- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 366 ตัวตนของจู้จวน
บทที่ 366 ตัวตนของจู้จวน
บทที่ 366 ตัวตนของจู้จวน
บทที่ 366 ตัวตนของจู้จวน
ฟู่เส้าตั๋วตัดสินใจแล้วว่าจะยังไม่บอกเจียงชิ่นเรื่องที่เขาไปนัดทำหมันเอาไว้
เขาตั้งใจจะให้เจียงชิ่นอยู่ไฟพักฟื้นร่างกายให้สบายใจไร้กังวลไปก่อน รอจนกว่าเขาจะผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยเอามาบอกทีเดียว เมื่อสังเกตเห็นว่าริมฝีปากของเจียงชิ่นแห้งผาก ฟู่เส้าตั๋วก็เอ่ยถามว่าอยากดื่มน้ำไหม เจียงชิ่นพยักหน้ารับ
ตอนนี้เธอคอแห้งเป็นผงจริง ๆ ฟู่เส้าตั๋วค่อย ๆ ประคองแผ่นหลังของเธอให้ลุกขึ้นนั่งพิง แล้วป้อนน้ำให้เธอดื่มอึกใหญ่จนชื่นใจ พอดื่มน้ำเสร็จ ฟู่เส้าตั๋วก็ประคองเธอให้นอนลงอย่างแผ่วเบา พร้อมกับห่มผ้าให้เธออย่างมิดชิด
บังเอิญว่าวันนี้ตรงกับช่วงเทศกาลเสี่ยวเหนียน (เทศกาลเล็กก่อนวันตรุษจีน) พอดี ซึ่งถือเป็นช่วงที่อากาศหนาวเหน็บที่สุดในรอบปี ถึงแม้ในห้องพักผู้ป่วยจะมีเครื่องทำความร้อนติดตั้งอยู่ แต่ความร้อนที่ส่งออกมาก็ไม่ค่อยจะพอสักเท่าไหร่ ทำให้อากาศภายในห้องยังคงหนาวสะท้านอยู่ดี
"ตอนนี้ร่างกายของคุณยังอ่อนแอมากนะ ต้องห่มผ้าให้อุ่น ๆ เข้าไว้นะครับ ขืนปล่อยให้โดนลมเย็นเดี๋ยวจะพาลเป็นหวัดเอาได้นะ"
ฟู่เส้าตั๋วเอ่ยกำชับด้วยความเป็นห่วง
เจียงชิ่นพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย พลางซุกตัวขดอยู่ในผ้าห่มผืนหนา
"ฉันเริ่มรู้สึกง่วงอีกแล้วล่ะค่ะ"
เธอพูดพลางยกมือขึ้นปิดปากหาวหวอดใหญ่
ฟู่เส้าตั๋วนั่งลงที่ขอบเตียง เอื้อมมือไปตบเบา ๆ ลงบนผ้าห่มตรงตัวเธอเป็นจังหวะ ราวกับกำลังกล่อมเด็กนอน พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและอ่อนโยน "ง่วงก็นอนพักเถอะครับ เดี๋ยวผมจะนั่งเฝ้าอยู่ตรงนี้เป็นเพื่อนคุณเอง"
"อื้ม"
เจียงชิ่นครางรับในลำคอเบา ๆ แล้วค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลง
ด้วยความที่ร่างกายของเธอสูญเสียพลังงานไปอย่างมหาศาล ทำให้ต่อให้เพิ่งจะตื่นจากการงีบหลับไปหมาด ๆ เธอก็ยังคงรู้สึกอ่อนเพลียและง่วงงุนอยู่ดี
ใบหน้าของเธอยังคงซีดเซียวไร้สีเลือด ฟู่เส้าตั๋วมองแล้วก็รู้สึกปวดใจจนแทบจะทนไม่ไหว สายตาของเขาจดจ่ออยู่ที่ใบหน้าของเธออย่างไม่วางตา
