เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 26 เถ้าแก่มีโลกอีกใบอยู่เบื้องหลัง

บทที่ 26 เถ้าแก่มีโลกอีกใบอยู่เบื้องหลัง

บทที่ 26 เถ้าแก่มีโลกอีกใบอยู่เบื้องหลัง


บทที่ 26 เถ้าแก่มีโลกอีกใบอยู่เบื้องหลัง

กัวอวี่ฉือและเหล่าศิษย์เดินเข้าไปยังลานบ้าน

“ผู้อาวุโสกัว นี่พวกเราเข้ามาในรังปีศาจหรือขอรับ? หญิงสาวที่อยู่ถัดจากเถ้าแก่มีปีกสีม่วงคู่หนึ่งบนแผ่นหลัง มีเพียงปีศาจเท่านั้นจึงจะมีปีกแบบนั้นได้ไม่ใช่เหรอ?”

กัวอวี่ฉือตอบกลับ “ถุย เจ้าเด็กนี่ช่างโง่เขลาเบาปัญญา แม้ว่าเถ้าแก่จะเป็น… ควรแล้วหรือที่เจ้ากล่าวคำดูถูกเช่นนั้น? นางเป็นเทพเซียน หาใช่ปีศาจไม่ เข้าใจไหม? พวกเจ้าเคยเห็นสิ่งของที่อยู่ในโรงแรมมาก่อนหรืออย่างไร?”

“ไม่ขอรับ ไม่เคยได้ยิน และไม่เคยเห็นมาก่อน”

กัวอวี่ฉือกล่าว “ถูกต้องแล้ว เมื่อพิจารณาจากทุกสิ่งทุกอย่างที่แสดงอยู่ในโรงแรมนี้ ข้าไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติเลย แต่รู้สึกว่ามันเป็นระบบที่สมบูรณ์แบบ ทว่าแตกต่างจากสิ่งที่เราเคยเห็นในชีวิตประจำวันโดยสิ้นเชิง วัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารในโรงแรมก็ไม่สามารถหาได้จากท้องตลาด ดังนั้นคำอธิบายเดียวที่เป็นไปได้คือ ทุกสิ่งทุกอย่างในโรงแรมแห่งนี้มาจากโลกอื่น เถ้าแก่มีโลกอีกใบอยู่เบื้องหลัง ไม่ว่านางจะเป็นใครก็ตาม ตราบใดที่นางมีวิธีการเช่นนี้ และสามารถมาที่โลกของเราได้อย่างง่ายดาย ต้นกำเนิดดั้งเดิมของนางก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไป ท้ายที่สุดนางคือเทพเซียน แม้ความจริงอาจไม่ใช่ก็ตาม”

“ผู้อาวุโสกัว ข้าเคยได้ยินมาว่ามีขั้นบรรลุปริวรรตอยู่เหนือขั้นปราชญ์ลึกล้ำ เมื่อใดที่ระดับฝีมือถึงขั้นบรรลุปริวรรต ท่านจะสามารถทำลายช่องว่างมิติและขึ้นสู่แดนสวรรค์ เป็นไปได้ไหมว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เถ้าแก่แสดงให้พวกเราดู มันมาจากโลกอีกด้านหนึ่งของช่องว่างมิติ?”

“การทำลายช่องว่างมิติเป็นเพียงตำนานไม่ใช่หรือ?”

“หากเป็นแค่ตำนานอย่างที่ว่า แล้วเหตุใดถึงกลายเป็นความเห็นพ้องต้องกันของนักรบทุกคนล่ะ? เจ้ากล้าพูดไหมว่า เจ้าไม่เคยคิดถึงการทำลายช่องว่างมิติเลย?”

“ข้าไม่เคยคิด คนเราควรอยู่กับปัจจุบัน เป้าหมายของข้าคือขั้นสวรรค์ประทาน การไปถึงขั้นสวรรค์ประทานก็ถือว่าดีมากแล้ว ไม่เคยคิดฝันถึงขั้นปราชญ์ลึกล้ำด้วยซ้ำ แล้วจะให้คิดเกี่ยวกับขั้นบรรลุปริวรรตได้อย่างไร?”

