- หน้าแรก
- แชทกลุ่มสะท้านมิติ
- บทที่ 95 ประกอบพิธีที่เขาไท่ซาน
บทที่ 95 ประกอบพิธีที่เขาไท่ซาน
บทที่ 95 ประกอบพิธีที่เขาไท่ซาน
ราชวงศ์หยวนล่มสลาย ราชวงศ์หมิงถูกสถาปนาขึ้น จูหยวนจางขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิ ทุกอย่างดำเนินไปตามครรลอง ไม่มีผู้ใดคัดค้าน ไม่มีใครกล้ามีความคิดมักใหญ่ใฝ่สูง นักพรตที่อยู่เบื้องหลังจูหยวนจาง ก็คือเงาร่างยักษ์ที่ปกคลุมอยู่เต็มท้องฟ้า
จางซานเฟิงเปลี่ยนแปลงบางสิ่ง และรักษาบางสิ่งเอาไว้ จูหยวนจางจะเป็นจักรพรรดิที่ดี เขาเหมาะสมที่จะเป็นจักรพรรดิมาก
และหลังจากจูหยวนจางขึ้นครองราชย์ ก็พระราชทานตำแหน่งและสิทธิพิเศษมากมายให้จางซานเฟิงโดยตรง ยกย่องจางซานเฟิงให้สูงส่งเหนือกว่าจักรพรรดิอย่างตนเองเสียอีก
จูหยวนจางเข้าใจกระจ่างแจ้ง บุคคลระดับเซียนอย่างจางซานเฟิง ไม่มีทางสนใจอำนาจทางโลกเพียงน้อยนิดนี้ของตนเองแน่นอน การที่ตนเองสามารถมานั่งในตำแหน่งนี้ได้ ก็ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากจางซานเฟิงทั้งสิ้น
สำหรับการกระทำเหล่านี้ของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิง ขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งหมดไม่มีใครขัดข้อง เซียนมีสถานะสูงส่งหน่อยแล้วจะเป็นไรไป?
หากเจ้าสามารถเรียกลมเรียกฝน ใช้หมัดทุบขุนเขาแม่น้ำให้แตกสลาย เหาะเหินเดินอากาศได้ เจ้าก็สามารถเพลิดเพลินกับสถานะอันเป็นที่เคารพยกย่องเช่นนี้ได้เหมือนกัน น่าเสียดายนะ
บนโลกใบนี้ มีจางซานเฟิงเพียงคนเดียวเท่านั้น
และหลังจากจูหยวนจางขึ้นครองราชย์ จางซานเฟิงก็ตัดสินใจเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ
ประกอบพิธีเฟิงซ่านที่เขาไท่ซาน!
ตั้งแต่โบราณกาลมา การที่พระมหากษัตริย์ประกอบพิธีเฟิงซ่านที่เขาไท่ซานไม่เคยเป็นเรื่องแปลก ทว่าครั้งนี้กลับไม่เหมือนกับครั้งก่อนหน้าแล้ว
เพื่องานมหกรรมประกอบพิธีเฟิงซ่านที่เขาไท่ซานในครั้งนี้ เริ่มเตรียมการมาตั้งแต่สถาปนาราชวงศ์ ไม่เพียงประกาศให้ทั่วจงหยวนได้รับรู้ ทว่ายังส่งสาส์นไปยังแคว้นเล็กและชนเผ่ารอบข้าง โดยกำหนดให้พวกเขาต้องส่งทูตมาเข้าร่วมให้จงได้
ความจริงแล้วนี่ไม่ใช่ความตั้งใจของจางซานเฟิง บรรดาขุนนางบุ๋นบู๊ทั่วราชสำนักพอได้ยินว่าการประกอบพิธีเฟิงซ่านในครั้งนี้เป็นข้อเสนอของราชครู ก็พากันแสดงความคิดเห็นอย่างกระตือรือร้น ท้ายที่สุดมีคนเอ่ยขึ้นมาว่า อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่อย่างเราบวงสรวงสวรรค์ประกอบพิธี หากไม่มีแคว้นเล็กแคว้นน้อยมาคอยโบกธงส่งเสียงเชียร์อยู่ด้านข้าง จะเป็นไปได้อย่างไร!
