้เรื่องบอดี้การ์ดนอกหอคอยอะไรนั่นน่ะ อันนี้ฉันคงช่วยไม่ได้จริงๆ"
อู่จิ่วขมวดคิ้ว ผู้หญิงคนนี้ดีทุกอย่าง ทำงานก็ไวปานวอก เสียอยู่อย่างเดียวคือหน้าเงินแถมปากเปราะไปหน่อย
"ด้วยความช่วยเหลือจากเสี่ยวเย่ (เย่เว่ยหมิง) ของฉันรับรองได้เลยว่า เด็กของนายจะต้องกลายเป็นซุปตาร์คนใหม่ของชั้นล่างสุดแน่นอน"
อู่จิ่วตอบรับสั้นๆ ว่า "อืม" ก่อนจะถามต่อ:
"มีธุระอะไรอีกไหม?"
"แหม ทำไมถึงได้เย็นชาจังเลยล่ะฮะ?"
"ถ้าไม่มีอะไรแล้วงั้นฉันวางล่ะนะ มีอะไรค่อยติดต่อมาใหม่ ตอนนี้ฉันยุ่งมาก"
"เดี๋ยวก่อน! มีสิยะ! เสี่ยวเย่ของฉันน่ะเป็นหนึ่งในตัวเต็งผู้สืบทอดตำแหน่งของฉันเลยนะยะ การที่นายให้เขาไปเปิดเผยตัวเร็วขนาดนี้ นายจะชดใช้ให้ฉันยังไงฮะ?"
รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากของอู่จิ่ว
การที่เขาจ้างสำนักงานผีโม่แป้งให้ส่งคนไปคุ้มกันไป๋อู้ ความจริงแล้วมันก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของแผนเท่านั้น
ในระหว่างที่ให้คนคอยจับตาดู ถึงแม้ไป๋อู้จะไหวตัวทันและสลัดหลุดจากการสะกดรอยได้ แต่ตัวเขาเองก็ไม่ได้มีท่าทีต่อต้านอะไรมากมาย นั่นก็เลยทำให้อู่จิ่วพอจะเดาการเคลื่อนไหวของไป๋อู้ได้
ยิ่งเมื่อรวมกับเรื่องที่ไป๋อู้ไปเบิกหน้ากากมาจากคลังอาวุธ บวกกับข่าวลือต่างๆ ในชั้นล่างสุดที่หน่วยสืบสวนรายงานเข้ามาอย่างรวดเร็ว อู่จิ่วก็ปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทันที:
ไป๋อู้น่าจะกำลังวางแผน 'สตาร์ตอัป' ธุรกิจไลฟ์สตรีมเอาชีวิตรอดนอกหอคอยของจริงแน่ๆ
เรื่องนี้อู่จิ่วทุ่มเทแรงกายแรงใจไปไม่น้อยเลยทีเดียว
เริ่มตั้งแต่สั่งจิงฉู่ให้ปิดปากเงียบเรื่องที่มาของหน้ากากไป๋อู้ จากนั้นตอนที่หลิวเฉิงจื่อไปติดต่อพวกนายทุนที่คุมธุรกิจไลฟ์สตรีม อู่จิ่วก็ยอมทุ่มเงินก้อนโตจ้างสำนักงานผีโม่แป้งให้ไปช่วยเจรจาปูทางให้อีกแรง เอาเข้าจริงๆ ลำพังแค่หลิวเฉิงจื่อคนเดียว ไม่มีทางจัดการเรื่องใหญ่ขนาดนี้ได้เร็วปานสายฟ้าแลบหรอก
