- หน้าแรก
- ชาตินี้ขอร่ำรวย พ่อแม่เกิดใหม่กับลูกสาวทะลุมิติ
- บทที่ 106 การก่อตั้งกิจการ
บทที่ 106 การก่อตั้งกิจการ
บทที่ 106 การก่อตั้งกิจการ
บทที่ 106 การก่อตั้งกิจการ
“เขาเป็นเพียงเด็กน้อย จะไปเข้าใจอะไรเรื่องชอบไม่ชอบ!” หวางกุ้ยเซียงโบกมือ น้ำเสียงแฝงความไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
“แต่งเข้ามาอยู่ด้วยกัน ใช้ชีวิตร่วมกัน นอนร่วมเตียงกันไม่กี่ครั้ง เดี๋ยวก็เกิดความรู้สึกดีๆ ต่อกันเอง ข้าอายุเท่านี้แล้ว พบเจอสามีภรรยามามากมายนัก จะมีเรื่องชอบไม่ชอบอะไรกันมากมายปานนั้น ขอเพียงใช้ชีวิตด้วยกันอย่างดี ให้กำเนิดบุตรธิดาได้ ก็ถือเป็นสามีภรรยาที่ดีแล้ว”
ในความคิดของหวางกุ้ยเซียงนั้น ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘ความรัก’ อยู่เลย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนเดียวที่นางเคยเห็นว่ายืนกรานจะแต่งงานเพราะ ‘ความชอบ’ ก็คือน้องสามีผู้นี้...โจวชิงหลิง
แม้ว่าตอนนี้โจวชิงหลิงจะใช้ชีวิตดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ความทุกข์ยากที่นางเคยได้รับเมื่อหลายปีก่อน ล้วนอยู่ในสายตาของหวางกุ้ยเซียงมาโดยตลอด ดังนั้นนางจึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับสิ่งที่จับต้องไม่ได้และเลื่อนลอยเช่น ‘ความชอบ’ นี้... ความชอบมันกินแทนข้าวไม่ได้ การที่สามารถเติมเต็มท้องและใช้ชีวิตต่อไปได้ต่างหากคือสิ่งสำคัญที่สุด
โจวชิงหลิงเข้าใจความคิดของหวางกุ้ยเซียง จึงไม่กล่าวอะไรมากไปกว่านี้ คนเราต่างมีทัศนคติในการใช้ชีวิตเป็นของตนเอง นางไม่อาจบังคับให้ผู้อื่นยอมรับความคิดของนางได้ ทำได้เพียงหวังอยู่ในใจเงียบๆ ว่าโจวเฉิงไฉจะได้พบกับหญิงสาวที่ดีต่อเขาอย่างจริงใจและเป็นคนที่เขาชอบด้วยเช่นกัน
โจวเฉิงไฉช่วยงานที่ร้านอยู่ครึ่งเดือน ในที่สุดการดำนาที่บ้านของเหมียวชุนเซิงก็เสร็จสิ้นเรียบร้อย
หลังจากดำนาเสร็จ เหมียวชุนเซิงก็ถือโอกาสช่วงว่างเว้นจากการทำนาขึ้นเขาไปตัดฟืนมาตุนเพิ่ม
ฟืนที่ตัดไว้เมื่อฤดูหนาวปีที่แล้วใกล้จะหมดลง พอดีได้โอกาสนี้มาหาเพิ่มไว้ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมาอีกในภายหลัง
อีกอย่าง เขาเองก็ชอบเดินเล่นบนภูเขา ในใจยังคงแอบหวังลมๆ แล้งๆ ว่าอาจจะได้พบสมบัติล้ำค่าอย่างโสมป่าอีกสักสองสามต้น ต่อให้ไม่เจอโสมป่า การจับกระต่ายหรือไก่ป่าได้มากขึ้น ก็สามารถเพิ่มเมนูพิเศษให้ที่ร้านและทำเงินได้มากขึ้นเช่นกัน
คืนนี้ หลังจากโจวเฉิงไฉขับรถล่อกลับมาส่งทุกคนที่บ้านของเหมียวชุนเซิงแล้ว เขาก็ไม่ได้รีบกลับบ้านพร้อมกับหวางกุ้ยเซียงผู้เป็นมารดาเหมือนเช่นเคย แต่กลับกระโดดลงจากรถล่อ แล้วเดินตามเหมียวชุนเซิงและโจวชิงหลิงเข้าไปในบ้าน
โจวชิงหลิงเข้าไปในครัว อุ่นอาหารที่นำกลับมาจากร้านแล้วยื่นให้เหมียวชุนเซิง เมื่อหันกลับไป ก็เห็นว่าโจวเฉิงไฉเดินตามเข้ามาด้วย นางจึงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยและเอ่ยถาม “เฉิงไฉ มีเรื่องอะไรรึ? ไม่กลับบ้านพร้อมแม่ของเจ้าหรือ?”
