- หน้าแรก
- ชาตินี้ขอร่ำรวย พ่อแม่เกิดใหม่กับลูกสาวทะลุมิติ
- บทที่ 121 สมุนไพร
บทที่ 121 สมุนไพร
บทที่ 121 สมุนไพร
บทที่ 121 สมุนไพร
แต่หากมีผู้ใดเอ่ยถามถึงเรื่องธุรกิจ เขาก็จะแสร้งทำเป็นเลินเล่อ อ้างว่าเป็นเพียงกิจการเล็กๆ พอประทังชีวิตไปวันๆ หรือไม่ก็ชวนคุยเรื่องอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงการลงรายละเอียด
ในใจของเขารู้ซึ้งถึงหลักการที่ว่า ‘ทรัพย์สินมิควรโอ้อวด’ หากทำตัวโดดเด่นเกินไป อาจชักนำปัญหาที่ไม่จำเป็นมาสู่ตนได้
ขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยสัพเพเหระกันอยู่นั้น เสียงตะโกนของหนีชิวก็ดังแว่วมาแต่ไกล “พี่เหมียวรอง ท่านหมอฟางมาแล้ว! ท่านหมอฟางมาแล้ว!”
ทุกคนมองตามเสียงไป ก็เห็นหนีชิววิ่งเหยาะๆ นำหน้าชายวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งสวมเสื้อคลุมยาวผ้าเนื้อหยาบ สะพายหีบยาเก่าๆ ใบหนึ่งที่เดินตามหลังมาติดๆ
ชายวัยกลางคนผู้นี้ก็คือท่านหมอฟางประจำหมู่บ้าน
พอท่านหมอฟางเห็นผู้คนมาชุมนุมกันอยู่หน้าประตูมากมายก็หยุดฝีเท้าลงทันที เขาปัดมือของหนีชิวที่กำลังดึงแขนเสื้อของตนออก แล้วยกมือขึ้นจัดเสื้อคลุมยาวที่ยับยู่ยี่ให้เข้าที่ จากนั้นจึงตบฝุ่นบนหีบยา จงใจวางมาดให้ดูเหนือกว่าผู้ใด ค่อยๆ ก้าวเข้าสู่ลานบ้านอย่างเชื่องช้า ประหนึ่งกลัวว่าผู้อื่นจะไม่รู้ว่าเขาคือ “ท่านหมอ”
เหมียวชุนเซิงตาไว มือไว รีบกุลีกุจอเข้าไปต้อนรับ ใบหน้าประดับรอยยิ้มประจบประแจง พลางเชิญเขาเข้าสู่ลานบ้าน “ท่านหมอฟาง ในที่สุดท่านก็มาเสียที ลำบากท่านหมอต้องเดินทางมาด้วยตนเอง
รบกวนท่านช่วยตรวจดูอาการท่านแม่ของข้าให้ละเอียดทีเถิด นางบอกว่าเมื่อสองวันก่อนนางไปช่วยเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงจนเหนื่อยล้าเกินไป เลยป่วยเป็นหวัด ร่างกายไม่ค่อยสบายมาตลอด”
ท่านหมอฟางพยักหน้าเล็กน้อย แสร้งทำเป็นขรึม ขานรับ “อืม” คำหนึ่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “วางใจเถิด ข้าจะตรวจดูอาการให้ท่านแม่ของเจ้าก่อน”
คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่เป็นชาวนาที่เรียบง่าย ยามปกติก็ไม่ได้มีพิธีรีตองอะไรมากมาย โดยเฉพาะกับผู้สูงวัย ก็ยิ่งไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์เรื่องการแบ่งแยกชายหญิง
ดังนั้น เมื่อท่านหมอฟางเดินมาถึงเบื้องหน้าผู้เฒ่าหญิงเหมียว ก็ไม่ได้เกรงใจอันใด เอ่ยปากให้นางยื่นมือออกมา แล้วเริ่มตรวจดูอาการ
เริ่มจากพิจารณาสีหน้าของผู้เฒ่าหญิงเหมียวอย่างละเอียด จากนั้นจึงโน้มตัวเข้าไปดมกลิ่นบนร่างของนาง ก่อนจะยื่นนิ้วไปวางบนข้อมือ ทำทีเป็นจับชีพจรอย่างตั้งอกตั้งใจ
ครู่ต่อมา ท่านหมอฟางก็ปล่อยมือ ใบหน้าพลันปรากฏแววครุ่นคิดอย่างมีเลศนัย
ในใจเขารู้ดีว่าผู้เฒ่าหญิงเหมียวผู้นี้ไม่ได้ป่วยเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าแดงมีเลือดฝาด ชีพจรสงบนิ่งและแข็งแรง พลังชี่และโลหิตไหลเวียนดี ร่างกายยังแข็งแรงกว่าสตรีส่วนใหญ่ในหมู่บ้านเสียด้วยซ้ำ ไหนเลยจะมีท่าทีของคนป่วยเป็นหวัดได้?