“คนเราก็ต้องมีความฝันกันบ้างไม่ใช่หรือไง? ใครไหนเลยจะล่วงรู้ได้ถึงอนาคต?”

กัวอวี่ฉือกระแอมออกมาเบา ๆ “พวกเจ้าเงียบปากลงหน่อย การทำให้ความฝันเป็นจริงนั้นไม่ยาก เพียงต้องจริงจังกับการฝึกฝนอยู่ที่นี่ คว้าโอกาสนี้ไว้ให้แน่น แม้ขั้นปราชญ์ลึกล้ำอาจเป็นเรื่องยาก แต่ขั้นสวรรค์ประทานนั้นไม่ไกลเกินเอื้อม”

“ผู้อาวุโสกัว มีอะไรพิเศษเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้หรือขอรับ?”

“ในเมื่อมาถึงที่นี่แล้ว เช่นนั้นข้าจะเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับลานบ้านให้พวกเจ้าฟัง” กัวอวี่ฉือเริ่มเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับลายบ้านให้ศิษย์ฟัง

“จริงหรือขอรับ?”

“มันน่าอัศจรรย์ขนาดนั้นเลยเหรอ?”

“แปลกประหลาดนัก ไม่น่าเชื่อเลย”

“กระสอบทรายที่สามารถโจมตีได้? วิญญาณกระสอบทรายหรือขอรับ?”

กัวอวี่ฉือกล่าว “วิญญาณกระสอบทราย? โอ้ เมื่อต่อสู้กับกระสอบทราย ผู้คนจะไม่มีความตั้งใจที่จะถอยหนี และจดจ่ออยู่กับการฝึกฝนโดยไม่รู้ตัว เค้นศักยภาพทั้งหมดของตัวเองออกมา ไหวพริบจะเฉียบคมมากกว่าปกติ คิดว่าวิญญาณจะทำสิ่งเหล่านี้ได้งั้นเหรอ?”

กัวอวี่ฉือพาลูกศิษย์ไปยังป่ากระสอบทรายที่เคยไปมาก่อน ปรากฏว่าป่ากระสอบทรายแห่งนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่พอที่จะรองรับคนได้จำนวนมาก

“เอาล่ะ ที่นี่แหละ เข้าไปได้เลย”

เหล่าศิษย์ของหุบเขาการแพทย์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินเข้าใกล้กระสอบทรายด้วยความสงสัย

กระสอบทรายพลันเคลื่อนไหวโดยไม่มีลมพัดมา และเริ่มโจมตีพวกเขา

“!!!”

ศิษย์ของหุบเขาการแพทย์ต่างก็ตื่นตกใจ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากป่ากระสอบทรายมีการเสริมพลังให้ แม้ว่าจิตใจจะยังไม่ยอมรับอย่างเต็มที่ แต่ร่างกายของพวกเขาก็ตอบสนองทันที ทั้งหลบหลีกและตอบโต้

หลังจากนั้นพวกเขาสลัดความคิดทุกอย่างจนสิ้น พร้อมเริ่มตั้งสมาธิรับมือกับกระสอบทรายเหล่านี้

กัวอวี่ฉือพยักหน้าเล็กน้อยด้วยความพึงพอใจ “พวกเจ้าตั้งใจฝึกฝนให้ดี ข้าจะออกไปก่อน หากเกิดหิวหรือกระหายน้ำ ก็ออกไปซื้อของในร้านมากิน ราคาไม่ถือว่าแพง”

หลังจากบอกกล่าว เขาก็เดินออกจากลานบ้านเพียงลำพัง เมื่อกลับมาที่ล็อบบี้โรงแรม ก็เห็นเถ้าแก่ยังคงนั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์

แต่เห็นได้ชัดว่าเพิ่งจะผ่านไปไม่นาน หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างด้านข้างเถ้าแก่กลับเปลี่ยนโฉมไปอีกครั้ง

