- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 391 หวนคืนสู่ฟาร์มตงอัน
บทที่ 391 หวนคืนสู่ฟาร์มตงอัน
บทที่ 391 หวนคืนสู่ฟาร์มตงอัน
บทที่ 391 หวนคืนสู่ฟาร์มตงอัน
พวกเขาทั้งคู่ตัดสินใจกันแบบปุบปับ โดยที่แทบไม่รู้เลยว่าโรงภาพยนตร์กำลังฉายเรื่องอะไรอยู่ สรุปคือมีอะไรฉายอยู่ตอนนั้นก็ดูเรื่องนั้นไป
พอดูภาพยนตร์จบเวลาก็ล่วงเลยไปพอสมควร เฮ่อหยางซาน จึงอาสาไปส่งฟู่ซานที่หน้าบ้าน
พอถึงหน้าประตูบ้าน เฮ่อหยางซานเหลือบไปเห็นห่อสัมภาระที่ถืออยู่ในมือ เขานิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะบอกกับฟู่ซานว่า "ห่อของนี่เอาไปฝากไว้ที่ผมก่อนดีไหม ไม่อย่างนั้นถ้าคุณถือเข้าไปตอนนี้ คงยากที่จะอธิบายกับแม่คุณนะ"
เมื่อกี้ตอนทานข้าว ฟู่ซานเพิ่งบอกไปว่าเรื่องที่เธอลาออกนั้นตั้งใจจะปิดบัง แม่ฟู่และฟู่เส้าตั๋วไว้ก่อน
ฟู่ซานเองก็กำลังกลุ้มใจอยู่พอดีว่าจะอธิบายเรื่องห่อของนี้ยังไง พอยังซานเสนอให้ฝากไว้ที่เขา จึงถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด
"งั้นฝากไว้ที่คุณก่อนแล้วกันนะ ถ้าฉันจำเป็นต้องใช้อะไร เดี๋ยวค่อยแวะไปเอาที่ร้านคุณ"
ทั้งสองร่ำลากันที่หน้าบ้าน ก่อนจะแยกกัน เฮ่อหยางซานวางห่อของลงบนพื้นแล้วดึงฟู่ซานเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน เขาประคองศีรษะเธอให้ซบลงบนไหล่พลางตบหลังเบา ๆ
"อย่าคิดมากนะ กลับไปนอนพักผ่อนให้เต็มที่ พรุ่งนี้จะเป็นการเริ่มต้นวันใหม่ที่ดี"
พูดจบ เขาก็ประทับจุมพิตที่ข้างแก้มเธอหนึ่งที
ฟู่ซานเดินเข้าบ้านมาจนถึงข้างในแล้ว แต่เธอยังรู้สึกได้ถึงไอร้อนผ่าวที่แก้ม
ประจวบเหมาะกับที่เจียงชิ่น นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นชั้นล่าง กำลังขะมักเขม้นจดอะไรบางอย่างลงในสมุดบันทึก
เมื่อเห็นใบหน้าที่แดงก่ำของฟู่ซาน เจียงชิ่นก็แกล้งขยิบตาให้อย่างล้อเลียน
"คืนนี้ไปเดตมาเหรอจ๊ะ ? "
ฟู่ซานหลบสายตาวูบด้วยความเขินอาย "ค่ะ... พี่สะใภ้ หนูขอตัวเข้าห้องก่อนนะ"
พูดจบเธอก็รีบชิ่งหนีขึ้นห้องไปอย่างรวดเร็ว
เจียงชิ่นส่ายหัวยิ้ม ๆ ก่อนจะก้มหน้าจดบัญชีในสมุดต่อ
หลังจากรวบรวมรายรับรายจ่ายในช่วงที่ผ่านมาเสร็จเรียบร้อย เจียงชิ่นก็เก็บสมุดบันทึกแล้วเดินขึ้นชั้นบนกลับเข้าห้องนอนตัวเอง ฟู่เส้าตั๋วกำลังนั่งพิงหัวเตียงอ่านหนังสืออยู่ เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูเขาก็เงยหน้าขึ้นมอง
"จัดการธุระเสร็จแล้วเหรอ ? "
"อื้ม"
เจียงชิ่นพยักหน้าพลางถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกแขวนไว้ที่ราว ก่อนจะมุดตัวขึ้นไปบนเตียง
เดือนมิถุนายนในเมืองหลวงเริ่มเข้าสู่ช่วงต้นฤดูร้อนแล้ว แต่ยามค่ำคืนก็ยังคงมีความเย็นหลงเหลืออยู่บ้าง
เมื่อกี้เจียงชิ่นไม่ได้สวมถุงเท้า เดินเท้าเปล่าใส่รองเท้าแตะ ทำให้เท้าทั้งสองข้างค่อนข้างเย็น
พอซุกตัวเข้าใต้ผ้าห่ม เธอก็แกล้งแหย่ด้วยการเอาเท้าเย็นเฉียบไปแปะไว้ที่หน้าแข้งของฟู่เส้าตั๋ว แต่แปะเพียงครู่เดียวก็รีบชักออก
เห็นฟู่เส้าตั๋วสะดุ้งเพราะความเย็นแบบไม่ทันตั้งตัว เจียงชิ่นก็หลุดหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ
"ทำไมเท้าเย็นขนาดนี้เนี่ย คุณไม่ได้สวมถุงเท้าอีกล่ะสิ"
ฟู่เส้าตั๋ววางหนังสือลงแล้วขยับตัวลงนอนใต้ผ้าห่ม เขาคว้าเท้าทั้งสองข้างของเจียงชิ่นมากุมไว้ด้วยมืออุ่น ๆ แล้วดึงไปซุกไว้ที่หน้าท้องของตัวเองเพื่อคลายความหนาวให้เธอ
"อุ่นขึ้นไหม ? "
เจียงชิ่นพยายามจะชักเท้ากลับตามสัญชาตญาณ "คุณนี่บ้าจริง ๆ ไม่หนาวหรือไงคะ ? "
แต่ฟู่เส้าตั๋วกลับยิ้มบางๆ "ไม่หนาวหรอก ถ้าคุณอุ่น ผมก็อุ่นเหมือนกัน"
หัวใจของเจียงชิ่นพลันอบอุ่นจนอธิบายไม่ถูก เธอขยับเข้าไปซุกในอ้อมกอดของฟู่เส้าตั๋วแล้วโอบรอบคอเขาไว้
"คุณสามีคะ... พวกเรามาหาอะไรทำกันหน่อยดีไหม"
เธอเอ่ยชวน
ฟู่เส้าตั๋วย่อมเข้าใจความหมายแฝงในประโยคนั้นทันที ตอนเจียงชิ่นตั้งท้องพวกเขาก็ต้องงดเรื่องอย่างว่าไปนาน พอคลอดเสร็จช่วงอยู่ไฟเขาก็ไปผ่าตัดทำหมันอีก
ทำให้ช่วงเวลาที่ผ่านมานานมากแล้วที่พวกเขาไม่ได้ใกล้ชิดกันอย่างลึกซึ้ง
และเมื่อถึงเวลาที่ได้ใกล้ชิดกันจริง ๆ เจียงชิ่นก็ถูกฟู่เส้าตั๋ว "รังแก" เสียจนน่วมไปหลายวัน ถึงขั้นที่บ่นว่าเอวแทบจะหัก
จนเจียงชิ่นงอนไม่ยอมคุยกับฟู่เส้าตั๋วไปตั้งหลายวัน ทำเอาเขาต่อให้มีความปรารถนาแค่ไหนก็ต้องอดทน ไม่กล้าเอ่ยปากร้องขออะไรอีก แต่วันนี้เจียงชิ่นกลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากชวนเอง มีหรือที่ฟู่เส้าตั๋วจะยอมปล่อยโอกาสทองนี้ให้หลุดลอยไป
