- หน้าแรก
- ออลอินตลาดหุ้น พลิกฟ้าสู่เจ้าสัวหมื่นล้าน !
- บทที่ 650 ฝูงหมาป่าจ้องตะครุบว่านเคอ
บทที่ 650 ฝูงหมาป่าจ้องตะครุบว่านเคอ
บทที่ 650 ฝูงหมาป่าจ้องตะครุบว่านเคอ
บทที่ 650 ฝูงหมาป่าจ้องตะครุบว่านเคอ
ทันใดนั้น เหอจิ้งก็นึกย้อนไปถึงตอนที่เหยาเจิ้นหัวเคยเชิญเธอไปทานข้าว ในงานวันนั้นจางหยางก็อยู่ด้วย รวมถึงหวังย่าเหว่ยและผู้จัดการกองทุนรวมคนอื่นๆ
เหยาเจิ้นหัวประกาศกร้าวกลางโต๊ะอาหารเลยว่า อยากจะขอให้จางหยางช่วยยึดอำนาจบริหารของว่านเคอ
ส่วนจะยึดอำนาจยังไงน่ะเหรอ?
บนโต๊ะอาหารวันนั้นไม่ได้ลงลึกถึงรายละเอียด!
เหอจิ้งรู้แค่ว่า ก้าวแรกของการยึดอำนาจบริหารว่านเคอ คือการบีบให้กลุ่มบริษัทหัวรุ่นเปลี่ยนตัวแม่ทัพ และผลักดันให้ฟู่ยู่หนิง ผู้มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมแบบ 5M ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งแทน
"หรือว่าจะเป็น..."
เหอจิ้งไม่กล้าคิดให้ลึกไปกว่านี้แล้ว
เรื่องนี้มันบ้าบิ่นเกินไป!
บ้าบิ่นจนทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัว!
"อึก—"
เหอจิ้งกลืนน้ำลายฝืดๆ ลงคอเช่นเดียวกัน หยาดเหงื่อเย็นเฉียบผุดซึมตามไรผม เธอพยายามทำตัวให้เป็นปกติขณะตอบกลับไหลเหว่ยเจี๋ย "รอให้ถึงวันชิวลักก่อนนะ เดี๋ยวฉันกลับไปแล้วเราค่อยเรียกประชุมหารือกันอีกที"
"ได้ครับพี่จิ้ง" ไหลเหว่ยเจี๋ยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขารู้เพียงแค่น้ำเสียงของเหอจิ้งเปลี่ยนไป กลายเป็นน้ำเสียงที่เคร่งเครียดและจริงจังมาก
เมื่อสายถูกตัด เหอจิ้งก็มองดูโทรศัพท์มือถือในมือพลางพึมพำกับตัวเอง "จางหยาง นายมันใจกล้าบ้าบิ่นเกินไปแล้ว ไม่คิดเลยว่านายจะยอมร่วมหัวจมท้ายเป็นพวกคนเถื่อนไปกับพวกเขาจริงๆ"
ในเวลาเดียวกัน
เมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง
ณ คฤหาสน์หรูริมทะเลสาบซีหู
หลิวหัว ผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมด กำลังจิบกาแฟพลางกวาดสายตาอ่านหนังสือพิมพ์อย่างอารมณ์ดี
"ทำงานกันไวดีจริงๆ" "ไวมาก" เขาพึมพำชื่นชมไม่ขาดปาก
ไม่เพียงแต่ชื่นชมความรวดเร็วในการเปิดโปงข่าวของหนังสือพิมพ์อ้างอิงเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังทึ่งในความฉับไวของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่บุกเข้าจับกุมผู้กระทำผิดได้อย่างรวดเร็วทันใจ
แมลงวันไม่ตอมไข่ที่ไม่มีรอยร้าว ถ้าซ่งมู่มือสะอาดจริง พวกเขาก็คงไม่มีปัญญาหาเรื่องเล่นงานได้หรอก
แต่น่าเสียดาย ที่ตัวหมอนั่นคลุกฝุ่นโคลนมาตั้งนานแล้ว แถมยังคิดจะใช้เหมืองร้างสามแห่งในซานซีเป็นเครื่องมือรับเงินก้อนโตจากจินเย่กรุ๊ปอีก
(วันนี้ฉันมองเห็นหิมะโปรยปรายท่ามกลางค่ำคืนอันเหน็บหนาว)
(พร้อมกับหัวใจที่เย็นชาล่องลอยไปแสนไกล)