เธอสวมชุดคลุมสีดำปักเลี่ยมทอง ปีกที่หลังกลายเป็นสีดำ ดวงตาสีแดงฉาน ริมฝีปากเป็นสีม่วงเข้ม และมีคริสตัลสีม่วงติดอยู่กลางหน้าผาก

เฟิงหยวนหนิงเปลี่ยนชุดให้ซิวเอ๋อร์เสร็จ แล้วจึงปิดหน้าต่างระบบ และหันไปมองรูปลักษณ์ปัจจุบันของซิวเอ๋อร์

ในตอนแรก เธอเป็นสาวงามที่มีบุคลิกอ่อนโยนในแบบฉบับหญิงสาวชาวจีนโบราณ ทว่าตอนนี้ เธอกลายเป็นแม่มดตะวันตกที่ดูเย็นชา

อืม… ชุดสไตล์นี้จะทำให้ลูกค้าตกใจไหมนะ? เฟิงหยวนหนิงรู้สึกชื่นชอบมันมาก แต่ก็ไม่อยากทำให้ลูกค้าตกใจจนเกินไป

ขณะที่เธอกำลังจะเปิดหน้าต่างระบบเสมือนจริง เพื่อเปลี่ยนชุดให้ซิวเอ๋อร์ใหม่ สายตาพลันเหลือบไปเห็นกัวอวี่ฉือเดินกลับเข้ามาในล็อบบี้ ซึ่งในเวลานี้เขาตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ

เฟิงหยวนหนิงรีบตั้งค่ารูปลักษณ์ของซิวเอ๋อร์กลับสู่ค่าเริ่มต้น

ในระหว่างที่เล่นเกมแต่งตัว เธอไม่ได้เสียเงินแม้แต่แดงเดียว การลองชุดจะอยู่ได้นาน 10 นาที และจะหายไปหลังจากนั้น ซึ่งเวลา 10 นาทีถือว่ามากพอให้เธอได้ชื่นชมมัน

กัวอวี่ฉือยืนนิ่งงันด้วยความตกตะลึง เถ้าแก่สามารถเปลี่ยนรูปลักษณ์ของคนอื่นได้งั้นเหรอ?! ทั้งสีผม สีตา สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามใจนึก? แล้วปีกคู่นั้นหายไปไหนเสียแล้ว?

หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงกลับมาได้สติอีกครั้ง แล้วเดินไปยังเคาน์เตอร์พร้อมชี้ไปทางร้านอาหาร “เถ้าแก่ขอรับ โต๊ะเก้าอี้ที่ตั้งไว้นั่น สำหรับทานอาหารใช่หรือไม่?”

“ใช่แล้ว ท่านต้องการเข้าไปทานอาหารงั้นหรือ?”

“ใช่ ใช่ขอรับ!” ในใจของเขารู้สึกตื่นเต้น

เขาชื่นชอบการกินมากที่สุดในชีวิต แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่หิว แต่ต่อให้อิ่มจนท้องแตกตายที่นี่ เขาก็ยังปรารถนาที่จะลิ้มลองอาหารเลิศรสของโรงแรมนี้

“ตามข้ามาสิ หากทานคนเดียว ขอแนะนำว่าอย่าสั่งหลายจาน ร้านเรามีนโยบายห้ามสิ้นเปลืองอาหาร” เฟิงหยวนหนิงลุกขึ้นยืนแล้วพาเขาเดินเข้าไปในร้านอาหาร

“ขอรับ ท่านพูดถูก การสิ้นเปลืองอาหารเป็นสิ่งเลวร้าย” แต่ในใจเขากำลังคิดว่า มันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะสั่งน้อยจาน เขาไม่สามารถพลาดอาหารเลิศรสใด ๆ ในชีวิตนี้ และต้องชิมทุกเมนูในร้าน

อย่างเลวร้ายที่สุด เขาจะใช้เงินของตัวเองเพื่อเชิญลูกศิษย์สิบคนมาทานด้วยกัน หรือไม่ก็แบกหน้าไปขอร้องคนจากหน่วยสืบสวนให้มาช่วยทาน