ผิดธรรมเนียมไปเสียหมด!
ส่วนแคว้นที่ไม่อยากมางั้นหรือ?
ราชวงศ์หมิงของเราขอสัญญาอย่างหนักแน่นว่า ในยามที่เจ็ดจอมยุทธ์แห่งอู่ตังสามารถแก้ปัญหาได้ จะไม่มีทางเชิญราชครูออกมาเด็ดขาด!
จางซานเฟิงเห็นความเคลื่อนไหวนี้ ก็รู้สึกว่ามีเหตุผล โชคชะตาแม้เพียงขาของยุงก็คือโชคชะตา จะปล่อยผ่านไปไม่ได้ จึงปล่อยให้ขุนนางจัดการไป ขอเพียงไม่ทำเรื่องเหลวไหล เขาก็จะไม่เข้าไปก้าวก่าย
ส่วนเรื่องที่เพิ่งสถาปนาราชวงศ์ก็จะจัดงานพิธีใหญ่โตเช่นนี้ จะดูเร่งรีบเกินไปหรือไม่ ทำให้ราษฎรเหน็ดเหนื่อยและสิ้นเปลืองทรัพย์สิน ไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงของใต้หล้า
ทว่าการประกอบพิธีเฟิงซ่านที่มีเซียนอยู่ด้วยนั้น ไม่จำเป็นต้องจัดการเรื่องสิ้นเปลืองไร้สาระพวกนั้นเลยนี่นา ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงที่ราชวงศ์หมิงทำสงครามแย่งชิงแผ่นดินก็ไม่ได้มีการสูญเสียอะไรมากนักเลย...
และในขณะที่ราชสำนักกำลังเตรียมการ จางซานเฟิงก็ไม่ได้ว่างเว้น ในแต่ละวันเขาต้องเดินทางไปทั่วจงหยวน เพื่อสำรวจค้นหาเส้นชีพจรมังกร
บางสิ่งไม่ปรากฏให้เห็น ไม่ได้หมายความว่าไม่มีอยู่จริง เมื่ออยู่ต่อหน้าจิตวิญญาณแห่งวิถีการต่อสู้อย่างจางซานเฟิง ทุกอย่างย่อมไม่เป็นปัญหา
ต่อมาจางซานเฟิงยังตั้งใจเชิญเมิ่งชวนมา เพื่อให้ช่วยเหลือ เมิ่งชวนก็ตกลง และเดินทางมายังโลกดาบมังกรหยก
ทว่าวิธีการของเมิ่งชวนนั้นค่อนข้างเหนือชั้น เมื่อเขามาถึงก็พบว่า ภายนอกโลกดาบมังกรหยกก็คือความโกลาหลอันกว้างใหญ่ไพศาลเช่นกัน
ช่างบังเอิญเสียจริง เมิ่งชวนจึงวางค่ายกลหลอมสวรรค์ขึ้นมาโดยตรง แปลงพลังงานจากความโกลาหลอันกว้างใหญ่ เพื่อเพิ่มรากฐานให้กับโลกใบนี้
นครหลวงราชวงศ์หมิง
"ฝ่าบาท ราชครูและสหายของราชครูต้องการจะทำสิ่งใดกันแน่เพคะ?" จูหยวนจางกำลังตรวจฎีกา ฮองเฮาหม่าที่คอยปรนนิบัติอยู่ด้านข้าง เอ่ยถามด้วยความสงสัย
จูหยวนจางตวัดพู่กันอย่างรวดเร็ว ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง สองหูไม่ฟังฮองเฮาผู้งดงาม ตั้งใจเพียงตรวจฎีกาของแผ่นดิน
"ราชครูต้องการจะทำสิ่งใด ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร" จูหยวนจางกล่าวอย่างถือเป็นเรื่องปกติ จากนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วเงยหน้าขึ้นมองฮองเฮาหม่า
"ใต้หล้านี้ คือใต้หล้าที่ราชครูให้ข้าเป็นผู้ดูแล ราชครูย่อมไม่ทำเรื่องที่เป็นภัยต่อใต้หล้าแน่"
จูหยวนจางไม่มีความคิดเห็นใดต่อการที่บนศีรษะของตนเองมีราชครูอย่างจางซานเฟิงอยู่ เซียนก็ส่วนเซียน คนธรรมดาก็ส่วนคนธรรมดา จะไปคิดอะไรให้มากความ!