อีกมุมหนึ่งของห้องพักฟื้น อวี๋เฟิ่งเจียกับเก่อหมิงลี่ สองสะใภ้ตระกูลเจียงกำลังซุบซิบกระซิบกระซาบกันอยู่
"เธอเห็นคู่สามีภรรยาคู่นี้ไหม รักกันหวานชื่นซะไม่มีล่ะ ตอนที่พวกเขาสองคนเพิ่งจะแต่งงานกันใหม่ ๆ ฉันยังแอบปรามาสในใจเลยนะ ว่าคู่นี้คงไปกันไม่รอดเกินปีหรอก แต่ดูตอนนี้สิ พวกเขากลับครองรักกันได้ดีกว่าคู่ไหน ๆ ซะอีก ฉันนี่มันตาถั่วจริง ๆ เลยเชียว"
อวี๋เฟิ่งเจียกระซิบกระซาบกับเก่อหมิงลี่
เก่อหมิงลี่หัวเราะเบา ๆ "น้องฟู่เขารักและทะนุถนอมภรรยามากจริง ๆ นั่นแหละ เกิดมาฉันก็เพิ่งจะเคยเห็นผู้ชายที่รักเมียหลงเมียขนาดนี้เป็นคนแรกเลยนะเนี่ย"
"นั่นน่ะสิ พอเห็นน้องฟู่ทำตัวแสนดีขนาดนี้ แล้วพอนึกย้อนกลับมาดูตาเจียงเต๋อเหว่ยสามีฉันนะ อย่าว่าแต่จะมาคอยดูแลเอาใจใส่แบบนี้เลย ลำพังแค่คำพูดหวาน ๆ หูสักคำ ยังแทบจะเค้นออกจากปากไม่ได้เลย"
"เจียงเต๋อเหิงสามีฉันก็อีหรอบเดียวกันนั่นแหละ"
สองสะใภ้ต่างพากันปรับทุกข์ระบายความอัดอั้นตันใจใส่กัน ก่อนจะลงความเห็นตรงกันว่า น้องสามีของพวกเธอนี่ช่างเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในสามโลกจริง ๆ
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังกระซิบกระซาบกันอยู่นั้น แม่ฟู่กับฟู่ซานก็จูงมือหยางหยางกับหน่วนหน่วนเดินเข้ามาในห้องพอดี
เมื่อคืนนี้หยางหยางกับหน่วนหน่วนยังนั่งร่วมโต๊ะกินข้าวเย็นกับเจียงชิ่นอยู่เลย แถมยังเห็นแม่เดินเข้าห้องนอนไปนอนหลับปุ๋ย แต่พอตื่นเช้ามา แม่ของพวกเขากลับอันตรธานหายตัวไปซะแล้ว
เด็กน้อยทั้งสองคนร้องไห้โยเยงอแงตามหาแม่มาตั้งแต่เช้า
ประจวบเหมาะกับที่ฟู่ซานกลับไปรับพอดี พอหลาน ๆ ได้ยินว่าจะได้ไปโรงพยาบาลเพื่อไปหาแม่ ทั้งคู่ถึงได้ยอมหยุดร้องและยิ้มร่าออกมาได้
พอเดินเข้ามาในห้องพักผู้ป่วย สิ่งแรกที่หยางหยางกับหน่วนหน่วนเห็นก็คือภาพของเจียงชิ่นที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงคนไข้ เด็กน้อยทั้งสองคนยังไร้เดียงสา ไม่รู้ประสีประสาว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แค่ว่าสถานที่แห่งนี้คือ 'โรงพยาบาล' และมีแต่คนป่วยเท่านั้นแหละที่จะต้องมาอยู่ที่นี่
พอเห็นแม่นอนซมอยู่บนเตียง โดยมีพ่อคอยดูแลอยู่ข้าง ๆ เด็ก ๆ ก็เริ่มจินตนาการไปไกลว่า แม่ต้องล้มป่วยหนักแน่ ๆ เลยใช่ไหม ?
