- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 386 ว่าที่ลูกเขยที่ยังไม่เข้าบ้าน
บทที่ 386 ว่าที่ลูกเขยที่ยังไม่เข้าบ้าน
บทที่ 386 ว่าที่ลูกเขยที่ยังไม่เข้าบ้าน
บทที่ 386 ว่าที่ลูกเขยที่ยังไม่เข้าบ้าน
เรื่องที่ว่าเฮ่อหยางซานทำธุรกิจเก่งหรือไม่นั้น ไม่มีใครจะมีสิทธิ์ออกความเห็นได้ดีไปกว่าเจียงชิ่นอีกแล้ว
การที่เธอยอมตกลงร่วมหุ้นกับเฮ่อหยางซานตั้งแต่แรก ก็เพราะมองเห็นหัวการค้าในตัวเขา และจากการคลุกคลีกันมานานกว่าปี ข้อเท็จจริงก็พิสูจน์แล้วว่าเจียงชิ่นมองคนไม่ผิดจริง ๆ
ใบหน้าที่ดูซื่อสัตย์จริงใจนั้นเป็นเพียงภาพลักษณ์ภายนอก ความจริงแล้วตาคนนี้ฉลาดเป็นกรดเลยล่ะ
แต่แน่นอนว่าเธอไม่มีทางพูดแบบนั้นกับแม่สามีตรง ๆ ขืนบอกไปแบบนั้น คะแนนของเฮ่อหยางซานในใจแม่ฟู่คงติดลบฮวบฮาบแน่นอน
"แม่คะ คนที่ดูซื่อสัตย์เป็นผู้ใหญ่นี่แหละค่ะ เวลาทำธุรกิจคนอื่นถึงจะเชื่อถือและไว้ใจ เฮ่อหยางซานวางตัวดีมาก มีความซื่อสัตย์ ธุรกิจเขาถึงได้ขยับขยายใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ แบบนี้ไงคะ ช่วงครึ่งปีหลังเขาก็กำลังจะเปิดโรงงานแปรรูปและขึ้นเป็นผู้อำนวยการโรงงานด้วย เสี่ยวซานอยู่กับเขาต่อไปมีแต่จะสุขสบาย ไม่ต้องลำบากแน่นอนค่ะ"
แม่ฟู่ฟังแล้วก็ได้แต่อึ้งไปเล็กน้อย
เธอไม่มีความรู้เรื่องการทำธุรกิจเลยสักนิด แต่ในเมื่อลูกสะใภ้คนเก่งยืนยันว่าไม่มีปัญหา เธอก็เชื่อมั่นร้อยเปอร์เซ็นต์ว่ามันต้องดีแน่นอน
พอมองกลับไปที่เฮ่อหยางซานอีกครั้ง ตอนนี้แม่ฟู่กลับรู้สึกว่ามองตรงไหนก็น่าเอ็นดูไปหมด ยิ่งมองยิ่งถูกใจ
เฮ่อหยางซานลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ในที่สุดเขาก็ผ่านด่านว่าที่แม่ยายมาได้เสียที
พร้อมกันนั้น เขาก็แอบยกนิ้วโป้งให้เจียงชิ่นอย่างเงียบ ๆ เป็นเชิงขอบคุณ
ผ่านไปครู่หนึ่ง เจียงเต๋อเหิงก็เสร็จสิ้นการสัมภาษณ์และเดินออกมาจากหลังเวที
เจียงชิ่นจัดการชักชวนให้ทุกคนไปกินข้าวที่บ้านของเธอ เมื่อวานเธอกำชับป้าจางไว้แล้วว่า วันนี้ตอนเที่ยงให้จัดเตรียมกับข้าวชุดใหญ่เป็นพิเศษหลาย ๆ อย่าง
ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกัน ในวันที่มีความหมายแบบนี้ ย่อมต้องมีการร่วมโต๊ะฉลองกันสักมื้อเป็นธรรมดา
จวงซือเหวินวิ่งเข้ามาร่ำลาเจียงชิ่น เธอบอกว่าขอตัวกลับพร้อมจั๋วซีเลย เพราะลาเรียนช่วงเช้ามาแล้ว ขืนขาดเรียนช่วงบ่ายอีกกลัวจะโดนอาจารย์ตำหนิเอาได้
