เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 ช่วยโฆษณาโรงแรมให้

บทที่ 12 ช่วยโฆษณาโรงแรมให้

บทที่ 12 ช่วยโฆษณาโรงแรมให้


บทที่ 12 ช่วยโฆษณาโรงแรมให้

ทันทีที่เจ้าสัวเคลื่อนไหว จะได้รู้กันไปเลยว่าใครรวยจริงรวยปลอม

หญิงสาวหน้ารูปไข่กลับมาที่โรงแรมอีกครั้ง แต่คราวนี้นางเรียกเกวียนมาขนของอีกด้วย ส่วนใหญ่นางเลือกซื้อของราคาถูกเป็นจำนวนมาก เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เครื่องดื่ม ลูกกวาด และช็อกโกแลต

ทำให้จำนวนสินค้าที่ขายได้เพิ่มขึ้น 200 ชิ้น

หากไม่ใช่เพราะต้องรักษาภาพลักษณ์ของเถ้าแก่โรงแรมไว้ และเพื่อป้องกันไม่ให้ชื่อเสียงของโรงแรมถูกลดระดับลง เฟิงหยวนหนิงแทบอยากออกไปแสดงความดีใจอย่างเปิดเผยด้วยตัวเอง

เงื่อนไขการอัปเกรดโรงแรม: รับรองแขกทั้งหมด 20/50 และทำภารกิจสำเร็จ 2/3

ภารกิจ: จำหน่ายสินค้าจากตู้ขายสินค้าอัตโนมัติครบ 1,500 ชิ้น (1275/1500) รางวัลปลดล็อก: ลานบ้าน

ตอนนี้ เหลืออีกเพียง 225 ชิ้น ก็จะทำภารกิจสำเร็จแล้ว

เธอจึงตั้งใจอย่างมากที่จะทำภารกิจให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อที่จะได้ปลดล็อกภารกิจต่อไป ซึ่งอาจจะมีรางวัลเป็นเครื่องปรับอากาศ

เธอจิบโค้กเย็น ๆ อึกใหญ่ แล้วเดินไปนอนแผ่หลาอยู่บนโซฟาแสนนุ่มในโซนรับรองแขก ขณะเริ่มคิดหาวิธีที่จะดึงดูดลูกค้าเข้ามาเพิ่ม

ด้วยสถานการณ์ของโรงแรมที่เป็นอยู่ การใช้กลยุทธ์การตลาดแบบทันสมัยต่าง ๆ นั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะยิ่งทำยิ่งดูน่าสงสัย คนจะคิดว่าโรงแรมแปลก ๆ อย่างนี้ตั้งใจจะหลอกเอาเงินไปเสียมากกว่า

คิดไปคิดมา เหมือนว่าวิธีที่ดีที่สุดคือการนิ่งเฉย รอให้ลูกค้าบอกต่อ ๆ กันไปน่าจะดีกว่า

ตอนนี้ห้องพักเต็มหมดแล้ว ตู้ขายสินค้าก็ไม่จำเป็นต้องคอยดูแลตลอดเวลา เธอเลยไม่มีอะไรให้ทำเป็นพิเศษ

ดูเหมือนว่าตอนนี้จะทำได้แค่เพียงนั่งเฉย ๆ อยู่ในโรงแรม รอให้ทุกอย่างมันดีขึ้นเองก็แล้วกัน

ช่างมันเถอะ ถือว่าช่วงนี้เป็นเวลาผ่อนก็แล้วกัน เพราะช่วงก่อนหน้านี้เธอทำงานหนักมาตลอด ร่างกายและจิตใจต้องการพักผ่อนอย่างมาก

อยู่ว่าง ๆ ก็ไม่เลวนี่นา? อาจจะมีฟังก์ชันใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามาในโรงแรมในอนาคต เธอคงจะต้องยุ่งอีกครั้งเหมือนเดิม

คิดไปคิดมา โซฟาตัวนี้ช่างนุ่มสบายจริง ๆ หนังท้องตึงหนังตาก็เริ่มหย่อน เธอจึงผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว

ห้อง 202 ชั้น 2 โรงแรมเซียนหยวน

เกมหมากล้อมใกล้จะจบลงแล้ว ฝ่ายดำเดินหมากรุกรานอย่างหนัก ก้าวเดินก้าวตามไล่ต้อนจนฝ่ายขาวเสียเปรียบไปมากมาย กระทั่งถอยหนีไม่ทัน และต้องแพ้แบบยับเยิน

“พอแล้วพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงเล่นหมากได้เยี่ยมยอด กระหม่อมขอรับความพ่ายแพ้นี้ ฝ่าบาททรงหาคนอื่นมาดีกว่า” กัวอวี่ฉือจ้องมองกระดานหมากอยู่นาน แล้วเก็บเม็ดหมากขาวใส่กล่องกลับไป

การเล่นหมากครั้งนี้ทำให้อารมณ์เสียจริง ๆ ตอนแรกที่นั่งดูคนอื่นเล่นยังสนุกอยู่เลย ทำไมถึงคิดจะลองเล่นเองนะ?

ตอนที่หลูเสียนกับไป๋ฮ่าวเกอเล่นหมากกันก่อนหน้านี้ ดูเหมือนทั้งคู่จะเสมอกัน แต่ไม่รู้ทำไม หลูเสียนกลับเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เสมอด้วยความแตกต่างเพียงหนึ่งหรือสองหมาก แค่ครั้งเดียวยังพอจะบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญได้ แต่ทุกครั้งที่เล่นก็จบลงแบบนี้ คนที่มองอยู่จึงอดสงสัยไม่ได้ว่ามีอะไรแปลก ๆ หรือเปล่า?

กัวอวี่ฉือยิ่งดูยิ่งโมโห จนอดใจไม่ไหวต้องเข้าไปเล่นเอง

แต่พอได้ลงเล่นเองจริง ๆ ถึงได้รู้ว่าความจริงมันโหดร้ายกว่าที่คิด

เขาถูกเล่นงานจนเละเทะ แพ้แบบยับเยิน จนเกิดความหนาวสั่นเกาะกุมจิตใจ

“เป็นเกียรติอย่างยิ่ง” ไป๋ฮ่าวเกอยิ้มแล้วเรียกให้เหมายี่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มาเก็บอุปกรณ์หมากล้อม

ต่อมา เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ แล้วก็ชะงักไป “หลูเสียน หากข้าจำไม่ผิด ของที่ใส่ในถุงและกล่องที่ใช้แล้วพวกนั้น มันเคยวางอยู่บนโต๊ะเล็กตรงนั้นไม่ใช่หรือ?”

หลูเสียนมองตามไปและตะลึงงัน “ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ มันเคยอยู่ตรงนั้นจริง ๆ แต่ตอนนี้มันหายไปไหนแล้ว?”

กัวอวี่ฉือเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกสับสนไม่ต่างกัน

หลูเสียนลองค้นหาทั่วห้องพัก รวมถึงห้องน้ำ แต่ก็ไม่พบสิ่งของที่หายไป จึงกลับมารายงานด้วยสีหน้าสงสัยว่า “ทูลฝ่าบาท สิ่งของหายไปจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมได้ตรวจสอบทั่วห้องแล้ว และมั่นใจว่าไม่มีใครในพวกเราโยนสิ่งของเหล่านั้นออกไปทางหน้าต่าง”

ไป๋ฮ่าวเกอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วสายตาก็เป็นประกาย “หรือว่านี่จะเป็นฝีมือท่านเซียน? แค่การกำจัดของใช้แล้วทิ้งเหล่านั้น ถึงกับใช้เวทมนตร์ที่วิเศษขนาดนี้เชียวหรือ ความคิดของเทพเซียนช่างยากแท้หยั่งถึง”

หลูเสียนเอ่ยถามด้วยท่าทางนอบน้อมว่า “องค์ชาย ประสงค์ให้กระหม่อมลงไปสอบถามเถ้าแก่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

