- หน้าแรก
- ให้เธอเป็นมหาเศรษฐี ไม่ใช่ให้เป็นไอ้สารเลว
- บทที่ 11: ยินดีที่ได้รู้จัก "จักรพรรดิแห่งเซี่ยงไฮ้"
บทที่ 11: ยินดีที่ได้รู้จัก "จักรพรรดิแห่งเซี่ยงไฮ้"
บทที่ 11: ยินดีที่ได้รู้จัก "จักรพรรดิแห่งเซี่ยงไฮ้"
เจียงเฉิงยกป้ายประมูลอีกสองครั้งรวด เพิ่มราคาขึ้นมาอีกหนึ่งล้านหยวนทันที
"หมายเลข 35 ให้ราคาที่ 18 ล้านหยวนค่ะ!"
หลังจากพิธีกรสาวประกาศราคา ชายหนุ่มที่มีรอยสักเต็มแขนก็หันไปกระซิบกระซาบกับเด็กหนุ่มผมสีขาวข้างๆ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"เชี่ยเอ๊ย... ไอ้หมายเลข 35 นั่นใครวะ? ทำไมมันดุจัง" พูดจบเขาก็หันหลังกลับมามองหาเจ้าของเบอร์ 35 ทันที
เมื่อเห็นว่าเขาไม่ยอมยกป้ายสู้ต่อ เด็กหนุ่มผมขาวข้างๆ ก็เอ่ยปากแซะพร้อมรอยยิ้มกวนประสาท "พี่ฉิน~ ไหงงั้นล่ะ? 'ยก' ไม่ขึ้นแล้วเหรอพี่?"
"ยกพร่องสิ! พูดจาให้มันดีๆ หน่อย ใครกันแน่ที่ยกไม่ขึ้น? อีกอย่าง... ฉันจะไปเอาเงินเยอะแยะขนาดนั้นมาจากไหนล่ะวะ?" ชายรอยสักตอบกลับอย่างหัวเสีย
พอโดนถลึงตาใส่ เด็กหนุ่มผมขาวก็รีบเปลี่ยนเรื่องทันควัน "พี่ฉินครับ... เอาเรื่อง 'ยกขึ้นไม่ขึ้น' ไว้ก่อนเหอะ สรุปคือพี่ไม่มีเงินจ่ายขนาดนั้นจริงๆ อะนะ?"
ชายรอยสักจิ๊ปากพลางไหวไหล่ "ช่างมันเถอะ ไม่ใช่เรื่องเงินหรอก ประเด็นคือนาฬิกาเรือนนี้มันไม่คุ้มที่จะซื้อในราคา 18 ล้าน สู้เอาเงินก้อนนี้ไปซื้อ Patek Philippe มาใส่เล่นสักสองเรือนยังจะดีกว่า"
เขาคิดว่าการควักเงิน 18 ล้านซื้อนาฬิกาเรือนนี้ในตอนนี้มันดูจะ 'โง่' ไปสักหน่อย ถึงดีไซน์จะสวยกระแทกตาแค่ไหน แต่บารมีและความเป็นที่รู้จักมันยังเทียบชั้น Patek Philippe ไม่ได้เลย
เด็กหนุ่มผมขาวพยักหน้าเห็นด้วย "ผมก็คิดงั้น แล้วไอ้หมายเลข 35 นั่นมันใครกัน? ดูๆ ไปอายุน่าจะน้อยกว่าเราสองคนอีกนะ แถมหน้าไม่คุ้นเลย ผมว่าผมไม่เคยเห็นหมอนี่ในวงการเรามาก่อนแน่ๆ"
ชายรอยสักลูบคางพลางหรี่ตามองด้วยความสนใจ "ไม่รู้จักเหมือนกันว่ะ แต่รสนิยมใช้ได้เลยนะ ตาถึงเหมือนฉันเป๊ะ"
"โถ่~ เขาแย่งของรักของหวงพี่ไปนะนั่น พี่นี่ยังจะไปชมเขาอีก ผมนึกไม่ถึงเลยว่าพี่ฉินจะใจกว้างเป็นแม่น้ำขนาดนี้"
"เขามีเงิน มันก็คือความสามารถของเขา ฉันจะไปพูดอะไรได้ล่ะ? มีแต่ต้องชมว่าเขาโคตรเจ๋งนั่นแหละ จะไปอิจฉาเขาทำไมวะ?"
