- หน้าแรก
- ทุกคนในตี้ล้วนเป็นตัวเอก ยกเว้นฉันที่เป็นวายร้าย
- บทที่ 6: ดาวมหา'ลัย ฉู่เหยา
บทที่ 6: ดาวมหา'ลัย ฉู่เหยา
บทที่ 6: ดาวมหา'ลัย ฉู่เหยา
ในฐานะลูกน้องของตัวร้าย ฟางหมิงไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะปลุก 'กลุ่มแชตตัวเอก' ขึ้นมาเป็นสูตรโกงได้
แต่ตอนนี้ฟางหมิงไม่มีเวลามาคิดให้มากความ
ไม่ว่ายังไง เขาก็ต้องไปพบน้องสาวของราชาทหารคนนี้ให้ได้เสียก่อน
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็วางสาย รถยนต์พุ่งทะยานออกจากลานจอดรถชั้นใต้ดินอย่างรวดเร็วและแล่นฉิวออกไปท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้า
ยี่สิบนาทีต่อมา
มหาวิทยาลัยหรงเฉิง ประตูทิศใต้
แม้จะเป็นช่วงปิดเทอมฤดูร้อน แต่ในมหาวิทยาลัยก็ยังมีนักศึกษาอยู่ประปราย ส่วนใหญ่เป็นพวกที่อยู่ติวสอบเข้าปริญญาโท หรือไม่ก็นักศึกษาฐานะยากจนอย่างฉู่เหยาที่อยู่ทำงานพิเศษ
มีรถหรูหลายคันจอดเรียงรายอยู่หน้าประตูมหา'ลัย ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยฮอร์โมนของวัยหนุ่มสาวแบบนี้ รหัสลับอย่างการวางขวดน้ำไว้บนหลังคารถหรูไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป
รถออดี้ เอ6 ของฟางหมิงไม่ได้ดูโดดเด่นอะไรเมื่ออยู่ท่ามกลางรถเหล่านี้ แต่มันก็ไม่ใช่รถราคาถูกอย่างแน่นอน
ทันทีที่เขาจอดรถและยังไม่ทันได้เปิดประตู ใบหน้ามันเยิ้มก็แนบชิดติดกระจก
"พี่หมิง ทางนี้!"
หวังเมิ่งสวมเสื้อยืดสีดำรัดรูปที่รัดชั้นไขมันของเขาจนดูเหมือนไส้กรอกแฮมที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ สร้อยคอทองคำเส้นโตบนคอของเขาสะท้อนแสงแดดจนแสบตา
ฟางหมิงผลักประตูรถแล้วก้าวลงมาพร้อมกับคลื่นความร้อนที่ปะทะเข้าใส่
เขาผลักหวังเมิ่งที่เดินเข้ามาหาด้วยความรังเกียจ "ถอยไปไกลๆ เลย ตัวแกมีแต่เหงื่อ"
"แหะๆ ก็อากาศมันร้อนนี่พี่"
หวังเมิ่งปาดเหงื่อบนหัวล้านเลี่ยนของตัวเอง แล้วยื่นโคล่าเย็นเจี๊ยบให้ "พี่หมิง ดื่มอะไรเย็นๆ ดับร้อนหน่อยสิ"
ฟางหมิงรับมา ขยับแว่นตากรอบทองบนสันจมูกให้เข้าที่ สายตากวาดมองนักศึกษาที่เดินขวักไขว่ไปมาหน้าประตูมหา'ลัย น้ำเสียงของเขาราบเรียบ
"เรื่องที่ให้ไปจัดการเป็นยังไงบ้าง?"
เมื่อพูดถึงเรื่องงาน หวังเมิ่งก็หูผึ่งขึ้นมาทันที สีหน้าโง่งมเปลี่ยนเป็นท่าทางภาคภูมิใจของคนที่กำลังรอรับความดีความชอบ
"ไม่ต้องห่วงหรอกพี่หมิง ระดับหวังเมิ่งคนนี้ลงมือทำอะไร เหมือนเตียวหุยร้อยเข็ม ถึงจะดูหยาบกระด้างแต่ก็ละเอียดรอบคอบนะพี่!"