แต่ปัญหาคือ ผู้เฒ่าหญิงเหมียวยืนกรานว่าตนเองป่วยเป็นหวัดเมื่อไม่กี่วันก่อนและร่างกายไม่สบาย
หากเขาพูดความจริงออกไปว่าผู้เฒ่าหญิงเหมียวไม่ได้ป่วย ก็เท่ากับเป็นการประจานว่าฝีมือการรักษาของตนเองไม่เอาไหนมิใช่หรือ? ต่อไปคนในหมู่บ้านจะยังเชื่อถือเขาอีกรึ? จะยังมีผู้ใดมาหาเขาเพื่อรักษาโรคอีกเล่า?
ดังนั้น ท่านหมอฟางจึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วแสร้งทำท่าทีลึกลับซับซ้อน กล่าววาจาคลุมเครือว่า “ร่างกายของเจ้าค่อนข้างอ่อนแอ คล้ายกับมีอาการหวัดแฝงอยู่ เพียงแต่ไม่รุนแรงนัก บำรุงร่างกายให้ดีหน่อยก็ไม่เป็นไรแล้ว
ข้าจะจัดยาให้เจ้าสักสองสามห่อ นำกลับไปต้มดื่มติดต่อกันสักสองสามวันก็น่าจะดีขึ้น”
สมุนไพรที่เขาสั่งล้วนเป็นสมุนไพรขับร้อนล้างพิษที่พบได้ทั่วไป เป็นของที่เขาไปเก็บมาจากบนเขาด้วยตนเอง ไม่มีราคาค่างวดอะไร แต่รสชาติขมยิ่งนัก
เมื่อเหมียวชุนเซิงได้ฟัง ใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มขอบคุณ รีบกล่าวว่า “ขอบคุณท่านหมอฟาง เช่นนั้นรบกวนท่านแล้ว” พูดจบก็ล้วงเงินสามสิบเหวินออกมาจากอกเสื้อยื่นให้ท่านหมอฟาง “นี่เป็นค่าตรวจและค่ายาขอรับท่านหมอ โปรดรับไว้ด้วย”
ค่าตรวจสิบเหวิน ค่ายายี่สิบเหวิน เขายื่นให้โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ท่านหมอฟางรับเงินไป ในใจลิงโลดอย่างยิ่ง ทว่าบนใบหน้ายังคงตีสีหน้าสงบนิ่ง พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ดี เช่นนั้นข้าไปหยิบยาให้เจ้าก่อน”
พูดจบก็หันไปหยิบห่อยาสมุนไพรที่ห่อไว้เรียบร้อยแล้วสองสามห่อออกมาจากหีบยา ยื่นให้กับเหมียวชุนเซิง
“ท่านแม่ ท่านรับยาพวกนี้กลับไปก่อน ต้มดื่มดู หากดื่มหมดแล้วยังไม่ดีขึ้น ข้าจะให้ท่านหมอฟางมาตรวจซ้ำให้ท่านอีกครั้ง แล้วสั่งยาเพิ่มอีกสองสามห่อ” เหมียวชุนเซิงรับห่อยามา ยื่นไปตรงหน้าผู้เฒ่าหญิงเหมียว กล่าวด้วยน้ำเสียง “เปี่ยมห่วงใย”
ผู้เฒ่าหญิงเหมียวมองห่อสมุนไพรสีดำทะมึนสองสามห่อนั้น พลันนึกถึงรสชาติขมปี๋ แล้วก็นึกถึงว่าตนเองไม่ได้ป่วยเลย แต่กลับต้องมาดื่มยาขมๆ เหล่านี้ แถมยังต้องเสียเงินไปเปล่าๆ สามสิบเหวินโดยที่นางไม่ได้สักเหวินเดียว ในใจก็แทบจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยงๆ ใบหน้าดำคล้ำราวกับก้นหม้อ
วันนี้นางมาเพื่อเอาเงิน ผู้ใดจะอยากได้ยาสมุนไพรห่วยๆ นี่กัน!