หยางหยางชะงักไปชั่ววินาที ก่อนจะสับตีนแตกวิ่งถลาพุ่งเข้าไปหาเจียงชิ่นที่เตียง
ส่วนหน่วนหน่วนก็เบะปากเตรียมจะปล่อยโฮออกมา
ฟู่เส้าตั๋วเห็นท่าไม่ดี รีบผุดลุกขึ้นไปรวบตัวเด็กแสบทั้งสองคนขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขนคนละข้างทันที
พร้อมกับยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปาก ส่งเสียง 'ชู่ว์' เป็นเชิงปรามไม่ให้ลูก ๆ ส่งเสียงดังรบกวนการพักผ่อนของเจียงชิ่น
"แม่ไม่ได้ป่วยหรอกลูก แม่แค่เพิ่งจะคลอดน้องชายตัวน้อยออกมา ก็เลยเหนื่อยมาก ๆ พ่อก็เลยอยากให้แม่ได้นอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ ร่างกายจะได้ฟื้นตัวกลับมาแข็งแรงไว ๆ เข้าใจไหมครับคนเก่ง ? "
ฟู่เส้าตั๋วกระซิบอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เด็กน้อยทั้งสองคนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฟังเข้าใจหรือเปล่า แต่ก็พยักหน้ารับคำอย่างพร้อมเพรียงกัน
สีหน้าที่กำลังเศร้าสร้อยอมทุกข์เมื่อกี้ พลันเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นดีใจขึ้นมาทันที
"น้องชายเหรอฮะ ? น้องชายอยู่ไหนฮะ ? "
หยางหยางหันซ้ายหันขวาสอดส่ายสายตามองหา ก่อนจะไปสะดุดตาเข้ากับเปลเด็กอ่อนใบเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้อง ซึ่งภายในเปลนั้นมีทารกตัวจิ๋วนอนหลับปุ๋ยอยู่
นั่นคือน้องชายงั้นเหรอ ?
หยางหยางเอื้อมมือไปหยิกแขนฟู่เส้าตั๋วเบา ๆ พลางดิ้นรนจะลงจากอ้อมแขน เพื่อพุ่งตัวไปหาเจ้าตัวเล็กคนที่สาม
เมื่อรู้ว่าลูกชายกำลังตื่นเต้นอยากจะเห็นหน้าน้อง ฟู่เส้าตั๋วก็เลยอุ้มลูกทั้งสองคนเดินเข้าไปใกล้ ๆ เปลเด็ก เพื่อให้พวกเขาได้ยลโฉมน้องชายคนเล็กแบบชัด ๆ เต็มตา
"คุณพ่อคะ นี่คือน้องชายของพวกเราจริง ๆ เหรอคะ ? "
หน่วนหน่วนเอ่ยถามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ พลางกะพริบตากลมโตคู่สวยปริบ ๆ ท่าทางน่ารักน่าชังนั้นทำเอาหัวใจของคนเป็นพ่อละลายกลายเป็นน้ำไปเลย
"ใช่แล้วครับ ต่อไปนี้บ้านเราก็จะมีน้องชายตัวเล็ก ๆ เพิ่มมาอีกคนแล้วนะ ลูก ๆ ก็ไม่ต้องไปแอบอิจฉาเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นแล้ว ดีใจไหมครับ ? "
"ดีใจฮะ"
ยังไม่ทันที่หน่วนหน่วนจะอ้าปากตอบ หยางหยางก็ชิงตอบขึ้นมาเสียงดังฟังชัด
พร้อมกันนั้น เจ้าตัวดีก็ยื่นมือเล็ก ๆ อวบ ๆ ทำท่าจะเอื้อมไปจับตัวน้องชาย ดูท่าทางคงอยากจะลองจิ้ม ๆ ลูบ ๆ ดูสักที
ฟู่เส้าตั๋วเห็นดังนั้น ก็รีบกระชับอ้อมแขนดึงตัวหยางหยางกลับมาแนบอกให้แน่นขึ้นกว่าเดิมทันที
"ไม่ได้นะครับ น้องยังตัวเล็กนิดเดียวเอง บอบบางมาก ขืนหนูไปจับแรง ๆ เดี๋ยวน้องจะเจ็บเอานะ หยางหยางสัญญากับพ่อก่อนสิลูก ว่าจะถอยห่างออกมาดูน้องอยู่ห่าง ๆ "
หยางหยางทำหน้ามุ่ยอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก ก็แหม น้องชายดูนุ่มนิ่มน่าจับน่าฟัดขนาดนั้นนี่นา เขาอยากจะลองจับดูสักครั้งจริง ๆ นะ