เขาลดเสียงลงแล้วชี้ไปทางอาคารฝ่ายบริหาร
"ผมเพิ่งไปอาละวาดที่สำนักงานวิชาการมา ไอ้อำนวยการหัวล้านนั่นหน้าซีดเป็นไก่ต้มเลย ผมขู่มันว่าถ้าไม่ยอมตรวจสอบคุณสมบัติของนักศึกษาที่ได้รับทุนยากจนใหม่ ปีหน้าฉินกรุ๊ปของเราจะถอนสปอนเซอร์ทั้งหมด"
"ตาแก่นั่นมีหรือจะกล้าล่วงเกินผู้มีพระคุณ รีบสั่งให้คนพิมพ์รายชื่อประกาศออกมาเดี๋ยวนั้นเลย"
"ป่านนี้น่าจะเอาไปแปะบนบอร์ดประกาศแล้วล่ะ แถมสถานีวิทยุก็กำลังจะกระจายเสียงด้วย รับรองได้เลยว่าชื่อเสียงของยัยเด็กนั่นป่นปี้ไม่มีชิ้นดีแน่!"
เมื่อได้ฟังรายงานที่ไร้ซึ่งความสำนึกผิดของหวังเมิ่ง ฟางหมิงก็ลอบด่าอีกฝ่ายในใจว่าเป็นไอ้เดรัจฉาน
นี่แหละคือหนึ่งในลูกน้องของฉินเซียว
ในสายตาของพวกมัน การทำลายอนาคตและศักดิ์ศรีของคนธรรมดาก็เป็นเรื่องง่ายดายราวกับบี้มดตัวหนึ่ง แถมยังเป็นเรื่องที่เอามาคุยโวโอ้อวดได้อีกด้วย
"นำทางไป"
ฟางหมิงเอ่ยสั้นๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"ได้เลย! ฉู่เหยาอยู่ที่โรงอาหารที่สอง ป่านนี้น่าจะกำลังกินข้าวอยู่ ถ้าเราไปตอนนี้ รับรองว่าทันดูละครฉากเด็ดพอดี!"
หวังเมิ่งวิ่งเหยาะๆ นำหน้าไป
ตลอดทาง นักศึกษาหลายคนหวาดกลัวและพากันเดินหลบเมื่อเห็นรูปลักษณ์อันดุร้ายของหวังเมิ่ง
และเมื่อเห็นฟางหมิงเดินตามหลังมาในชุดเสื้อเชิ้ตและกางเกงสแล็คที่ดูเหมือนคนพาลในคราบผู้ดี สายตาของพวกเขากก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นไปอีก
มันเป็นสายตาแบบเดียวกับเวลาที่คนมองเห็น 'หัวหน้าแก๊งมาเฟียพาลูกน้องไปหาเรื่อง'...
มหาวิทยาลัยหรงเฉิง โรงอาหารที่สอง
แม้จะเป็นช่วงวันหยุด แต่ก็ยังมีผู้คนกระจายตัวอยู่ทั่วโรงอาหารไม่น้อย
เครื่องปรับอากาศที่นี่ทำงานได้แย่มาก อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำมันอันเป็นเอกลักษณ์จากการทำอาหารกระทะใหญ่ผสมปนเปกับกลิ่นอาหารเก่าค้างคืน
ฟางหมิงยืนอยู่ตรงมุมหนึ่งตรงทางเข้าโรงอาหาร ยังไม่รีบร้อนเดินเข้าไป
เขาไม่จำเป็นต้องพยายามมองหาเธอเลย
เพราะเด็กสาวคนนั้นดูโดดเด่นสะดุดตาเกินไป
ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เสียงดังวุ่นวาย เต็มไปด้วยคราบน้ำมัน และดูราคาถูก เธอเปรียบเสมือนดอกไม้สีขาวดอกเล็กๆ ที่ดื้อรั้นเบ่งบานออกมาจากรอยแยกของพื้นคอนกรีต
ฉู่เหยานั่งอยู่ตรงมุมริมหน้าต่าง