ผ่านไปไม่นานนัก ทั้งในระดับเหนือธรรมชาติ และระดับโลกมนุษย์ ต่างเตรียมการเสร็จสิ้นแล้ว รอเพียงวันฤกษ์ดีเพื่อประกอบพิธีเฟิงซ่าน
วันประกอบพิธี จางซานเฟิงและเมิ่งชวนมาถึงลานกว้างในนครหลวง จูหยวนจาง ฮองเฮา ขุนนางบุ๋นบู๊ ตัวแทนแคว้นเล็ก ต่างเตรียมตัวพร้อมออกเดินทางแล้ว
"ราชครู!" เสียงโห่ร้องดังกึกก้อง จางซานเฟิงพยักหน้าตอบรับ มองจูหยวนจาง แล้วเอ่ยถาม "ฝ่าบาท เตรียมพร้อมหมดแล้วหรือ?" ทว่าจางซานเฟิงไม่ได้แนะนำตัวตนของเมิ่งชวน สำหรับคนเหล่านี้ จะรู้หรือไม่รู้ ก็ไม่มีความแตกต่างกันเลย
"ออกเดินทางได้เลยขอรับราชครู!"
"เช่นนั้นก็ออกเดินทางเถิด!" จางซานเฟิงไม่ได้ชักช้า สะบัดแขนเสื้อโดยตรง ปราณหยินหยางไทเก็กห่อหุ้มทุกคนบนลานกว้าง จากนั้นก็เหาะเหินทะยานฟ้า บินมุ่งสู่เขาไท่ซาน
ขุนนางบุ๋นบู๊ตกตะลึง ตัวแทนแคว้นเล็กพูดไม่ออก กำลังพิจารณาว่าควรจะกลับไปเกลี้ยกล่อมท่านอ๋องดีหรือไม่
ยอมจำนนแต่โดยดีเถอะ!
ไม่นานนัก ก็มาถึงตีนเขาไท่ซาน ที่นี่มีคนมารออยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นฉากการร่อนลงมาอันราวกับความฝันของเหล่าขุนนาง ก็พากันลอบกลืนน้ำลาย
ขั้นตอนในช่วงแรกนั้นซับซ้อน ทว่าก็ไม่อาจละเว้นได้ ท้ายที่สุด จูหยวนจางเปลี่ยนมาสวมชุดเต็มยศ จางซานเฟิงยังคงสวมชุดนักพรต เดินมุ่งหน้าไปยังแท่นบวงสรวง
เมิ่งชวนไม่ได้ตามขึ้นไป นี่คือเรื่องของโลกใบนี้ เขาสามารถลงมือช่วยเหลือได้ ทว่าขั้นตอนสำคัญเช่นนี้ ยังคงต้องพึ่งพาจางซานเฟิง
นี่คือขั้นตอนที่สำคัญมาก สิ่งสำคัญที่สุดในการประกอบพิธีเฟิงซ่านที่เขาไท่ซานคือการบวงสรวงฟ้าดิน อ่านโองการบวงสรวง
ขั้นแรกคือการสร้างแท่นบวงสรวงทรงกลมที่ตีนเขา ด้านบนบรรจุดินห้าสี เรียกว่าแท่นเฟิงซื่อ (บวงสรวงสวรรค์)
เมื่อเห็นดินห้าสี ภายในใจของเมิ่งชวนก็เกิดความหวั่นไหว ของสิ่งนี้ในโลกปิดฟ้าข้ามสวรรค์ก็มีเช่นกัน อีกทั้งยังไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
