เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 26 ธุรกิจทำเงิน (ตอนควบ)

บทที่ 26 ธุรกิจทำเงิน (ตอนควบ)

บทที่ 26 ธุรกิจทำเงิน (ตอนควบ)


"ค่าตอบแทน? พี่อยากได้อะไรเป็นค่าตอบแทนล่ะ?"

ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเรียกร้องอะไร ก็ต้องชิงกดราคาไว้ก่อน หลิวเฉิงจื่อรีบพูดขึ้นทันที:

"พี่ไป๋อู้สุดหล่อ ฉันเป็นผู้หญิงนะ พี่ช่วยลดราคาให้หน่อยไม่ได้เหรอ? ไม่ก็ให้ฉันฟรีๆ ไปเลยสิ แล้วฉันจะจดจำบุญคุณพี่ไว้ไม่ลืมเลยนะจ๊ะ"

คำพูดของเธอทำเอาไป๋อู้นึกถึงมุกตลกในตลาดซื้อขายของมือสองเสียนอวี๋ ในชาติก่อนเลย ที่ชอบมีพวกอ้างว่าตัวเองเป็นผู้หญิง แล้วก็หน้าด้านขอลดราคาโน้ตบุ๊กเอเลี่ยนแวร์ราคาตั้งสี่หมื่นหยวน เหลือแค่แปดพันซะงั้น

ไป๋อู้ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ:

"ฉันไม่ได้พิศวาสผู้หญิงหรอกนะ ถ้าเป็นผู้หญิงต้องบวกราคาเพิ่ม แต่ถ้าเธอสามารถควัก 'อะไร' ออกมาโชว์ตรงนี้ได้ล่ะก็ ฉันจะลดให้ครึ่งราคาเลย"

"..."

หลิวเฉิงจื่อตัดสินใจจะลองสู้ตายดูสักตั้ง เธอเลยแอ่นอกขึ้นอย่างมั่นใจ

【พวกผู้หญิงนี่ก็ชอบหลอกตัวเองซะจริง คิดว่าหน้าตาในแอปแต่งรูปคือหน้าสดของตัวเอง แล้วก็ชอบมโนว่าเสื้อในคัพใหญ่เท่ากับนมใหญ่ แต่พวกเราต่างก็รู้ดีว่า ความจริงมันทนรับการ 'บีบเค้น' ไม่ได้หรอก】

อ้าว ฟองน้ำล้วนๆ นี่หว่า

ไป๋อู้มองหลิวเฉิงจื่อด้วยสายตานิ่งเฉย ทำเอาหลิวเฉิงจื่อแอบหวั่นใจขึ้นมานิดๆ เธอรู้ตัวว่าลูกไม้พวกนี้ใช้กับไป๋อู้ไม่ได้ผล เลยพูดเสียงอ่อยว่า:

"งั้นฉันขอเช็กของก่อนได้ไหม"

ไป๋อู้ยื่นกล้องให้หลิวเฉิงจื่อ แล้วบอกว่า:

"ตามสบายเลย ตัดพวก ปี เดือน วัน ชั่วโมง นาที วินาที ทิ้งไปนะ แล้วท่องแค่ตัวเลขในใจก็พอ"

หลิวเฉิงจื่อรับกล้องไปหมุนดู พลางท่องตัวเลขของเวลาเมื่อประมาณสิบนาทีก่อนในใจ เธออยากจะชื่นชมสีหน้าเหวอรับประทานของปีกทั้งสองข้างตอนที่รถไฟชนกันซะหน่อย

ไป๋อู้มองจุดที่หลิวเฉิงจื่อเล็งกล้องไป ก็พอจะเดาออกว่าเธอกำลังจะถ่ายอะไร

ยัยนี่เป็นพวกเจ้าชู้แบบเปิดเผยชัดเจนเลยแฮะ เลวได้ใจจริงๆ

"นี่เธอไม่กลัวว่าสักวันรถไฟจะชนกันวินาศสันตะโรจริงๆ บ้างเหรอ?" ไป๋อู้โพล่งถามขึ้นมาลอยๆ

หลิวเฉิงจื่อรู้ตัวดีว่าตัวเองเป็นคนเจ้าชู้ แต่ที่แปลกคือดูเหมือนไป๋อู้เองก็รู้เหมือนกัน ทั้งที่ไม่ได้มีเรื่องราวอะไรปูทางมาก่อนเลย แต่เธอก็ยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบาน:

"ฉันก็แค่อยากให้พวกผู้ชายผู้น่ารัก ได้สัมผัสถึงความหอมหวานของความรักให้มากขึ้นก็แค่นั้นเอง ฉันทำผิดตรงไหนล่ะ?"