ในระหว่างนั้นเอง ก็มีแขกทยอยมาเยี่ยมที่ห้องพักฟื้นเพิ่มอีก
คราวนี้เป็นเฮ่อหยางซาน
แต่เขาไม่ได้เดินเข้ามาในห้องพักฟื้นหรอกนะ เขาแค่กวักมือเรียกฟู่เส้าตั๋วให้ออกไปคุยกันข้างนอก ยื่นซองรับขวัญหลานให้ เอ่ยแสดงความยินดีสั้น ๆ สองสามคำ แล้วก็ขอตัวกลับไปอย่างรีบร้อน
หลังจากนั้น ห้องพักฟื้นก็กลับมาคึกคักจอแจอีกครั้ง เมื่อมีคนผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเยี่ยมไม่ขาดสาย
และแล้ว สามพี่น้องตระกูลเจียง หลังจากที่เคลียร์งานในมือเสร็จสิ้น ก็พากันแท็กทีมเดินทางมาเยี่ยมพร้อมหน้าพร้อมตากัน และคนที่เดินเคียงคู่มากับเจียงเต๋อเลี่ยง ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน จู้จวน แฟนสาวของเขานั่นเอง
ตอนที่จู้จวนเดินเข้ามาในห้อง เจียงชิ่นก็เพิ่งจะตื่นจากการงีบหลับรอบที่สองพอดี คราวนี้เธอรู้สึกสดชื่นและกระปรี้กระเปร่าขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย อาการตึงเครียดและปวดเมื่อยตามร่างกายที่เคยมีก็มลายหายไปจนหมดสิ้น เธอรู้สึกเหมือนร่างกายได้รับการชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มเปี่ยมอีกครั้ง
และภาพแรกที่เธอเห็นเมื่อลืมตาขึ้นมา ก็คือภาพของจู้จวนที่กำลังเดินจับมือควงแขนเข้ามาในห้องพักฟื้นพร้อมกับเจียงเต๋อเลี่ยง
ตัวจริงของจู้จวนนั้น หน้าตาเหมือนกับในรูปถ่ายที่เจียงชิ่นเคยเห็นเป๊ะเลย เป็นผู้หญิงที่เวลายิ้มแล้วดูสงบเรียบร้อย สบายตา ให้ความรู้สึกว่าเป็นคนที่จริงใจและพึ่งพาได้
"สวัสดีจ้ะน้องเล็ก ขอแสดงความยินดีด้วยนะจ๊ะ ! "
เอาจริง ๆ อายุของจู้จวนก็ไล่เลี่ยรุ่นราวคราวเดียวกับเจียงชิ่นนั่นแหละ แต่ด้วยสถานะที่คบหาดูใจอยู่กับเจียงเต๋อเลี่ยง เธอจึงเลือกที่จะเรียกเจียงชิ่นว่าน้องเล็กตามสรรพนามที่เจียงเต๋อเลี่ยงเรียก
เรื่องที่เจียงชิ่นแอบไปสืบประวัติและได้รูปถ่ายของจู้จวนมานั้น เป็นความลับที่รู้กันแค่ภายใน จึงไม่สามารถเปิดเผยให้ใครรู้ได้ เจียงชิ่นก็เลยต้องเล่นละครตีเนียนแกล้งทำเป็นไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อน แล้วชวนจู้จวนคุยสัพเพเหระไปเรื่อยเปื่อย
จากการพูดคุยแลกเปลี่ยนบทสนทนากัน เจียงชิ่นก็สัมผัสได้ถึงความใสซื่อและจริงใจที่เปล่งประกายออกมาจากตัวจู้จวน เธอไม่มีจริตความหรูหราฟู่ฟ่าแบบสาวชาวกรุงเลยสักนิด ดูเป็นคนที่ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายและติดดินเอามาก ๆ
และในระหว่างที่พวกเธอกำลังนั่งคุยกันอยู่นั้น เจียงชิ่นก็แอบสังเกตเห็นว่า เจียงเต๋อเลี่ยงมักจะคอยเหลือบมองมาทางพวกเธออยู่เป็นระยะ ๆ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความห่วงใยและกังวลอย่างปิดไม่มิด
แค่ดูก็รู้แล้วว่า เจียงเต๋อเลี่ยงแคร์และให้ความสำคัญกับจู้จวนมากขนาดไหน เขาคงจะรักและหลงผู้หญิงคนนี้เอามาก ๆ แน่ ๆ
พอเห็นพี่สามได้เจอคนดี ๆ และมีที่พึ่งพิงพักพิงใจที่อบอุ่น เจียงชิ่นก็รู้สึกยินดีและโล่งใจไปเปลาะใหญ่
คนดี ๆ อย่างพี่สามของเธอ สมควรที่จะได้รับความรักและการดูแลเอาใจใส่จากใครสักคนอย่างแท้จริงเสียที
จ้านอวี้หมินเองก็สังเกตเห็นจู้จวนเหมือนกัน และทันทีที่เห็น เธอก็เกิดความสนใจในตัวว่าที่ลูกสะใภ้คนนี้ขึ้นมาทันที รอจนกระทั่งจู้จวนคุยกับเจียงชิ่นเสร็จ จ้านอวี้หมินก็รีบกวักมือเรียกจู้จวนให้ไปนั่งคุยกันสองต่อสองที่มุมหนึ่งของห้อง
เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับว่าที่แม่สามี จู้จวนก็เกิดอาการขวยเขินทำตัวไม่ถูกขึ้นมาทันที การพูดจาที่เคยลื่นไหลตอนคุยกับเจียงชิ่น ก็เริ่มมีอาการตะกุกตะกักและติดขัดไปบ้าง
แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังคงแสดงความเคารพและนอบน้อมต่อจ้านอวี้หมินอย่างเห็นได้ชัด และที่สำคัญที่สุดคือ เธอแสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเธอรักและจริงใจกับเจียงเต๋อเลี่ยงจากใจจริง
หลังจากได้พูดคุยทำความรู้จักกันพักใหญ่ จ้านอวี้หมินก็ยิ่งรู้สึกถูกชะตาและประทับใจในตัวจู้จวนมากขึ้นเรื่อย ๆ
จริงอยู่ที่จู้จวนอาจจะไม่ได้มีหน้าตาสะสวยหยดย้อยเหมือนเว่ยถง และไม่ได้มีจริตจะก้านช่างฉอเลาะเอาใจคนเก่งเหมือนเว่ยถง แต่เธอกลับเปล่งประกายความจริงใจและความน่าเชื่อถือออกมาอย่างเต็มเปี่ยม ทำให้คนที่อยู่ใกล้รู้สึกสบายใจและปลอดภัย
ในมุมมองของจ้านอวี้หมิน การจะเลือกใครสักคนมาเป็นคู่ชีวิตร่วมสร้างครอบครัวไปด้วยกัน ความมั่นคงและความน่าเชื่อถือนี่แหละคือคุณสมบัติที่สำคัญที่สุด
ยิ่งลูกชายคนที่สามของเธอเป็นพวกทื่อเป็นท่อนไม้ ไร้ความโรแมนติกซะขนาดนี้ การได้ผู้หญิงที่มีนิสัยใจคอหนักแน่นและจริงใจอย่างจู้จวนมาเป็นคู่ชีวิต ถือว่าเป็นอะไรที่ลงตัวและเหมาะสมกันสุดๆ แล้วล่ะ
การที่เจียงเต๋อเหว่ยกับเจียงเต๋อเหิง สองพี่น้องตระกูลเจียงปลีกตัวมาเยี่ยมเจียงชิ่นในวันนี้ได้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ยากลำบากและทุลักทุเลสุด ๆ
คนนึงก็กำลังยุ่งหัวหมุนกับการเตรียมงานก่อสร้างโรงงานเหล็กกล้าเมืองหลวงแห่งใหม่ ส่วนอีกคนก็ต้องเดินทางตะลอนทัวร์ไปทั่วประเทศ เพื่อเดินสายให้คำปรึกษาและบรรยายให้ความรู้ด้านการเกษตร เรียกได้ว่าเป็นบุคคลที่คิวทองและรัดตัวกันสุด ๆ ทั้งคู่
แต่ในเมื่อน้องสาวสุดที่รักคลอดลูก ซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติที่สำคัญระดับนี้ มีหรือที่พวกเขาจะยอมพลาดและไม่มาปรากฏตัวได้
เจียงเต๋อเหว่ยยอมทิ้งงานทุกอย่างที่ขวางหน้า แล้วรีบบึ่งรถมาเยี่ยมเจียงชิ่นอย่างเร่งด่วน
ส่วนเจียงเต๋อเหิงเองก็ยอมควักกระเป๋าคืนตั๋วรถไฟที่อุตส่าห์จองไว้ล่วงหน้า แล้วขอเลื่อนกำหนดการบรรยายเรื่องการเกษตรที่กำลังจะจัดขึ้นออกไปเป็นสัปดาห์หน้าแทนเลยทีเดียว