จากนั้นก็สร้างแท่นเติงเฟิงและแท่นเจี้ยงซ่าน
เริ่มจากจูหยวนจางก้าวออกไป เพื่อทำการประกอบพิธีบวงสรวงตามปกติ ทว่าในขณะที่ดำเนินไปได้ครึ่งทาง ฟ้าดินก็เริ่มเปลี่ยนสี พื้นดินในจงหยวนบางแห่งสั่นสะเทือนเป็นระยะ นี่คือผลจากการลงแรงของจางซานเฟิงและเมิ่งชวนในช่วงเวลาที่ผ่านมา
เมื่อจูหยวนจางทำพิธีเสร็จสิ้น จางซานเฟิงก็มีสีหน้าเคร่งขรึม ก้าวเดินไปข้างหน้าทีละก้าว
จิตวิญญาณแห่งวิถีการต่อสู้ของจางซานเฟิงปรากฏขึ้นที่ด้านหลัง ทุกคนต่างมองจางซานเฟิงด้วยความตื่นตะลึง นี่เขากำลังจะกลายเป็นเซียนเหินในตอนกลางวันงั้นหรือ?
จิตวิญญาณแห่งวิถีการต่อสู้ไม่พูดไม่จา ประสานมือกราบไหว้ฟ้าดินโดยตรง
จางซานเฟิงไม่มีคำกล่าวบวงสรวงเยิ่นเย้อ เรื่องการประกอบพิธีมอบหมายให้จูหยวนจางผู้เป็นจักรพรรดิจัดการ สิ่งที่เขาเผชิญหน้า คือโลกทั้งใบ
"ครืน!"
เสียงดังกึกก้องสั่นสะเทือน ทุกคนอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นปิดหู พวกเขารู้สึกราวกับว่าฟ้าดินกำลังสั่นไหวไปมา!
ปราณม่วงลอยขึ้นที่ริมเขาไท่ซาน มีเสียงมังกรคำรามและพยัคฆ์คำรนแว่วมา เมฆาไหลมารวมกัน ถึงกับจำแลงกายเป็นมังกรเทพตัวหนึ่ง!
"นี่คือสิ่งใด? ราชครูจะขี่มังกรกลายเป็นเซียนเหินงั้นหรือ?" มีคนกล่าวด้วยความตื่นตระหนก ทุกสิ่งทุกอย่างนี้มันช่างเกินกว่าจะจินตนาการได้
จิตวิญญาณและกายเนื้อของจางซานเฟิง กราบไหว้ฟ้าดินเป็นครั้งที่สอง
บนยอดเขาไท่ซาน ปราณม่วงนับหมื่นลี้พวยพุ่ง ปราณเสวียนหวงปรากฏเลือนราง ราวกับสีเหลืองจุดหนึ่งที่ประดับประดาอยู่ในกระแสน้ำตกเชี่ยวกราก
ปราณม่วงลอยขึ้นทั่วทั้งโลก ราวกับม่านควันและเส้นด้าย ทุกคนต่างตกใจจนวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน รู้สึกว่าอาจจะได้พบเจอกับเทพเซียนเข้าแล้ว
เมิ่งชวนมองดูภาพทั้งหมดนี้ สัมผัสได้ว่าในส่วนลึกของโลกมีจิตสำนึกสายหนึ่งค่อยตื่นขึ้นมา เขาหรี่ตาลง
"ใกล้จะสำเร็จแล้ว..."