"ว้าว~ สมเป็นพี่ฉินจริงๆ ระดับวุฒิภาวะขนาดนี้ ผมขอคารวะเลยครับ"
"ไปไกลๆ ตีนเลยไป๊~~~"
ท่ามกลางบทสนทนาอันเผ็ดร้อนของทั้งคู่ นาฬิกา Richard Mille เรือนนั้นก็ตกเป็นของเจียงเฉิงไปอย่างไม่มีอะไรต้องลุ้น
ของประมูลชิ้นต่อๆ มาก็ไม่มีอะไรพิเศษ มีแค่หยกกับมรกตทั่วไป เจียงเฉิงเริ่มรู้สึกเบื่อเลยก้มหน้าเล่นโทรศัพท์รอ ส่วนชายรอยสักกับเด็กหนุ่มผมขาวเองก็ดูจะเซ็งเหมือนกัน หลังจากซุบซิบกันครู่หนึ่ง ทั้งคู่ก็ลุกขึ้นแล้วเดินตรงมาหาเจียงเฉิง
เด็กหนุ่มผมขาวเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาก่อน "ไงเพื่อน~ หวัดดีครับ"
เจียงเฉิงเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง
เขาเห็นชายหนุ่มสองคนเดินมานั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ
คนหนึ่งย้อมผมสีขาวโพลน สวมชุดแบรนด์ Armani ท่าทางดูเหมือนพวกนักเลงหัวไม้หน่อยๆ แต่เมื่อพิจารณาจากนาฬิกา Patek Philippe บนข้อมือและเสื้อผ้าแบรนด์เนมทั้งตัวแล้ว รัศมีมหาเศรษฐีก็แผ่ซ่านออกมาจนรู้เลยว่าหมอนี่ไม่ใช่จิ๊กโก๋กระจอกข้างถนนแน่ๆ
เจียงเฉิงไม่รู้จักเด็กหนุ่มผมขาวคนนี้ แต่สำหรับชายร่างผอมที่มีรอยสักเต็มแขนที่ยืนข้างๆ กันนั้น... เขาจำได้แม่นเพียงแค่แวบเดียว!
นี่มัน 'ฉินเฟิ่น' เจ้าของฉายา 'จักรพรรดิแห่งเซี่ยงไฮ้' ที่เขาเห็นบ่อยๆ ใน TikTok ชาติก่อนไม่ใช่เหรอ?
เมื่อเห็นอีกฝ่ายยื่นมือมา เจียงเฉิงก็ยื่นมือไปจับพลางตอบกลับ "ผมเจียงเฉิงครับ"
"ยินดีที่ได้รู้จัก ฉันชื่อฉินเฟิ่น ส่วนนี่หวังเจิ้ง... ว่าแต่ เมื่อกี้ฉันเองแหละที่เป็นคนแย่งประมูล Richard Mille กับนาย" ฉินเฟิ่นเอ่ยพลางยื่นมือที่มีรอยสักเต็มแขนมาทักทาย
หลังจากเช็กแฮนด์กันตามมารยาท เจียงเฉิงก็เปรยขึ้น "ผมเคยเห็นข่าวของคุณบ่อยๆ นะ... 'จักรพรรดิแห่งเซี่ยงไฮ้' ใช่ไหมครับ?"
ฉายานี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ในดินแดนที่ดินแพงระยับอย่างเซี่ยงไฮ้ เขาถูกขนานนามว่าเป็น "ลูกเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งมหานคร"
เวลาพูดถึงคำว่า 'ลูกเศรษฐี' ภาพจำของคนส่วนใหญ่อาจจะเป็น 'หวังชงชง' เพราะฉินเฟิ่นไม่ได้ทำตัวเป็นข่าวหวือหวาเท่า แต่สาเหตุหนึ่งก็เพราะภูมิหลังครอบครัวของเขาไม่ได้ 'ขาวสะอาด' เท่าบ้านตระกูลหวังนั่นเอง
ครั้งหนึ่งหวังชงชงเคยโพสต์ลงโซเชียลว่า: "เวลาผมคบเพื่อน ผมไม่สนหรอกว่าเขามีเงินหรือเปล่า เพราะยังไงเขาก็ไม่รวยเท่าผมอยู่ดี"
จากนั้นฉินเฟิ่นก็เข้าไปคอมเมนต์สั้นๆ เพียงสามคำว่า: "แล้วผมล่ะ?"
คราวนั้นหวังชงชงกลับนิ่งเงียบอย่างผิดปกติ ไม่รู้ว่าเพราะดูถูกหรือเหตุผลกลใด แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็ได้ทำความรู้จักกัน และยังมีภาพหลุดตอนไปนั่งกินหม้อไฟด้วยกันออกมาให้เห็น
สาเหตุที่ฉินเฟิ่นดังระเบิดขนาดนี้ ก็มาจากรูปถ่ายท่ามกลางสายฝนที่เป็นไวรัลนั่นแหละ รถเฟอร์รารี่คันละสามสิบล้านพังยับเยิน แต่เขากลับนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ในรถเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แถมยังโพสต์สเตตัสหล่อๆ ว่า: "มองทุกอย่างด้วยความเฉยเมย"
แม้ในสายตาคนทั่วไปเขาจะมีภูมิหลังที่ทรงอิทธิพลและลึกลับ แต่เจียงเฉิงรู้ดีว่าตระกูลของเขาเริ่มต้นมาจากการเป็นเอเย่นต์กาสิโน ประวัติการสร้างตัวน่ะไม่ได้สะอาดนักหรอก
แต่อย่างว่า... พอมาถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน พวกเขาก็เริ่มฟอกตัวจนกลายเป็นตัวแทนของเหล่าลูกเศรษฐีระดับแนวหน้าไปแล้ว
เมื่อได้ยินเจียงเฉิงพูดแบบนั้น ฉินเฟิ่นก็ยิ้มพลางไหวไหล่ "ในเซี่ยงไฮ้น่ะมีคนเก่งกว่าฉันเยอะแยะ ฉายาพวกนั้นก็แค่ชาวเน็ตตั้งให้ขำๆ อย่าไปพูดถึงเลย ฉันฟังเองยังเขินเองเลยเนี่ย~ อีกอย่าง ดูนายนี่สิ เมื่อกี้ไม่เจ๋งกว่าฉันหลายเท่าเลยเหรอ?"
เจียงเฉิงไม่ได้อธิบายอะไรมาก เพียงแค่ยิ้มบางๆ "ผมแค่ถูกใจนาฬิกาเรือนนั้นพอดีน่ะครับ"
"นายชอบนาฬิกาหรูเหมือนกันเหรอ?" ฉินเฟิ่นถามด้วยความสนใจ
เจียงเฉิงส่ายหน้าแล้วตอบตามตรง "จะว่าชอบก็ไม่เชิงหรอกครับ ผมไม่เคยซื้อนาฬิกามาก่อนเลย เรือนนี้เป็นเรือนแรก แค่อยากลองของใหม่ดูเฉยๆ น่ะ"
ได้ยินแบบนั้น หวังเจิ้งกับฉินเฟิ่นก็หันมาสบตากันทันที ก่อนจะแอบสำรวจเจียงเฉิงอีกรอบ
พอเห็นว่าบนข้อมือของเจียงเฉิงไม่มีนาฬิกาอยู่จริงๆ พวกเขาก็อดประหลาดใจไม่ได้
"ซื้อนาฬิกาเรือนแรกราคาตั้งสิบล้านกว่า... นายแม่งโคตรโหด! พูดตามตรงนะ ฉันรู้จักคนในแวดวงเซี่ยงไฮ้มาก็เยอะ แต่หน้านายเนี่ยใหม่กริบเลย ตามหลักแล้วคนระดับนายฉันไม่น่าจะพลาดสายตาไปได้นะ" หวังเจิ้งเอ่ยพลางจ้องเจียงเฉิง
"ผมเพิ่งมาถึงเซี่ยงไฮ้เมื่อวานเองครับ"
"อ้อ มิน่าล่ะ ฉันก็ว่าอยู่ว่าทำไมฉันกับพี่ฉินถึงไม่รู้จักคนแบบนาย สรุปคือนายไม่ได้อยู่ในแวดวงนี้สินะ?"
หลังจากคลายข้อสงสัย หวังเจิ้งก็ถามต่อ "แล้วนี่กะจะมาทำธุรกิจที่เซี่ยงไฮ้เหรอ?"
เจียงเฉิงส่ายหน้า "กะว่าจะมาเข้ามหาวิทยาลัยที่นี่น่ะครับ เลยมาเดินสำรวจล่วงหน้าก่อน"
พอได้ยินคำตอบ ทั้งคู่ถึงกับหลุดสบถออกมาพร้อมกัน
"เชี่ย! นี่เพิ่งอายุ 18 เองเหรอ? ไม่ธรรมดาแล้วแบบนี้..."
