เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6: ดาวมหา'ลัย ฉู่เหยา

บทที่ 6: ดาวมหา'ลัย ฉู่เหยา

บทที่ 6: ดาวมหา'ลัย ฉู่เหยา


ในฐานะลูกน้องของตัวร้าย ฟางหมิงไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะปลุก 'กลุ่มแชตตัวเอก' ขึ้นมาเป็นสูตรโกงได้

แต่ตอนนี้ฟางหมิงไม่มีเวลามาคิดให้มากความ

ไม่ว่ายังไง เขาก็ต้องไปพบน้องสาวของราชาทหารคนนี้ให้ได้เสียก่อน

เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็วางสาย รถยนต์พุ่งทะยานออกจากลานจอดรถชั้นใต้ดินอย่างรวดเร็วและแล่นฉิวออกไปท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้า

ยี่สิบนาทีต่อมา

มหาวิทยาลัยหรงเฉิง ประตูทิศใต้

แม้จะเป็นช่วงปิดเทอมฤดูร้อน แต่ในมหาวิทยาลัยก็ยังมีนักศึกษาอยู่ประปราย ส่วนใหญ่เป็นพวกที่อยู่ติวสอบเข้าปริญญาโท หรือไม่ก็นักศึกษาฐานะยากจนอย่างฉู่เหยาที่อยู่ทำงานพิเศษ

มีรถหรูหลายคันจอดเรียงรายอยู่หน้าประตูมหา'ลัย ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยฮอร์โมนของวัยหนุ่มสาวแบบนี้ รหัสลับอย่างการวางขวดน้ำไว้บนหลังคารถหรูไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป

รถออดี้ เอ6 ของฟางหมิงไม่ได้ดูโดดเด่นอะไรเมื่ออยู่ท่ามกลางรถเหล่านี้ แต่มันก็ไม่ใช่รถราคาถูกอย่างแน่นอน

ทันทีที่เขาจอดรถและยังไม่ทันได้เปิดประตู ใบหน้ามันเยิ้มก็แนบชิดติดกระจก

"พี่หมิง ทางนี้!"

หวังเมิ่งสวมเสื้อยืดสีดำรัดรูปที่รัดชั้นไขมันของเขาจนดูเหมือนไส้กรอกแฮมที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ สร้อยคอทองคำเส้นโตบนคอของเขาสะท้อนแสงแดดจนแสบตา

ฟางหมิงผลักประตูรถแล้วก้าวลงมาพร้อมกับคลื่นความร้อนที่ปะทะเข้าใส่

เขาผลักหวังเมิ่งที่เดินเข้ามาหาด้วยความรังเกียจ "ถอยไปไกลๆ เลย ตัวแกมีแต่เหงื่อ"

"แหะๆ ก็อากาศมันร้อนนี่พี่"

หวังเมิ่งปาดเหงื่อบนหัวล้านเลี่ยนของตัวเอง แล้วยื่นโคล่าเย็นเจี๊ยบให้ "พี่หมิง ดื่มอะไรเย็นๆ ดับร้อนหน่อยสิ"

ฟางหมิงรับมา ขยับแว่นตากรอบทองบนสันจมูกให้เข้าที่ สายตากวาดมองนักศึกษาที่เดินขวักไขว่ไปมาหน้าประตูมหา'ลัย น้ำเสียงของเขาราบเรียบ

"เรื่องที่ให้ไปจัดการเป็นยังไงบ้าง?"

เมื่อพูดถึงเรื่องงาน หวังเมิ่งก็หูผึ่งขึ้นมาทันที สีหน้าโง่งมเปลี่ยนเป็นท่าทางภาคภูมิใจของคนที่กำลังรอรับความดีความชอบ

"ไม่ต้องห่วงหรอกพี่หมิง ระดับหวังเมิ่งคนนี้ลงมือทำอะไร เหมือนเตียวหุยร้อยเข็ม ถึงจะดูหยาบกระด้างแต่ก็ละเอียดรอบคอบนะพี่!"

เขาลดเสียงลงแล้วชี้ไปทางอาคารฝ่ายบริหาร

"ผมเพิ่งไปอาละวาดที่สำนักงานวิชาการมา ไอ้อำนวยการหัวล้านนั่นหน้าซีดเป็นไก่ต้มเลย ผมขู่มันว่าถ้าไม่ยอมตรวจสอบคุณสมบัติของนักศึกษาที่ได้รับทุนยากจนใหม่ ปีหน้าฉินกรุ๊ปของเราจะถอนสปอนเซอร์ทั้งหมด"

"ตาแก่นั่นมีหรือจะกล้าล่วงเกินผู้มีพระคุณ รีบสั่งให้คนพิมพ์รายชื่อประกาศออกมาเดี๋ยวนั้นเลย"

"ป่านนี้น่าจะเอาไปแปะบนบอร์ดประกาศแล้วล่ะ แถมสถานีวิทยุก็กำลังจะกระจายเสียงด้วย รับรองได้เลยว่าชื่อเสียงของยัยเด็กนั่นป่นปี้ไม่มีชิ้นดีแน่!"

เมื่อได้ฟังรายงานที่ไร้ซึ่งความสำนึกผิดของหวังเมิ่ง ฟางหมิงก็ลอบด่าอีกฝ่ายในใจว่าเป็นไอ้เดรัจฉาน

นี่แหละคือหนึ่งในลูกน้องของฉินเซียว

ในสายตาของพวกมัน การทำลายอนาคตและศักดิ์ศรีของคนธรรมดาก็เป็นเรื่องง่ายดายราวกับบี้มดตัวหนึ่ง แถมยังเป็นเรื่องที่เอามาคุยโวโอ้อวดได้อีกด้วย

"นำทางไป"

ฟางหมิงเอ่ยสั้นๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย

"ได้เลย! ฉู่เหยาอยู่ที่โรงอาหารที่สอง ป่านนี้น่าจะกำลังกินข้าวอยู่ ถ้าเราไปตอนนี้ รับรองว่าทันดูละครฉากเด็ดพอดี!"

หวังเมิ่งวิ่งเหยาะๆ นำหน้าไป

ตลอดทาง นักศึกษาหลายคนหวาดกลัวและพากันเดินหลบเมื่อเห็นรูปลักษณ์อันดุร้ายของหวังเมิ่ง

และเมื่อเห็นฟางหมิงเดินตามหลังมาในชุดเสื้อเชิ้ตและกางเกงสแล็คที่ดูเหมือนคนพาลในคราบผู้ดี สายตาของพวกเขากก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นไปอีก

มันเป็นสายตาแบบเดียวกับเวลาที่คนมองเห็น 'หัวหน้าแก๊งมาเฟียพาลูกน้องไปหาเรื่อง'...

มหาวิทยาลัยหรงเฉิง โรงอาหารที่สอง

แม้จะเป็นช่วงวันหยุด แต่ก็ยังมีผู้คนกระจายตัวอยู่ทั่วโรงอาหารไม่น้อย

เครื่องปรับอากาศที่นี่ทำงานได้แย่มาก อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำมันอันเป็นเอกลักษณ์จากการทำอาหารกระทะใหญ่ผสมปนเปกับกลิ่นอาหารเก่าค้างคืน

ฟางหมิงยืนอยู่ตรงมุมหนึ่งตรงทางเข้าโรงอาหาร ยังไม่รีบร้อนเดินเข้าไป

เขาไม่จำเป็นต้องพยายามมองหาเธอเลย

เพราะเด็กสาวคนนั้นดูโดดเด่นสะดุดตาเกินไป

ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เสียงดังวุ่นวาย เต็มไปด้วยคราบน้ำมัน และดูราคาถูก เธอเปรียบเสมือนดอกไม้สีขาวดอกเล็กๆ ที่ดื้อรั้นเบ่งบานออกมาจากรอยแยกของพื้นคอนกรีต

ฉู่เหยานั่งอยู่ตรงมุมริมหน้าต่าง

เธอสวมเสื้อยืดผ้าฝ้ายที่สีซีดจางจากการซัก คอเสื้อย้วยเล็กน้อย เผยให้เห็นกระดูกไหปลาร้าอันบอบบาง

ท่อนล่างสวมกางเกงยีนส์สีฟ้าอ่อน ปลายขากางเกงรุ่ยร่ายจากการใช้งานอย่างหนัก ส่วนที่เท้าคือรองเท้าผ้าใบที่ขัดจนสะอาดสะอ้าน

ใบหน้าของเธอปราศจากเครื่องสำอาง เผยให้เห็นผิวพรรณตามธรรมชาติ

ใบหน้าขนาดเท่าฝ่ามือของเธอดูซีดเซียวและซูบผอมเล็กน้อยจากการขาดสารอาหาร ซึ่งนั่นกลับทำให้ดวงตาของเธอดูโตเป็นพิเศษ

ในขณะนี้ เธอกำลังก้มหน้าก้มตา ค่อยๆ เคี้ยวอาหารในถาดทีละคำเล็กๆ

ข้าวหนึ่งที่ ซุปสาหร่ายใส่ไข่แจกฟรีหนึ่งถ้วย และมันฝรั่งเส้นผัดที่ราคาถูกที่สุด... ไม่เห็นร่องรอยของเนื้อสัตว์เลยแม้แต่น้อย

"จิ๊ๆๆ"

หวังเมิ่งที่อยู่ข้างๆ เดาะลิ้นส่งเสียงหื่นกาม "พี่หมิง ดูหุ่นนั่นสิ ขนาดแต่งตัวปอนๆ แบบนั้นยังปิดไม่มิดเลย เอวบางขนาดนั้น ผมใช้มือเดียวก็คงหักมันได้สบายๆ"

"แล้วก็ขานั่นอีก ทั้งเรียวทั้งยาว ถ้าให้ใส่ถุงน่องดำล่ะก็... หึๆ"

ฟางหมิงปรายตามองเขาแล้วพูดด้วยความรำคาญ "หุบปากไปเลย น่ารำคาญ"

จังหวะนั้นเอง เสียงสัญญาณดังแทรกขึ้นมาจากลำโพงรุ่นเก่าที่แขวนอยู่ตรงมุมโรงอาหาร ตามมาด้วยเสียงไร้อารมณ์ของโฆษกประกาศ:

"ประกาศจากสำนักงานวิชาการ"

"เนื่องจากมติชั่วคราวของคณะกรรมการบริหาร จึงมีการตรวจสอบรายชื่อผู้รับทุนการศึกษา 'โครงการสายฝนแห่งความเมตตา' ประจำปีนี้อย่างเร่งด่วน"

"จากการตรวจสอบพบว่า ฉู่เหยา นักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งจากภาควิชาภาษาต่างประเทศ ได้ส่งเอกสารเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของครอบครัวที่น่าสงสัย และต้องสงสัยว่ามีการใช้จ่ายสูงผิดปกติเมื่อไม่นานมานี้ จึงมีมติให้..."

"...เพิกถอนสิทธิ์ในการรับทุนการศึกษาระดับสูงสุดของนักศึกษาฉู่เหยาในทันที และเรียกคืนทุนการศึกษาจำนวนแปดพันหยวนที่มอบให้เมื่อปีที่แล้ว"

"ขอให้นักศึกษาฉู่เหยาไปรายงานตัวที่สำนักงานวิชาการเพื่อชี้แจงสถานการณ์ก่อนเวลาห้าโมงเย็นวันนี้"

ฮือฮา!!

เสียงประกาศดังก้องกังวานไปทั่วโรงอาหารอันว่างเปล่า

นักศึกษาที่กำลังกินข้าวและพูดคุยกันเงียบกริบลงในพริบตา ตามมาด้วยเสียงซุบซิบนินทาที่ดังกระหึ่มขึ้นอย่างไม่อาจควบคุม

สายตาทุกคู่พุ่งเป้าไปที่ฉู่เหยาซึ่งนั่งอยู่ตรงมุมห้องราวกับแสงสปอตไลต์

"เชี่ย? เอาจริงดิ? ฉู่เหยาเนี่ยนะ?"

