- หน้าแรก
- ออลอินตลาดหุ้น พลิกฟ้าสู่เจ้าสัวหมื่นล้าน !
- บทที่ 640 เสนอแผนฟื้นฟูบ้านเกิด
บทที่ 640 เสนอแผนฟื้นฟูบ้านเกิด
บทที่ 640 เสนอแผนฟื้นฟูบ้านเกิด
บทที่ 640 เสนอแผนฟื้นฟูบ้านเกิด
จางหยางพูดจบ สวี่อวี๋ฮวาก็รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ "ประธานจางวางใจได้เลย ต้องมีแน่นอน แถมยังเป็นห้องตำแหน่งที่ดีที่สุดด้วย!"
"โอเค งั้นเดี๋ยวค่อยติดต่อกันอีกที"
"ผมจะรอต้อนรับท่านครับ"
เมื่อวางสาย สวี่อวี๋ฮวาก็รีบใช้เส้นสายของตัวเอง จัดการจองห้องวีไอพีในโรงแรมเหลียนหยางให้จางหยางทันที
หลายคนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับธนาคาร คิดว่ามันเป็นแค่สถาบันสำหรับฝากเงิน บริหารความมั่งคั่ง และปล่อยกู้
แต่ความจริงไม่ใช่เลย!
นั่นมันเป็นแค่ฟังก์ชันพื้นฐานเท่านั้น!
ธนาคารยังมีฟังก์ชันลับอีกมากมายที่ต้องใช้เงินตราปลดล็อก
เพราะใครๆ ก็ต้องฝากเงิน ไม่ว่าจะเป็นผู้ลากมากดีหรือพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ พวกเขาล้วนต้องเข้ามาติดต่อกับธนาคาร
พอติดต่อกันบ่อยเข้า ความสนิทสนมก็เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ยิ่งในอำเภอเล็กๆ สังคมแบบคนรู้จักกันหมด ยิ่งเห็นได้ชัด แค่มีสายสัมพันธ์กับธนาคาร คุณก็สามารถเชื่อมโยงกับคอนเนคชันของใครก็ได้ในอำเภอนี้
และเรื่องนี้ไม่ได้จำกัดแค่ในอำเภอเล็กๆ ธนาคารในเมืองใหญ่ก็ใช้หลักการเดียวกัน
ถ้าเงื่อนไขเอื้ออำนวย คุณลองเอาเงินไปฝากธนาคารอำเภอเล็กๆ สักห้าล้าน หรือธนาคารเมืองใหญ่สักห้าสิบล้านดูสิ แล้วคุณจะได้สัมผัสว่าบริการระดับวีไอพีมันเป็นยังไง ไม่ว่าจะเป็นตั๋วคอนเสิร์ตที่จองยากแสนยาก คิวตรวจกับหมอเฉพาะทางชื่อดัง หรือแม้แต่โอกาสในการฝึกงาน คุณสามารถขอให้ผู้จัดการธนาคารช่วยจัดการให้ได้หมด และนี่เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น บริการที่ธนาคารสามารถจัดหาให้ได้ยังมีอีกมากมายก่ายกอง
ในตอนที่จางหยางกำลังจองห้องวีไอพี จางเฉวียนก็เดินทางมาถึงบ้านของจางเทียนคั่ว
จางเทียนคั่วเป็นผู้อาวุโสที่ได้รับการเคารพนับถืออย่างสูงในสายรองของตระกูลจางแห่งเหลียนหยาง
ว่ากันว่าบรรพบุรุษของเขาเป็นผู้นำพาตระกูลจางสายเหลียนหยางอพยพหนีตายมาตั้งรกรากที่นี่ ภูมิลำเนาเดิมอยู่แถวมณฑลซานซี
ประวัติศาสตร์จีนเต็มไปด้วยภัยพิบัติและความยากลำบาก สายเลือดจากที่ต่างๆ ล้วนหลอมรวมเข้าด้วยกันจากการอพยพย้ายถิ่นฐานครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่มีใครรู้ภูมิลำเนาเดิมที่แท้จริงของตัวเองแล้ว แต่ที่แน่ๆ คือ ทุกคนล้วนเป็นลูกหลานแห่งแผ่นดินจีน
"อาคั่ว"
จางเฉวียนเดินเข้าไปในบ้านสร้างเอง แล้วร้องเรียก
ภายในห้องโถงของบ้าน ชายชรารูปร่างผอมบางวัยราวแปดสิบปีกำลังนอนเอนกายอยู่บนเก้าอี้โยก หลับตาพริ้ม ฟังเสียงงิ้วที่ดังออกมาจากวิทยุอย่างมีความสุข
เขาไม่ใช่ใครอื่น แต่คือจางเทียนคั่วนั่นเอง
"ใครน่ะ?"