ไป๋ฮ่าวเกอส่ายหน้า “ไม่จำเป็นหรอก เหตุใดเราต้องไปรบกวนนางด้วยเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ เดี๋ยวจะทำให้คนอื่นรำคาญเสียเปล่า ๆ อาจจะเป็นเพราะว่าสำหรับเถ้าแก่แล้ว การทำแบบนี้เป็นเรื่องง่ายดาย แค่พวกเราเป็นคนธรรมดา จึงรู้สึกว่ามันแปลกประหลาดเท่านั้น ดูเหมือนว่าเถ้าแก่จะไม่ชอบความสกปรก เช่นนั้นขอให้พวกเราทุกคนจงระมัดระวัง อย่าทำสิ่งของภายในห้องเสียหาย”

หลูเสียนและเหมายี่ตอบรับพร้อมกัน “พ่ะย่ะค่ะ”

กัวอวี่ฉือรู้สึกว่าตนเองเป็นคนนอก หลังคิดครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “ในเมื่อองค์ชายทรงปลอดภัยดี เช่นนั้นกระหม่อมจะกลับหุบเขาการแพทย์ก่อน ขอลาพ่ะย่ะค่ะ”

ห้อง 203 ชั้น 2 โรงแรมเซียนหยวน

หลิงจิ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น เขาหลับตาและมุ่งมั่นอยู่ในการฝึกตน

ซ่งอวี้หลวนนั่งพิงโซฟาอย่างสบายใจ ยกขาขึ้นไขว่ห้าง ขณะที่กำลังกินมันฝรั่งทอดกรอบไปด้วย และอ่านหนังสือนิทานไปด้วยพร้อมกัน

มันฝรั่งทอดกรอบเหล่านี้ทำมาจากอะไรไม่รู้ กรอบอร่อย มีรสเค็มนิด ๆ และยังมีกลิ่นหอมแปลก ๆ อธิบายไม่ถูก เธอรู้สึกว่ามันคล้ายกับเครื่องเทศหายากชนิดหนึ่ง และก็รู้สึกว่ามันคล้ายกับกลิ่นเนื้อย่างด้วย

อาหารอร่อยขนาดนี้เป็นเหมือนสิ่งเสพติด ยิ่งกินมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งหยุดไม่ได้

โซฟาที่นั่งอยู่ก็นุ่มมาก และยังรู้สึกเย็นสบายอีกด้วย ทำให้เธอไม่อยากลุกไปไหนเลย

สำนักที่เธอสังกัดอยู่คือขุนเขากระบี่ ซึ่งเป็นสำนักใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุทธภพ ในฐานะสำนักใหญ่ที่ปกครองพื้นที่แห่งหนึ่ง สำนักขุนเขากระบี่จึงมีอุตสาหกรรมและเหมืองแร่เป็นของตนเองจำนวนมาก

ร้านจันทร์กระจ่างที่เปิดอยู่ทั่วทุกแห่งของแผ่นดินก็เป็นของสำนักขุนเขากระบี่ โดยที่ร้านจันทร์กระจ่างจะเน้นขายอัญมณีและเครื่องประดับทองคำ

ซ่งอวี้หลวนเข้าร่วมสำนักขุนเขากระบี่ตั้งแต่เด็ก ด้วยความสามารถพิเศษทำให้เธอได้เป็นศิษย์ของลัวเสี่ยวเฟิ่ง ซึ่งเป็นเจ้าสำนักขุนเขากระบี่ เธอเคยเห็นสิ่งของหรูหราฟุ่มเฟือยจนกลายเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่เคยเห็นเก้าอี้นั่งที่นุ่ม ๆ แบบนี้มาก่อน และไม่เคยเห็นอาหารที่คล้ายกับมันฝรั่งทอดกรอบแบบนี้ด้วย

นั่นหมายความว่า อาหารและเก้าอี้นั่งแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน และเพิ่งจะปรากฏขึ้นมาในยุคสมัยนี้

