เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 29 การยอมรับจากอู่จิ่ว

บทที่ 29 การยอมรับจากอู่จิ่ว

บทที่ 29 การยอมรับจากอู่จิ่ว


ในห้องสอบสวนยังไม่มีการเรียกตัวผู้ต้องสงสัยเข้ามาเพิ่ม เซวียสือกับอวิ๋นชูยังไงก็เป็นเด็กวัยรุ่น คนนึงก็อิจฉาตาร้อนที่วันนี้ไป๋อู้ไขคดีได้ราวกับมีเทพเจ้ามาเข้าสิง ส่วนอีกคนก็ทึ่งในพรสวรรค์ของเขา

มีแค่เถียนสวินคนเดียวที่แอบรู้สึกกังวล

"พูดมาเถอะ มีเรื่องอะไร ว่ามาเลย ตอนนี้คนเราก็พอมีอยู่ ความจริงคดีพวกนี้มันก็ดองมาตั้งนานแล้ว ถึงมันจะเป็นความยุติธรรมที่มาช้า แต่มันก็ช้ามาตั้งนานแล้ว จะช้าไปอีกวันสองวันก็คงไม่เป็นไรหรอก" เถียนสวินพูดขึ้น

ไป๋อู้ยิ้มบางๆ เขารู้ดีว่าเถียนสวินกำลังคิดอะไรอยู่

แต่หลายๆ ครั้ง ที่ความยุติธรรมมันมาช้า ก็เพราะมีเหตุจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

อาจจะมีคนบอกว่า 'ความยุติธรรมที่มาช้า ก็คือความไม่ยุติธรรม' ซึ่งคำพูดนี้จะถูกหรือผิดก็ช่างมันเถอะ แต่ในขอบเขตที่เขาสามารถทำได้ ไป๋อู้ก็หวังว่าจะช่วยเปิดเผยความจริงให้ปรากฏเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

แต่ที่เขาเรียกทั้งสามคนมา ก็เพราะมีเรื่องอื่นจะกำชับ

"ไม่เป็นไรหรอกครับ รีบเคลียร์ให้เสร็จๆ จะได้เอาเวลาไปทำอย่างอื่น สำหรับเรื่องวันนี้ ที่ผมเรียกพวกคุณเข้ามา ก็เพื่อจะเตือนอะไรบางอย่าง"

"ผมขอเข้าเรื่องเลยนะ ผมไม่ได้มีพรสวรรค์ในการไขคดีอะไรหรอก ผมก็แค่เก่งเรื่องการสอบสวนนิดหน่อย แล้วในฐานะพนักงานพาร์ทไทม์ของหน่วยสืบสวน หัวหน้าเถียนก็เลยให้โอกาสผมได้ฝึกฝีมือ เข้าใจตรงกันไหมครับ?"

เถียนสวินเข้าใจเจตนาของไป๋อู้ทันที แต่ก็มีสีหน้าหนักใจ:

"มาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้นายบอกว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์... ก็คงไม่มีใครเชื่อหรอก"

"หลังจากสอบสวนนักโทษเสร็จ ผมจะบอกรายละเอียดของคดีให้พวกคุณฟัง แล้วพวกคุณก็เอาไปเขียนเพิ่มเติมในแฟ้มคดี"

"รายละเอียด?"

"ใช่ครับ รายละเอียดที่จะเป็นหลักฐานยืนยันว่า คดีพวกนี้มันถูกไขกระจ่างมาตั้งนานแล้ว"

ลองคิดตามดูครู่หนึ่ง เถียนสวินก็เริ่มเก็ท:

"นายหมายความว่า ในเมื่อแฟ้มคดีของเราไม่เคยมีใครเปิดดู แล้วพวกผู้ต้องหาหรือแม้แต่เพื่อนร่วมอาชีพของเรา ก็ไม่มีใครรู้ว่าจู่ๆ เราไปหาหลักฐานมาได้ยังไง เพราะงั้น เราก็สามารถแต่งเรื่องขั้นตอนการไขคดี ให้มันดูสมเหตุสมผลได้เอง ใช่ไหม?"