แล้วก็มาถึงเรื่องไลฟ์สตรีมของไป๋อู้ เพื่อไม่ให้คนดูจับโป๊ะได้ถึงขั้นตอนการเอาชีวิตรอดที่แท้จริง และเพื่อไม่ให้ธุรกิจสตาร์ตอัปของไป๋อู้ต้องมาพังไม่เป็นท่าตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม อู่จิ่วก็เลยต้องต่อสายหาคนของสำนักงานผีโม่แป้งอีกรอบ
ซึ่ง 'กิ๊กเก่าของไอ้เตี้ย' คนนี้แหละ ที่เป็นคนส่งเย่เว่ยหมิงมาช่วยกู้สถานการณ์
เป้าหมายแรกก็คือ เพื่อให้ไป๋อู้มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ ส่วนเป้าหมายที่สองก็คือ พวกคนชั้นล่างมักจะมีความเพ้อฝันเกี่ยวกับพวกนักสำรวจนอกคอกหรือพวกทหารรับจ้างอิสระที่มาจากรากหญ้าอยู่แล้ว
ก็เหมือนกับที่คนมักจะเชื่อว่า 'ยอดฝีมือมักจะซ่อนตัวอยู่ในหมู่คนธรรมดา' นั่นแหละ ซึ่งไป๋อู้ในคราบคอนสแตนตินนี่แหละ ที่ตอบโจทย์ความมโนนี้ได้เป๊ะๆ
นี่จะช่วยให้ 'คอนสแตนติน' สั่งสมชื่อเสียงและบารมีได้อย่างรวดเร็ว ถึงแม้อู่จิ่วจะยังคิดไม่ออกว่าจะเอาชื่อเสียงพวกนี้ไปใช้ประโยชน์อะไรในอนาคต แต่เขาก็สัมผัสได้ลางๆ ว่า
บางทีสักวันหนึ่ง 'คอนสแตนติน' อาจจะสามารถพลิกโฉมชะตากรรมของพวกคนชั้นล่างได้ก็เป็นได้
"ว่าแต่ ทำไมนายถึงได้ทำดีกับไอ้เด็กนั่นขนาดนี้ฮะ? พวกนายเพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่เท่าไหร่เองนะ ให้ตายเถอะ หรือว่า... นายจะชอบไม้ป่าเดียวกันจริงๆ?"
อู่จิ่วขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงกับยัยเพี้ยนนี่แล้ว:
"เดี๋ยวพอคนของฉันกลับมา ฉันจะให้เขาติดต่อกับเย่เว่ยหมิงเอง เด็กคนนี้หัวไวใช้ได้เลย แต่ถ้าได้ทำงานกับคนของฉันล่ะก็ พรสวรรค์ของเขาจะต้องถูกดึงออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่แน่ๆ"
เย่เว่ยหมิงเป็นพวกสายวิเคราะห์ ถือว่าเป็นตัวเต็งสืบทอดตำแหน่งของกิ๊กเก่าคนนี้เลยล่ะ แต่สำหรับอู่จิ่วแล้ว ไป๋อู้ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นปรมาจารย์แห่งสายวิเคราะห์เลยต่างหาก นี่ก็ถือเป็นการช่วยดูแลเด็กปั้นให้กิ๊กเก่าไปในตัวด้วยล่ะนะ
"เอะอะก็บอกว่าคนของนายๆ แล้วฉันล่ะเป็นอะไรสำหรับนายฮะ?"
"เครื่องมือ"
อู่จิ่วตัดบทสนทนาและวางสายใส่หน้าอีกฝ่ายไปดื้อๆ โดยไม่สนเสียงโวยวายที่ดังลอดมาเลย
...
...