มีเหตุผล เถียงไม่ออกเลยแฮะ

แชะ

แสงแฟลชวาบขึ้น รูปถ่ายใบหนึ่งค่อยๆ เลื่อนออกมา เมื่อเห็นแววตาโกรธเกรี้ยว หวาดระแวง และไม่อยากจะเชื่อของผู้ชายทั้งสองคนในรูป หลิวเฉิงจื่อก็ยิ้มกว้างด้วยความสะใจ:

"ว้าย! ถ่ายติดจริงๆ ด้วย! กำไรบานเบอะ! กำไรบานเบอะงานนี้!"

หลิวเฉิงจื่อตื่นเต้นจนตัวสั่น: "แบบนี้ถ้าถ่ายไปเรื่อยๆ เราก็รู้ประวัติศาสตร์ทั้งหมดได้เลยสิ?"

เธอท่องตัวเลขในใจอีกชุดหนึ่ง กะจะลองทดสอบขีดจำกัดของกล้องดู เลยท่องเวลาเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อนไปซะเลย

ไป๋อู้ถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ ตอนแรกเขาก็ยังคิดไม่ถึงเหมือนกัน

จริงด้วยสิ กล้องมันใช้แบบนี้ได้นี่นา

แค่ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ แล้วเอารูปพวกนั้นมาต่อกันเหมือนจิ๊กซอว์ เราก็สามารถประกอบภาพประวัติศาสตร์ขึ้นมาได้แล้วไม่ใช่เหรอ?

ถึงวิธีนี้มันจะดูโง่และถึกพอๆ กับตำนานนกจิงเว่ยถมทะเล (ความพยายามที่ดูเหมือนจะสูญเปล่า) แต่มันก็จุดประกายไอเดียบางอย่างให้ไป๋อู้ได้

"เอ๊ะ ทำไมถ่ายไม่ติดแล้วล่ะ" หลิวเฉิงจื่อตบกล้องเบาๆ สองสามที

"ไอเทมชิ้นนี้เพิ่งจะเกิดการสถิตวิญญาณได้ไม่ถึงสามชั่วโมง พลังของมันก็เลยยังมีจำกัดน่ะ ใช้งานได้แค่สัปดาห์ละสองครั้งเท่านั้นแหละ ตอนอยู่นอกหอคอยฉันใช้ไปแล้วครั้งนึง ถ้าจะใช้อีกครั้ง ก็ต้องรอไปอีกเจ็ดวันนู่นเลย"

"อ้าว... งั้นเหรอ"

หลิวเฉิงจื่อก้มหน้าครุ่นคิดคำนวณมูลค่าของกล้องตัวนี้

ถึงแม้ความถี่ในการใช้งานจะน้อยกว่าที่หวังไว้มาก แต่ขอแค่ใช้ให้ถูกที่ถูกเวลา กล้องตัวนี้ก็จะเป็นเครื่องมือสืบข่าวชั้นยอดอย่างแน่นอน

หลิวเฉิงจื่อเริ่มหนักใจซะแล้ว ผู้ชายอย่างไป๋อู้ที่ทั้งไม่หลงเสน่ห์หญิงและดูเยือกเย็นอยู่ตลอดเวลาแบบนี้ จะต่อราคาด้วยนี่คงยากเอาการเลย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อในร้านสมบัติของเฉิงจื่อ ไม่มีของชิ้นไหนที่มีมูลค่าทัดเทียมกับกล้องตัวนี้ได้เลย

ในขณะที่เธอกำลังคิดจะลองเสี่ยงดวงต่อราคาดูสักตั้ง เสียงราบเรียบไม่เร่งร้อนของไป๋อู้ก็ดังขึ้น:

"ข้ามขั้นตอนการต่อราคาไปได้เลยนะ อย่าพยายามกดราคาของชิ้นนี้ด้วยการด้อยค่ามันเด็ดขาด เพราะการทำแบบนั้น มันมีแต่จะทำให้เธอเองนั่นแหละที่ดูราคาตก"

"ฉัน..."