จางเทียนคั่วไม่ได้ลืมตา ยังคงดื่มด่ำไปกับเสียงเพลงงิ้ว
"ผมเอง จางเฉวียน เสี่ยวหยางกลับมาแล้วนะ"
"อ้อ เสี่ยวหยางกลับมาแล้ว"
วินาทีต่อมา
จางเทียนคั่วลืมตาโพลง รีบลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้โยก "เสี่ยวหยางบ้านฉวี่จิ้นน่ะรึ?"
"ก็ถ้าไม่ใช่เสี่ยวหยางคนนี้ แล้วจะมีเสี่ยวหยางไหนอีกล่ะ?" จางเฉวียนถามกลับ
จางเทียนคั่วลุกขึ้นยืนทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย พึมพำกับตัวเอง "เจ้าฉวี่จิ้นยังบอกอยู่เลยว่าเสี่ยวหยางอาจจะไม่กลับ ฉันต้องไปที่บ้านพวกเขาสักหน่อยแล้ว ตอนนี้คนในตระกูลกำลังรอคำตอบจากพวกเขาอยู่นะ"
จางเฉวียนรีบห้าม "ไม่ต้องไปหรอกครับอา จางหยางถูกท่านนายอำเภอเรียกตัวไปคุยธุระแล้ว เขาบอกว่าปีนี้สามารถเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงให้ได้ เรื่องบริจาคเงินบริจาคของก็ให้พวกท่านตัดสินใจกันมาเลย แต่หน้าตาและบารมีของสายบ้านเขาต้องจัดให้ยิ่งใหญ่ที่สุด"
"สายบ้านพวกเขา?"
จางเทียนคั่วปรายตามองจางเฉวียน ยิ้มบางๆ แล้วแก้คำพูดให้ "ต้องบอกว่าเป็นสายบ้านพวกแกสิถึงจะถูก"
ในวัฒนธรรมของตระกูล คำว่า "สาย" คือหน่วยย่อย อย่างเช่นใต้ตระกูลใหญ่ก็แบ่งเป็นสายย่อยต่างๆ และใต้สายย่อยก็แบ่งย่อยลงไปอีก
ถ้าอยากจะแยกแยะสมาชิกของแต่ละ "สาย" ก็ให้จำคนที่สืบเชื้อสายมาจากปู่ย่าตายายเดียวกัน
"ก็เหมือนกันแหละครับ แฮะๆ" จางเฉวียนหัวเราะแก้เก้อ
"ศาลเจ้าก็ควรจะบูรณะใหม่ได้แล้ว ได้ยินมาว่าเสี่ยวหยางหาเงินมาได้เยอะ พอถึงตอนนั้นก็ให้เขาออกเงินสักก้อน ถือว่าให้เขาได้แสดงความกตัญญูต่อตระกูลบ้าง" จางเทียนคั่วไม่ได้คิดจะจัดงานให้ใหญ่โตเอิกเกริกอะไร อย่างมากก็แค่อยากใช้โอกาสนี้ซ่อมแซมศาลเจ้าเท่านั้น
พอได้ยินว่าจัดงานเรียบง่ายเกินไป จางเฉวียนจึงเสนอความเห็นขึ้นมา "จะไม่เอาเชิดสิงโตเชิดมังกรมาสักหน่อยเหรอครับ?"