"ใช่ครับ ขอแค่เราสามารถเติมรายละเอียดขั้นตอนการไขคดีที่ดูสมเหตุสมผลและรอบคอบลงไปท้ายคดีทุกคดีได้ คดีพวกนี้ก็จะไม่ดูเหมือนผลงานของผมคนเดียว แต่เป็นผลงานจากความพยายามร่วมกันของทุกคนตลอดเวลาที่ผ่านมา นี่ก็เท่ากับเปลี่ยนจาก 1+99 กลายเป็น 1+1 ไปเรื่อยๆ จนครบ 100 ยังไงล่ะครับ"

เถียนสวินลูบคางพลางก้มหน้าครุ่นคิด:

"สรุปก็คือ คดีพวกนี้มันถูกคลี่คลายมาตั้งนานแล้ว แค่เพิ่งจะมาทำเรื่องปิดคดีเอาวันนี้ พวกเราก็แค่ต้องช่วยกันเติมรายละเอียดการสืบสวน ความคืบหน้าของเบาะแสต่างๆ ลงไป ถึงตอนนั้น ต่อให้มีคนมาซักไซ้ พอเรางัดแฟ้มคดีออกมาโชว์ เราก็สามารถตอบคำถามได้ฉลุย"

พูดง่ายๆ ก็คือ รู้คำตอบตอนจบอยู่แล้ว ก็แค่มาร่วมกันแต่งวิธีทำย้อนหลัง

ส่วนไป๋อู้ ก็เป็นแค่เครื่องมือตรวจสอบความถูกต้องของขั้นตอนการลงมือก่อเหตุในขั้นตอนสุดท้ายเท่านั้น

เถียนสวินลองคิดทบทวนดู ขอแค่ทำงานให้ละเอียดรอบคอบ ไม่มีช่องโหว่ มันก็เป็นไปได้อยู่นะ

ยังไงซะ คนของกองกำลังสำรวจส่วนใหญ่ก็เคยผ่านความเป็นความตายร่วมกันมาแล้ว โดยเฉพาะคนในหน่วยสืบสวนที่รักใคร่กลมเกลียวกันดี การจะเตี๊ยมกันมันก็ไม่ใช่เรื่องยาก

แต่เขาก็ยังมีข้อสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง:

"แต่เหตุผลที่ต้องทำแบบนี้ล่ะ... ทำไมถึงต้องรอให้ไขคดีได้หมดทุกคดีก่อน แล้วค่อยมาทำเรื่องปิดคดีพร้อมกันรวดเดียว? ฟังดูไม่ค่อยมีเหตุผลเลยนะ..."

มีคดีแล้วไม่ยอมปิด ดันปล่อยให้คดีสะสมจนพอกพูนเป็นภูเขาเลากา แล้วค่อยมารวบยอดปิดทีเดียว แบบนี้มันไม่ใช่การจงใจดองงานให้ล่าช้าหรอกเหรอ?

"เพื่อดึงดูดความสนใจจากเบื้องบนไงครับ"

"หมายความว่าไง?" เถียนสวินเริ่มไม่เข้าใจ

"สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ ถือเป็นความเห็นส่วนตัวของผมนะ ผมไม่ค่อยชอบใจพวกคนในสามชั้นบนสักเท่าไหร่ และช่วงสองสามวันนี้ ผมก็พอจะเข้าใจสภาพของชั้นล่างสุดแล้ว... ว่ามันเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยอาชญากรรม"

"ตราบใดที่คนข้างบนยังไม่ให้ความสำคัญ คนข้างล่างก็จะก่ออาชญากรรมต่อไปเรื่อยๆ ทุกสิ่งทุกอย่างควรพิจารณาทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค ในระดับจุลภาค อาชญากรลงมือก่อเหตุเพราะความเสื่อมทรามทางศีลธรรมของตัวเอง หรือไม่ก็โดนแรงกดดันจากการใช้ชีวิตบีบคั้นจนสติแตก แต่ในระดับมหภาค เราต้องกลับมาคิดทบทวนดูว่า สภาพแวดล้อมทางสังคมแบบไหนกันแน่ ที่บีบให้พวกเขาก่อเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่า"