ผ่านไประยะเวลาหนึ่ง

ร้านอาหารก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง

กัวอวี่ฉือและลูกศิษย์ทั้งสิบกำลังเพลิดเพลินกับอาหารรสเลิศอย่างมีความสุข พวกเขาต่างหมกมุ่นอยู่กับการกินและการดื่ม ไม่มีใครสนใจที่จะพูดคุยกัน โดยพยายามต่อสู้อย่างหนักเพื่อแย่งอาหารมากิน

โดยปกติผู้ฝึกยุทธมีความอยากอาหารค่อนข้างมากอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อใช้กำลังภายในแก้ไข ก็ยิ่งกินได้มากกว่าเดิม

ก่อนหน้านี้ที่ไป๋ฮ่าวเกอและซ่งอวี้หลวนสามารถทานอาหารที่สั่งมาได้ทั้งหมด นั่นเป็นเพราะมีนายตำรวจหลายคนมาช่วยทาน

ในขณะนี้ สถานการณ์เกินความคาดหมายของกัวอวี่ฉือไปมาก อาหารแปดจานกลับไม่เพียงพอสำหรับพวกเขา

เขามองดูอาหารบนโต๊ะที่ถูกกินหมดอย่างรวดเร็ว คนที่มือไวก็ได้กิน ส่วนคนที่มือช้าก็อด จึงจำเป็นต้องสั่งอาหารเพิ่มกับเถ้าแก่

เฟิงหยวนหนิงนั่งอยู่บนโซฟาในร้านอาหาร มองดูข้อมูลในระบบด้วยความพึงพอใจ

เงื่อนไขการอัปเกรดโรงแรม: ร้านอาหารรองรับลูกค้าทั้งหมด 22/3000 และทำภารกิจให้สำเร็จ 0/3 ภารกิจ

ภารกิจ: ขายปลาต้มพริกให้ลูกค้าครบ 6/100 จาน เพื่อปลดล็อกเอฟเฟกต์พิเศษของโรงแรม “สี่ฤดูดุจดั่งฤดูใบไม้ผลิ”

จำนวนคนที่มาใช้ลานบ้านธีม “สวนน้ำพุ” 31/50 คน

เคอปิงหลิงลองสัมผัสประสบการณ์ในลานบ้านแล้ว ก่อนยืนยันว่ามันไม่มีผลต่อเธอ

ดังนั้น เธอจึงให้ลูกน้องอยู่ฝึกต่อ ส่วนตัวเธอเดินออกจากลานบ้าน เมื่อมาถึงล็อบบี้ ก็เห็นภายในร้านอาหารมีคนอยู่เต็ม จึงรีบเดินเข้าไปดู

เธอจ้องมองอาหารหลากสีสันบนโต๊ะด้วยความประหลาดใจ และยืนยันว่าไม่เคยเห็นอาหารแบบนี้มาก่อน “เถ้าแก่เจ้าคะ วัตถุดิบสีแดงนี้คือสิ่งใดหรือ?”

เฟิงหยวนหนิงกลับมาได้สติ แล้วปิดหน้าต่างระบบ “ท่านหมายถึงมะเขือเทศเชอรี่ หรือว่าพริกล่ะ? ผลไม้สีแดงเล็ก ๆ ในสเต็กคือมะเขือเทศเชอรี่ ส่วนในไก่ผัดพริกแห้ง กุ้งมังกรน้ำจืดผัดซอสหมาล่า และปลาต้มพริกคือพริก”

เคอปิงหลิงเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก้มลงคารวะอย่างนอบน้อม “เถ้าแก่ ขออนุญาตเสียมารยาทถาม ท่านนำวัตถุดิบเหล่านี้มาจากต่างโลกหรือเจ้าคะ?”

เฟิงหยวนหนิงพยักหน้า “ถูกต้องแล้ว”

วัตถุดิบเหล่านี้มาจากโลกของการฝึกฝนความเป็นอมตะ น่าจะนับว่าเป็นต่างโลกได้กระมัง?

เคอปิงหลิงถามต่อ “แล้ววัตถุดิบเหล่านี้สามารถปลูกในท้องถิ่นได้หรือไม่?”

เฟิงหยวนหนิงคิดสักครู่แล้วตอบว่า “น่าจะปลูกได้”

เคอปิงหลิงกล่าว “เถ้าแก่เจ้าคะ ข้าในนามของราชสำนัก ขอซื้อเมล็ดพันธุ์จำนวนหนึ่งในราคาสูง ไม่ทราบว่าท่านจะอนุญาตหรือไม่?”

การซื้อเมล็ดพันธุ์นั้นไม่ใช่แค่ความคิดขององค์ชายเฉินเท่านั้น แต่ตัวเธอเองก็มีความคิดแบบนั้นเช่นเดียวกัน

เนื่องจากวัตถุดิบในร้านมาจากต่างโลก ย่อมต้องมีความพิเศษบางอย่าง มันอาจจะปลูกง่ายและให้ผลผลิตสูงกว่าพืชท้องถิ่นก็เป็นได้?

ระบบส่งสัญญาณเตือนขึ้นมาทันที “แจ้งเตือนโฮสต์ วัตถุดิบที่ซื้อมาจากร้านต้องผ่านการปรุงอาหารก่อนจึงจะขายได้”

เฟิงหยวนหนิงจึงปฏิเสธเคอปิงหลิงอย่างเด็ดขาด “ไม่ขาย ท่านจะสั่งอาหารหรือไม่? เมนูวางอยู่บนโต๊ะ”

สิ้นเสียง เธอพลันครุ่นคิดในใจ หากขายไม่ได้ แล้วให้ฟรีได้หรือเปล่า? แต่… เอาเป็นว่า หากซื้อวัตถุดิบมาแล้วใช้ไม่หมดในวันนั้น ค่อยเอาไปให้คนอื่นแล้วกัน

เคอปิงหลิงรู้สึกผิดหวัง แต่ก็ไม่ได้รบเร้าอะไรอีก ก่อนนั่งลงแล้วเริ่มสั่งอาหาร

เฟิงหยวนหนิงกระแอมแล้วเตือนว่า “ร้านเรามีนโยบายห้ามสิ้นเปลืองอาหาร ท่านจะลองทำตามเขาดูไหม โดยเชิญพวกพ้องมาทานด้วยกัน?”

“เขา” ที่ว่าก็คือกัวอวี่ฉือ ผู้อาวุโสแห่งหุบเขาการแพทย์ที่กำลังทานอาหารกับศิษย์อย่างมีความสุข

เคอปิงหลิงตอบรับอย่างนอบน้อมว่า “เจ้าค่ะ ขอบคุณเถ้าแก่ที่เตือน”

เฟิงหยวนหนิงจึงพูดเสริมอีกว่า “หากคนแปดคนมาทานด้วยกัน ข้าคิดว่า ท่านน่าจะสั่งเพิ่มอีกสักหน่อยดีไหม?”

เคอปิงหลิง “…”

เฟิงหยวนหนิงพูดต่อ “ตัวอย่างเช่น ดูนั่นสิ ปลาต้มพริกที่พวกเขากำลังทานกันอยู่ ข้าคิดว่าจานนั้นเลิศรสมาก ท่านคิดว่าอย่างไร?” พร้อมกับส่งสายตาคาดหวังไปให้

เนื่องจากคำชวนที่ตรงไปตรงมาของเฟิงหยวนหนิง ในที่สุดเคอปิงหลิงก็ทำเหมือนกับกัวอวี่ฉือ โดยสั่งปลาต้มพริกเพิ่มอีกสองชาม

แม้ว่าเถ้าแก่จะไม่ไว้หน้าเธอ แต่เธอไม่สามารถหมิ่นเกียรติอีกฝ่ายได้

ใกล้เวลาพลบค่ำ ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ

บนถนนมีผู้คนสัญจรไปมาเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และมีผู้คนมากมายมองเข้าไปในร้านอาหารผ่านหน้าต่างที่เปิดอยู่

