- หน้าแรก
- เกิดใหม่ชาตินี้ ขอพี่เป็นพระเอกบ้าง
- ตอนที่ 24 หลิวเฟิงที่กำลังสับสน
ตอนที่ 24 หลิวเฟิงที่กำลังสับสน
ตอนที่ 24 หลิวเฟิงที่กำลังสับสน
ตอนที่ 24 หลิวเฟิงที่กำลังสับสน
เช้าวันต่อมา เฉินฮ่าวยังคงตื่นแต่เช้าเหมือนเดิม เขาไม่สามารถนอนตื่นสายแบบหลิวเฟิงได้ เพราะต้องรีบไปเข้าฉากถ่ายทำ
หลังจากอาบน้ำเสร็จและเริ่มใส่เสื้อผ้า หลิวเฟิงก็ตื่นขึ้นพอดี เธอยิ้มออกมาด้วยความหวานซึ้งและมองดูเขาจากทางด้านหลัง
เธอมองเฉินฮ่าวที่กำลังแต่งตัวด้วยรอยยิ้มสดใส แววตาที่มองเขานั้นแฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก
ใช่แล้ว เมื่อคืนทั้งสองคนผ่านประสบการณ์ที่ต่างออกไปมาด้วยกัน หรือถ้าพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นคือความสัมพันธ์ของทั้งคู่พัฒนาไปเป็นแฟนกันแล้ว
แน่นอนว่าสำหรับเฉินฮ่าว ความสัมพันธ์นี้แตกต่างจากตอนที่เขาอยู่กับเจียงอวิ๋นอย่างเห็นได้ชัด และยิ่งเทียบไม่ได้เลยกับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพี่ยาย่า
เหตุผลที่เขาเลือกจะแตกหักกับจ้าวเจี้ยนหัวเพื่อหลิวเฟิงเมื่อคืน ก็แค่ไม่อยากเห็นดอกไม้สวยๆ ไปปักอยู่บนกองขี้ควายเท่านั้น
ส่วนเรื่องหลังจากนั้น เขาได้ใช้ระบบตรวจสอบระดับความพึงพอใจที่หลิวเฟิงมีต่อเขาแล้ว ถึงได้เริ่มเปลี่ยนแผน ซึ่งจริงๆ เขาก็ไม่ได้มั่นใจในผลลัพธ์หรอก จะสำเร็จหรือไม่เขาก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร
นั่นเป็นเหตุผลที่เขาแกล้งทำตัวเป็นเด็กหนุ่มไร้เดียงสาต่อหน้าเธอ แต่ไม่คิดว่าเธอจะหลงกลจริงๆ ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นตามมา เฉินฮ่าวไม่ได้ใส่ใจและไม่สนด้วยว่าเธอจะคิดยังไง
เขาไม่ได้แคร์ว่าเธอจะจริงใจกับเขาแค่ไหน เพราะทุกคนต่างก็เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ตัวเขาเองทั้งยังหนุ่มและหล่อ การมาอยู่กับเธอก็ถือว่าเขาเสียสละให้มากแล้ว แม้ว่าหลิวเฟิงจะมีเสน่ห์มากจริงๆ ก็ตาม
อีกอย่างหนึ่ง เฉินฮ่าวก็ไม่ค่อยพอใจท่าทีที่เธอมีต่อเขาเมื่อตอนกลางวันด้วย การได้เอาคืนเธอนิดๆ หน่อยๆ จึงเป็นเรื่องที่เขาไม่ปฏิเสธ
เฉินฮ่าวหันกลับไปมองหลิวเฟิงพร้อมรอยยิ้ม "คุณน้าครับ ผมต้องรีบไปกองถ่ายแล้ว คุณพักผ่อนที่โรงแรมให้เต็มที่นะ เดี๋ยวตอนเที่ยงผมจะกลับมาหา" พูดจบเขาก็เตรียมจะเดินออกไป
"อาฮ่าว เดี๋ยวก่อน" หลิวเฟิงกวักมือเรียกให้เขาเข้าไปหา
เฉินฮ่าวนั่งลงข้างๆ เธอแล้วยิ้มถาม "คุณน้ามีอะไรหรือเปล่าครับ?"
หลิวเฟิงใช้นิ้วเรียวสวยจิ้มไปที่หน้าผากของเขา "เจ้าเด็กดื้อ บอกแล้วไงว่าตอนอยู่กันสองคนให้เรียกว่าพี่เฟิง"
"ครับ พี่เฟิงของผม" เขาพูดพลางก้มลงจูบเธอหนึ่งที
เธอก็ไม่ได้โกรธ กลับยิ้มกว้างออกมา "ดูทำเข้า รีบร้อนจนเสื้อผ้ายังจัดไม่เรียบร้อยเลย" เธอยกมือขึ้นช่วยจัดปกเสื้อเชิ้ตให้เขาเบาๆ ก่อนจะสวมกอดเอวเขาไว้แล้วซบหน้าลงกับแผงอก ฟังเสียงหัวใจที่เต้นอย่างแข็งแรง "จำที่สัญญาไว้ด้วยนะ ห้ามบอกเรื่องของเรากับเสี่ยวหลาน หรือบอกใครคนอื่นเด็ดขาด"
"ผมทราบแล้วครับพี่เฟิง" เฉินฮ่าวกอดเอวบางของเธอไว้แล้วกระซิบข้างหู ซึ่งการไม่บอกใครนี่แหละที่ตรงใจเขาที่สุด!
"เอาละ รีบไปเถอะ" หลิวเฟิงปล่อยมือตั้งใจจะให้เขาไป แต่เขากลับกอดเธอไว้แน่น เธอจึงยิ้มอย่างมีเสน่ห์ "เจ้าเด็กดื้อ รีบไปกองถ่ายได้แล้ว เดี๋ยวสายขึ้นมาจะโดนผู้กำกับโจวด่าเอา"
"ผมจะไปเดี๋ยวนี้ครับ แต่มีเรื่องอยากจะบอกพี่เฟิงไม่กี่คำ" เห็นเขาดูจริงจัง หลิวเฟิงจึงเก็บท่าทีเล่นหัวแล้วถามว่า "ว่ามาสิ มีเรื่องอะไรจะบอกพี่"
"ผมจะไม่บอกเรื่องของเรากับใคร แต่พี่ก็ต้องสัญญากับผมด้วยนะ ว่าจะเป็นผู้หญิงของผมคนเดียวเท่านั้น" เฉินฮ่าวกอดเอวเธอแน่นและจ้องมองด้วยสายตามุ่งมั่น
หลิวเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาสั่นไหวด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ก่อนจะยิ้มตอบอย่างเย้ายวน "พูดอะไรอย่างนั้น พี่ก็ต้องเป็นของผู้หญิงของเธอคนเดียวอยู่แล้ว หรือเธอคิดว่าพี่เป็นพวกใจง่ายชอบเปลี่ยนใจไปเรื่อยล่ะ?"
เธอถอนหายใจออกมาเบาๆ "พี่อายุเกินสี่สิบแล้ว อีกไม่กี่ปีก็แก่ตัวลง คงไม่มีใครมาสนใจหรอก เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาแย่ง พอผ่านไปอีกไม่กี่ปีเธอมีแฟนใหม่ พี่ก็คงแก่พอดี ถึงตอนนั้นพี่จะเดินออกไปเอง" แม้จะเป็นคำพูดที่ใช้รับมือเฉินฮ่าว แต่มันก็คือความจริงในใจของเธอ จนท้ายประโยคเริ่มมีเสียงสะอื้นเล็กน้อย
"ผมไม่ยอม ผมจะให้พี่เป็นคู่รักของผมตลอดไป ห้ามทิ้งผมไปไหนนะ" เฉินฮ่าวสวมบทบาทต้วนอวี้ตอนสารภาพรักกับหวังอวี่เอียนได้อย่างสมจริง
"เด็กโง่" หลิวเฟิงทั้งซึ้งใจและถอนหายใจ เธอเป็นฝ่ายจูบเขา "พี่รับปากเธอก็ได้ ตราบใดที่เธอไม่รังเกียจพี่ พี่ก็จะไม่จากไปไหน"
เฉินฮ่าวจึงเดินจากไปด้วยความพึงพอใจ
หลังจากเฉินฮ่าวออกจากห้องไป หลิวเฟิงก็ตกอยู่ในความสับสนลึกๆ เรื่องเมื่อคืนเดิมทีเธออยากให้มันเป็นแค่ความผิดพลาดครั้งเดียว แต่ตอนนี้มันกลับถลำลึกมาถึงจุดนี้ ในขณะที่รู้สึกมีความสุข เธอก็รู้สึกหนักใจไปด้วย
เมื่อกลับไปปักกิ่งแล้ว เธอจะสามารถตัดขาดกับเฉินจินได้จริงๆ หรือ? สิ่งที่พูดกับอาฮ่าวไปนั้น เป็นเพียงแค่การปลอบใจเขาฝ่ายเดียวหรือเปล่า?