"นี่มันวันส่งท้ายปีเก่าแล้วนะ พรุ่งนี้ก็วันชิวอิกแล้ว จะไปหาคณะสิงโตที่ไหนมาทัน จุดประทัดเพิ่มอีกสักสองชุดก็พอแล้วมั้ง" จางเทียนคั่วโบกมือปัด
"ทางเหนือของเมืองมีอยู่นะครับ ถึงจะไม่ค่อยเป็นมืออาชีพ แต่ก็พอเชิดได้บ้าง"
"แล้วก็มีเชิดมังกรด้วย ผมได้ยินมาว่ามังกรฟางเป็นจ้าวแห่งมังกรทั้งปวง เราหาคนมาสักหลายสิบคน คืนเดียวก็สานเสร็จแล้ว"
"ยังมีระบำอิงเกออีก ผมได้ยินมาว่ามีคณะแสดงจะมาเปิดการแสดงที่พวกเรา..."
ยังไม่ทันที่จางเฉวียนจะพูดจบ จางเทียนคั่วก็ขัดขึ้นมา "แกนี่เป็นผู้ใหญ่ประสาอะไร ไม่รู้จักประหยัดเงินให้ลูกหลานบ้างเลย แต่ช่างเถอะ ยังไงซะเงินก้อนนี้สายบ้านพวกแกก็เป็นคนออกอยู่แล้ว"
"เสี่ยวหยางเขาไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ปีนี้เขาพกเงินกลับมาตั้งหลายแสนเชียวนะ ถ้าไม่จัดให้ยิ่งใหญ่ ผมกลัวว่าจะทำให้เสียเกียรติน่ะสิ กำลังคิดอยู่เลยว่าจะจัดงานแจกของขวัญให้ผู้สูงอายุเพิ่มด้วย"
ในหัวจางเฉวียนคิดแต่เรื่องความโอ่อ่าอลังการ อยากจะสร้างชื่อเสียงให้สายตระกูลของตัวเองยิ่งใหญ่เกรียงไกร
ส่วนเรื่องเงินน่ะเหรอ...
ก็มีจางหยางอยู่นี่ไง!
"ตามใจแกละกัน"
จางเทียนคั่วไม่ตอบรับแต่ก็ไม่ปฏิเสธ ยังไงซะจุดประสงค์เดียวของเขาก็คือ อยากให้จางหยางออกเงินซ่อมแซมศาลเจ้าเท่านั้นแหละ
ไม่ใช่แค่เขาคนเดียว บรรดาผู้อาวุโสคนอื่นๆ ในตระกูลก็มีความคิดแบบเดียวกัน
แม้ตระกูลจะไม่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลอะไรจางหยางเลย แต่ในเมื่อเขามีสายเลือดตระกูลจาง ตอนนี้ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงแล้ว ก็ควรจะทำอะไรเพื่อตระกูลบ้าง
"งั้นผมจะไปจัดการให้เรียบร้อยเลย ฮ่าๆๆ" จางเฉวียนลงมือทำอย่างรวดเร็วฉับไว ไม่กล้าชักช้าแม้แต่วินาทีเดียว เวลาที่เหลืออยู่มีไม่มากนัก
จางเทียนคั่วมองตามแผ่นหลังที่จากไปของจางเฉวียน ส่ายหน้าเบาๆ แล้วกลับไปนอนเอนกายตามเดิม "คนเราก็ต้องห่วงหน้าตา ต้นไม้ก็ต้องมีเปลือก จางเฉวียนนี่ห่วงหน้าตาเกินไปหน่อย เรื่องของตระกูลทีไรต้องสู้ยิบตาเพื่อเอาหน้าตลอด"
ตอนจุดประทัดคืนส่งท้ายปีเก่า บ้านอื่นจุดกันแค่สิบกว่านาที แต่จางเฉวียนไม่เหมือนใคร เขาสามารถจุดต่อเนื่องได้ถึงครึ่งชั่วโมง เพื่อความโอ่อ่าอลังการที่ไขว่คว้าหามา
อย่างเทศกาลเช็งเม้งไหว้บรรพบุรุษ คนอื่นเขารวมเงินกันซื้อหมูหันตัวเดียว แต่เขากลับควักเงินซื้อเองทั้งตัว ก็เพื่อหน้าตาที่ว่านั่นแหละ