หลิวเฉิงจื่อถึงกับจุกจนพูดไม่ออก

"แลกเปลี่ยนอย่างเท่าเทียม ยื่นหมูยื่นแมว เธอสามารถเอาของ ข้อมูล หรือบริการที่มีมูลค่าเท่ากันมาแลกได้ หรือจะเอาหลายๆ อย่างมารวมกัน ถ้าฉันเห็นว่ามันสมน้ำสมเนื้อก็ตกลง"

ไอ้บริการที่พี่ว่าเนี่ย มันบริการแบบไหนกันจ๊ะ? หลิวเฉิงจื่ออยากจะถามกลับไปจริงๆ ถึงแม้สัญชาตญาณจะบอกว่าไป๋อู้คงไม่หลงกลแผนยั่วสวาทของเธอก็เถอะ

สายตาของไป๋อู้กวาดมองไปทั่วร้านของหลิวเฉิงจื่อ ในเมื่อเวลาเพิ่งผ่านไปไม่นาน สินค้าในร้านก็เลยแทบจะไม่ได้อัปเดตอะไรใหม่ๆ เลย

ข้อความในหมายเหตุก็ไม่ได้ต่างจากครั้งก่อนสักเท่าไหร่

หลิวเฉิงจื่อก็ไม่กล้าเอาของปลอมมาหลอกว่าเป็นของวิเศษเพื่อต้มตุ๋นไป๋อู้เหมือนกัน รู้สึกได้เลยว่าสายตาของไป๋อู้นั้นเฉียบขาดเอามากๆ

เธอจนปัญญาจริงๆ แต่ก็อยากได้กล้องตัวนี้มาก เลยลองถามดูว่า:

"งั้นเอาแบบนี้ดีไหม... พี่ลองบอกมาก่อนสิว่าพี่อยากได้อะไร?"

ไป๋อู้พยักหน้าอย่างพอใจ:

"ไอ้เครื่องมือไลฟ์สตรีมที่อยู่โซนกลางของท่าเรือเก็บตกน่ะ มันคืออะไรเหรอ?"

"หืม?"

หลิวเฉิงจื่อคาดไม่ถึงเลยว่าไป๋อู้จะเปลี่ยนเรื่องคุยปุบปับแบบนี้ ทำไมจู่ๆ ถึงกระโดดมาเรื่องนี้ได้ล่ะ:

"อ๋อ พวกไลฟ์ขายของน่ะเหรอ ได้ยินมาว่ามีมาตั้งแต่ยุคก่อนหอคอยแล้วนะ พวกชาวบ้านเขาชอบดูอะไรแบบนี้กัน ยิ่งคนที่มีชื่อเสียงมาทำ ก็ยิ่งดึงดูดคนดูได้เยอะ ปรากฏการณ์คนดังไงล่ะ มีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว แต่ระดับพี่ คงดูออกใช่ไหมล่ะ... ว่าพวกนั้นมันหลอกลวงทั้งเพ?"

ชุดปฏิบัติการของกองกำลังสำรวจ ในแง่หนึ่งมันก็คือเทคโนโลยีขั้นสูงจากชั้นสาม ที่สามารถช่วยควบคุมอุณหภูมิได้ในระดับหนึ่ง

ซึ่งมันต่างจากชุดคอสเพลย์ห่วยๆ ในไลฟ์สตรีมอย่างเห็นได้ชัด ไป๋อู้ส่ายหน้าแล้วพูดว่า:

"ฉันรู้ว่านั่นมันของปลอม ที่ฉันอยากรู้ก็คือ ไอ้การไลฟ์พวกนี้ มันเริ่มมาจากการหลอกลวงตั้งแต่แรกเลย หรือว่าจริงๆ แล้ว มันเคยมีการไลฟ์สดจากนอกหอคอยจริงๆ มาก่อน?"

หลิวเฉิงจื่อเป็นคนฉลาด เธอเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำถามของไป๋อู้ทันที:

"พี่สนใจเรื่องไลฟ์สตรีมงั้นเหรอ?"

"ถ้าฉันเดาไม่ผิด การไลฟ์พวกนี้มันคงไม่ปลอมไปซะทุกครั้งหรอก เพราะชาวบ้านก็ไม่ได้โง่ขนาดนั้น มันก็น่าจะมีของจริงโผล่มาปนๆ อยู่บ้างสลับกับของปลอม ไม่งั้นธุรกิจนี้คงอยู่ได้ไม่ยาวหรอก ฉันอยากรู้ข้อมูลพวกนี้น่ะ"

"นี่นับว่าเป็นข้อมูลที่เอามาหักลบกับมูลค่าของกล้องได้ใช่ไหม?"

"ได้ เล่ารายละเอียดเรื่องไลฟ์ของจริงมาให้ฉันฟังหน่อยสิ"

หลิวเฉิงจื่อเริ่มตื่นเต้นขึ้นมาแล้ว:

"งั้นพี่ก็ถามถูกคนแล้วล่ะ มาๆๆ นั่งลงคุยกันดีกว่า"

เธอยกเก้าอี้ตัวเล็กมานั่งอย่างกระตือรือร้น ท่าทางเหมือนขาเผือกที่กำลังจะได้กินแตงกวาลูกโต (แสลงจีนแปลว่าได้รู้เรื่องซุบซิบ) พอไป๋อู้นั่งลง เธอก็เริ่มเจื้อยแจ้วเล่ากฎเกณฑ์ในวงการของคนชั้นล่างให้ฟังเป็นฉากๆ

"คนที่อาศัยอยู่ในชั้นล่างสุด ส่วนใหญ่ก็ต้องพึ่งพาการคุ้มกันจากกองกำลังสำรวจเวลาออกไปนอกหอคอย เพื่อไปขุดแร่กับหาหญ้าเส้นฟ้าในเขตสีขาว ถึงแม้พวกเขาจะออกไปข้างนอกทุกวัน แต่คนส่วนใหญ่ก็แทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกนอกหอคอยเลย"

"เนื่องจากกองกำลังสำรวจจะเคลียร์พื้นที่กำจัดพวกผู้ร่วงหล่นในบริเวณนั้นให้ล่วงหน้าแล้ว คนที่เคยเห็นผู้ร่วงหล่นตัวเป็นๆ ก็เลยมีน้อยมาก ทุกคนต่างก็หวาดกลัวผู้ร่วงหล่น แต่พี่อาจจะนึกไม่ถึงเลยนะ ว่าลึกๆ แล้ว ทุกคนก็กระหายอยากจะเห็นผู้ร่วงหล่นเหมือนกัน"

เรื่องนี้ไม่ได้เกินความคาดหมายอะไรเลย

ตอนที่ไป๋อู้มาถึงโลกนี้ใหม่ๆ กลุ่มคนกลุ่มแรกที่เขาต้องเผชิญหน้าด้วย ก็คือคนพวกนี้นี่แหละ

พวกชนชั้นสูงจากชั้นสามชั้นสี่ ที่ส่งคนชั้นล่างออกไปตายนอกหอคอยเพื่อเป็นเครื่องมือในเกมพนัน ก็ทำไปเพียงเพื่ออยากจะเห็นฉากที่ผู้ร่วงหล่นกินคนแบบสดๆ ร้อนๆ ไงล่ะ

"เดวิด ฟินเชอร์ (ผู้กำกับหนังดังอย่าง Fight Club) เคยพูดไว้ว่า เขาเชื่อมั่นว่าลึกๆ ในใจของคนเราทุกคน ล้วนมีปีศาจโรคจิตซ่อนอยู่ และนี่ก็คือแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานของเขา" ไป๋อู้เอ่ยขึ้น

หลิวเฉิงจื่อไม่รู้หรอกว่าเดวิด ฟินเชอร์คือใคร แต่เธอก็ลองคิดตามดูว่า ถ้าตัวเองเป็นพวกโรคจิตล่ะก็ เธอคงเป็นพวกโรคจิตคลั่งรักแน่ๆ

"สรุปก็คือ ทุกคนชอบดูเรื่องราวที่เกิดขึ้นนอกหอคอย ชอบดูอะไรที่มันเลือดสาดและกระตุ้นความตื่นเต้น แล้วก็กระหายอยากจะรู้จักโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลที่อยู่นอกหอคอยด้วย หอคอยน่ะถึงจะใหญ่โตก็จริง แต่ถ้าเทียบกับอาณาเขตอันกว้างใหญ่ไพศาลของมนุษย์ในยุคก่อนหอคอยแล้ว หอคอยมันก็เป็นแค่จุดเล็กๆ เท่านั้นแหละ"

"สำหรับคนที่ไม่กล้าออกไปนอกหอคอย โลกภายนอกก็คือดินแดนแห่งตำนาน ไม่ว่าจะเป็นคนรวย คนจน ชนชั้นสูง หรือคนชั้นล่าง ต่างก็อยากรู้อยากเห็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นนอกหอคอยกันทั้งนั้น แต่จะให้พวกเขาออกไปเสี่ยงตายข้างนอกจริงๆ พวกเขาก็ไม่กล้าหรอก"