ทั้งคู่คลอเคลียหยอกล้อกันจนค่อนคืน กว่าฟู่เส้าตั๋วจะยอมปล่อยให้เจียงชิ่นนอนพักผ่อนอย่างอาลัยอาวรณ์ ก็ตอนที่เห็นเธอง่วงจนตาแทบจะปิดอยู่แล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเจียงชิ่นถูกปลุกให้ตื่น ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าที่ดูสดชื่นกระปรี้กระเปร่าราวกับได้ชาร์จพลังมาเต็มเปี่ยมของฟู่เส้าตั๋ว เธอรู้สึกหมั่นไส้จนทนไม่ไหว ค้อนใส่เขาวงใหญ่พลางหยิกแขนเขาไปทีหนึ่ง
ฟู่เส้าตั๋วรู้ตัวว่าเมื่อคืนเขาทำเกินไปหน่อย จึงรีบไปยกอาหารเช้าขึ้นมาเสิร์ฟให้ถึงเตียงเพื่อให้เจียงชิ่นได้ทานทั้งที่ยังไม่ต้องลุกไปไหน
นี่ถ้าเจียงชิ่นไม่ห้ามไว้ เขาคงจะป้อนเธอด้วยซ้ำ
พอกินเสร็จ ทั้งคู่ตั้งท่าจะออกจากบ้าน ประจวบเหมาะกับที่ฟู่ซานสะพายกระเป๋าเตรียมจะออกไปข้างนอกเหมือนกัน ฟู่ซานมองหน้าเจียงชิ่นแล้วขยิบตาให้เป็นเชิงส่งซิกบางอย่าง
เจียงชิ่นได้รับสัญญาณนั้นแต่กลับไม่เข้าใจความหมาย
เมื่อเห็นพี่สะใภ้ยังงงอยู่ ฟู่ซานจึงต้องเดินเข้ามาใกล้แล้วกระซิบเบา ๆ ว่า "พี่สะใภ้คะ หนูว่าพี่ไปเปลี่ยนเป็นชุดคอสูงหน่อยดีกว่าไหม"
"คอสูง..." เจียงชิ่นเข้าใจความหมายในพริบตา
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก รีบวิ่งกลับขึ้นชั้นบนไปที่ห้องนอนอย่างไว พอส่องกระจกดูถึงได้เห็นว่าที่ลำคอมีรอยแดงจาง ๆ อยู่สองจุด เพราะมันสังเกตเห็นได้ไม่ชัดนัก ตอนเปลี่ยนชุดเมื่อเช้าเธอจึงไม่ได้เอะใจ
โชคดีที่ฟู่ซานสังเกตเห็น ไม่อย่างนั้นเธอคงต้องแบกรอยนี้ไปมหาวิทยาลัย แค่คิดเธอก็รู้สึกอายจนอยากจะมุดแผ่นดินหนีแล้ว
การส่งซิกกันระหว่างพี่สะใภ้กับน้องสามีนั้น ฟู่เส้าตั๋วดูไม่ออกเลยแม้แต่นิดเดียว เขาเห็นเพียงแค่เจียงชิ่นวิ่งขึ้นไปบนห้องด้วยความเร็วแสงแล้วก็วิ่งลงมาพร้อมชุดใหม่ เป็นเสื้อเชิ้ตผ้าเต๋อเลี่ยงที่ติดกระดุมคอปิดมิดชิด
ฟู่เส้าตั๋วมองด้วยความสงสัย "ใส่ชุดแบบนี้ ไม่ร้อนเหรอคุณ ? "
เจียงชิ่นค้อนใส่เขาวงใหญ่ด้วยความเคือง ตัวต้นเรื่องแท้ ๆ ยังจะมาทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวอีก !
ในวันนั้น เจียงชิ่นเดินทางไปที่ฟาร์มเลี้ยงเป็ดที่สำรวจไว้กับเฮ่อหยางซาน
ในเขตคอมมูนชานเมืองหลวง มีฟาร์มเลี้ยงเป็ดอยู่ไม่น้อย
แต่ฟาร์มละแวกนี้มีขนาดไม่ใหญ่นัก หากจะใช้เป็นแหล่งวัตถุดิบในช่วงเริ่มต้นของโรงงานแปรรูปขนาดเล็กก็ถือว่าเพียงพออยู่ แต่ถ้าจะมองไปถึงการเติบโตในระยะยาวล่ะก็ แหล่งวัตถุดิบแถวนี้ยังห่างไกลจากคำว่าพอมากนัก
"เอาแบบนี้ไหมคะ ฉันกะว่าจะเดินทางไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ (ตงเป่ย) สักรอบ"
เจียงชิ่นเสนอ
"ไปตงเป่ยเหรอครับ ? " เฮ่อหยางซานชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะคิดตามว่านั่นอาจจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ทางฝั่งตงเป่ยมีฟาร์มเกษตรขนาดใหญ่ตั้งอยู่มากมาย แค่ฟาร์มเลี้ยงเป็ดที่เจียงชิ่นเคยได้ยินชื่อมาก็มีอยู่หลายแห่งแล้ว
"ถ้าอย่างนั้นจะมัวรออะไรล่ะครับ รีบไปเลยดีกว่า ! "
เจียงชิ่นถึงกับหลุดขำในความใจร้อนของเขา "จะให้ไปปุบปับขนาดนั้นได้ยังไงกันคะ อย่างน้อยฉันก็ต้องบอกกล่าวคนทางบ้านก่อนสิ"
ก็นะ เฮ่อหยางซานเขาตัวคนเดียว แต่เจียงชิ่นจะเดินทางไกลทั้งที มีเรื่องที่ต้องจัดการและกำชับคนข้างหลังตั้งมากมาย
เมื่อฟู่เส้าตั๋วรู้เรื่องที่เจียงชิ่นจะกลับไปตงเป่ย เขานิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจว่าจะร่วมเดินทางไปกับเธอด้วย
"พวกเราจากฟาร์มตงอันมานานแล้ว ผมเองก็อยากกลับไปเยี่ยมเยียนที่นั่นเหมือนกันครับ"
ฟู่เส้าตั๋วกล่าวเช่นนั้น การที่เขาเต็มใจจะไปเป็นเพื่อน ทำให้เจียงชิ่นยินดีเป็นอย่างยิ่ง
ข้อสรุปคือทั้งสองคนจะเดินทางไปด้วยกัน โดยฟู่เส้าตั๋วเป็นคนจัดการไปซื้อตั๋วรถไฟล่วงหน้า
พวกเขาปรึกษากันว่าจะพาหยางหยางกับหน่วนหน่วนไปด้วยดีไหม แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าจะไม่พาเด็ก ๆ ไปด้วย ลูกทั้งสองยังเล็กเกินไป การเดินทางที่สมบุกสมบันอาจจะทำให้เด็ก ๆ ป่วยได้ ซึ่งจะเป็นเรื่องลำบาก
อีกอย่าง ครั้งนี้เจียงชิ่นไปเพราะมีภารกิจงาน ไม่ได้ไปเที่ยวพักผ่อน ถ้าต้องหนีบลูกไปด้วย เธอคงไม่มีสมาธิไปสำรวจฟาร์มเลี้ยงเป็ดได้อย่างเต็มที่
จนถึงวันที่ต้องออกเดินทาง ทั้งคู่หอบหิ้วสัมภาระขึ้นรถไฟมุ่งหน้าสู่จุดหมาย
ขณะที่นั่งอยู่บนรถไฟสายที่มุ่งหน้าไปยังฟาร์มตงอัน เจียงชิ่นก็นึกถึงตอนที่เธอเดินทางจากเมืองหลวงกลับไปที่ฟาร์มครั้งก่อน ในตอนนั้นกับความรู้สึกในตอนนี้ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เธอคิดถึงเพื่อน ๆ ที่ฟาร์มตงอันจริง ๆ คิดถึงครอบครัวของ เหอชุนผิง คิดถึงเพื่อนร่วมงานที่แผนกประชาสัมพันธ์ของฟาร์มส่วนกลาง
รวมถึงผู้คนและสิ่งของที่คุ้นเคยในที่แห่งนั้น...