บางทีเธออาจจะเริ่มมีใจให้ผู้ชายรุ่นน้องคนนี้เข้าจริงๆ แต่เพื่ออนาคตในวงการบันเทิงของลูกสาว เธออาจจะยังต้องทำเป็นรักษาความสัมพันธ์กับเฉินจินต่อไป
เธอได้แต่หวังว่าเฉินจินจะไม่ล่วงเกินเธอ ไม่อย่างนั้นเธอคงรู้สึกผิดต่อเฉินฮ่าวมาก แม้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะไม่มีพันธะทางกฎหมาย แต่เธอแคร์เฉินฮ่าว และในแง่ของศีลธรรมเธอก็ไม่อยากทำอะไรที่ทรยศต่อเขา
เธอไม่อยากให้เฉินฮ่าวรู้ว่าเธอมีความสัมพันธ์คลุมเครือกับเฉินจิน และไม่อยากให้มีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ ด้วย เธออยากจะแค่หลอกล่อให้เฉินจินสนับสนุนลูกสาวต่อไป ในขณะที่ยังคงความสัมพันธ์กับเฉินฮ่าวเอาไว้
การเสียสละเพื่อลูกคือหน้าที่ของคนเป็นแม่ แต่การอยู่กับเฉินฮ่าวคือเครื่องยึดเหนี่ยวและเติมเต็มทางจิตวิญญาณของเธอ ดังนั้นเธอจึงไม่อยากเสียสิ่งใดไปเลย
ตอนที่เฉินฮ่าวกลับถึงที่พัก ทีมงานและนักแสดงเพิ่งจะตื่นกันได้ไม่นาน เจียงอวิ๋นยิ้มให้เขาอย่างสดใส เห็นได้ชัดว่าเธอไม่รู้เลยว่าเมื่อคืนเฉินฮ่าวไม่ได้นอนที่นี่
ความจริงคือเมื่อคืนหลังจากดื่มเข้าไป เธอก็รู้สึกมึนๆ พอกลับห้องไปกับกัวถิงก็หลับยาว ไม่ได้ไปหาเฉินฮ่าวเลย
อย่างไรก็ตาม ในจังหวะที่เฉินฮ่าวปรากฏตัว ก็มีสายตาไม่เป็นมิตรคู่หนึ่งจ้องเขม็งมา ซึ่งก็คือผู้กำกับคิวบู๊จ้าวเจี้ยนหัว
จ้าวเจี้ยนหัวมองเฉินฮ่าวด้วยความเคียดแค้น ถ้าไม่ใช่เพราะหมอนี่มาขวางเรื่องดีๆ ของเขาเมื่อคืน ป่านนี้เขาคงได้เสวยสุขกับหลิวเฟิงไปแล้ว ต้องโทษเฉินฮ่าวคนเดียวที่กล้ามาท้าทายอำนาจผู้กำกับคิวบู๊อย่างเขา ถ้ามีโอกาสเขาต้องจัดการสั่งสอนให้เข็ด
แต่น่าเสียดายที่ในกองถ่ายนี้ โจวเสี่ยวเหวินมีอำนาจสูงสุด และถ้าพูดถึงเรื่องคิวบู๊ ตำแหน่งของหยวนปินก็ยังสูงกว่าเขาอยู่ดี
ทีมงานและนักแสดงทยอยขึ้นรถตู้เพื่อเดินทางไปยังสถานที่ถ่ายทำ
เฉินฮ่าวนั่งร่วมกับกลุ่มนักแสดงนำ ทั้งหูหาน เกาหู่ และหลิวอวี่หลาน ส่วนพวกเจียงอวิ๋น หลิวเฟย และกัวถิง นั่งรถตู้คนละคัน
เฉินฮ่าวมองใบหน้าที่ใสซื่อน่ารักของหลิวอวี่หลานแล้วรู้สึกขัดเขินเล็กน้อย นี่เขากลายเป็น "พ่อบุญธรรม" ของเธอไปแบบงงๆ หรือเปล่านะ
แต่จะว่าไป หน้าตาของหลิวอวี่หลานก็คล้ายกับพี่เฟิงอยู่หลายส่วน เพียงแต่พี่เฟิงจะดูเป็นผู้ใหญ่และมีเสน่ห์แบบผู้หญิงที่ผ่านโลกมามากกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่หลิวอวี่หลานยังไม่มี
รวมไปถึงรูปร่าง พี่เฟิงก็ดูมีส่วนเว้าส่วนโค้งมากกว่าลูกสาว โดยรวมแล้วเสน่ห์ของพี่เฟิงยังสูงกว่า หลิวอวี่หลานสวยจริงแต่ยังดูเด็กเกินไป
ทว่าความเด็กและดูมีความเป็นนางฟ้านี่แหละ ที่จะทำให้เธอโด่งดังไปทั่วประเทศหลังจากละครออกอากาศ ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีแรงผลักดันจากคนเบื้องหลังที่คอยทุ่มเงินทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ด้วย
ทั้งสื่อหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ต่างต้องใช้เงินฟาดทั้งนั้น เว้นแต่คุณจะดังถึงจุดพีคจริงๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีใครมาตามทำข่าวทุกวันหรอก ถ้าไม่ใช่ระดับโลกแบบไมเคิล แจ็คสัน ที่แค่มีข่าวเล็กน้อยก็สะเทือนไปทั่ว