ที่ทำให้นางโกรธยิ่งกว่าคือ พอเหมียวชุนเซิงพูดเช่นนี้ บรรดาชาวบ้านที่มุงดูอยู่ข้างๆ ก็พากันเอ่ยปากชมเชยเหมียวชุนเซิงกันยกใหญ่
“ชุนเซิงเด็กคนนี้ช่างกตัญญูเสียจริง พอแม่ป่วยก็รีบไปเชิญหมอมา ยังจัดยาให้อีก ไม่เสียดายเงินเลยสักนิด”
“ใช่แล้ว เมื่อเทียบกับโส่วเถียนและเกินเจิ้งแล้ว ชุนเซิงนับเป็นเด็กดีโดยแท้ ทั้งกตัญญูและมีความสามารถ”
“ผู้เฒ่าเหมียวกับผู้เฒ่าหญิงเหมียวช่างมีบุญวาสนาเสียจริง ที่มีลูกชายคนที่สองกตัญญูเช่นนี้”
เมื่อได้ยินคำชมเหล่านี้ เหมียวชุนเซิงกลับมีสีหน้าเรียบเฉย แต่ผู้เฒ่าหญิงเหมียวกลับโกรธจนตัวสั่นสะท้าน หน้าอกสะท้อนขึ้นลงรุนแรง เกือบจะสิ้นสติไป
นางรู้สึกราวกับกลืนบอระเพ็ดเข้าไป มีทุกข์แต่พูดไม่ได้ ทำได้เพียงจ้องเหมียวชุนเซิงอย่างอาฆาตแค้น หันหลังเดินกลับบ้านไปทันที แม้แต่ห่อยาสองสามห่อนั้นก็ไม่ได้หยิบฉวยไปด้วย ราวกับว่ามันเป็นสัตว์ร้ายที่น่าหวาดกลัว
เหมียวชุนเซิงมองแผ่นหลังของผู้เฒ่าหญิงเหมียวที่จากไปอย่างฉุนเฉียว มุมปากยกยิ้มขึ้นอย่างแนบเนียน จากนั้นจึงก้มลงเก็บห่อยาที่นางโยนทิ้งไว้บนพื้น เดินไปหยุดอยู่หน้าผู้เฒ่าเหมียว แล้วยัดยาใส่มือเขา น้ำเสียงยังคง “กตัญญู” ไม่เปลี่ยน
“ท่านพ่อ ท่านรีบนำยากลับไปต้มให้ท่านแม่ดื่มเถิด อย่าปล่อยให้อาการทรุดลง โรคภัยไข้เจ็บจะปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ หากปล่อยไว้นานจนอาการหนักขึ้น จะลำบากเอาได้”
ขณะที่เขาพูด เขาก็แกล้งเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้น เพื่อให้คนรอบข้างได้ยิน บนใบหน้าแสดงท่าทีของลูกกตัญญูอย่างเต็มเปี่ยม “พี่ใหญ่ น้องสาม พวกเจ้าวางใจได้ ค่ารักษาพยาบาลของท่านแม่ครานี้ ข้าจะรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว พวกเจ้าไม่ต้องร่วมหาร เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ท่านแม่ป่วย ข้าในฐานะลูกชายก็สมควรแสดงความกตัญญู”
คำพูดนี้ดังขึ้น ทำให้คนสกุลเหมียวที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างหน้าเขียวคล้ำ ในใจรู้สึกอึดอัดเหมือนกลืนแมลงวันเข้าไป
อีกฝ่ายมาเป็นแรงงานให้เขาเปล่าๆ เหนื่อยสายตัวแทบขาด ไม่เพียงแต่เขาจะไม่สำนึกบุญคุณแม้แต่น้อย กลับกันยังจ่ายค่ายาเพียงไม่กี่สิบเหวิน ทั้งยังจงใจแสดงตนเป็นลูกกตัญญูต่อหน้าทุกคน ผลักพวกเขาขึ้นไปอยู่บนกองไฟให้ร้อนรนจนไม่อาจโต้แย้งได้
ความอัดอั้นตันใจนี้ประหนึ่งควันที่อัดแน่นอยู่ในอก จะคายก็คายไม่ออก จะกลืนก็กลืนไม่ลง ทรมานไปทั่วทั้งอก
ผู้เฒ่าเหมียวกำห่อยาถูกๆ ในอ้อมแขนแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด กล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกริกๆ ด้วยความโกรธ แต่ทำได้เพียงจ้องเหมียวชุนเซิงอย่างดุเดือด แล้วหันหลังเดินกลับบ้านไปอย่างฉุนเฉียว ฝีเท้าหนักหน่วงราวกับจะกระทืบพื้นดินให้แหลกละเอียด
ส่วนเหมียวโส่วเถียนและเหมียวเกินเจิ้งถูกทิ้งให้อยู่ที่นี่อย่างจนปัญญา รับหน้าที่ทุบกำแพงรื้อบ้านเก่าต่อไป
ทั้งสองคนนี้ คนหนึ่งขี้เกียจสันหลังยาวเป็นนิสัย วันธรรมดาแม้แต่จะยกจอบในที่นาของตัวเองยังเกียจคร้าน อีกคนร่างกายอ่อนแอ ทำงานหนักไม่ได้ แค่เหนื่อยหน่อยก็หอบหายใจไม่หยุดแล้ว