เธอสวมเสื้อยืดผ้าฝ้ายที่สีซีดจางจากการซัก คอเสื้อย้วยเล็กน้อย เผยให้เห็นกระดูกไหปลาร้าอันบอบบาง
ท่อนล่างสวมกางเกงยีนส์สีฟ้าอ่อน ปลายขากางเกงรุ่ยร่ายจากการใช้งานอย่างหนัก ส่วนที่เท้าคือรองเท้าผ้าใบที่ขัดจนสะอาดสะอ้าน
ใบหน้าของเธอปราศจากเครื่องสำอาง เผยให้เห็นผิวพรรณตามธรรมชาติ
ใบหน้าขนาดเท่าฝ่ามือของเธอดูซีดเซียวและซูบผอมเล็กน้อยจากการขาดสารอาหาร ซึ่งนั่นกลับทำให้ดวงตาของเธอดูโตเป็นพิเศษ
ในขณะนี้ เธอกำลังก้มหน้าก้มตา ค่อยๆ เคี้ยวอาหารในถาดทีละคำเล็กๆ
ข้าวหนึ่งที่ ซุปสาหร่ายใส่ไข่แจกฟรีหนึ่งถ้วย และมันฝรั่งเส้นผัดที่ราคาถูกที่สุด... ไม่เห็นร่องรอยของเนื้อสัตว์เลยแม้แต่น้อย
"จิ๊ๆๆ"
หวังเมิ่งที่อยู่ข้างๆ เดาะลิ้นส่งเสียงหื่นกาม "พี่หมิง ดูหุ่นนั่นสิ ขนาดแต่งตัวปอนๆ แบบนั้นยังปิดไม่มิดเลย เอวบางขนาดนั้น ผมใช้มือเดียวก็คงหักมันได้สบายๆ"
"แล้วก็ขานั่นอีก ทั้งเรียวทั้งยาว ถ้าให้ใส่ถุงน่องดำล่ะก็... หึๆ"
ฟางหมิงปรายตามองเขาแล้วพูดด้วยความรำคาญ "หุบปากไปเลย น่ารำคาญ"
จังหวะนั้นเอง เสียงสัญญาณดังแทรกขึ้นมาจากลำโพงรุ่นเก่าที่แขวนอยู่ตรงมุมโรงอาหาร ตามมาด้วยเสียงไร้อารมณ์ของโฆษกประกาศ:
"ประกาศจากสำนักงานวิชาการ"
"เนื่องจากมติชั่วคราวของคณะกรรมการบริหาร จึงมีการตรวจสอบรายชื่อผู้รับทุนการศึกษา 'โครงการสายฝนแห่งความเมตตา' ประจำปีนี้อย่างเร่งด่วน"
"จากการตรวจสอบพบว่า ฉู่เหยา นักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งจากภาควิชาภาษาต่างประเทศ ได้ส่งเอกสารเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของครอบครัวที่น่าสงสัย และต้องสงสัยว่ามีการใช้จ่ายสูงผิดปกติเมื่อไม่นานมานี้ จึงมีมติให้..."
"...เพิกถอนสิทธิ์ในการรับทุนการศึกษาระดับสูงสุดของนักศึกษาฉู่เหยาในทันที และเรียกคืนทุนการศึกษาจำนวนแปดพันหยวนที่มอบให้เมื่อปีที่แล้ว"
"ขอให้นักศึกษาฉู่เหยาไปรายงานตัวที่สำนักงานวิชาการเพื่อชี้แจงสถานการณ์ก่อนเวลาห้าโมงเย็นวันนี้"
ฮือฮา!!
เสียงประกาศดังก้องกังวานไปทั่วโรงอาหารอันว่างเปล่า
นักศึกษาที่กำลังกินข้าวและพูดคุยกันเงียบกริบลงในพริบตา ตามมาด้วยเสียงซุบซิบนินทาที่ดังกระหึ่มขึ้นอย่างไม่อาจควบคุม
สายตาทุกคู่พุ่งเป้าไปที่ฉู่เหยาซึ่งนั่งอยู่ตรงมุมห้องราวกับแสงสปอตไลต์
"เชี่ย? เอาจริงดิ? ฉู่เหยาเนี่ยนะ?"