ไป๋อู้เข้าใจแล้ว ความต้องการเสพความบันเทิงที่ตื่นเต้นเร้าใจอันมหาศาล ก่อให้เกิดความต้องการของตลาดขนาดใหญ่

และมนุษย์เรา ก็มักจะไม่เกี่ยงที่จะยอมเสี่ยงอันตรายเพื่อผลประโยชน์อยู่แล้ว

"ทำไมถึงไม่จ้างกองกำลังสำรวจล่ะ?"

"ก็เพราะคนของกองกำลังสำรวจ นอกจากผู้บัญชาการทหารสูงสุดกับหัวหน้าหน่วยทั้งสิบหกคนแล้ว คนอื่นไม่มีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอออกไปนอกหอคอยได้น่ะสิ"

ก็สมเหตุสมผลอยู่ กองกำลังสำรวจคืออาวุธของชนชั้นปกครอง คงไม่มีใครอยากให้อาวุธของตัวเองถูกพวกพ่อค้ายืมไปใช้หรอก ในแง่หนึ่ง นี่ก็คือการรักษาความสงบเรียบร้อยอย่างหนึ่งเหมือนกัน

ขืนให้ทหารหลวงกลายเป็นทหารรับจ้างส่วนตัวล่ะก็ ขั้วอำนาจในหอคอยคงได้ปั่นป่วนกันหมดแน่

แต่โดยเนื้อแท้แล้ว ไป๋อู้ก็ไม่ได้มีความรู้สึกดีๆ ให้กับพวก 'มังกรฟ้า' (ชนชั้นสูงที่กดขี่ข่มเหงผู้อื่น) ในชั้นสาม ชั้นสี่ และชั้นห้าอยู่แล้ว เขาแอบคิดแผนการอยู่ในใจ: ช่วงที่ได้รับอิสระนี้ ขอแค่ฉันสามารถปกปิดตัวตนของฉันไว้ได้ก็พอ

อาชญากรรมที่ไม่ถูกจับได้ ก็ไม่ถือว่าเป็นอาชญากรรม ชู้รักข้างบ้านที่ไม่ถูกจับได้ ก็ยังเป็นเพื่อนบ้านที่แสนดีต่อไป

"เอาเป็นว่า เพราะมีคนที่อยากรู้เรื่องราวโลกภายนอกมากเกินไป วงการนี้ก็เลยถือกำเนิดขึ้นมาท่ามกลางความคาดหวังของทุกคน เพื่อแก้ปัญหาเรื่องที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใช้งานไม่ได้เมื่ออยู่นอกหอคอย ผู้คนก็เลยพยายามคิดค้นสารพัดวิธีเพื่อใช้ในการไลฟ์สตรีม แน่นอนว่า วิธีที่ใช้ได้จริงมันก็มีอยู่วิธีเดียวนั่นแหละ"

"ไอเทมสถิตวิญญาณสินะ"

"ใช่แล้ว มีแค่ไอเทมสถิตวิญญาณเท่านั้นที่สามารถใช้งานนอกหอคอยได้ ซึ่งกระบวนการนี้มันใช้เวลายาวนานมาก ทุกคนต่างก็พกของใช้ติดตัวออกไปนอกหอคอยกันเยอะแยะ แต่ของที่มีฟังก์ชันบันทึกภาพแทบจะไม่มีเลย ต่อให้มี มันก็ไม่สามารถใช้ถ่ายทอดสดได้อยู่ดี"

"จนกระทั่งเวลาผ่านไปประมาณเจ็ดปี มีมหาเศรษฐีคนหนึ่ง ทุ่มเงินจำนวนมหาศาล จ้างคนให้พกข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ นานา ออกไปนอกหอคอย และในที่สุด เขาก็ทำให้กุญแจมือเกิดการสถิตวิญญาณได้สำเร็จ กุญแจมือนั่น ภายนอกมันอาจจะดูเหมือนกุญแจมือ..."

"แต่ความจริงแล้วมันคือกล้องวงจรปิด ใช่ไหม?"