“ท่านอา ท่านอาเขย ข้ามีความคิดหนึ่ง อยากจะมาคุยกับพวกท่านดูว่าพอจะเป็นไปได้หรือไม่” ใบหน้าของโจวเฉิงไฉเจือความเขินอาย แต่ก็แฝงไว้ด้วยความตื่นเต้น เขาถูมือไปมาพลางเอ่ยอย่างเก้อเขิน
เหมียวชุนเซิงเลิกคิ้ว วางชามและตะเกียบในมือลงแล้วกล่าวว่า “นั่งก่อนสิ มีความคิดอะไรก็พูดมาได้เลย พวกเราเป็นคนครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องเกรงใจ”
หวางกุ้ยเซียงก็ตามเข้ามาในครัวด้วย นางเองก็อยากรู้ว่าบุตรชายต้องการจะพูดอะไร
ความจริงแล้วนางมองออกตั้งนานแล้วว่าช่วงนี้บุตรชายของนางคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในเมืองหลวง ได้เห็นความเจริญรุ่งเรืองของเมืองใหญ่ จึงไม่อยากกลับไปใช้ชีวิตตรากตรำทำนาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินที่หมู่บ้านอีกต่อไป และอยากจะช่วยงานที่ร้านต่อไป
เพียงแต่ตอนนี้ที่ร้านมีคนพอแล้ว ไม่ต้องการคนเพิ่มอีก เดิมทีนางคิดว่าตนเองจะกลับบ้าน แล้วให้บุตรชายมาทำหน้าที่แทนตน ทำงานที่ร้านต่อไป
แต่คาดไม่ถึงว่าบุตรชายของนางดูเหมือนจะมีความคิดอื่น
โจวชิงหลิงบอกให้ต้าจ้วงที่เข้ามามุงดูความสนุกกลับไปคัดอักษรในห้อง ต้าจ้วงกำลังฟังอย่างออกรส จะยอมไปได้อย่างไร เขาหันหลังกลับแล้วขยับตัวไปนั่งยองๆ ข้างบิดาของตน ยืดคอชะเง้อมองโจวเฉิงไฉอย่างใคร่รู้ อยากฟังว่าแท้จริงแล้วเขามีความคิดอะไรกันแน่
โจวชิงหลิงจนปัญญา จึงได้แต่ปล่อยให้เขาอยู่ต่อ แล้วหันไปมองโจวเฉิงไฉพลางกล่าวให้กำลังใจ “ใช่แล้ว เจ้าลองพูดมาสิ ไม่ว่าจะเป็นความคิดแบบไหน ก็สามารถพูดออกมาได้ พวกเรามาช่วยกันคิด”
เมื่อถูกหลายคนจ้องมองเช่นนี้ เด็กหนุ่มก็รู้สึกว่าใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ แก้มแดงระเรื่อ แต่เขาก็ยังคงแสร้งทำเป็นใจเย็น รวบรวมความกล้าแล้วเอ่ยว่า “หลายวันนี้หลังจากข้าทำงานในร้านเสร็จ พอไม่มีอะไรทำก็จะไปเดินเล่นที่ท่าเรือ ข้าพบว่าที่ท่าเรือมีเรือมาจอดเทียบท่าตั้งแต่เช้าจรดค่ำ
แม้จะไม่ใช่เวลามื้ออาหาร ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ฉวยโอกาสตอนเรือจอดแวะ ลงมาหาอะไรกินรองท้อง คนเหล่านี้มีเวลาจำกัดมาก กินเสร็จก็ต้องรีบขึ้นเรือ เพราะเรือจะแล่นออกไปในไม่ช้า ดังนั้นพวกเขาจึงไม่อยากเดินลึกเข้ามาในถนนลี่หม่า แต่อยากจะหาอะไรที่กินง่ายๆ เร็วๆ แถวท่าเรือมากกว่า”
“แล้วเจ้ามีแผนการอะไรล่ะ?” โจวชิงหลิงดวงตาเป็นประกาย คาดเดาความคิดของโจวเฉิงไฉได้เลาๆ แววตาของนางเต็มไปด้วยการให้กำลังใจ ส่งสัญญาณให้เขาพูดต่อไป
“ข้าคิดว่า... ท่านอากับพวกท่านจะลองทำอาหารปรุงหม้อใหญ่เพิ่มขึ้นอีกหน่อยได้หรือไม่ แล้วข้าจะนำอาหารพวกนี้ไปตั้งแผงลอยที่ริมท่าเรือทุกเช้า เพื่อดูว่าจะมีคนมากินหรือไม่” โจวเฉิงไฉพูดความคิดของตนเองออกมาในรวดเดียว ในแววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง แต่ก็แฝงความประหม่าอยู่บ้าง เกรงว่าความคิดของตนจะถูกปฏิเสธ
ทันทีที่โจวเฉิงไฉพูดจบ หวางกุ้ยเซียงก็อดไม่ได้ที่จะโพล่งขึ้นมา “เจ้าเด็กคนนี้นี่ ความคิดช่างมากมายเสียจริง! การตั้งแผงลอยมันง่ายขนาดนั้นเชียวรึ?