ในใจของทั้งคู่เริ่มประเมินเจียงเฉิงใหม่ทันที โดยเฉพาะอำนาจการเงินที่เขาแสดงออกมาในวัยขนาดนี้ แม้บ้านพวกเขาจะรวยมาก แต่ตอนอายุ 18 พวกเขาก็ไม่ได้มีเงินสดในมือให้ใช้สอยตามใจชอบมหาศาลขนาดนี้ อย่างมากก็ได้ค่าขนมเดือนละไม่กี่แสนหยวน ใครจะไปกล้าควักเงินยี่สิบล้านมาซื้อนาฬิกาเล่นๆ แบบนี้ได้?
"ก็แค่ครอบครัวธรรมดาๆ น่ะครับ" เจียงเฉิงตอบอย่างถ่อมตัว
"แหม ดูพูดเข้าสิ ถ้าบ้านนายธรรมดา แล้วพวกเราสองคนไม่กลายเป็นคนเก็บขยะเลยเหรอวะ?" หวังเจิ้งสวนกลับทันควัน
"เอาเถอะ เลิกถ่อมตัวได้แล้ว ดูทรงงานประมูลคืนนี้คงไม่มีของดีอะไรเหลือแล้วล่ะ นาฬิกาเรือนนี้น่าจะเป็นฟินาเล่ของคืนนี้แล้ว พวกเราไปขอดูนาฬิกาของนายหน่อยได้ไหม?" ฉินเฟิ่นเสนอ เพราะเขาสนใจเจ้านาฬิกาเรือนนั้นมากจริงๆ
เจียงเฉิงไหวไหล่พลางพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ
"ได้สิครับ"
หลังจากนั้นทั้งสามก็เดินไปที่ห้องรับรองผลการประมูล เจียงเฉิงจัดการเซ็นเอกสารยืนยันและทำเรื่องโอนเงินเข้าบัญชีอย่างรวดเร็ว
ในวินาทีนั้นเอง เสียงระบบก็ดังขึ้น!
[ติ๊ง!]
[ยินดีด้วย โฮสต์ทำการอัปเลเวลอีกครั้ง!]
[บัดนี้โฮสต์จะได้รับเงิน 1 หยวน สำหรับทุกๆ หนึ่งวินาทีที่ดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้]
【ชื่อ: เจียงเฉิง】
【อายุ: 18 ปี】
【เลเวล: 7】
【เงินสำรองในระบบ: 367,280 หยวน (ถอนได้ทันที)】
【อัตราการได้รับ: 1 หยวน / วินาที】
【ค่าประสบการณ์อัปเกรด: 23.9 ล้าน / 50 ล้าน】
เงิน 1 หยวนต่อวินาที กลายเป็น 60 หยวนต่อนาที 3,600 หยวนต่อชั่วโมง และ 86,400 หยวนต่อวัน! เท่ากับว่าเขามีเงินเดือนเข้ากระเป๋าเฉยๆ ถึง 2.592 ล้านหยวน!
ถ้านับเป็นรายปีล่ะก็... ทะลุ 30 ล้านหยวนไปแล้ว!
ในสภาพนี้ ต่อให้เจียงเฉิงไม่ทำมาหากินอะไรเลย นั่งๆ นอนๆ ไปวันๆ เขาก็มีฐานะเหนือกว่าผู้คนถึง 99.99% ของโลกไปเรียบร้อยแล้ว
แต่เจียงเฉิงยังไม่พอใจ~
เพราะสำหรับคนทั่วไป 30 ล้านหยวนอาจจะดูเยอะ แต่น่าเศร้าที่สำหรับคนที่เกิดมาบนยอดพีระมิด เงินก้อนนี้มันก็แค่เศษเงินหลังตู้เย็นเท่านั้นเอง
ลองเทียบกับราคาอสังหาฯ ดูสิ ในที่อย่างเซี่ยงไฮ้ที่ดินทุกตารางนิ้วคือทองคำ บ้านหลังหนึ่งราคาพุ่งไปหลักร้อยล้านเป็นเรื่องปกติ ถ้าอยากได้วิลล่าหรูในโครงการอย่าง ทอมสัน ริเวียร่า คุณต้องเตรียมเงินไว้สักร้อยล้านเป็นอย่างต่ำ!