แต่ในชีวิตประจำวัน จางเฉวียนกลับประหยัดมัธยัสถ์จนไม่กล้าแม้แต่จะซื้อเสื้อผ้าดีๆ สักตัว ทว่าพอมีงานตระกูลกลับใจป้ำขึ้นมาซะอย่างนั้น ไม่มีใครเข้าใจเหตุผลของเขาเลยสักคน
ณ สำนักงานเขตในหมู่บ้านในเมือง
จางหยางเพิ่งจะก้าวเท้าผ่านประตูเข้ามา ก็มีเจ้าหน้าที่ระดับล่างหลายคนออกมาต้อนรับทันที
"เชิญด้านในเลยครับประธานจาง"
"ท่านผู้อำนวยการรออยู่ข้างในแล้วครับ"
ระหว่างทางที่มา จางหยางจงใจเดินทอดน่อง เพื่อให้พวกเขามีเวลาเตรียมตัว
จางหยางพยักหน้าให้เจ้าหน้าที่ที่มาต้อนรับ "รบกวนนำทางด้วยครับ"
"เชิญทางนี้เลยครับ" เจ้าหน้าที่นำทางไปทันที
เมื่อเดินเข้าไปในอาคารที่ดูคล้ายกับอาคารเรียน จางหยางและเจ้าหน้าที่ทั้งสองก็ขึ้นไปชั้นสอง เดินผ่านระเบียงทางเดิน จนมาถึงห้องทำงานที่อยู่ค่อนไปทางมุมตึก
ก๊อก ก๊อก...
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเคาะขอบประตูที่เปิดอ้าอยู่
"ท่านผู้อำนวยการครับ ประธานจางมาถึงแล้วครับ"
สิ้นเสียงรายงาน ก็มีเสียงผู้ชายที่ทุ้มต่ำทรงพลังและเปี่ยมไปด้วยแรงดึงดูดดังออกมารับ
"จางหยาง คุณคือความภาคภูมิใจของพวกเราชาวเหลียนหยาง และเป็นยอดคนแห่งวงการธุรกิจของมณฑลกวางตุ้ง ผมชื่อสื่อจ้าน ยินดีที่ได้รู้จักครับ"
ไม่รอให้จางหยางได้เอ่ยปาก จางม่อสวินก็รีบก้าวออกมาชี้แจง "ประธานจางครับ ท่านนี้คือท่านนายอำเภอแห่งเหลียนหยางของเรา ครั้งนี้ที่ท่านมาพบก็เพื่ออยากจะปรึกษาเรื่องการพัฒนาอำเภอของเราครับ"
"สวัสดีครับท่านนายอำเภอสื่อ ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้วครับ" จางหยางยื่นมือออกไปทักทายก่อน
อย่างที่คำโบราณว่าไว้ ขุนนางใหญ่สู้เจ้าถิ่นไม่ได้ คนฉลาดจะไม่สร้างศัตรูซี้ซั้วหรอก
"สวัสดีครับๆ"
ขณะที่ทั้งสองจับมือกัน สื่อจ้านก็พูดต่อ "เราไปนั่งคุยกันเถอะครับ"
"ยินดีครับ" จางหยางตอบรับ
ทั้งสองย้ายไปนั่งที่โซนรับรองแขก จางหยางมองดูเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็งแล้วยิ้ม "ไม่ได้นั่งโซฟาไม้มานานแล้ว ได้กลิ่นอายบ้านเกิดจริงๆ ครับ"
"ฮ่าๆ ที่ลู่ตูคงมีแต่โซฟาหนังล่ะสิ?" สื่อจ้านถามไถ่ ทำหน้าที่เจ้าบ้านที่ดี "เชิญนั่งครับ"
"ครับ ส่วนใหญ่เป็นโซฟาหนัง" จางหยางนั่งลงแล้วตอบ
นอกจากในแถบภาคใต้ของจีนแล้ว เฟอร์นิเจอร์ไม้นั้นไม่ค่อยพบเห็นได้บ่อยนัก โดยเฉพาะโซฟา เพราะไม่ว่าจะนั่งหรือนอนก็ไม่สบายเอาเสียเลย