โลกนอกหอคอย ป่าปริศนา
ไป๋อู้ เหลียงอวี้ และฉินหลิน เดินลึกเข้าไปในโพรงไม้ยักษ์ โพรงไม้นี้ใหญ่กว่าโพรงที่พวกเขาสามคนเคยเข้าไปซ่อนตัวก่อนหน้านี้ซะอีก
ภายในโพรงไม้มีเห็ดเรืองแสงสีแดงงอกอยู่เต็มไปหมด อาบไล้ให้บรรยากาศภายในโพรงดูแดงฉานและสยดสยองพิลึก
【ถ้านายมองว่าพื้นที่ทั้งหมดนี่คือกระเพาะอาหาร นายก็น่าจะรู้ได้แล้วนะว่า ทั้งโพรงไม้ ต้นไม้ยักษ์ อุโมงค์ใต้ดิน แล้วก็เห็ดพวกเนี้ย มันทำหน้าที่อะไร】
ลึกเข้าไปข้างในโพรงไม้ มีสมุดบันทึกเล่มหนึ่งซ่อนอยู่ นี่มันชักจะแปลกๆ แล้วแฮะ
"ในนี้เขียนอะไรไว้บ้างเนี่ย?" เหลียงอวี้ลองเปิดดู แต่พอเห็นว่าอ่านไม่ออก ก็เลยยื่นให้ไป๋อู้
ไป๋อู้ก็อ่านสัญลักษณ์พวกนั้นไม่ออกเหมือนกัน แต่เขาคุ้นๆ ว่ามันคล้ายกับสัญลักษณ์บางตัวที่เขียนอยู่บนกำแพงในโรงพยาบาลจิตเวชหมายเลขเก้าเลย
【ในนี้เขียนไว้ว่า 'หากปรารถนาจะฝึกยอดวิชานี้...' เอ๊ะ โทษทีๆ หยิบบทมาผิด แต่เอาจริงๆ แดนดิไลออนมันก็ไม่มีท่อนล่างจริงๆ นั่นแหละ สมมติว่าวันดีคืนดีนายอยากจะกลายร่างเป็นผู้ร่วงหล่นบ้าง นายก็ต้องเผื่อใจไว้รับสภาพนี้นะจ๊ะ ส่วนสัญลักษณ์พวกเนี้ย มันก็คือคัมภีร์ไบเบิลของแดนดิไลออนนั่นแหละ ถ้าอยากจะรู้เนื้อหาข้างในล่ะก็ บางทีนายอาจจะต้องเคลียร์ด่านก่อนหน้าให้ผ่านซะก่อนนะ】
ข้อมูลจากหมายเหตุรอบนี้ดันน้อยผิดคาดแฮะ พูดไปแล้ว ตอนที่เจอสัญลักษณ์บนกำแพงโรงพยาบาล ก็เคยเกิดเรื่องทำนองนี้เหมือนกันนี่นา
หมายเหตุจะให้ข้อมูลได้ก็ต่อเมื่อมันเป็นข้อมูลที่อยู่นอกเหนือจากเนื้อหาในบันทึกเท่านั้น
คัมภีร์ไบเบิลงั้นเหรอ? หรือว่าแดนดิไลออนพยายามจะใช้สัญลักษณ์พวกนี้เพื่อไถ่บาปให้ตัวเองกันนะ?
"ไปกันเถอะ ข้อมูลในโพรงไม้นี้มีไม่เยอะหรอก"
ตอนเจอแหวนวงนั้น ไป๋อู้เก็บมันมาด้วย แต่คราวนี้เขาไม่ได้เอาสมุดบันทึกติดตัวมา
จากข้อความในหมายเหตุ ไป๋อู้เดาว่าสถานที่ซ่อนตัวพวกนี้น่าจะมีความเชื่อมโยงกันตามลำดับขั้นตอน
บางทีสมุดบันทึกเล่มนี้ อาจจะเหมือนกับแฟ้มประวัติในโรงพยาบาลจิตเวชหมายเลขเก้า ที่ต้องรอให้ถึงเวลาปะทะกับบอสใหญ่ก่อน ถึงจะสามารถเปิดอ่านได้
พอเดินออกมาจากโพรงไม้ ไป๋อู้ก็เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น:
"รีบเดินหน่อย ฝนจะตกแล้ว"
"แต่หัวหน้าเขายัง..." ฉินหลินทำท่าจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็เงียบไป
"เขาไม่เป็นไรหรอก"