(วิ่งไล่ตามท่ามกลางพายุฝน)
(มองเห็นเงาเรือนลางท่ามกลางสายหมอก)
เสียงเรียกเข้าเพลง ฟ้ากว้างทะเลไกล ดังขึ้น หลิวหัวไม่ได้กดรับ เขารู้ดีว่าใครเป็นคนโทรมา
ในเมื่อตัดสินใจจับมือเป็นพันธมิตรกับจางหยาง และเขี่ยเหยาเจิ้นหัวออกนอกเกมแล้ว เขาต้องลงมืออย่างเด็ดขาด จะมัวลังเลหรือทำตัวยืดยาดไม่ได้
(ฟ้ากว้างทะเลไกล ฉันและเธอ)
(จะแปรผันไปหรือไม่)
เสียงเรียกเข้ายังคงดังอย่างต่อเนื่อง
หลิวหัวหยิบโทรศัพท์มือถืออีกเครื่องขึ้นมา เปิดเข้าสู่หน้าเว็บเวยป๋อแบบ WAP
เขามองดูภาพถ่ายล่าสุดของจางหยาง แล้วพึมพำกับตัวเอง "หวังว่าฉันจะวางเดิมพันไม่ผิดคนนะ และก็หวังว่านายจะเตรียมการรับมือไว้พร้อมสรรพแล้วด้วย"
เหยาเจิ้นหัวไม่ใช่ไก่อ่อน หมอนั่นคือ 'คนเถื่อน' แห่งวงการทุนจีนแผ่นดินใหญ่
ถ้าอีกฝ่ายรู้ตัวว่าถูกถีบหัวส่งออกจากเกม จะต้องตามล้างตามเช็ดอย่างบ้าคลั่งแน่นอน ถึงเวลานั้นก็ต้องมาวัดกันว่าใครเตรียมตัวมาดีกว่ากัน
ผ่านไปครึ่งนาที
เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ก็ดับลง
แต่วินาทีต่อมา
เพลง ฟ้ากว้างทะเลไกล ก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
คราวนี้หลิวหัวเลือกที่จะกดรับสาย ใบหน้าที่เคยเคร่งขรึมเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มในพริบตา เขาเอ่ยทักทาย "สวัสดีครับเถ้าแก่เหยา ทำไมวันนี้โทรมาหาผมแต่เช้าเลยครับเนี่ย?"
"เถ้าแก่หลิว ได้ดูข่าวหรือยังครับ?" เหยาเจิ้นหัวถามกลับ
"ผมเพิ่งตื่นเองครับ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเหรอครับ?" หลิวหัวแกล้งทำตัวไม่รู้เรื่องรู้ราว
"ระเบิดลงแล้วครับ! ระเบิดลูกใหญ่ของหัวรุ่นทำงานแล้ว วันนี้แหละ สายข่าวของผมรายงานมาว่า ซ่งมู่กับเฉียวอี้ถูกรวบตัวไปแล้ว พวกเราเริ่มแผนการได้เลย!" แม้เหยาเจิ้นหัวจะแปลกใจนิดหน่อยที่หลิวหัวยังไม่รู้เรื่อง แต่พอคิดดูอีกที นี่อาจจะเป็น ระเบิดรับตรุษจีน ที่จางหยางเตรียมไว้ หลิวหัวจะไม่รู้รายละเอียดก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ฟังดูมีเหตุมีผลดี
"จริงเหรอครับ?"
หลิวหัวตีบทแตกกระจุย
"จริงแท้แน่นอนครับ คงเป็นฝีมือการจัดฉากของจางหยางนั่นแหละ แต่ช่างมันเถอะ หลังปีใหม่พวกเราจะเริ่มเข้ากว้านซื้อหุ้นเพื่อประกาศตัว ฉวยโอกาสตอนตลาดกำลังปั่นป่วนฮุบกิจการมาให้ได้!" เหยาเจิ้นหัวพูดอย่างไม่คิดระแวง
หลิวหัวตอบรับ "ตกลงครับ หลังปีใหม่เริ่มลงมือได้เลย"
"หลังปีใหม่ลุยเลย!" เหยาเจิ้นหัวพูดด้วยความตื่นเต้น
หลังจากวางสาย เขายิ่งตื่นเต้นจนตัวสั่นเทิ้ม พึมพำด้วยความยินดีปรีดา "ขอแค่ยึดอำนาจว่านเคอมาได้ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ทางตอนใต้ก็จะเป็นของผมแต่เพียงผู้เดียว เครือเป่าเหนิงจะผงาดขึ้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่ระดับโลก!"
เหยาเจิ้นหัวเริ่มวาดฝันถึงอนาคตอันสดใส
เป้าหมายของเขาในตอนนี้คือ ยึดอำนาจว่านเคอให้สำเร็จ คว้าส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งของตลาดอสังหาฯ ในจีนมาครอง จากนั้นก็ขยายอาณาจักรออกไปรับเหมาก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในต่างประเทศเพื่อระดมทุน และปิดท้ายด้วยการนำพาบริษัทเข้าตลาดทุนเพื่อฟันกำไรทวีคูณ!
นอกจากเหยาเจิ้นหัวแล้ว บรรดาเจ้าสัวอสังหาฯ คนอื่นๆ ที่ร่วมขบวนการยึดอำนาจครั้งนี้ ต่างก็เหมือนเห็น สัญญาณพลุเบิกทาง ทุกคนเริ่มระดมเงินสดเตรียมพร้อมลงสนาม
ส่วนเซี่ยกั๋วหมินที่อยู่ไกลถึงประเทศไทย ทันทีที่เขาทราบข่าว แววตาของเขาก็ฉายแววตกตะลึง "เจ้าหนุ่มจางหยางนั่นไม่ได้ขู่ฉันเล่นๆ แฮะ หมอนั่นสามารถบีบให้กลุ่มบริษัทหัวรุ่นเปลี่ยนม้ากลางศึกได้จริงๆ ด้วย"
ตอนแรกเขาคิดว่าจางหยางแค่คุยโวโอ้อวด นึกไม่ถึงเลยว่า ข้อมูลของชายหนุ่มจะเป็นความจริงทุกประการ
ณ วินาทีนี้
เซี่ยกั๋วหมินต้องมองจางหยางใหม่ด้วยความชื่นชมอีกครั้ง
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรเรียกเซี่ยจี๋เหริน ลูกชายของเขาให้มาหา
เมื่อเซี่ยจี๋เหรินรีบวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหา เขาก็ถามทันที "คุณพ่อมีเรื่องด่วนอะไรให้ผมรับใช้เหรอครับ?"
"เงินสกุลหยวนที่สามารถดึงมาใช้ในจีนแผ่นดินใหญ่ได้ ตอนนี้เหลืออยู่เท่าไหร่?" เซี่ยกั๋วหมินถามเสียงเข้ม
"น่าจะราวๆ สองพันล้านหยวนครับ" เซี่ยจี๋เหรินตอบ
เครือเจริญโภคภัณฑ์หรือเจิ้งต้ากรุ๊ป มักจะไม่เก็บเงินหยวนไว้เป็นเงินสำรองมากนัก กำไรที่หามาได้ส่วนใหญ่จะถูกส่งผ่านช่องทางนอกประเทศ และแปลงเป็นสกุลเงินดอลลาร์ในมูลค่าที่เท่ากันเพื่อเก็บรักษาไว้
"รอตลาดหุ้นเปิดหลังปีใหม่ เอาเงินไปกว้านซื้อหุ้นว่านเคอให้หมด" เซี่ยกั๋วหมินออกคำสั่งเสียงหนักแน่น
"ว่านเคอเหรอครับ?"
เซี่ยจี๋เหรินชะงักไปครู่หนึ่ง ถามด้วยความไม่เข้าใจ "ทำไมต้องซื้อว่านเคอล่ะครับ? ตอนนี้ดูเหมือนตลาดทุนในจีนแผ่นดินใหญ่จะไม่ค่อยปลื้มหุ้นอสังหาริมทรัพย์สักเท่าไหร่นะครับ"
"ทำตามที่พ่อบอกก็พอ จำไว้นะ ให้หานักเทรดมืออาชีพมาจัดการ อย่าเข้าซื้อแบบบุ่มบ่าม ให้ค่อยๆ ทยอยเก็บสะสมไปเรื่อยๆ" เซี่ยกั๋วหมินไม่ต้องการอธิบายอะไรให้มากความ
"เข้าใจแล้วครับ"
เซี่ยจี๋เหรินพยักหน้ารับคำสั่ง
เขาเคารพรักและเทิดทูนพ่อของเขามาก เครือเจริญโภคภัณฑ์สามารถเติบโตยิ่งใหญ่มาได้จนถึงทุกวันนี้ ครึ่งหนึ่งก็เป็นเพราะฝีมือของเซี่ยกั๋วหมินทั้งนั้น
ในคำสอนของครอบครัวมีประโยคหนึ่งกล่าวไว้ว่า หากครอบครัวมีภูมิหลังด้านการเมืองหรือการค้าขาย ลูกหลานจงเชื่อฟังและทำตามคำชี้แนะของพ่อแม่ แต่หากครอบครัวเป็นเกษตรกรหรือผู้ใช้แรงงาน ลูกหลานจงพาตัวเองออกห่างจากกรอบความคิดของพ่อแม่ให้จงได้
ประโยคนี้อาจจะฟังดูรุนแรงแบ่งแยกชนชั้น แต่ถ้ามองลึกถึงแก่นตรรกะแล้ว มันก็มีความจริงแฝงอยู่
พ่อแม่ที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงการเมืองหรือการค้าขาย ย่อมมีกรอบความคิดและวิสัยทัศน์ที่เหนือกว่าคนทั่วไป ประสบการณ์และสิ่งที่พวกเขาพบเจอในชีวิตประจำวัน ก็กว้างไกลกว่าคนธรรมดาอย่างเทียบไม่ติด
ที่สำคัญที่สุดคือ พวกเขามีเวลาว่างพอที่จะเฝ้าสังเกตและทำความเข้าใจโลกใบนี้
ในทางกลับกัน ผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมหรือใช้แรงงาน ไม่ต้องพูดถึงวันละสิบสองชั่วโมงหรอก อย่างน้อยๆ พวกเขาก็ต้องใช้เวลาสิบชั่วโมงไปกับการดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ กรอบความคิดของพวกเขาถูกตีกรอบตายตัวไปแล้ว และแทบจะไม่มีเวลาให้หยุดคิดพิจารณาถึงกฎเกณฑ์การขับเคลื่อนของโลก เพื่อยกระดับความรู้ความเข้าใจของตัวเองเลย
หากย้อนมองกลับไปตอนเริ่มต้นนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศในปี 1978 กลุ่มคนที่สามารถกอบโกยผลประโยชน์ได้ก่อนใครเพื่อน ก็มักจะเป็นกลุ่มปัญญาชนเสมอ
ทำไมกลุ่มปัญญาชนถึงสามารถกอบโกยโอกาส และก้าวเดินนำหน้าอยู่บนจุดสูงสุดของยุคสมัยได้ล่ะ?
เหตุผลง่ายนิดเดียว
เพราะพวกเขามีกรอบความคิดและวิสัยทัศน์ที่เหนือกว่าไงล่ะ!
คุณค่าของการเรียนหนังสือ ไม่ใช่แค่เพื่อให้ได้เกรดสวยๆ หรือใบปริญญาโก้หรู แต่มันคือการฝึกฝนทักษะความสามารถในการเรียนรู้ของตัวเองต่างหาก
คนที่เรียนจบสูงๆ ถึงจะไม่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่รับรองได้เลยว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของพวกเขา จะมีความสามารถในการเรียนรู้และเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ได้ดีกว่าคนที่เรียนจบไม่สูง นี่แหละคือคุณค่าที่แท้จริงของการเรียนหนังสือ
เซี่ยจี๋เหรินศรัทธาในตัวพ่อของเขามาก ดังนั้นเขาจึงไม่คิดจะซักไซ้ไล่เลียงหาเหตุผลให้มากความ และไม่มานั่งกังวลถึงความเสี่ยงแฝงของหุ้นว่านเคอ เขาเลือกที่จะลงมือปฏิบัติตามคำสั่งทันที!
ขณะที่ฝูงหมาป่ากำลังจ้องมองความผันผวนของตลาดทุนด้วยสายตาหิวโหย ห่างออกไป ณ สำนักงานใหญ่หนังสือพิมพ์อ้างอิงเศรษฐกิจ หลังจากทีมงานอดตาหลับขับตานอนเร่งจัดหน้ากระดาษกันข้ามคืน บรรยากาศภายในสำนักพิมพ์ก็ยังคงอบอวลไปด้วยความตื่นเต้นและตึงเครียดจากกระแสข่าวที่จุดชนวนระเบิดไปทั่วทั้งโลกอินเทอร์เน็ต
ภายในห้องประชุมของสำนักพิมพ์ หลี่ซื่อจงมองดูปฏิกิริยาตอบรับจากสังคมออนไลน์ด้วยสีหน้าที่ยังคงปั้นแต่งความยุติธรรมและความเด็ดเดี่ยวเอาไว้ เขาหันไปกล่าวกับบรรดาผู้บริหารระดับสูงว่า "หนังสือพิมพ์อ้างอิงเศรษฐกิจของเรายึดมั่นในอุดมการณ์ของสื่อมวลชนมาโดยตลอด เราพร้อมจะตีแผ่และแฉพฤติกรรมมิชอบในแวดวงธุรกิจ การรายงานข่าวในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นความรับผิดชอบต่อสังคม แต่ยังเป็นการปกป้องผลประโยชน์และการเติบโตที่ยั่งยืนของรัฐวิสาหกิจด้วย หลังจากนี้ พวกเราต้องเกาะติดสถานการณ์และรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำเสนอข่าวสารให้ครบถ้วนทุกมุมมอง"
แปะ แปะ แปะ—
เสียงปรบมือดังก้องไปทั่วห้องประชุม
ขณะที่หลี่ซื่อจงรับฟังเสียงปรบมือ ในใจของเขาก็ยังคงรู้สึกเสียดายที่ไม่สามารถติดต่อซ่งมู่ได้ ไม่อย่างนั้น เขาอาจจะได้เลื่อนขั้นหรือมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดีกว่านี้ไปแล้ว
เมื่อเสียงปรบมือเริ่มซาลง เจียงอีถงก็เอ่ยปากถามขึ้น "แล้วสำหรับหวังเหวินจื้อ ทางเราจะจัดการยังไงดีคะ?"
หวังเหวินจื้อเป็นลูกน้องของเธอ ตอนนี้ถือเป็นโอกาสทองที่เธอจะเรียกร้องหาทรัพยากรและสิทธิประโยชน์มาให้เขาได้อย่างชอบธรรมเสียที
"เอาแบบนี้ก็แล้วกัน"
หลี่ซื่อจงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับ "ตอนนี้ผู้บริหารหลายคนยังไม่อยู่ รอให้พ้นช่วงตรุษจีนไปก่อน พอทุกคนกลับมาทำงานพร้อมหน้าพร้อมตากัน เราค่อยมาปรึกษาเรื่องของหวังเหวินจื้ออีกที พวกคุณเห็นด้วยไหมครับ?"
พูดจบ เขาก็ให้คำมั่นสัญญาต่อทันที "แต่สำหรับผลการประเมินประจำปีนี้ เขาต้องได้เป็นอันดับหนึ่งอย่างแน่นอน เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วงเลยครับ"
เมื่อได้ยินคำสัญญาที่หนักแน่น เจียงอีถงก็พยักหน้ารับ "ฉันไม่มีปัญหาค่ะ"
"เห็นด้วยครับ"
"อืม รอหลังปีใหม่ค่อยคุยรายละเอียดกันอีกที"
"เห็นพ้องครับ"
บรรดาผู้บริหารระดับสูงต่างก็ทยอยแสดงความเห็นชอบ
ในเมื่อเจียงอีถงซึ่งเป็นหัวหน้าสายตรงยังไม่มีข้อโต้แย้ง พวกเขาก็ย่อมไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น การตัดสินใจของหลี่ซื่อจงก็ไม่ได้ผิดแปลกอะไร ในเมื่อเป็นช่วงวันหยุดตรุษจีน ผู้บริหารระดับสูงเกินครึ่งไม่อยู่ที่สำนักงาน การรอให้พ้นช่วงเทศกาลไปก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ จึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่สุด
ตัดภาพมาที่หวังเหวินจื้อ เขากำลังนั่งอยู่บนโซฟาที่บ้าน สายตาจับจ้องไปที่หน้าจอโทรศัพท์มือถือที่สว่างวาบด้วยการแจ้งเตือนข่าวสาร คำชื่นชมจากชาวเน็ต ถ้อยคำแสดงความนับถือจากเพื่อนร่วมอาชีพ และข้อความที่ยังไม่ได้อ่านอีกนับร้อยข้อความ มือทั้งสองข้างของเขาสั่นเทาด้วยความตื่นเต้นดีใจ
เพียงแค่ข่าวชิ้นเดียว เขาก็เปลี่ยนสถานะจากนักข่าวผู้ปิดทองหลังพระที่ทำงานหนักแต่ไร้โชค กลายมาเป็นฮีโร่จอมแฉที่คนทั้งประเทศรู้จักในชั่วข้ามคืน
ในเวลานี้ หัวใจของเขาเปี่ยมล้นไปด้วยความโล่งใจที่ความยุติธรรมได้รับการพิสูจน์ และยังมีความเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้นในเส้นทางอนาคตของตัวเอง
"ออกไปหาอะไรกินดีกว่า!"
หวังเหวินจื้อเดินออกจากบ้าน เขามองดูท้องถนนที่เริ่มคึกคักมีชีวิตชีวาด้วยความรู้สึกที่หลากหลายปะปนกันไป เขารู้ดีว่าอุดมการณ์ของสื่อมวลชนที่เขายึดมั่นและรักษาไว้ ในที่สุดก็เปล่งประกายเจิดจรัสออกมาในวินาทีนี้