"เรื่องระดับมหภาคน่ะ มันไม่ใช่สิ่งที่คนตัวเล็กๆ อย่างพวกเราในหน่วยสืบสวนจะเข้าไปแทรกแซงได้ การจะเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมแบบนี้ได้ มันต้องอาศัยการผลักดันเชิงนโยบายจากเบื้องบน"

หลังจากที่ไป๋อู้พูดจบ ทั้งสามคนก็เงียบกริบไปเลย

ตอนแรกเถียนสวินนึกว่า ไอ้หนุ่มนี่มันจะเอาเรื่องการทำลายสถิติไขคดีเป็นร้อยคดีในวันเดียว ไปคุยโวโอ้อวดเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ทีม 7 ซะอีก แต่ดูเหมือนวิสัยทัศน์ของเขาจะคับแคบไปหน่อย

เหตุผลนี้มันหล่อเท่สุดๆ ไปเลย! เถียนสวินกล้าพนันเลยว่า ถ้าหัวหน้าทีมได้ยินเหตุผลนี้ล่ะก็ ใบหน้าที่เย็นชาเหมือนน้ำแข็งนั่น จะต้องเผยรอยยิ้มออกมาแน่ๆ!

จริงด้วย ต่อให้ปิดคดีพวกนั้นไปได้ทันทีแล้วยังไงล่ะ? พอเคลียร์ไปร้อยคดี เดี๋ยวก็มีคดีใหม่โผล่มาอีกเป็นร้อยเป็นพันคดีอยู่ดี

แม้กระทั่งในวินาทีนี้ เถียนสวินก็ฟันธงได้เลยว่า ยังมีอาชญากรรมเกิดขึ้นในชั้นล่างสุดอยู่อีกเพียบ

ต่างกันตรงที่ว่า บางคดีก็ถูกส่งมาให้หน่วยสืบสวนของกองกำลังสำรวจจัดการ แต่บางคดี ทั้งคนทำผิดและเหยื่อ ต่างก็เลือกที่จะปิดปากเงียบ

การยื่นเรื่องปิดคดีจำนวนมหาศาลพร้อมกันรวดเดียวแบบนี้ บางทีมันอาจจะไปสะกิดต่อมความสนใจของพวกระดับสูงได้จริงๆ ก็ได้...

เถียนสวินพูดขึ้นว่า:

"งั้นช่วงสองวันนี้ พวกเราคงหัวหมุนกันน่าดูเลย... ต้องเช็กรายละเอียดในแฟ้มคดีให้เป๊ะ ต้องเตี๊ยมกันให้ดี แถมยังต้องคุมปากพวกนักโทษให้เงียบอีก"

ไอ้เรื่องคุมปากนักโทษน่ะง่ายสุดแล้ว แต่การเคลียร์รายละเอียดในแฟ้มคดีให้เป๊ะนี่สิ งานช้างเลยล่ะ

"ว่าแต่ ผู้ต้องหาถูกทยอยจับขังไปหมดแล้ว นายจำรายละเอียดคำให้การของพวกมันได้หมดเลยเหรอ?"

"ความจำระดับภาพถ่าย มันไม่ใช่คุณสมบัติพื้นฐานของกองกำลังสำรวจหรอกเหรอครับ?"

"..."

ประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยเสมอ เถียนสวินเลือกที่จะหุบปากเงียบ

...

...

ในช่วงหลายวันต่อมา สมาชิกจากทีมอื่นๆ ในกองกำลังสำรวจ ต่างก็แวะเวียนมาสอดแนมเด็กใหม่ของทีม 7 กันอย่างไม่ขาดสาย

ส่วนคนของหน่วยสืบสวน ก็ยุ่งกันจนสายตัวแทบขาด ด้านหนึ่งก็ต้องคอยตอบคำถามสารพัด อีกด้านหนึ่งก็ต้องเร่งเขียนเติมรายละเอียดในแฟ้มคดีอาชญากรรม