เจียงชิ่นเข้าใจดีว่าส่วนหนึ่งเพื่อนเป็นห่วงเรื่องเรียน แต่อีกส่วนหนึ่งก็คงเพราะที่นี่มีแต่ญาติผู้ใหญ่ของเธอ ขืนตามไปกินข้าวด้วยทั้งสองคนคงจะเกร็งและทำตัวไม่ถูก เธอจึงไม่ได้คะยั้นคะยออะไร
"ไว้ฉันกลับไปที่มหาวิทยาลัยเมื่อไหร่ พวกเราค่อยออกไปหาอะไรอร่อย ๆ กินกันนะ"
"ตกลงจ้ะ งั้นพวกเราขอไปทักทายวิศวกรเสิ่นก่อนนะ แล้วจะรีบกลับมหาวิทยาลัยเลย"
จวงซือเหวินบอกลาเจียงชิ่นเสร็จ ก็พากันเดินไปหาเสิ่นหงที่หลังเวทีพร้อมกับจั๋วซี
ขณะที่กลุ่มครอบครัวเจียงกำลังเดินออกจากงาน เจียงชิ่นตั้งใจเดินเข้าไปใกล้เฮ่อหยางซานแล้วกระซิบถามเรื่องอาคารโรงงาน
อาคารโรงงานที่เธอพูดถึง คือสถานที่ที่หวังเหิงช่วยหาไว้ให้
หลังจากที่คุยกับหวังเหิงเรื่องอยากเปิดโรงงานแปรรูปขนเป็ดในคราวก่อน หวังเหิงก็ทำงานไวปานกามนิตหนุ่ม จัดหาทำเลที่เหมาะสมมาให้ทันที
มันเป็นอาคารโรงงานเก่าที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ของรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
ถึงจะบอกว่าเป็นโรงงานเก่า แต่สภาพยังดูใหม่มาก เพราะหลังจากสร้างเสร็จก็เพิ่งใช้งานไปได้ไม่กี่ปีเอง
เจียงชิ่นไม่มีเวลาไปดูด้วยตัวเอง เลยส่งที่อยู่ให้เฮ่อหยางซานไปสำรวจดูเอาเอง
พอพูดถึงเรื่องโรงงาน ดวงตาของเฮ่อหยางซานก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
"ผมไปดูมาเรียบร้อยแล้วครับ สถานที่นั้นเหมาะมากจริง ๆ อยู่แถบชานเมืองแต่การเดินทางไม่ได้ลำบากเกินไป ตัวอาคารใช้งานมาแค่สองปีนิด ๆ สภาพยังใหม่เอี่ยม สิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานก็มีครบหมด แค่ปรับปรุงนิดหน่อยให้เข้ากับงานของเราก็พร้อมลุยเลยครับ ที่สำคัญคือมีโกดังขนาดใหญ่ด้วย ต่อไปจะเอาไว้สต็อกขนเป็ดได้สบายเลยล่ะครับ"
"เยี่ยมไปเลย ฟังดูเข้าทีมาก งั้นก็ตกลงเอาที่นั่นแหละค่ะ ส่วนเรื่องค่าเช่า เดี๋ยวฉันจะลองไปสอบถามรองผู้อำนวยการหวังดูอีกทีนะคะ"
"โอเคครับ คุณลองถามดูนะ ส่วนผมจะรีบร่างสัญญาเตรียมไว้ ถ้าคุณเจรจาตกลงกันเรียบร้อยเมื่อไหร่ เราจะได้เซ็นสัญญากันทันทีเลย"
"ค่ะ เอาตามนั้นเลย"
ต้องยอมรับว่าหวังเหิงทำงานพึ่งพาได้จริง ๆ เรื่องที่ดูเหมือนจะยุ่งยากกลับถูกเขาจัดการจนคลี่คลายได้อย่างง่ายดาย
การแก้ปัญหาเรื่องสถานที่ได้ เท่ากับยกภูเขาออกจากอกของเฮ่อหยางซานไปลูกใหญ่ ความกังวลในช่วงก่อนหน้านี้หายวับไปกับตา ตอนนี้เขากลับมาฮึกเหิมและเต็มไปด้วยกำลังใจ
เจียงชิ่นไม่อยากจะขัดความสุขของเขา แต่เธอก็ต้องเตือนให้เขามีสติไว้บ้าง
"คุณอย่าเพิ่งมองว่าการเปิดโรงงานมันเป็นเรื่องกล้วย ๆ นะคะ ต่อไปจะมีเรื่องให้คุณต้องปวดหัวอีกเยอะแยะเลยล่ะ"
เฮ่อหยางซานลดรอยยิ้มลงเล็กน้อย แล้วตอบด้วยสีหน้าจริงจัง "เรื่องนั้นผมเตรียมใจไว้แล้วครับ เมื่อไม่กี่วันก่อนผมยังแอบไปดูงานที่โรงงานเอกชนของคนอื่นมาด้วย เพื่อศึกษาดูว่าเขาบริหารจัดการกันยังไง"
"โอ้โห ไม่เบานี่คะ รู้จักไปลงพื้นที่สำรวจโรงงานคนอื่นด้วย"
เรื่องนี้ทำเอาเจียงชิ่นประหลาดใจอยู่ไม่น้อย
เฮ่อหยางซานหัวเราะแหะ ๆ "พวกเรายังไม่มีประสบการณ์นี่ครับ ในเมื่อคนอื่นเขาทำมาก่อน มีประสบการณ์มากกว่า เราก็ต้องไปเรียนรู้จากเขาเป็นธรรมดาครับ"
"อืม ดีค่ะ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ดี ๆ กลับมาเยอะ ๆ นะคะ"
คุยไปพลาง เจียงชิ่นก็คิดในใจว่าต้องหาโอกาสขอบคุณหวังเหิงอย่างเป็นทางการสักครั้ง
เมื่อทุกคนเดินทางมาถึงบ้าน ทันทีที่ก้าวเข้าประตูมาก็ได้กลิ่นหอมหวนของอาหารลอยฟุ้งไปทั่ว
ป้าจางกำลังวุ่นอยู่ในครัว เสียงผัดอาหารดังฉ่าออกมาให้ได้ยิน บนโต๊ะอาหารในห้องโถงมีกับข้าววางเรียงรายอยู่กว่าสิบอย่างแล้ว
เจียงชิ่นรีบเดินเข้าไปในครัวทันที "ป้าจางคะ ยังทำอะไรอยู่อีกเหรอคะ ? กับข้าวเยอะแยะขนาดนี้ กินกันไม่หมดแล้วล่ะค่ะ"
พอได้ยินเสียงเธอ ป้าจางก็หันกลับมาพร้อมควงตะหลิวในมือประกอบจังหวะ
"เหลืออย่างสุดท้ายแล้วค่ะ ลูกชิ้นน้ำแดง กลิ่นน้ำมันในครัวมันแรง คุณรีบออกไปรอข้างนอกเถอะค่ะ อีกเดี๋ยวก็เริ่มกินได้แล้ว"
ในเมื่อป้าจางยืนยันว่าเป็นจานสุดท้าย เจียงชิ่นก็ไม่ได้ว่าอะไรต่อ แต่เธอก็ยังไม่ออกไปจากครัว เธอเดินไปล้างมือที่ซิงค์น้ำ แล้วเริ่มหยิบจานชามและตะเกียบออกจากตู้
โชคดีที่ที่บ้านมีจานชามเยอะแยะ ถึงจะกินกันสิบกว่าคนก็ยังมีใช้เหลือเฟือ
ขณะที่เจียงชิ่นกำลังลำเลียงจานชาม ฟู่เส้าตั๋วที่เพิ่งล้างมือเสร็จก็เดินเข้ามาช่วยรับช่วงต่อจากมือเธอ
จานชามมันเยอะเกินกว่าจะถือไปทีเดียวหมด ฟู่เส้าตั๋วช่วยยกไปส่วนหนึ่ง เจียงชิ่นก็ยังคงหยิบออกมาจากตู้ต่อ
ครู่หนึ่ง ฟู่ซานก็เดินเข้ามาช่วยอีกแรง และแม้แต่เฮ่อหยางซานก็เดินตามเข้ามาด้วย
เจียงชิ่นยื่นจานชามที่เพิ่งหยิบออกมาส่งให้ฟู่ซาน แล้วหันไปพูดกับเฮ่อหยางซานว่า "คุณเป็นแขกนะ รีบกลับไปนั่งรอดีกว่าค่ะ ไว้รอให้มี 'ฐานะ' ชัดเจนกว่านี้เมื่อไหร่ ต่อให้ไม่อยากช่วยก็ต้องช่วยอยู่ดีแหละค่ะ"
เรื่อง "ฐานะ" ที่ว่านั้น ทุกคนต่างก็เข้าใจความหมายแฝงได้เป็นอย่างดี