โลกของจางซานเฟิงต้องการเลื่อนระดับ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการปลุกจิตสำนึกของโลกที่เลือนรางให้ตื่นขึ้น
นักพรตจิตวิญญาณ เบื้องบนรับรู้จิตสวรรค์ เบื้องล่างหยั่งรู้เจตจำนงของแผ่นดิน มีเพียงจิตสำนึกของโลกที่ตื่นขึ้น และร่วมมือกับจางซานเฟิงเท่านั้น ถึงจะมีโอกาสทำให้โลกเลื่อนระดับสำเร็จ หลังจากนั้น จางซานเฟิงก็จะหลอมรวมกับฟ้าดิน หลอมรวมกับมรรคา เทียบเท่ากับเจ้าแห่งโลก และจิตสำนึกของโลก ก็จะสามารถพัฒนากลายเป็นเค้าโครงของมรรคาสวรรค์ได้
แน่นอนว่า ต่อให้ปลุกจิตสำนึกของโลกให้ตื่นขึ้นมาได้ การที่โลกจะเลื่อนระดับอย่างสมบูรณ์แบบ ก็ยังคงเป็นกระบวนการที่ยาวนาน
และตอนนี้ ก็มีเพียงจางซานเฟิงเท่านั้นที่มีความสามารถปลุกจิตสำนึกของโลกให้ตื่นขึ้นโดยไม่ทำร้ายโลก เมิ่งชวนก็สามารถทำได้เช่นกัน ทว่าการปลุกของเขานั้น ต้องอาศัยกำปั้น...
จางซานเฟิงกราบไหว้ฟ้าดินเป็นครั้งที่สาม ทว่าการกราบไหว้ในครั้งนี้ จางซานเฟิงมีใบหน้าซีดเผือด หยาดเหงื่อไหลริน จิตวิญญาณถึงกับดูเลือนราง
การกราบไหว้ครั้งสุดท้าย มีแรงต่อต้านอันใหญ่หลวง!
ภายนอก ควันดำหนาทึบปรากฏขึ้นกะทันหัน เสียงมารดังกึกก้องเป็นระลอก ราวกับจู่ๆ ก็เปลี่ยนไปอยู่อีกโลกหนึ่ง
เมิ่งชวนสะบัดมือ ปกป้องทุกคนของราชวงศ์หมิงเอาไว้
การประกอบพิธีเฟิงซ่านในครั้งนี้ จางซานเฟิงมีความสำคัญที่สุด ทว่าโชคชะตาของราชวงศ์หมิง ก็ขาดไม่ได้เช่นกัน
เมิ่งชวนมองดูมารร้ายรูปร่างแปลกประหลาดที่ปรากฏตัวขึ้นมาทีละตัวท่ามกลางควันดำ
เทวราชมารผู้ขัดขวางมรรคา!
มนุษย์มีทัณฑ์ของมนุษย์ โลกเลื่อนระดับ ย่อมต้องมีภัยพิบัติเช่นกัน เทวราชมารที่ปรากฏตัวขึ้นเนื่องจากการเลื่อนระดับของโลกนั้น ย่อมแข็งแกร่งกว่า
เมิ่งชวนมองดูพวกมัน ความคิดแล่นพล่าน สงสัยว่าเทวราชมารเหล่านี้แท้จริงแล้วมาจากที่ใด ยื่นมือใหญ่ออกไปคว้าโดยตรง น่าเสียดาย เมื่อสัมผัสพวกมันก็สลายไป ไม่สามารถจับต้องได้เลย
ท้ายที่สุดจางซานเฟิงก็ฝืนกราบลงไป เดิมทีในกระบวนการนี้ เทวราชมารจะเข้ามาขัดขวางมรรคา สิ่งชั่วร้ายภายนอกจะล่อลวงจิตใจ ทว่าก็ถูกเมิ่งชวนสกัดเอาไว้เสียก่อน
นี่คือสิ่งที่จางซานเฟิงขอให้เมิ่งชวนช่วยเหลือ เขาต้องการให้โลกเลื่อนระดับ ทว่ามารร้ายจากภายนอกเหล่านี้ ตนเองไม่มีเวลาไปรับมือเลย
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาอีกมากมาย ถูกเมิ่งชวนสกัดกั้นไว้ที่ภายนอกโลก หากไม่มีเมิ่งชวน แผนการนี้ของจางซานเฟิงก็เรียกได้ว่ายากเย็นแสนเข็ญจนเกินบรรยาย น่าเสียดาย เมื่อมีเมิ่งชวนลงมือ ปัญหามากมายก็ไม่มีโอกาสได้ปรากฏขึ้นเลย
ส่วนเรื่องที่ทำไมไม่มีทัณฑ์สายฟ้าหรืออะไรทำนองนั้นฟาดฟันลงมา...