"รู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆ ปกติเห็นทำตัวหยิ่งๆ ปฏิเสธแม้กระทั่งเดือนคณะ ที่แท้ก็มีปัญหาเรื่องการใช้ชีวิตงั้นสิ?"

"ชิ ฉันว่าแล้วเชียว ทำตัวจนซะขนาดนั้น เอาเงินที่ไหนไปซื้อหนังสือเรียนใหม่ ที่แท้ก็..."

"ใช้จ่ายสูงผิดปกติ? หรือว่าเธอจะเป็นเด็กเสี่ย? แล้วเสี่ยเลิกเลี้ยงก็เลยโดนแฉเหรอ?"

แม้เสียงซุบซิบเหล่านั้นจะแผ่วเบา แต่ในพื้นที่ปิดทึบแบบนี้ มันกลับเหมือนหนามพิษที่ทิ่มแทงทะลุรูหูอย่างชัดเจน

ตรงมุมห้อง มือของฉู่เหยาที่กำลังถือตะเกียบชะงักค้างอยู่กลางอากาศ

ในวินาทีนั้น ฟางหมิงเห็นชัดเจนว่าใบหน้าของเธอเปลี่ยนจากที่ซีดเซียวอยู่แล้วกลายเป็นขาวซีดราวกับกระดาษ และสุดท้ายก็แทบจะโปร่งใส

ราวกับว่าเธอถูกทุบเข้าที่หัวอย่างจัง ร่างกายของเธอสั่นสะท้านเล็กน้อย

ทุนการศึกษา

สำหรับนักศึกษาส่วนใหญ่ที่นี่ มันอาจเป็นแค่ค่าโทรศัพท์เครื่องใหม่หรือค่าอาหารมื้อใหญ่ไม่กี่มื้อ

แต่สำหรับฉู่เหยา มันคือค่าเทอมสำหรับเทอมหน้า คือฟางเส้นสุดท้ายที่จะช่วยต่อชีวิตให้เธออยู่รอดในเมืองนี้ได้

"ฉันไม่เชื่อ... จะเป็นไปได้ยังไง..."

ฉู่เหยาลุกพรวดขึ้นด้วยความตื่นตระหนก แต่เพราะเธอลุกเร็วเกินไป หัวเข่าจึงกระแทกเข้ากับขาโต๊ะ น้ำซุปสาหร่ายในถาดหกเลอะเทอะ กระเด็นใส่เสื้อยืดสีซีดของเธอ

เกิดรอยดวงขนาดใหญ่บนเสื้อ สภาพของเธอดูอเนจอนาถใจยิ่งนัก

เธอไม่แม้แต่จะเช็ดมันออก ได้แต่จ้องมองไปยังสายตาที่ชี้ชวนและเย้ยหยันรอบตัวอย่างเหม่อลอย

ความน้อยเนื้อต่ำใจ ความอับอาย ความสิ้นหวัง

น้ำตารื้นขึ้นมาในดวงตา แต่เธอกัดริมฝีปากแน่น ไม่ยอมปล่อยให้มันไหลลงมา

"เฮ้ยๆ ร้องไห้แล้ว ร้องไห้แล้วว่ะ!"

หวังเมิ่งตบต้นขาตัวเองด้วยความตื่นเต้น "ดูสิพี่หมิง สภาพจิตใจยัยนี่อ่อนปวกเปียกชะมัด แค่นี้ก็สติแตกแล้วเหรอ? แผนของนายน้อยฉินนี่กะเอาให้ตายทั้งเป็นเลยจริงๆ!"

เมื่อมองดูฉากนี้ มือของฟางหมิงที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกงก็กำแน่นเป็นหมัด นี่มันรังแกกันเกินไปแล้ว

ไอ้ฉินเซียวนี่มันเลวระยำจริงๆ

แต่ภายนอกนั้น ฟางหมิงกลับเพียงแค่ดันแว่นตาขึ้นด้วยท่าทีเย็นชา รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก "แค่นี้ก็รับไม่ไหวแล้วเหรอ? ละครมันเพิ่งจะเริ่มเองนะ"

"หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ"

จบบทที่ บทที่ 6: ดาวมหา'ลัย ฉู่เหยา

คัดลอกลิงก์แล้ว