พอได้ยินประโยคนั้น เฮ่อหยางซานยังไม่ทันได้ปฏิกิริยาอะไร แต่ฟู่ซานหน้าแดงแปร๊ดไปแล้ว เธอรีบก้มหน้าก้มตาถือจานชามเดินจ้ำอ้าวออกจากครัวไปอย่างไว
เฮ่อหยางซานเองก็เริ่มเข้าใจความหมายของเจียงชิ่น ใบหน้าของเขาก็ขึ้นสีระเรื่อตามไปด้วย
ประจวบเหมาะกับที่ป้าจางทำลูกชิ้นน้ำแดงเสร็จพอดี เขาจึงรีบรับจานนั้นมาแล้วอาสายกออกไปวางที่โต๊ะเอง
"นั่นใครกันน่ะคะ ? "
ป้าจางเพิ่งเห็นหน้าเฮ่อหยางซานเป็นครั้งแรก เลยอดถามด้วยความสงสัยไม่ได้
เจียงชิ่นยิ้มกริ่มแล้วตอบว่า "ลูกเขยบ้านฉันเองค่ะ"
"คะ ? "
ป้าจางทำหน้าเหวอ ไปมีลูกเขยมาจากไหนกัน ทำไมไม่เคยได้ยินข่าวคราวมาก่อนเลย ?
เจียงชิ่นพูดเสริมตบท้าย "ว่าที่ลูกเขยที่ยังไม่ข้ามประตูบ้านน่ะค่ะ เพิ่งมาบ้านครั้งแรกวันนี้เอง"
พูดจบเธอก็เม้มปากยิ้มแล้วเดินนวยนาดออกจากครัวไป
ป้าจางยืนอึ้งไปพักหนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะตามออกมา
ในห้องอาหาร เฮ่อหยางซานวางจานลูกชิ้นน้ำแดงลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง
จังหวะนั้นจ้านอวี้หมินกำลังนั่งคุยอยู่กับแม่ฟู่พอดี พอเห็นท่าทางขยันขันแข็งของเฮ่อหยางซาน เธอจึงหันไปพูดกับแม่ฟู่ว่า "แฟนของเสี่ยวซานใช้ได้เลยนะเนี่ย พ่อหนุ่มคนนี้ขยันขันแข็งดี แถมหน้าตาก็ดูดีเชียวล่ะ"
การที่จ้านอวี้หมินเอ่ยปากชมเฮ่อหยางซาน ก็เท่ากับเป็นการชมว่าฟู่ซานตาถึง แม่ฟู่ได้ฟังก็ปลื้มใจ ยิ้มหน้าบานอารมณ์ดีสุด ๆ
"ฉันก็ว่าดูดีใช้ได้เลยล่ะค่ะ ถึงจะบอกว่าเป็นพ่อค้าตัวเล็ก ๆ งานการดูไม่ค่อยมั่นคง แต่เสี่ยวชิ่นบอกว่าตอนนี้สถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนไปแล้ว การทำธุรกิจในอนาคตจะรุ่งเรืองมาก เรื่องพวกนี้ฉันก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องหรอกค่ะ แต่คำพูดของเสี่ยวชิ่นน่ะไม่มีผิดเพี้ยนแน่นอน อีกอย่างเสี่ยวซานเขาก็ชอบของเขา เราเป็นผู้ใหญ่จะไปขัดขวางความรักของเด็ก ๆ ก็ใช่ที่จริงไหมคะ"
จ้านอวี้หมินรีบรับลูกทันที "จริงที่สุดค่ะ ตอนนี้รัฐบาลกำลังเร่งพัฒนาเศรษฐกิจ สนับสนุนให้คนทำธุรกิจส่วนตัว แถมยังมีนโยบายเอื้อประโยชน์ออกมาตั้งเยอะแยะ วางใจเถอะค่ะ ดูจากโหงวเฮ้งแล้วเสี่ยวซานบ้านคุณเป็นคนมีวาสนา อนาคตต้องมีชีวิตที่สุขสบายแน่นอน"
คำพูดสนับสนุนจากจ้านอวี้หมิน ยิ่งทำให้แม่ฟู่มีความสุขมากขึ้นไปอีก และในขณะเดียวกัน ความกังวลที่เคยมีในใจก็มลายหายไปจนหมดสิ้น