ไป๋อู้เองก็เหนื่อยเหมือนกัน แต่เขากลับรู้สึกสนุกไปกับมัน

ความรู้สึกแบบนี้ มันก็เหมือนกับการเล่นเกมสร้างเมืองนั่นแหละ เป้าหมายแรกคือการค่อยๆ จัดระเบียบและสร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมา ในสภาพแวดล้อมที่แสนจะวุ่นวายเละเทะ

ส่วนเถียนสวินและคนอื่นๆ ก็ทำตามแผนของไป๋อู้ในการรับมือกับการซักไซ้ของทีมอื่นๆ ได้อย่างแนบเนียน

นี่ก็เท่ากับว่าไป๋อู้ได้ยกความดีความชอบทั้งหมดให้กับหน่วยสืบสวนและอู่จิ่วไปเต็มๆ

ในบรรดาสมาชิกหลักของหน่วยสืบสวน อวิ๋นชูกับเซวียสือนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะตกเป็นแฟนคลับตัวยงไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนเถียนสวินที่เป็นหัวหน้าหน่วย ก็ยิ่งทะนุถนอมไป๋อู้ราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าเลยทีเดียว

...

...

แต่คนที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุด ก็คืออู่จิ่วนั่นแหละ

เดิมทีอู่จิ่วกำลังวุ่นอยู่กับการตรวจรายงานการสำรวจของทีมอื่น และตามสืบเรื่องบ่อนพนันอยู่ แต่พอได้ยินเรื่องนี้ เขาก็เรียกตัวไป๋อู้มาพบทันที

สถานะของอู่จิ่วนั้นไม่ธรรมดาเลย

ถึงแม้จะเกิดในชนชั้นล่าง แต่ด้วยผลงานที่โดดเด่นเข้าตา เขาก็มีสิทธิ์ลุ้นตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองกำลังสำรวจคนต่อไป

จนถึงตอนนี้ อุปสรรคชิ้นใหญ่ที่สุดที่ขวางทางไม่ให้อู่จิ่วขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการ ก็คือพวกชนชั้นสูงบางส่วนในชั้นสามและชั้นสี่

ภายในห้องทำงานของหัวหน้าทีม ไป๋อู้กวาดสายตามองการตกแต่งภายในห้อง แล้วก็แอบบวกคะแนนความประทับใจให้อู่จิ่วเพิ่มขึ้นอีกนิด

ผู้ชายคนนี้รักความสะอาดมาก อย่างน้อยหนังสือพวกนี้ก็ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบหมวดหมู่ ถึงแม้จะไม่ได้เป็นระเบียบเป๊ะจนถึงขั้นย้ำคิดย้ำทำก็เถอะ

"เถียนสวินบอกฉันว่า คดีพวกนั้นนายเป็นคนไขกระจ่างหมดเลยเหรอ?" สีหน้าของอู่จิ่วยังคงเย็นชาเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

"เวลาพูดกับคนนอก จะบอกแบบนั้นไม่ได้นะครับ" ไป๋อู้ไม่ได้ปฏิเสธ

อู่จิ่วพยักหน้าเบาๆ แล้วพูดว่า:

"ดูท่าทางนายคงอยากจะออกไปนอกหอคอยมากสินะ ถึงได้รีบเคลียร์งานที่ฉันสั่งให้เสร็จไวขนาดนี้"

ไป๋อู้ยิ้ม แล้วตอบกลับว่า:

"คนของกองกำลังสำรวจ ไม่อนุญาตให้ออกไปนอกหอคอยโดยพลการนี่ครับ"

"ใช่ เพราะงั้นนายจะทำอะไรก็ต้องรู้ลิมิตตัวเองด้วย ถ้าโดนฉันจับได้เมื่อไหร่ ฉันลงโทษขั้นเด็ดขาดแน่ อ้อ แล้วก็ ประเมินขีดจำกัดของตัวเองให้ดีๆ ด้วย เรื่องอะไรที่มันเสี่ยงตาย ทางที่ดีอย่าไปยุ่งเลยจะดีกว่า"

ความหมายที่ซ่อนอยู่ก็คือ อย่าทิ้งหลักฐานอะไรไว้ให้ตามสืบได้ และที่สำคัญคือต้องระวังความปลอดภัยของตัวเองด้วย