"ก็เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่น่ะแหละครับ คุณดูผักสด หมูบ้าน ไก่บ้านของเราสิ ล้วนเป็นของดีที่คนในเมืองแย่งกันซื้อ แต่ติดตรงที่ต้นทุนค่าขนส่งมันสูงลิ่ว เลยทำให้เราเสียเปรียบในตลาด"
สื่อจ้านไม่พูดจาอ้อมค้อมให้เสียเวลา เขาส่งสายตาให้ผู้ช่วยที่อยู่ด้านข้าง ผู้ช่วยไม่รอช้า รีบหยิบเอกสารข้อมูลการพัฒนาพื้นที่เขตอำเภอที่เป็นปึกหนาออกมาจากกระเป๋าเอกสาร วางลงตรงหน้าจางหยาง
"ประธานจาง คุณอาจจะยังไม่ทราบ ตอนนี้อัตราการไหลออกของแรงงานวัยหนุ่มสาวในอำเภอของเราพุ่งสูงเกินหกสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่แห่กันไปทำงานที่กวางโจว เซินเจิ้น และตงกวน บางคนก็ตั้งรกรากอยู่ที่นั่นเลย ปีๆ นึงกลับมาบ้านเกิดได้ไม่กี่ครั้ง เด็กนักเรียนในโรงเรียนตามหมู่บ้านก็ลดน้อยลงทุกที พื้นที่เกษตรกรรมก็ถูกปล่อยทิ้งร้างไปเยอะมาก"
"สองปีที่ผ่านมา ผมวิ่งเต้นไปทั่วทุกหมู่บ้านและตำบลในอำเภอ พยายามคิดหาหนทางว่าจะทำยังไงให้คนยอมอยู่ต่อ ทำยังไงให้ชาวบ้านหาเงินได้โดยไม่ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอน แต่ลำพังแค่งบประมาณของอำเภอมันจำกัด จะพึ่งแค่กำลังของท้องถิ่นอย่างเดียวก็เกินกำลัง ผมเฝ้ารอคอยให้คนเก่งๆ อย่างคุณกลับมาช่วยดึงให้บ้านเกิดเจริญก้าวหน้ามาตลอดเลยล่ะครับ"
จางหยางหยิบเอกสารข้อมูลระดับอำเภอขึ้นมาเปิดดู "ผมขออ่านข้อมูลดูก่อนนะครับ"
แม้ความเชี่ยวชาญหลักของเขาจะอยู่ในแวดวงการเงิน แต่ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่นั้น ในด้านการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม จางหยางก็มีผลงานที่โดดเด่นไม่แพ้กัน
หลังจากกวาดสายตาอ่านข้อมูลทั้งหมดอย่างรวดเร็ว จางหยางก็เอ่ยขึ้น "ท่านนายอำเภอสื่อ ผมรู้ว่าท่านอยากทำประโยชน์ให้เหลียนหยางมาตลอด แต่จากที่ผมดูข้อมูลเมื่อกี้ โครงสร้างพื้นฐานทางอุตสาหกรรมของอำเภอเราค่อนข้างอ่อนแอ ระบบขนส่งก็ยังไม่พร้อม ถ้าจะทุ่มเงินลงทุนทำธุรกิจภาคการผลิตอย่างเดียว ความเสี่ยงสูงมากครับ ตรรกะของตลาดทุน ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องคำนึงถึงผลกำไรและความยั่งยืน ผมต้องมั่นใจว่าโครงการที่จะลงมือทำสามารถสร้างงานได้จริง ไม่ใช่ดังพลุแตกแค่แป๊บเดียวแล้วดับไป"
"ถูกต้องครับ ไม่เอาแบบพลุแตกแป๊บเดียว ต้องเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ประธานจางมีข้อเสนอแนะที่เฉียบแหลมอะไรไหมครับ?" สื่อจ้านถามต่อด้วยความกระตือรือร้น
"เขตภูเขาทางตอนเหนือนั้นห่างไกลความเจริญ อยู่ห่างจากรัศมีการแผ่กระจายทางเศรษฐกิจของสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียงตั้งสามร้อยกว่ากิโลเมตร ลำพังพึ่งพาเกษตรกรรมกับปศุสัตว์คงไม่พอครับ"
จางหยางพูดจบ สื่อจ้านก็ถอนหายใจยาว "อุตสาหกรรมก็ก่อมลพิษ เราต้องปกป้องแหล่งน้ำและระบบนิเวศน์ จะให้พัฒนาอุตสาหกรรมหนักก็เป็นไปไม่ได้เลย"
เขาเองก็อยากดึงดูดการลงทุน ให้อุตสาหกรรมหนักเข้ามาตั้งโรงงานเหมือนกัน แต่มันติดเรื่องมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด
จางหยางยิ้มบางๆ ส่ายหน้าเบาๆ "ภาคเหนือถูกล้อมรอบด้วยภูเขา เดินหน้าอุตสาหกรรมไม่ได้ ก็ลองหันมามองอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตดูสิครับ"
"อุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตอะไรครับ?" สื่อจ้านตาเป็นประกาย
"ก็คือการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางกระจายสินค้าไปทั่วประเทศ ขยายขนาดอุตสาหกรรมท้องถิ่น สร้างแบรนด์ รวบรวมทรัพยากรเพื่อปั้นบริษัทหัวหอกขึ้นมา เพื่อให้มันดึงความนิยมของอุตสาหกรรมโดยรวมให้พุ่งกระฉูด"
วิธีที่จางหยางพูดถึงนี้ เป็นกลยุทธ์ที่พวกพ่อค้าชาวเจียงเจ้อ (เจียงซูและเจ้อเจียง) นิยมใช้กัน
พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ สร้างแบรนด์ให้ติดตลาดก่อน แล้วใช้แบรนด์นั้นเป็นตัวลากให้อุตสาหกรรมทั้งภูมิภาคเติบโตตามไปด้วย
สื่อจ้านไม่สันทัดเรื่องอินเทอร์เน็ตเลยแม้แต่น้อย จึงขอคำชี้แนะต่อ "แล้วพวกเราควรเริ่มจากตรงไหนดีล่ะครับ?"
"ก็ขึ้นอยู่กับว่า ท่านนายอำเภอสื่ออยากจะสร้างแบรนด์ของตัวเอง หรืออยากจะใช้ทางลัดล่ะครับ" จางหยางอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มมุมปาก
"ขอรายละเอียดทางลัดหน่อยสิครับ"
สร้างแบรนด์เหรอ?
"ทางลัดก็คือ..."
จางหยางลดเสียงลง กระซิบเฉลยคำตอบ "ผลักดันอุตสาหกรรมสินค้าเลียนแบบ (ของก็อป) อย่างเต็มกำลังครับ"
"..."
สื่อจ้านไม่ลังเลเลย
เขาเคยพยายามมาแล้วแต่ก็ล้มเหลว ถ้ามีทางลัด ใครบ้างล่ะจะไม่อยากเดิน
สื่อจ้านตกอยู่ในความเงียบ
"อุตสาหกรรมสินค้าเลียนแบบอะไรครับ?" สื่อจ้านถามต่อ
"รองเท้าก็อป เสื้อผ้าก็อป กระเป๋าก็อป ขอแค่ทำให้เนียนจนแยกของจริงไม่ออก ตลาดของปลอมก็ใหญ่กว่าตลาดของแท้แบบเทียบไม่ติดเลยล่ะครับ" จางหยางยิ้มพลางอธิบาย
ตั้งหน้าตั้งตาทำของปลอมเนี่ยนะ?
มันจะเวิร์คจริงเหรอ?