หลังจากผ่านไปหนึ่งวัน ข่าวสารเกี่ยวกับโรงแรมก็แพร่กระจายออกไปมากขึ้น ทำให้ความสงสัยในโรงแรมเซียนหยวนของผู้คนจำนวนหนึ่งลดน้อยลง

ในขณะนี้ มีผู้คนจำนวนมากกำลังรับประทานอาหารอยู่ในร้านอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งซ่งอวี้หลวนและลูกค้าประจำคนอื่น ๆ

อาหารที่วางอยู่บนโต๊ะนั้นดูแปลกตา และยังมีกลิ่นหอมน่ารับประทานลอยออกมาจากหน้าต่าง

ในไม่ช้าก็มีคนทนต่อกลิ่นหอมเย้ายวนไม่ไหว และเริ่มแย่งชิงที่นั่งที่เหลืออยู่

ไม่นานนัก เก้าอี้ 20 ตัวในร้านก็ถูกจับจองทั้งหมด เหล่าคนแปลกหน้าต่างถูกบังคับให้ต้องมานั่งทานอาหารที่โต๊ะเดียวกัน

“ที่นั่งน้อยเกินไป ขอเพิ่มโต๊ะไม่ได้หรือ?”

“สั่งซื้อแล้วห่อกลับบ้านได้หรือไม่?”

“ทั้งที่ร้านออกจะกว้างขวาง เหตุใดเล่าจึงมีโต๊ะเก้าอี้เพียงน้อยนิด?”

“ที่นี่ไม่ขายเหล้าหรือ? ทั้ง ๆ ที่เรียกตัวเองว่าร้านอาหาร แล้วทำไมถึงไม่ขายเหล้าด้วย?”

ซ่งอวี้หลวนไม่ต้องการรบกวนเถ้าแก่ จึงกล่าวว่า “เถ้าแก่เจ้าคะ ข้ายินดีจะสละที่นั่ง แต่ข้าขอนำอาหารกลับไปทานที่ห้องได้หรือไม่?”

ไป๋ฮ่าวเกอรีบพูดต่อ “เถ้าแก่ขอรับ ในลานบ้านมีโต๊ะเก้าอี้อยู่ เรานำอาหารไปทานที่นั่นได้หรือไม่?”

ในบรรดาลูกค้าทั้งหมด มีเพียงสองคนนี้เท่านั้นที่มีจุดประสงค์อื่น และพยายามเอาอกเอาใจเฟิงหยวนหนิง

ลูกค้าในร้านพูดคุยกันเสียงดังวุ่นวายจนเฟิงหยวนหนิงปวดหัว

เธอถามระบบก่อน แล้วจึงปฏิเสธข้อเสนอของ “สามารถรับประทานอาหารในห้องพักได้ แต่ห้ามห่อกลับบ้าน ห้ามนำไปที่ลานบ้าน และยังไม่มีเหล้าจำหน่าย เดี๋ยวข้าจะให้ซิ่วเอ๋อร์ช่วยนำอาหารไปส่งที่ห้องพักชั้นบน”

“ขอรับ/เจ้าค่ะเถ้าแก่”

เฟิงหยวนหนิงจำเป็นต้องซื้อวัตถุดิบเพิ่ม และเข้าไปช่วยทำอาหารในห้องครัวเอง

เธอและซิวเอ๋อร์ต้องทั้งทำอาหาร และยกอาหารมาเสิร์ฟที่โต๊ะ ด้วยจำนวนลูกค้าหลายสิบคน ทำให้รู้สึกวุ่นวายจนทำอะไรไม่ทัน

แต่ความวุ่นวายแบบนี้ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิด แค่มองดูข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไปในระบบ ก็เพียงพอที่จะทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้นแล้ว

จบบทที่ บทที่ 26 เถ้าแก่มีโลกอีกใบอยู่เบื้องหลัง

คัดลอกลิงก์แล้ว