ไป๋อู้ยิ่งรู้สึกว่าหัวหน้าทีมคนนี้น่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ

ผู้ชายคนนี้เด็ดขาดและเลือดเย็นเวลาฆ่าสัตว์ประหลาด แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ทุ่มเททำงานเพื่อคนชั้นล่างอย่างเต็มที่ เขารักความยุติธรรมแต่ก็ไม่ได้ยึดติดกับกฎเกณฑ์จนเกินไป ซึ่งไป๋อู้เกลียดพวกบ้ากฎเกณฑ์จนหัวชนฝาแบบนั้นที่สุด

ความจริงอู่จิ่วเองก็แอบเซ็งเหมือนกัน อุตส่าห์กะจะให้งานนี้ถ่วงเวลาไปสักเจ็ดวัน แต่ไอ้เด็กนี่ดันเคลียร์เสร็จภายในวันเดียว แถมยังเอาเซอร์ไพรส์ที่ไม่คาดคิดมาให้อีกต่างหาก

เขาคงต้องประเมินความสามารถของไป๋อู้ใหม่ซะแล้ว

"ฉันส่งรายงานสรุปคดีทั้งหมดไปให้เบื้องบนแล้ว การจัดระเบียบในชั้นล่างสุดน่ะ มันเป็นงานที่ต้องใช้เวลา แต่การส่งคดีขึ้นไปทีเดียวเยอะขนาดนี้ มันก็คงจะสร้างแรงกดดันให้เราพอสมควรเหมือนกัน แต่พวกที่คอยขัดขวางเราน่ะ คงจะกดดันหนักกว่าเราเยอะ เพราะคดีหลายคดีในนั้น มันไปเกี่ยวพันกับธุรกิจของพวกมันด้วย"

อู่จิ่วลุกขึ้นยืน ใบหน้าที่มักจะทำหน้าบึ้งตึงเหมือนคนอื่นติดหนี้เขาอยู่เสมอ กลับเผยรอยยิ้มจางๆ ออกมาอย่างหาดูได้ยาก เขาเดินเข้าไปหาไป๋อู้ แล้วตบไหล่ไป๋อู้เบาๆ:

"ทำได้ดีมาก"

"ขอบคุณครับหัวหน้า"

"ทำดีก็ต้องมีรางวัล ถ้านายอยากจะออกไปนอกหอคอย ก็ลองไปเลือกของที่แผนกอาวุธยุทโธปกรณ์ดูสิ ของบางอย่างมันต้องใช้สิทธิ์ในการเบิก แต่ถ้านายพกเจ้านี่ไป พวกเขาก็จะยอมปล่อยให้นายผ่านเข้าไปได้เองแหละ"

พูดจบ อู่จิ่วก็ปลดป้ายทองเหลืองที่ห้อยอยู่ตรงเอว ส่งให้ไป๋อู้

ไป๋อู้ก้มลงมองป้ายห้อยเอวอันนั้น:

【กองกำลังสำรวจต้องออกไปปฏิบัติภารกิจนอกหอคอยอยู่ตลอดเวลา แน่นอนว่าพวกเขาย่อมเก็บของดีๆ กลับมาได้เพียบ แต่ของส่วนใหญ่ก็จะถูกเอาไปใช้เป็นอาวุธคู่กายของตัวเองหมดแล้ว ถึงอย่างนั้นก็ยังมีไอเทมสถิตวิญญาณอีกหลายชิ้นที่เก็บมาจากป่า ซึ่งยังไม่รู้สรรพคุณแน่ชัด ถูกเก็บรวบรวมไว้ในคลังสมบัติ ถ้ามีป้ายอันนี้ นายก็สามารถเข้าไปเลือกของดีที่หลุดรอดสายตาได้ เชื่อฉันเถอะ ของในคลังสมบัติน่ะ มีของดีๆ ให้เลือกเยอะกว่าท่าเรือเก็บตกเป็นไหนๆ】

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 29 การยอมรับจากอู่จิ่ว

คัดลอกลิงก์แล้ว