"เอ๊ะ พี่นี่ฉลาดจังเลย"

ไป๋อู้ยิ้มเจื่อนๆ ดูเหมือนว่าตอนนั้นฉันจะเผลอทำลายของล้ำค่าไปซะแล้วสิ เขาถามต่อ:

"ของดีขนาดนี้ ทำไมกองกำลังสำรวจถึงไม่เอามาใช้ล่ะ? แล้วการสถิตวิญญาณมันก็ขึ้นอยู่กับดวงล้วนๆ ไม่ใช่เหรอ มหาเศรษฐีคนนั้นจะมั่นใจได้ยังไงว่ากุญแจมืออันอื่นๆ มันจะสถิตวิญญาณด้วย?"

"มั่นใจไม่ได้หรอก แต่ตอนที่เกิดการสถิตวิญญาณครั้งนั้น คนที่ออกไปนอกหอคอย เขาไม่ได้พกกุญแจมือไปแค่อันเดียวน่ะสิ เพราะทุกคนต่างก็คิดกันว่า ในเมื่อโอกาสที่ของชิ้นเดียวจะเกิดการสถิตวิญญาณมันมีน้อย งั้นก็ขนไปเยอะๆ เลยละกัน"

หลิวเฉิงจื่อเว้นจังหวะนิดนึง ก่อนจะเล่าต่อ:

"แล้วพี่ทายสิว่าผลลัพธ์มันออกมาเป็นยังไง? กุญแจมือทั้งสิบสามอัน ดันเกิดการสถิตวิญญาณพร้อมกันหมดเลย แถมยังมีความสามารถเหมือนกันเป๊ะอีก ปรากฏการณ์แบบนี้เรียกว่า 'การสถิตวิญญาณแบบกระจายตัว' น่ะ เหมือนกับคนบางคนที่ถนัดใช้ดาบคู่ เวลาที่อาวุธเกิดการสถิตวิญญาณ ดาบทั้งสองเล่มก็จะสถิตวิญญาณไปพร้อมๆ กันเลย แต่ปรากฏการณ์แบบนี้หาดูยากมากๆ เลยนะ"

ไป๋อู้พอจะเข้าใจแล้ว ในเสี้ยววินาทีที่เกิดการสถิตวิญญาณ มันมีโอกาสที่ไอเทมประเภทเดียวกันจะเกิดการสถิตวิญญาณตามไปด้วย แต่เปอร์เซ็นต์มันคงจะเป็นเรื่องของดวงล้วนๆ เลยล่ะ

"ก็เลยทำให้หลังจากนั้น มีกล้องวงจรปิดในคราบกุญแจมือ ที่สามารถเชื่อมต่อกับหน้าจอมอนิเตอร์พิลึกๆ ภายในหอคอยได้ สินะ?"

"ใช่แล้ว ส่วนเหตุผลที่กองกำลังสำรวจไม่ได้ใช้ของชิ้นนี้ ก็เพราะพวกเขาหาซื้อไม่ได้น่ะสิ มหาเศรษฐีคนนั้นไม่ได้คิดจะขายกุญแจมือพวกนี้อยู่แล้ว"

ก็แหงล่ะ ถ้าทั้งโลกมีแค่ฉันคนเดียวที่สามารถไลฟ์สตรีมได้ แล้วมีคนมาขอซื้ออุปกรณ์ไลฟ์ของฉัน ฉันก็คงไม่ขายให้หรอก

ผลกำไรจากการผูกขาดตลาด มันมหาศาลจนจินตนาการไม่ถึงเลยล่ะ แต่ทั้งหมดนี้มันก็ต้องมีข้อแม้ข้อหนึ่งนะ... นั่นคือคุณต้องมีบารมีมากพอที่จะผูกขาดมันได้ด้วย

"ดูเหมือนมหาเศรษฐีคนนี้ จะมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดาสินะ"

"ใช่เลย พวกคนในกองกำลังสำรวจ ไม่กล้าไปงัดกับเขาตรงๆ หรอก มีคนเดาว่าเขาอาจจะมาจากชั้นห้าด้วยซ้ำ"

ชนชั้นปกครอง...