เรื่องที่โลกเลื่อนระดับเช่นนี้ โลกเองก็ปรารถนาให้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง หากกินจนอิ่มแปล้ถึงจะยอมผ่าตัวเองน่ะสิ!
กราบไหว้ครั้งสุดท้ายเสร็จสิ้น ปรากฏการณ์วิเศษแห่งฟ้าดินทั้งหมดกลับสลายหายไป เมิ่งชวนสัมผัสได้ว่า จิตสำนึกแห่งฟ้าดินได้ตื่นขึ้นแล้ว จางซานเฟิงก็เข้าสู่สภาวะที่ลึกล้ำหาใดเปรียบ
เมิ่งชวนมองไปยังจิตสำนึกของโลก วิเคราะห์ความลี้ลับขั้นพื้นฐานของมันโดยตรง พบว่าองค์ประกอบของสิ่งนี้มีส่วนคล้ายคลึงกับตราประทับจิตสวรรค์อยู่บ้าง แน่นอนว่ามีความแตกต่างมากกว่า
ในเวลานี้ โลกมีความแตกต่างไปแล้ว จิตสำนึกของโลกตื่นขึ้นมาสื่อสารกับจางซานเฟิง ประกอบกับการจัดเตรียมของเมิ่งชวนที่นี่ โลกใบนี้ก็ได้ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้ว ส่วนเรื่องราชวงศ์เทพบนโลกมนุษย์ อาณาจักรแห่งมรรคาบนพื้นดินในภายหลัง ก็คงต้องรอดูจางซานเฟิงแล้ว สิ่งนี้ต้องใช้เวลา นี่ก็คือก้าวแรกของกระบวนการลอกคราบของโลก
ในขณะนี้เมิ่งชวนกำลังทำความเข้าใจอย่างเงียบงัน แม้นี่จะเป็นโลกนิยายกำลังภายในระดับต่ำ ทว่าก็ยังคงทำให้เขาได้รับความเข้าใจบางอย่าง
มองดูจิตสำนึกของโลกที่กำลังตื่นขึ้น เมิ่งชวนก็แย้มยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่มีความหมายแอบแฝงอยู่บ้าง
"แม้จะเป็นเพียงกระแสจิตสายหนึ่ง ทว่า ไหนก็มาแล้วนี่นา!"
จากนั้นกระแสจิตสายนี้ของเมิ่งชวนก็มุดเข้าไปในจิตสำนึกของโลกโดยตรง แทรกซึมเข้าไปภายในร่างกายของจิตสำนึกโลก!
ท้ายที่สุด ไหนก็มาแล้ว จะแค่ดูอยู่หน้าประตูก็คงจะไม่สะใจ
"อย่านะพี่ชวน..."
จิตวิญญาณของจางซานเฟิงเหมือนจะได้ยินเสียงดิ้นรนที่กึ่งรับกึ่งสู้ ทว่าภายใต้การกวาดสัมผัสของจิตวิญญาณ กลับคล้ายกับไม่มีสิ่งใด หันไปมองรอบด้าน ก็พบว่ามหาจักรพรรดิได้หายตัวไปแล้ว
"แปลกประหลาดแท้ แปลกประหลาดแท้"