ถ้าเป็นคนอื่นพูด เขาคงคิดว่าอีกฝ่ายเพ้อเจ้อแน่ๆ
แต่อีกฝ่ายคือจางหยาง นักเทรดระดับเทพและนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง ผู้บริหารบริษัทหมื่นล้านด้วยวัยเพียงยี่สิบสองปี ผู้สร้างความสั่นสะเทือนในแวดวงการเงิน
"อุตสาหกรรมเบาน่ะไม่ยากที่จะพัฒนาหรอก แต่จะแน่ใจเรื่องช่องทางการจัดจำหน่ายได้ยังไงล่ะ?" สื่อจ้านยังไม่กล้าหลุดคำว่า 'ปลอม' ออกมา จึงเลี่ยงไปใช้คำว่าอุตสาหกรรมเบาแทน
"อินเทอร์เน็ตนี่แหละครับช่องทางการขายที่ดีที่สุด รองเท้าบาสเกตบอล Nike Air Yeezy 1 ราคาในประเทศอยู่ที่ 1680 หยวน พอผ่านการปั่นราคาในตลาดมือสอง ราคามันก็พุ่งทะลุ 5000 หยวนไปแล้ว ท่านสื่อ..."
"5000 หยวน?"
ไม่รอให้จางหยางพูดจบ สื่อจ้านก็ตกตะลึงจนตาค้าง เขาไม่อยากจะเชื่อเลย "คุณกำลังจะบอกว่า รองเท้าบาสคู่เดียวราคาตั้ง 5000 หยวนเนี่ยนะ?"
"ไม่งั้นล่ะครับ..."
จางหยางยิ้มอย่างอ่อนใจ อธิบายต่อว่า "เพราะมีการปั่นราคาให้สูงลิบลิ่วไงครับ พวกเราถึงมีช่องว่างให้ทำของปลอม... อะแฮ่ม... ผลักดันอุตสาหกรรมเบาอย่างเต็มที่ไงครับ"
สมองของสื่อจ้านประมวลผลอย่างรวดเร็ว เขาไม่รู้หรอกว่ารองเท้าบาสเกตบอลผลิตยังไง แต่เขารู้ว่า ต่อให้เป็นงานแฮนด์เมดล้วนๆ ต้นทุนรองเท้าบาสก็ไม่มีทางเกิน 200 หยวน ถ้าเอาไปขายสัก 500 หยวน นี่มันกำไรมหาศาลเลยไม่ใช่หรือ?
มันไปได้สวยแน่!
ไอเดียนี้น่าลองสุดๆ!
สื่อจ้านหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น หันไปมองจางหยาง "สมกับเป็นนักศึกษาที่จบจากเมืองใหญ่ หัวไวไหวพริบดีจริงๆ ถ้าอุตสาหกรรมเบาในอำเภอเราเติบโตขึ้นมาได้ล่ะก็ ผมขอเป็นตัวแทนชาวบ้านเหลียนหยางสี่แสนกว่าชีวิตขอบคุณคุณจากใจจริงเลย จางหยาง"
"ผมก็แค่ทำในสิ่งที่พอจะทำได้แหละครับ ถ้าทางอำเภอต้องการความช่วยเหลือ ผมก็พร้อมสนับสนุนทั้งเรื่องเงินทุนและบุคลากร เพื่อให้พวกเราหลุดพ้นจากความยากจนได้เร็วที่สุดครับ" จางหยางแสดงจุดยืนอีกครั้ง
สื่อจ้านพยักหน้าเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม "ฮ่าๆ ได้ยินคุณพูดแบบนี้ผมก็เบาใจ ถ้าเรื่องนี้สำเร็จล่ะก็ บันทึกประวัติศาสตร์อำเภอปี 2010 ต้องมีชื่อจางหยางขึ้นเป็นหน้าแรกแน่นอน"
"บันทึกประวัติศาสตร์อำเภอเลยเหรอครับ? ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งเลยครับ" จางหยางยิ้มบาง
"มันคือสิ่งที่คุณคู่ควรแล้ว" สื่อจ้านพูดจบก็หันไปหาผู้ช่วยที่ยืนอยู่ข้างๆ "คุณไปจัดคนมาเช็คดูสิว่า เสื้อผ้าหรือรองเท้าแบบไหนกำลังขายดีและสามารถอัพราคาได้สูงๆ แล้วก็ไปถามโรงงานเย็บผ้ากับโรงงานรองเท้าในอำเภอเราดูว่าต้นทุนเท่าไหร่ จะได้รีบเปิดตัวโครงการนำร่องนี้ให้เร็วที่สุด"