หรืออย่างนาฬิกา Richard Mille RM056 ที่เขาเพิ่งซื้อมาก็ 18 ล้านเข้าไปแล้ว ไหนจะเรือสำราญ เครื่องบินส่วนตัวแบบพวก 'ป๋าหม่า' ที่ต้องใช้เงินระดับหลายร้อยล้านในการครอบครองอีก
เจียงเฉิงจึงรู้สึกว่าเขายังไม่สามารถเรียกตัวเองว่าเป็น "มหาเศรษฐีตัวจริง" ได้เต็มปาก
เขาเป็นได้แค่หน้าใหม่ที่เพิ่งเหยียบเข้าสู่โลกของ Tycoon เท่านั้น แรงก์ของเขาน่าจะยังวนเวียนอยู่ที่ Silver~
การจะก้าวไปสู่ชีวิตเหนือเมฆา... เขาต้องสู้ต่อไปจนสุดทาง!
เมื่อเห็นยอดเงินสำรองถึง 367,280 หยวน เขาก็กดถอนเงินทันที วินาทีต่อมาข้อความแจ้งเตือนเงินเข้าโทรศัพท์ก็ดังขึ้นรัวๆ
เจียงเฉิงหยิบนาฬิกาออกมาวางบนโต๊ะให้เพื่อนใหม่ทั้งสองได้ยลโฉมอย่างใจป้ำ
ทั้งสามคนจ้องมอง Richard Mille ในกล่องสุดหรูพลางอุทานออกมาพร้อมกัน
"แม่ง... โคตรสวยเลย!"
สายนาฬิกาทั้งเส้นทำจากไพร์โปร่งแสง เข็มนาฬิกาบนหน้าปัดสีฟ้าใสเดินติ๊กๆ ไปตามวินาที เผยให้เห็นกลไกฟันเฟืองอันละเอียดอ่อนที่เรียงตัวกันอย่างวิจิตรบรรจงราวกับเครื่องยนต์อันทรงพลัง มันคือสถาปัตยกรรมเชิงกลที่เปี่ยมไปด้วยความดิบเท่! ความล้ำสมัย! และความไฮเทค!
เมื่อได้เห็นของจริง เจียงเฉิงก็เข้าใจทันทีว่าทำไมแบรนด์ที่มีอายุแค่ 15 ปีอย่าง Richard Mille ถึงก้าวขึ้นมาทาบชั้นราชาอย่าง Patek Philippe ได้ในเวลาอันสั้น
เพราะถ้าเทียบกับ Patek Philippe ที่ดูเป็นสุภาพบุรุษมาดนิ่งสุขุมแล้ว...
Richard Mille ก็เหมือนกับวัยรุ่นสายแฟชั่นที่เปี่ยมไปด้วยพลัง มีความเฉียบคมและขบถ ซึ่งมันตรงใจรสนิยมของคนรุ่นใหม่ในยุคนี้ที่สุด!
ในขณะที่ทั้งสามกำลังคุยกันอย่างออกรส เจียงเฉิงก็เหลือบไปเห็นสาวงามคนหนึ่งที่นั่งอยู่มุมหนึ่งของงาน... รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากของเขา หลังจากแลกวีแชทกับหวังเจิ้งและฉินเฟิ่นเสร็จ เขาก็รีบเดินตรงไปหาแผ่นหลังที่คุ้นเคยนั้นทันที
"อวี๋เสี่ยวเสี่ยว?"
ทันทีที่เขาทัก อวี๋เสี่ยวเสี่ยวก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองพลางขมวดคิ้วสงสัย
สามวินาทีต่อมา เธอรีบยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตื่นตระหนก นิ้วเรียวสวยชี้มาที่เจียงเฉิงสลับกับตัวเธอ "นายคือ... คนในคืนนั้น..."
เจียงเฉิงเห็นท่าทางเลิ่กลั่กของเธอก็รู้สึกนึกสนุกขึ้นมา
เขาส่งสายตาเจ้าเล่ห์ไปให้พลางแลบปลายลิ้นออกมาเล็กน้อย... แล้วม้วนลิ้นโชว์สกิล 'ปลายลิ้นที่คล่องแคล่ว' ให้เธอดูเป็นขวัญตา
เขาจงใจม้วนลิ้นให้เป็นรูปใบโคลเวอร์สามแฉกต่อหน้าเธอตรงๆ~