สิ่งที่ไป๋อู้กำลังคิดอยู่ มันซับซ้อนกว่าที่หลิวเฉิงจื่อคิดไว้เยอะ

เพราะหลิวเฉิงจื่อไม่มีทางรู้เลยว่า เมื่อไม่นานมานี้ ไป๋อู้เพิ่งจะสวมกุญแจมืออันนั้นมาหมาดๆ

สมองของเขาแล่นปรู๊ดปร๊าด เผลอขมวดคิ้วขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

ดูเหมือนว่าฉันจะประเมินเกมพนันนั่นต่ำไปหน่อย ท่าทีของอู่จิ่วที่มีต่อเกมพนันนี้ก่อนหน้านี้ ก็พอจะพิสูจน์ได้แล้วว่า เจ้าของบ่อนพนันคนนี้มีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดาจริงๆ

แล้วตกลงใครกันล่ะที่เป็นคนคาบข่าวไปบอก จนทำให้กองกำลังสำรวจต้องมาช่วยฉัน? มั่นใจได้เลยว่าคนคนนั้นต้องมีฐานะระดับชนชั้นสูงขึ้นไปแน่นอน แต่ใครล่ะจะยอมลงทุนงัดกับเจ้าของบ่อนพนันเพื่อช่วยขอทานแค่คนเดียว?

แถมเจ้าของบ่อนคนนี้ก็ไม่ใช่ย่อย ถ้าความแตกขึ้นมา อู่จิ่วจะปกป้องฉันได้ไหมนะ?

แล้วถ้าฉันจะไปจัดรายการไลฟ์สตรีมนอกหอคอย มันจะไปเตะตาพวกคนในบ่อนพนันเข้าหรือเปล่า?

ไป๋อู้ถามต่อ:

"สรุปก็คือ ถ้าอยากจะดูไลฟ์สตรีมของจริง ก็ต้องไปติดต่อกับมหาเศรษฐีคนนั้นใช่ไหม? ธุรกิจของเขาขยายมาถึงคนชั้นล่างด้วยงั้นเหรอ? แล้วเธอพอจะมีวิธีหาอุปกรณ์ไลฟ์สตรีมมาให้ฉันได้ไหม?"

ยิ่งเป็นคนรวย ก็ยิ่งรู้ซึ้งถึงมูลค่าของแรงงานคนชั้นล่าง ธุรกิจของมหาเศรษฐีคนนั้น ย่อมไม่มีทางจำกัดอยู่แค่ในชั้นสูงสามชั้นบนแน่ๆ

"ก็พอจะติดต่อได้อยู่นะ อืม... พอดีฉันมีแฟนที่มีเส้นสายทางนี้น่ะ"

คนอื่นมักจะพูดว่า 'ฉันมีเพื่อนคนนึง' แต่หลิวเฉิงจื่อนี่มาเหนือกว่า บอกว่า 'ฉันมีแฟนคนนึง' เลยแฮะ ไป๋อู้ต้องยอมรับเลยว่า นี่ก็ถือเป็นความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งเหมือนกัน

ไป๋อู้ไม่อยากอ้อมค้อมแล้ว:

"ฉันต้องการอุปกรณ์ตามนี้นะ หน้ากากสถิตวิญญาณที่สามารถดัดเสียงได้ เอาสไตล์แบบตัวตลกหน้ายิ้มอะไรประมาณนั้น ถ้าดัดเสียงไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องมั่นใจว่ามันแข็งแรงทนทานพอ"

"แล้วก็อุปกรณ์ไลฟ์สตรีม แต่จะใช้ชื่อฉันไปขอไม่ได้นะ เธอต้องเป็นคนไปหามาให้ฉัน แล้วก็ต้องรับประกันด้วยว่าจะไม่มีใครสาวมาถึงตัวฉันได้"

หลิวเฉิงจื่อรู้สึกว่าคำขอนี้มันยากเอาเรื่อง แต่ไป๋อู้ก็รีบเพิ่มข้อเสนอที่น่าสนใจให้ทันที:

"กล้องตัวนี้ตอนนี้ใช้ได้แค่สองครั้งต่อสัปดาห์ แต่ถ้ายังพกติดตัวต่อไปเรื่อยๆ ระดับการสถิตวิญญาณของมันก็จะเพิ่มขึ้น ทำให้ใช้งานได้บ่อยขึ้น แถมยังอาจจะวิวัฒนาการไปได้อีกด้วย ถ้าเธอยอมช่วยฉัน นอกเหนือจากกล้องตัวนี้แล้ว ในอนาคตถ้ามีของชิ้นไหนที่เหมาะจะเอาไปสถิตวิญญาณ ฉันก็อาจจะพิจารณาเอาติดตัวออกไปนอกหอคอยให้ด้วย"

หลิวเฉิงจื่อหูผึ่งทันที

ถ้าไป๋อู้เก่งพอ นี่มันก็เท่ากับเครื่องจักรผลิตไอเทมสถิตวิญญาณเดินได้เลยไม่ใช่เหรอ?