เจ้าจะใช้อะไรตั้งแผง? ริมท่าเรือมีน้ำให้ใช้หรือ? จะล้างชามได้อย่างไร? มีโต๊ะเก้าอี้ให้ลูกค้ามานั่งหรือเปล่า? เรื่องพวกนี้เจ้าคิดดูแล้วหรือยัง?”
ในความคิดของหวางกุ้ยเซียง การตั้งแผงลอยเป็นเรื่องที่ทั้งเหนื่อยและยุ่งยาก ทั้งยังไม่แน่ว่าจะทำเงินได้หรือไม่ นางหวังว่าบุตรชายจะทำงานที่ร้านอย่างมั่นคงมากกว่า
“พี่สะใภ้ใหญ่ อย่าเพิ่งรีบปฏิเสธความคิดของเด็ก” เหมียวชุนเซิงกลืนข้าวในปากลงไป โบกมือพลางมองโจวเฉิงไฉด้วยสีหน้าเปี่ยมเมตตา
“ข้าว่าความคิดนี้ไม่เลวเลย มีเหตุผลมาก ที่ท่าเรือมีคนสัญจรไปมาเยอะ พ่อค้าที่เดินทางไปมาก็ล้วนรีบร้อน ต้องการอาหารที่สะดวกและรวดเร็วแบบนี้จริงๆ ไม่แน่ว่าอาจจะทำเป็นธุรกิจขึ้นมาได้ แต่ปัญหาที่แม่ของเจ้าพูดมานั้น เจ้าได้พิจารณาดูแล้วหรือยัง?”
“ข้าคิดดูแล้วขอรับ!” โจวเฉิงไฉรีบพยักหน้า ในดวงตาฉายแววสุกใส
“ข้าจะกลับไปให้ท่านพ่อทำม้านั่งเล็กกับโต๊ะเล็กให้ข้าสักสองสามชุด เป็นแบบที่แผงลอยริมท่าเรือนิยมใช้กัน มีน้ำหนักเบาและพกพาสะดวก ทุกเช้าก็รบกวนท่านอาเขยให้เป่าหม่าช่วยลากโต๊ะเก้าอี้กับอาหารไปด้วยกันก็พอ
ส่วนชามกับตะเกียบ ข้าคิดว่าจะซื้อชามกระเบื้องเนื้อหยาบกับตะเกียบมาก่อนหนึ่งชุด แล้วให้โจวเฉิงอี้มาช่วย พอชามถูกใช้ไปแล้วส่วนหนึ่ง ก็ให้เขาเอากลับมาล้างที่ร้าน แล้วค่อยนำชุดสะอาดกลับไปสับเปลี่ยน”
นับตั้งแต่มาถึงอำเภอเหอโข่ว ได้เห็นผู้คนเข้าออกร้านทุกวันทำเงินได้ไม่น้อย อีกทั้งยังได้เห็นแผงลอยหลากหลายรูปแบบที่ท่าเรือ ในใจของโจวเฉิงไฉก็จุดประกายความคิดที่จะหาเงินขึ้นมา
เขาไม่ต้องการถูกผูกมัดอยู่กับการทำนาในหมู่บ้านไปตลอดชีวิต เขาอยากจะฉวยโอกาสที่ยังหนุ่มแน่นออกไปเผชิญโลกกว้างให้มากขึ้น หาเงินให้มากขึ้น เพื่อให้ตนเองและครอบครัวได้มีชีวิตที่ดีขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นเงินลงทุนในช่วงแรก เช่น เงินซื้อชามตะเกียบ ทำโต๊ะเก้าอี้ เจ้าตั้งใจจะออกเงินเอง หรือจะให้พวกเราเป็นคนจัดการให้?” เหมียวชุนเซิงถามต่อ เขาอยากจะดูว่าโจวเฉิงไฉมีความตั้งใจจริงหรือไม่ และเตรียมตัวมาดีพอหรือเปล่า
“ไม้สำหรับทำโต๊ะเก้าอี้ ที่บ้านท่านพ่อมีเก็บไว้ขอรับ ไม่ต้องเสียเงิน” โจวเฉิงไฉกล่าวอย่างซื่อสัตย์
“หลักๆ ก็คือต้องใช้เงินซื้อชามกับตะเกียบ ตอนนี้ข้ายังไม่มีเงินเก็บ ดังนั้นจึงอยากจะรบกวนท่านแม่ให้ข้ายืมก่อน เมื่อข้าหาเงินได้แล้ว จะรีบคืนให้ท่านทันทีขอรับ” พูดจบ เขาก็หันไปมองหวางกุ้ยเซียง แววตาเจือความวิงวอนอยู่หลายส่วน