- หน้าแรก
- ชาตินี้ขอร่ำรวย พ่อแม่เกิดใหม่กับลูกสาวทะลุมิติ
- บทที่ 101 ซื้อที่นา
บทที่ 101 ซื้อที่นา
บทที่ 101 ซื้อที่นา
บทที่ 101 ซื้อที่นา
เมื่อผู้ใหญ่บ้านได้ฟัง ก็กล่าวอย่างไม่เข้าใจว่า “ชุนเซิงเอ๋ย ที่ดินผืนนั้นก็มีเพียงบ้านของเจ้าที่อยู่ใกล้ ปกติก็ไม่มีใครไปแถวนั้นอยู่แล้ว รอบข้างมีแต่ภูเขารกร้างกับที่ดินว่างเปล่า พวกเจ้าอยากจะปลูกก็ปลูกไปเถิด เหตุใดจึงยังต้องเสียเงินซื้อมันให้มากความด้วยเล่า?”
“ลุงหลิว ท่านไม่ทราบหรอกขอรับ” เหมียวชุนเซิงถอนหายใจแล้วอธิบาย “ที่นั่นมีแต่ต้นไม้และหญ้าป่าขึ้นรกชัฏ การบุกเบิกไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต้องใช้ทั้งกำลังคนและต้นทุนไม่น้อย ข้ากลัวว่าหากตระกูลเราลงแรงบุกเบิกที่ดินขึ้นมาแล้ว ในอนาคตจะมีคนเห็นแล้วเกิดอิจฉา พาลมาหาเรื่องเอาได้
สู้ยอมจ่ายเงินซื้อมันมาเสีย แล้วทำโฉนดที่ดินให้เป็นเรื่องเป็นราว แบบนี้ต่อไปจะได้สบายใจไร้กังวล”
ความจริงแล้ว ที่เขาทำเช่นนี้ก็เพราะต้องการป้องกันครอบครัวของผู้เฒ่าหญิงเหมียวเป็นหลัก เพราะการกระทำก่อนหน้านี้ของผู้เฒ่าหญิงเหมียว ทำให้เขาต้องระวังตัวเป็นพิเศษ
เพียงแต่เรื่องที่ลูกชายแท้ๆ ต้องคอยระวังมารดาของตนเองนั้น เป็นเรื่องที่ยากจะเอ่ยปากได้จริงๆ ในหมู่บ้านจะมีพ่อลูกหรือพี่น้องแท้ๆ บ้านไหนที่บาดหมางกันถึงเพียงนี้กันเล่า
แม้ว่าผู้ใหญ่บ้านจะยังไม่ค่อยเข้าใจความกังวลของเขา แต่ก็เคารพการตัดสินใจของเขา พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ก็ได้ ในเมื่อเจ้าคิดเช่นนั้น ข้าก็จะช่วยเจ้าจัดการให้
ที่ดินรกร้างเช่นนี้ในหมู่บ้านเรา ปกติจะคิดราคาตามราคาภูเขารกร้าง คือหมู่ละสองตำลึง เจ้าเตรียมเงินมาแปดตำลึงก็พอ
นอกเหนือจากนี้ยังมีค่าเอกสารและค่าธรรมเนียมอีกเล็กน้อย รอหลังปีใหม่ให้ที่ว่าการอำเภอเปิดทำการก่อน ข้าจะพาเจ้าไปจัดการเรื่องที่อำเภอ ทำโฉนดที่ดินให้เจ้าอย่างเรียบร้อย”
ที่ดินรกร้างประเภทนี้ในหมู่บ้านไม่มีราคาค่างวดอะไรนัก ที่ดินสำหรับปลูกผักของหลายบ้านในหมู่บ้านก็ล้วนเป็นที่ที่พวกเขาบุกเบิกขึ้นมาเอง หลังจากบุกเบิกแล้วขอเพียงยังคงปลูกพืชอยู่ ทุกคนก็จะยอมรับโดยปริยายว่าเป็นที่ดินของบ้านนั้น สามารถใช้ประโยชน์ได้ตลอดไป แต่ไม่สามารถโอนขายได้ตามใจชอบ
ที่ดินที่มีค่าจริงๆ คือนาที่สามารถปลูกข้าวได้ ที่ดินแห้งที่อุดมสมบูรณ์ และที่ดินสำหรับสร้างบ้าน
ดังนั้นการที่ผู้ใหญ่บ้านยอมคิดราคาที่ดินสี่หมู่ครึ่งเป็นสี่หมู่ ก็ถือว่าเห็นแก่หน้าเนื้อหมูรมควันและสุราดีที่เหมียวชุนเซิงนำมาให้ในวันนี้ จึงจงใจช่วยเหลือเขาเป็นพิเศษ
“ได้เลยขอรับ ขอบคุณขอรับลุงหลิว ถ้าอย่างนั้นคงต้องรบกวนท่านแล้ว” เหมียวชุนเซิงรีบกล่าวขอบคุณ “ถึงตอนนั้นข้าจะมารับท่านไปที่อำเภอด้วยกันขอรับ”
เมื่อเหมียวชุนเซิงเดินออกมาจากบ้าน ก็เห็นลูกสาวตัวน้อยของตนนั่งอยู่บนเก้าอี้เล็กในลานบ้าน กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย ปากน้อยๆ เคี้ยวมันเทศอบแห้งจนแก้มตุ่ย
มันเทศอบแห้งนั้นตากได้ที่กำลังดี ไม่แข็งไม่นุ่มจนเกินไป เคี้ยวหนึบหนับเพลินปาก เหมียวชุนเซิงอดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไป จิ้มแก้มป่องๆ ของลูกสาวตัวน้อย แล้วถามด้วยรอยยิ้มว่า “อร่อยหรือไม่?”
“อะหย่อย~” เหมียวซางซางตอบเสียงอู้อี้ขณะที่ในปากเต็มไปด้วยมันเทศอบแห้ง ดวงตาเล็กๆ ของนางเปี่ยมไปด้วยความสุขใจ
“ถ้าอร่อยก็เอาไปกินที่บ้านเยอะๆ นะ ท่านย่าของเจ้าตากไว้เยอะแยะเลย!” ป้าซิ่วเอ๋อยิ้มพลางเดินออกมา ในมือถือถุงกระดาษเคลือบมัน ยัดมันเทศอบแห้งและขนมสองสามชิ้นใส่กระเป๋าเสื้อเล็กๆ ทั้งสองข้างของเหมียวซางซางจนเต็ม แล้วยื่นให้อีกถุงหนึ่งแก่โจวชิงหลิง
“เอาไปให้เด็กๆ ที่บ้านชิมดูนะ ของทำเองที่บ้านทั้งนั้น ไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรหรอก”
“ขอบคุณค่ะท่านป้า ท่านเกรงใจเกินไปแล้ว” โจวชิงหลิงรีบกล่าวขอบคุณ
“มันเทศอบแห้งที่ท่านย่าหลิวทำอร่อยที่สุดเท่าที่ข้าเคยกินมาเลยเจ้าค่ะ! หวานฉ่ำปานน้ำผึ้งเลยเจ้าค่ะ!” เหมียวซางซางไม่ปฏิเสธเลยแม้แต่น้อย พลางเก็บของอร่อยใส่กระเป๋า พลางกล่าวอย่างหวานชื่น ทำเอาป้าซิ่วเอ๋อดีใจอย่างยิ่ง กล่าวซ้ำๆ ว่า
“โอ๊ย ซางซางของพวกเราช่างปากหวานเสียจริง! กินหมดแล้วก็มาเอาที่บ้านท่านย่าอีกนะ ท่านย่าเก็บไว้ให้เจ้า รับรองว่ามีให้กินไม่อั้น!”
ระหว่างทางกลับบ้าน เมื่อโจวชิงหลิงรู้ว่าทั้งเรื่องเช่าที่ดินและซื้อที่ดินรกร้างต่างก็จัดการเรียบร้อยแล้ว หินก้อนใหญ่ที่ถ่วงอยู่ในใจก็พลันถูกยกออกไป รู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจอย่างที่สุด
พริบตาเดียวก็ถึงวันที่แปด ที่ว่าการอำเภอเปิดทำการอย่างเป็นทางการ
เช้าตรู่ เหมียวชุนเซิงก็ขับรถล่อ นำเงินและของกำนัลที่เตรียมไว้ พร้อมด้วยผู้ใหญ่บ้านและลุงหนิวในหมู่บ้าน เดินทางไปยังที่ว่าการอำเภอด้วยกัน เพื่อดำเนินการเรื่องโฉนดที่ดิน
การดำเนินการเรื่องที่ดินรกร้างหลังบ้านเป็นไปอย่างราบรื่น ใช้เวลาไม่นานก็ได้โฉนดที่ดินฉบับจริงมาไว้ในครอบครอง
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเรื่องน่ายินดีที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นอีกด้วย
เพียงวันรุ่งขึ้นหลังจากที่เหมียวชุนเซิงไปที่บ้านผู้ใหญ่บ้านเพื่อแจ้งว่าจะซื้อที่ดินรกร้าง ในหมู่บ้านก็มีครอบครัวหนึ่งต้องการขายนา แม้ว่าจะมีพื้นที่ไม่ใหญ่ เพียงหนึ่งหมู่ แต่ดินก็อุดมสมบูรณ์ นับว่าเป็นนาชั้นดี
ครอบครัวที่ขายที่ดินแซ่หนิว ฐานะทางบ้านไม่นับว่าย่ำแย่ เดิมทีมีนาสี่หมู่ สองสามีภรรยาสูงวัยมีลูกชายเพียงคนเดียว เลี้ยงดูอย่างเอาอกเอาใจมาแต่เล็ก รักประดุจแก้วตาดวงใจ
ในที่สุดก็เฝ้ารอจนลูกชายเติบใหญ่ จัดการแต่งงานให้เป็นฝั่งเป็นฝา สองสามีภรรยาสูงวัยก็หวังว่าเขาจะอยู่อย่างสงบเสงี่ยม ดูแลที่นาสองสามหมู่ของที่บ้าน แต่งงานมีลูกสืบสกุล ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายสงบสุข
แต่ใครจะไปคาดคิดว่า ลูกชายบ้านสกุลหนิวเพิ่งจะแต่งงานได้ไม่นาน ก็ไม่รู้ไปติดการพนันมาจากที่ใด
แรกเริ่มก็แค่เล่นพนันเล็กๆ น้อยๆ เดิมพันไม่กี่เหวินกับพวกนักเลงหัวไม้ในหมู่บ้าน แพ้ชนะไม่มากนัก แต่ยิ่งนานวันเข้า เขาก็รู้สึกว่าการเล่นเล็กๆ น้อยๆ ไม่สะใจพอ จึงเริ่มเข้าบ่อนในตัวเมือง จนท้ายที่สุด แม้แต่บ่อนใหญ่ในอำเภอก็ยังกล้าเข้าไปเหยียบ
หลังจากสองสามีภรรยาสูงวัยสกุลหนิวพบว่าลูกชายเล่นการพนัน ก็ทั้งด่าทั้งตี หรือแม้กระทั่งมัดเขาไว้ที่บ้าน แต่ก็ไม่มีประโยชน์อันใด ลูกชายบ้านสกุลหนิวราวกับถูกภูตผีเข้าสิง ต่อให้ถูกมัดไว้ที่บ้าน ก็ยังสามารถหาวิธีแอบหนีออกไปได้ ทั้งยังขโมยเงินที่บ้านไปเล่นการพนันอีกด้วย
เพื่อใช้หนี้พนัน ปีที่แล้วที่บ้านก็ขายนาชั้นดีไปแล้วหนึ่งหมู่ ตอนนั้นลูกชายบ้านสกุลหนิวร้องไห้ฟูมฟายสาบานว่าจะไม่เล่นการพนันอีก สองสามีภรรยาสูงวัยใจอ่อน จึงเชื่อเขาอีกครั้ง
แต่คาดไม่ถึงว่า พอถึงสิ้นปี เจ้าหนี้ก็มาทวงถึงหน้าบ้านอีกครั้ง อ้าปากก็เรียกเงินสิบกว่าตำลึง
สองสามีภรรยาสูงวัยสกุลหนิวอ้อนวอนอยู่เป็นนานสองนาน กว่าจะขอให้ฝ่ายตรงข้ามผ่อนผันเวลาให้พวกตนไปรวบรวมเงินได้
แต่เงินเก็บของที่บ้านก็ถูกลูกชายผลาญไปกับการแต่งงานและการพนันจนเกือบจะหมดสิ้นแล้ว เงินเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้จากการขายใบชาและธัญพืชตามปกติ ก็ถูกลูกชายแอบขโมยไปเล่นการพนันจนเกลี้ยง จะเอาเงินที่ไหนไปใช้หนี้ได้อีกเล่า?
คิดไปคิดมา ของมีค่าเพียงอย่างเดียวที่บ้านเหลืออยู่ ก็คือนาไม่กี่หมู่นี้แล้ว
แต่เฒ่าหนิวกลับเสียดายจนไม่อยากขาย! ในใจของเขารู้ดีว่าทรัพย์สินอย่างที่นานั้น ขายออกไปง่ายดาย แต่จะซื้อกลับคืนมายากเย็นแสนเข็ญ
ที่นาที่เหลืออีกเพียงสองหมู่ ย่อมไม่เพียงพอให้ทั้งครอบครัวประทังชีวิตได้อย่างแน่นอน
ยามที่เฒ่าหนิวไปหาผู้ใหญ่บ้านเพื่อแจ้งว่าจะขายที่ดิน ในใจก็ขมขื่นราวกับกินบอระเพ็ด น้ำตาคลอหน่วย ต้องฝืนกลั้นสุดกำลังเพื่อไม่ให้มันรินไหลออกมา
หลังจากผู้ใหญ่บ้านทราบเรื่อง ก็รีบให้ลูกชายคนเล็กไปแจ้งข่าวแก่เหมียวชุนเซิงทันที บอกให้เขาไปดูนาผืนนั้นและถามว่าสนใจจะซื้อหรือไม่
เหมียวชุนเซิงตามเฒ่าหนิวไปดูที่นาด้วยตนเอง พบว่าเป็นนาชั้นดีที่หาได้ยากยิ่งจริงๆ ผืนดินอุดมสมบูรณ์ แหล่งน้ำสะดวกสบาย เหมาะแก่การปลูกข้าวเป็นอย่างยิ่ง