แบบนี้มันมีค่ามากกว่าแฟนทุกคนของฉันรวมกันซะอีกนะเนี่ย!

ถึงแม้จะไม่ค่อยรู้จักไป๋อู้เท่าไหร่ แต่สัญชาตญาณลูกผู้หญิงของเธอบอกว่า ไป๋อู้คนนี้ต้องเก่งกาจและเป็นเส้นสายที่พึ่งพาได้อย่างแน่นอน

"ตกลง! ฉันจะไปหาอุปกรณ์ไลฟ์มาให้ รับรองว่าจะไม่มีใครสาวถึงตัวพี่ได้แน่นอน ฝีมือระดับฉันซะอย่าง แต่ฉันขอเป็นหุ้นส่วนจัดการเรื่องธุรกิจให้พี่นะ ถ้ามีฉันอยู่ พี่ก็แค่ตั้งหน้าตั้งตาไลฟ์ไปอย่างเดียวก็พอ เรื่องการตลาดและการจัดการ เดี๋ยวฉันจัดการให้เอง!"

การที่สามารถมาเปิดร้านอยู่ในย่านทำเลทองของชั้นล่างสุดได้ โดยที่ไม่มีใครกล้ามาแหยม คอนเน็กชันของหลิวเฉิงจื่อก็ต้องอึ๋มกว่าหน้าอกของเธออย่างแน่นอน

ไป๋อู้ไม่ได้ขัดข้องอะไร การไลฟ์สตรีมมันต้องอาศัยคนช่วยสร้างกระแส ซึ่งหลิวเฉิงจื่อก็เหมาะกับหน้าที่นี้จริงๆ

"เร็วสุดใช้เวลาเท่าไหร่?"

"พี่รีบมากไหมล่ะ? น่าจะประมาณสามวันนะ"

ถือว่าเร็วกว่าที่คิดไว้เยอะเลยแฮะ

หลังจากตกลงรายละเอียดต่างๆ กับหลิวเฉิงจื่อเรียบร้อยแล้ว ไป๋อู้ก็เดินออกจากร้านสมบัติของเฉิงจื่อ

พอกลับมาถึงที่พัก เขาก็หยิบแผ่นรูเล็ตต์ดึงดูดขึ้นมาพิจารณา พลางคิดในใจว่า พื้นที่เป้าหมายสำหรับการสำรวจครั้งต่อไป จะเป็นเขตที่คนท้าดวลคนนั้นจัดเตรียมไว้ให้ หรือว่าจะสุ่มเลือกเขตใหม่ดี?

ในขณะที่ไป๋อู้กำลังวางแผนกิจกรรมนอกหอคอยอยู่นั้น เขากลับไม่รู้ตัวเลยว่าอู่จิ่วได้เตรียมแผนการอื่นไว้ให้เขาแล้ว

ก๊อกๆๆ เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น พร้อมกับเสียงผู้หญิงดังมาจากข้างนอก:

"ไป๋อู้ ฉันเอง อวิ๋นชูจากหน่วยสืบสวน หัวหน้าสั่งให้ฉันมาหานายน่ะ"

หน่วยสืบสวนงั้นเหรอ?

ไป๋อู้พอจะเดาจุดประสงค์ของการมาเยือนครั้งนี้ได้ลางๆ หน่วยสืบสวนมีหน้าที่สอบปากคำผู้ต้องหา ควบคุมข้อมูลข่าวสารบางอย่างในชั้นล่างสุด และในขณะเดียวกันก็รับผิดชอบสืบสวนคดีที่เกิดขึ้นในชั้นล่างสุดด้วย

หรือว่าจะมีคดีเกิดขึ้น?

พอนึกถึงสไตล์ของป้ายประกาศรับสมัครงานในชั้นล่างสุดพวกนั้นแล้ว ถ้าจะเกิดคดีอาชญากรรมขึ้นที่นี่ ไป๋อู้ก็ไม่แปลกใจเลยสักนิด

แต่เขาเองก็ยังไม่เคยลองใช้ 'ดวงตาของเพลเยอร์' ในการสืบคดีมาก่อนเลย บางทีมันอาจจะให้ความรู้สึกเหมือนใช้สูตรโกงเกมอยู่ก็ได้มั้ง?

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 26 ธุรกิจทำเงิน (ตอนควบ)

คัดลอกลิงก์แล้ว