ยิ่งต้องสู้กับผู้ร่วงหล่นนานเท่าไหร่ หยางเจิ้นก็ยิ่งคุ้นเคยกับการควบคุมร่างกายตัวเองในขณะที่ติดดีบัฟสับสนได้ดีขึ้นเท่านั้น
อย่างน้อยๆ ในระยะเวลาหนึ่ง หยางเจิ้นก็สามารถถ่วงเวลาและรับประกันความปลอดภัยให้เพื่อนร่วมทีมได้อย่างแน่นอน
ไม่นานนัก พวกของไป๋อู้ก็เจอที่ซ่อนตัวจุดใหม่ คราวนี้ไม่ใช่โพรงไม้แล้ว แต่เป็นบ้านต้นไม้
【ยินดีต้อนรับสู่บ้านที่แท้จริงของแดนดิไลออน ข้างในนี้มีไอเทมสำหรับผ่านด่านเฟสแรกซ่อนอยู่ เบิกตาดูให้ดีๆ ล่ะ】
หลังจากมีพลังแฝงแล้ว การปีนขึ้นไปบนบ้านต้นไม้ก็กลายเป็นเรื่องกล้วยๆ สำหรับไป๋อู้ แต่เหลียงอวี้ไม่ได้ตามขึ้นไปด้วย เพราะบ้านต้นไม้มันสร้างอยู่บนกิ่งไม้ของต้นไม้ยักษ์ เขารู้สึกว่ามันเหมือนเป้านิ่งเกินไป
ไป๋อู้อยากจะแยกเหลียงอวี้กับฉินหลินออกจากกันอยู่แล้ว ก็เลยพูดว่า:
"งั้นนายรออยู่ข้างล่าง คอยระวังหลังให้พวกเรา ไม่ก็คอยช่วยหยางเจิ้นก็แล้วกัน"
เหลียงอวี้พยักหน้ารับ แล้วยืนเฝ้าอยู่ใต้บ้านต้นไม้
ภายในบ้านต้นไม้สะอาดสะอ้านมาก แทบจะไม่ได้กลิ่นคาวเลือดจากข้างนอกลอยเข้ามาเลย ปกติแล้วบ้านต้นไม้ที่ถูกทิ้งร้างมานาน มันก็ควรจะมีกลิ่นอับชื้นหรือกลิ่นไม้ผุพังบ้างสิ
แต่บ้านหลังนี้กลับไม่มีกลิ่นพวกนั้นเลย
พื้นที่ป่าถูกแบ่งเป็นตารางหมากรุก จุดซ่อนตัวแต่ละจุดก็จะมีเบาะแสบางอย่างซ่อนอยู่
และบ้านต้นไม้หลังนี้ ก็คือจุดเติมเสบียง
ภายในบ้านมีไอเทมวางอยู่สามชิ้น
"นี่มันอะไรกันบ้างเนี่ย?"
ฉินหลินรู้จักของตรงหน้าแค่อย่างเดียว นั่นคือ แผ่นรูเล็ตต์ส่งกลับ
ส่วนในสายตาของไป๋อู้ ปริศนาข้อใหม่ก็ปรากฏขึ้น ข้อความหมายเหตุของไอเทมทั้งสามชิ้นเหมือนกันเป๊ะ
【คราวนี้ไม่เหมือนคราวก่อนนะ นายสามารถกวาดของทั้งสามชิ้นนี่ไปได้หมดเลย แต่ของสองในสามชิ้นนี้ จะเป็นกับดักหลอกให้นายหลงทาง มีของแค่ชิ้นเดียวเท่านั้น ที่จะช่วยให้พวกนายทั้งสี่คนหลุดพ้นจากวิกฤตนี้ไปได้ ในเข็มฉีดยานั่นคือยาล้างดีบัฟ ส่วนร่มคันนั้นสามารถใช้กางกันฝนกรดได้ และไอ้กลมๆ นั่นก็คือแผ่นรูเล็ตต์ส่งกลับที่ใช้งานได้จริง】
ปริศนามาอีกแล้ว
ถึงแม้จะกวาดไปได้ทั้งสามชิ้น แต่ถ้าเผลอไปหยิบของที่เป็นกับดักมาใช้ล่ะก็ มันอาจจะทำให้คนใดคนหนึ่งในสามคนนี้ต้องตายก็ได้
ดังนั้น คำถามก็คือ ระหว่าง แผ่นรูเล็ตต์ส่งกลับ ยาล้างดีบัฟ และร่มกันฝนกรด
เลือกได้แค่หนึ่ง มีของแค่ชิ้นเดียวเท่านั้น ที่จะนำพาพวกเขาผ่านเข้าสู่ด่านต่อไปได้
(จบบท)