"รู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆ ปกติเห็นทำตัวหยิ่งๆ ปฏิเสธแม้กระทั่งเดือนคณะ ที่แท้ก็มีปัญหาเรื่องการใช้ชีวิตงั้นสิ?"
"ชิ ฉันว่าแล้วเชียว ทำตัวจนซะขนาดนั้น เอาเงินที่ไหนไปซื้อหนังสือเรียนใหม่ ที่แท้ก็..."
"ใช้จ่ายสูงผิดปกติ? หรือว่าเธอจะเป็นเด็กเสี่ย? แล้วเสี่ยเลิกเลี้ยงก็เลยโดนแฉเหรอ?"
แม้เสียงซุบซิบเหล่านั้นจะแผ่วเบา แต่ในพื้นที่ปิดทึบแบบนี้ มันกลับเหมือนหนามพิษที่ทิ่มแทงทะลุรูหูอย่างชัดเจน
ตรงมุมห้อง มือของฉู่เหยาที่กำลังถือตะเกียบชะงักค้างอยู่กลางอากาศ
ในวินาทีนั้น ฟางหมิงเห็นชัดเจนว่าใบหน้าของเธอเปลี่ยนจากที่ซีดเซียวอยู่แล้วกลายเป็นขาวซีดราวกับกระดาษ และสุดท้ายก็แทบจะโปร่งใส
ราวกับว่าเธอถูกทุบเข้าที่หัวอย่างจัง ร่างกายของเธอสั่นสะท้านเล็กน้อย
ทุนการศึกษา
สำหรับนักศึกษาส่วนใหญ่ที่นี่ มันอาจเป็นแค่ค่าโทรศัพท์เครื่องใหม่หรือค่าอาหารมื้อใหญ่ไม่กี่มื้อ
แต่สำหรับฉู่เหยา มันคือค่าเทอมสำหรับเทอมหน้า คือฟางเส้นสุดท้ายที่จะช่วยต่อชีวิตให้เธออยู่รอดในเมืองนี้ได้
"ฉันไม่เชื่อ... จะเป็นไปได้ยังไง..."
ฉู่เหยาลุกพรวดขึ้นด้วยความตื่นตระหนก แต่เพราะเธอลุกเร็วเกินไป หัวเข่าจึงกระแทกเข้ากับขาโต๊ะ น้ำซุปสาหร่ายในถาดหกเลอะเทอะ กระเด็นใส่เสื้อยืดสีซีดของเธอ
เกิดรอยดวงขนาดใหญ่บนเสื้อ สภาพของเธอดูอเนจอนาถใจยิ่งนัก
เธอไม่แม้แต่จะเช็ดมันออก ได้แต่จ้องมองไปยังสายตาที่ชี้ชวนและเย้ยหยันรอบตัวอย่างเหม่อลอย
ความน้อยเนื้อต่ำใจ ความอับอาย ความสิ้นหวัง
น้ำตารื้นขึ้นมาในดวงตา แต่เธอกัดริมฝีปากแน่น ไม่ยอมปล่อยให้มันไหลลงมา
"เฮ้ยๆ ร้องไห้แล้ว ร้องไห้แล้วว่ะ!"
หวังเมิ่งตบต้นขาตัวเองด้วยความตื่นเต้น "ดูสิพี่หมิง สภาพจิตใจยัยนี่อ่อนปวกเปียกชะมัด แค่นี้ก็สติแตกแล้วเหรอ? แผนของนายน้อยฉินนี่กะเอาให้ตายทั้งเป็นเลยจริงๆ!"
เมื่อมองดูฉากนี้ มือของฟางหมิงที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกงก็กำแน่นเป็นหมัด นี่มันรังแกกันเกินไปแล้ว
ไอ้ฉินเซียวนี่มันเลวระยำจริงๆ
แต่ภายนอกนั้น ฟางหมิงกลับเพียงแค่ดันแว่นตาขึ้นด้วยท่าทีเย็นชา รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก "แค่นี้ก็รับไม่ไหวแล้วเหรอ? ละครมันเพิ่งจะเริ่มเองนะ"
"หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ"