- หน้าแรก
- หิมะปกคลุมดาบมังกร
- บทที่ 347 - สังหาร
บทที่ 347 - สังหาร
บทที่ 347 - สังหาร
หนานกงปู้เหยียนเงยหน้าขึ้นมอง
ก็เห็นว่าตรงประตูทางเข้าลานหน้า มีเงาร่างชุดขาวดุจหยกสายหนึ่งปรากฏขึ้นแล้ว
เป็นหลี่ชีเสวียนนั่นเอง
และข้างกายของหลี่ชีเสวียน ยังมีศิษย์จวนยอดฝีมือที่สวมชุดขาวเช่นเดียวกันอย่างเซียวเหยี่ยติดตามมาด้วย
ในฐานะที่เป็นศิษย์หอยอดฝีมือที่เจ็ดเหมือนกัน หนานกงปู้เหยียนย่อมรู้จักเซียวเหยี่ยเป็นอย่างดี
การตอบสนองของผู้พิทักษ์กฎเชียนฮ่วนนั้นรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง
ชั่วพริบตาที่ท่อนแขนถูกฟันจนขาดสะบั้น เขาก็พุ่งตัวเข้าไปหาหนานกงปู้เหยียนในทันที
เขาเคยประจักษ์ถึงฝีมือของหลี่ชีเสวียนมาแล้ว
ภายใต้สภาพร่างกายเช่นนี้ เขารู้ดีว่าตนเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลี่ชีเสวียนอย่างแน่นอน
ดังนั้นจึงคิดจะควบคุมตัวหนานกงปู้เหยียนเอาไว้เป็นตัวประกันให้เร็วที่สุด
ทว่าหลี่ชีเสวียนกลับเร็วกว่าเขามาก
วิชาย่างก้าวแสงทองในระยะประชิด แทบจะทำงานในเสี้ยววินาทีที่ความคิดผุดขึ้นมา ชั่วพริบตาเดียวเขาก็มาถึงข้างกายของหนานกงปู้เหยียนแล้ว
ผู้พิทักษ์กฎเชียนฮ่วนเพียงแค่รู้สึกตาพร่ามัว
ใบหน้าของหลี่ชีเสวียนก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
ทำให้เขาตกใจจนต้องรีบหยุดชะงัก แล้วถอยร่นกลับไปอย่างรวดเร็ว
พร้อมกันนั้นก็มีเสียงดังพรึ่บ
เงาร่างพลันแบ่งออกเป็นสามสาย
พุ่งทะยานหลบหนีไปในสามทิศทางที่แตกต่างกัน
"ขวา" เซียวเหยี่ยเอ่ยปากขึ้นมาทันที
หลี่ชีเสวียนลงมือ วิชาชักดาบวายุคลั่งถูกงัดออกมาใช้
ประกายดาบสว่างวาบขึ้นมาก่อน จากนั้นเสียงแหวกอากาศแหลมกังวานถึงจะดังตามมา
กลางอากาศสาดกระเซ็นไปด้วยแสงสีเลือด
ตุบ
ร่างของผู้พิทักษ์กฎเชียนฮ่วนร่วงหล่นลงพื้น ถูกฟันขาดครึ่งท่อนที่เอว
ไอเย็นสีขาวโพลนแผ่ซ่านไปตามรอยตัด ชั่วพริบตาเดียวก็แช่แข็งบาดแผลเอาไว้ ไม่มีเลือดไหลรินออกมาเลยแม้แต่หยดเดียว
"แค่ก แค่ก ... "
บนใบหน้าของผู้พิทักษ์กฎเชียนฮ่วนเผยให้เห็นความตื่นตระหนกและโกรธเกรี้ยว
แววตาของเขากลอกกลิ้ง บนร่างลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิง อักขระยันต์เปลวเพลิงนับสิบสายถูกกระตุ้นให้ทำงาน กลายร่างเป็นมังกรเพลิง พุ่งทะยานเข้าม้วนตัวโจมตีใส่หลี่ชีเสวียน
ในเวลาเดียวกัน ยันต์คืนวสันต์ระดับสูงก็ถูกกระตุ้นด้วยพลังจิตวิญญาณ อัดแน่นเข้าสู่ร่างกายของตนเองอย่างต่อเนื่อง คล้อยตามแสงสีเขียวที่สว่างวาบขึ้นมาเป็นระลอก
ร่างท่อนบนและท่อนล่างของผู้พิทักษ์กฎเชียนฮ่วน กลับขยับเข้าหากันเองโดยอัตโนมัติ
ในขณะที่กำลังจะฟื้นฟูกลับคืนสู่สภาพเดิม หลี่ชีเสวียนกลับร่ายรำวิชาดาบอย่างบ้าคลั่ง ชั่วพริบตาเดียวก็ฟันทำลายมังกรเพลิงจนสิ้นซาก เพียงแสงสลัวสว่างวาบ เขาก็มาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าผู้พิทักษ์กฎเชียนฮ่วนแล้ว
เหยียบลงบนแผ่นหลังของเขา ดาบน้ำแข็งจ่อเข้าที่ลำคอเรียบร้อยแล้ว
"ไม่ อย่าฆ่าข้า" เมื่อสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันรุนแรง ผู้พิทักษ์กฎเชียนฮ่วนก็ร้องอุทานขอความเมตตา "ข้ารู้ ... "
ยังกล่าวไม่ทันจบ ประกายดาบก็สว่างวาบ ศีรษะร่วงหล่นลงพื้น กลิ้งขลุกๆ ไปด้านข้าง
ไร้ซึ่งรอยเลือดไหลรินออกมาเช่นกัน บาดแผลถูกแช่แข็งปิดผนึกเอาไว้อีกครั้ง
บนใบหน้าของผู้พิทักษ์กฎเชียนฮ่วน ยังคงหลงเหลือสีหน้าไม่อยากจะเชื่อเป็นครั้งสุดท้าย
ราวกับคิดไม่ถึงว่าตนเองจะตายลงเช่นนี้ ยิ่งคิดไม่ถึงว่า ในสถานการณ์ที่หลี่ชีเสวียนเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบอย่างเด็ดขาดแล้ว กลับไม่ได้บีบบังคับหรือทรมานสอบสวนตนเองเลยแม้แต่น้อย ทว่ากลับลงมือสังหารตนเองไปเสียดื้อๆ
พลังชีวิตอันอัดแน่นและทรงพลังสายหนึ่ง หลั่งไหลออกมาจากซากศพ พุ่งเข้าสู่รอยสักมังกรเทวะบนหน้าอกของหลี่ชีเสวียน
จากนั้น ในชั่วพริบตาก็มีเศษเกล็ดมังกรชิ้นใหม่จำนวนหกสิบเจ็ดชิ้นถูกสร้างรูปร่างขึ้นมา
เมื่อรวมกับของเดิมที่เหลืออยู่อีกสามสิบสามชิ้น
ยามนี้เกล็ดมังกรบนรอยสักมังกรเทวะตรงหน้าอกของหลี่ชีเสวียน มีชิ้นส่วนที่ถูกสร้างรูปร่างจนสำเร็จอย่างสมบูรณ์รวมทั้งสิ้นหนึ่งร้อยชิ้น สามารถนำมาใช้ฝึกฝนเคล็ดวิชายุทธ์และทักษะการต่อสู้ได้
ในเวลาเดียวกัน พลังงานบริสุทธิ์สายหนึ่งก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างกายอย่างรวดเร็ว ช่วยฟื้นฟูพละกำลังที่สูญเสียไปจากการต่อสู้เมื่อครู่
หลี่ชีเสวียนหลับตาลงเล็กน้อย เฝ้ารอคอยต่อไป ผู้พิทักษ์กฎเชียนฮ่วนในฐานะหนึ่งในสิบสองผู้พิทักษ์กฎแห่งลัทธิไท่ผิง พลังฝีมือสูงส่งเพียงใด พลังงานที่มอบให้หลังจากตายไปสมควรต้องมีไม่น้อย
ทว่าหลี่ชีเสวียนรอคอยอยู่หลายสิบลมหายใจ ก็พบว่ารอยสักมังกรเทวะบนหน้าอกไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอันใดเกิดขึ้นอีก
ในขณะเดียวกัน พลังชีวิตที่ส่งผ่านมาจางซากศพของผู้พิทักษ์กฎเชียนฮ่วน ก็สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์แล้ว
หลี่ชีเสวียนประหลาดใจอยู่ภายในใจ "เกิดเรื่องอันใดขึ้น"
"ผู้พิทักษ์กฎเชียนฮ่วนผู้นี้เป็นถึงหนึ่งในสิบสองผู้พิทักษ์กฎแห่งลัทธิไท่ผิง พลังงานที่แฝงอยู่ กลับเทียบเท่ากับยอดฝีมือระดับภูผาสมุทรบันไดขั้นที่สิบเพียงคนเดียวเท่านั้น ... "
"ไม่ค่อยถูกต้องนัก" หลี่ชีเสวียนรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก
เซียวเหยี่ยเดินเข้ามา นั่งย่อตัวลงตรวจสอบซากศพอย่างละเอียด "หากข้าเดาไม่ผิด ร่างกายนี้ก็เป็นเพียงร่างจำแลงร่างหนึ่งของผู้พิทักษ์กฎเชียนฮ่วนเท่านั้น" เขากล่าวด้วยความมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อหลี่ชีเสวียนได้ยินเช่นนั้น ถึงได้กระจ่างแจ้งในใจ แบบนี้ถึงจะถือว่าปกติ
ทว่าผู้ใช้วิชายันต์เหล่านี้ฆ่ายากฆ่าเย็นเสียจริง โดยพื้นฐานแล้วแทบทุกคนล้วนมีร่างจำแลงคนละร่างหรือหลายร่างกันทั้งนั้น
ผู้พิทักษ์กฎเชียนฮ่วนยิ่งขึ้นชื่อเรื่องการมีร่างจำแลงมากมาย
หลี่ชีเสวียนหันหน้าไปมองหนานกงปู้เหยียน ยามนี้หญิงสาวได้เช็ดคราบน้ำตาที่หางตาออกไปแล้ว นางนำศพของน้องชายอย่างหนานกงอีเยวี่ย ไปวางไว้คู่กับมารดาอย่างเงียบๆ
"ขอบคุณ" นางเงยหน้ามองหลี่ชีเสวียน ประสานมือคารวะเพื่อแสดงความขอบคุณ
หลี่ชีเสวียนมองดูศพของหนานกงอีเยวี่ยทั้งสองคน อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจออกมา
เร่งฝีเท้ามาอย่างเต็มที่แล้ว ทว่าท้ายที่สุดก็ยังมาช้าไป น่าเสียดายที่ตอนเซียวเหยี่ยสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ การตอบสนองก็ช้าไปก้าวหนึ่งแล้ว รอจนกระทั่งหลี่ชีเสวียนตามมาถึง หนานกงอีเยวี่ยก็ถูกสังหารไปเสียแล้ว
เมื่อมองดูหญิงสาวตรงหน้า ที่เห็นได้ชัดว่าจิตใจแหลกสลายไปหมดแล้ว ทว่าก็ยังพยายามฝืนรักษาสติสัมปชัญญะเอาไว้อย่างเต็มที่ ชั่วขณะหนึ่งหลี่ชีเสวียนก็ไม่รู้จะเอ่ยคำใดดี
การปลอบโยนผู้อื่น ไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัดมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ ชะตากรรมเช่นนี้ หลี่ชีเสวียนก็ไม่ได้รู้สึกว่าคำพูดปลอบใจจะสามารถสร้างประโยชน์อันใดให้แก่หนานกงปู้เหยียนได้เลย
หลี่ชีเสวียนช่วยหนานกงปู้เหยียนจัดการเก็บศพของมารดาและน้องชายของนางอย่างเงียบๆ และนำร่างกายของหนานกงเวิ่นหย่ามาประกอบเข้าด้วยกัน
วิชาปรสิตวิถียันต์ของลัทธิไท่ผิง ก่อนที่พลังวิถียันต์จะถูกกระตุ้น ผู้ที่ถูกสิงร่างแท้จริงแล้วจะไม่อาจรู้ตัวได้เลย ไม่ได้มีความแตกต่างอันใดกับคนปกติทั่วไป
หลังจากฝังศพครอบครัวเสร็จสิ้น หนานกงปู้เหยียนและหลี่ชีเสวียนก็เดินทางกลับไปที่จวนยอดฝีมือที่เจ็ดด้วยกัน
นางจะกลายเป็นยอดฝีมือ และฝึกฝนวิชาอยู่ที่นี่
หญิงสาวผู้มีรูปโฉมงดงามเย็นชาที่แต่เดิมก็เป็นคนพูดน้อยอยู่แล้วผู้นี้ ยิ่งดูเงียบขรึมมากยิ่งขึ้นไปอีก แววตาที่มองดูผู้คน ล้วนไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น
ราวกับกำลังมองก้อนหิน มองดูสัตว์ก็ไม่ปาน
มีเพียงยามที่มองมาทางหลี่ชีเสวียนเท่านั้น สีหน้าของนางถึงจะมีความผ่อนคลายที่ซ่อนเร้นไว้อย่างลึกซึ้งปรากฏให้เห็นอยู่บ้าง
ส่วนหลี่ชีเสวียนก็ไม่ได้รั้งอยู่ที่หอยอดฝีมือที่เจ็ดนานนัก
ในช่วงบ่าย เขาก็เดินทางกลับมาที่หน่วยจ้าวเยี่ย
หลังจากเหล่านักรบจ้าวเยี่ยทำการซ่อมแซมตลอดทั้งคืน ที่ทำการของหน่วยจ้าวเยี่ยก็ฟื้นฟูความน่าเกรงขามในอดีตกลับมาได้ไม่มากก็น้อย
ทว่าเห็นได้ชัดว่า หลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์ความวุ่นวายในครั้งนี้ หน่วยจ้าวเยี่ยแห่งเมืองต้าเยี่ยก็ยากที่จะมีพลังฝีมือในการรับมือกับภูตผีปีศาจได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของจำนวนคนหรือจำนวนยอดฝีมือระดับสูง ล้วนไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนหน้าที่ความรับผิดชอบของตนเองได้อีกแล้ว
หญิงสาวนักรบกำลังรอคอยการกลับมาของหลี่ชีเสวียนอยู่ในหอแขวนดาบจ้าวเยี่ย
"ข้าได้รับคำสั่งโยกย้ายจากจวนผู้ตรวจการแล้วล่ะ" ทันทีที่พบหน้า หญิงสาวนักรบมี่ลี่ก็พูดเข้าประเด็นทันที
หลี่ชีเสวียนกล่าวด้วยความสงสัย "คำสั่งโยกย้ายหรือ จวนผู้ตรวจการไม่ใช่หน่วยงานระดับสูงกว่าของหน่วยจ้าวเยี่ยเสียหน่อย เหตุใดถึงออกคำสั่งโยกย้ายให้เจ้าได้ล่ะ"
หญิงสาวนักรบมี่ลี่ค่อยๆ เอ่ยปากกล่าวว่า "เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเจดีย์สยบมาร หน่วยจ้าวเยี่ยย่อมไม่อาจนิ่งดูดายได้"
"หมายความว่าอย่างไรกัน" หลี่ชีเสวียนรีบถามต่อ
หญิงสาวนักรบมี่ลี่อธิบายว่า "จวนผู้ตรวจการได้รับข่าวมาว่า เสี่ยวหมิงหวังผู้นำกองทัพกบฏตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องตีเมืองต้าเยี่ยให้แตกภายในฤดูเหมันต์ ดังนั้นจึงมุ่งเป้าหมายมาที่เจดีย์สยบมารภายในเมืองต้าเยี่ย"
"พวกมันจะทำลายเจดีย์สยบมารงั้นหรือ" หลี่ชีเสวียนตกใจเป็นอย่างมาก
นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลยนะ
หากเจดีย์สยบมารพังทลายลง ด้วยจำนวนคนตายและ 'คุณภาพ' ของคนที่ตายทั้งในและนอกเมืองต้าเยี่ยในแต่ละวัน เกรงว่าภูตผีปีศาจคงจะออกอาละวาดไปนานแล้ว
นี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ระดับฟ้าถล่มเลยทีเดียว
และยังเป็นเรื่องอันตรายที่ท้าทายต่อความโกรธแค้นของผู้คนทั้งใต้หล้าอีกด้วย
เขาบ้าไปแล้วหรือ
[จบแล้ว]