หากเป็นไปได้ เธออยากจะเอาสิ่งของทุกอย่างในห้องกลับไปด้วย แน่นอนว่ามันเป็นเพียงความคิด เธอไม่กล้าพูดออกมาด้วยซ้ำ

หลังจากอ่านหนังสือไปสักพัก เธอเอื้อมมือไปหยิบถุงมันฝรั่งทอด แต่กลับไม่พบสิ่งใดเลย เธอจึงหันไปมองด้วยความสับสน

ทันใดนั้นเธอก็ตกตะลึง

แล้วถุงมันฝรั่งทอดล่ะ? เธอวางถุงมันฝรั่งทอดแยกไว้กองใหญ่ไม่ใช่หรือ? ทำไมจู่ ๆ มันถึงหายไป มีใครมาเล่นตลกกับเธอหรือเปล่า?

เธอเหลือบมองไปที่หลิงจิ่งที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ แล้วสายตาก็ไปสะดุดกับโต๊ะกาแฟ พบว่ากล่องอาหารและถุงขยะที่วางทิ้งไว้ก็หายไปหมดเช่นกัน

เกิดอะไรขึ้นกันแน่?

ถึงแม้ว่าเธอจะถูกทำลายเส้นลมปราณจนกลายเป็นคนพิการ แต่ความจำของเธอยังดีอยู่

เธอจำได้ชัดเจนว่าขยะพวกนั้นยังคงวางกองไว้บนโต๊ะกาแฟ ทั้งตัวเธอและศิษย์พี่ชายต่างก็ยังไม่ได้เก็บทิ้ง

แต่ตอนนี้พวกมันกลับอันตรธานหายไปหมดเลย ถุงมันฝรั่งทอดที่เธอกำลังกินก็หายไปด้วย มันไม่ควรจะเป็นฝีมือของหลิงจิ่ง

หรือเถ้าแก่จะพบว่าพวกมันดูน่ารังเกียจ จึงใช้เวทมนตร์กำจัดมันไปแล้ว?

อ้อ เข้าใจแล้ว น่าจะเป็นฝีมือของเถ้าแก่แน่ ๆ เพราะนอกจากเถ้าแก่แล้ว ใครที่ไหนจะสามารถทำแบบนี้ได้อีก?

เมื่อลองคิดดู คงจะเป็นเพราะตอนนั้นเธอกินมันฝรั่งทอดหมดถุงพอดี มันจึงหายไปพร้อมกับขยะต่าง ๆ ในห้อง

ซ่งอวี้หลวนถอนหายใจด้วยความโล่งอก และตั้งมั่นว่าจะอยู่ที่นี่ต่อให้ได้

จนกว่าจะรักษาเส้นลมปราณได้ เธอจะไม่กลับไปยังสำนักขุนเขากระบี่

ส่วนเรื่องเงินที่ใกล้จะหมดนั้น เธอเชื่อว่าตราบใดที่เขียนจดหมายอธิบายให้อาจารย์เข้าใจ ท่านจะต้องช่วยเหลือเธอบ้างไม่มากก็น้อย

สุดท้ายก่อนที่เธอจะกลายเป็นคนพิการ เธอก็เคยเป็นศิษย์เอกที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักมาตลอด ตราบใดที่ยังมีความหวังที่จะกลับมาฝึกวิชาได้ ท่านอาจารย์คงไม่ทอดทิ้งเธอไปหรอกใช่ไหม?

ส่วนหลิงจิ่งนั้นถือว่าเป็นคนที่ธรรมดาสามัญ เมื่อเทียบกับศิษย์คนอื่น ๆ ในสำนักขุนเขากระบี่ เธอแทบจะไม่เคยสังเกตเห็นเขามาก่อนด้วยซ้ำ

กระทั่งเหตุการณ์ครั้งนี้ที่เธอต้องตกต่ำลงมาอย่างกะทันหัน ผู้ที่เคยเทียวไล้เทียวขื่อและเหล่าคนที่ติดตามเธอต่างก็จากไปทีละคน เธอจึงได้รู้ว่าโลกใบนี้มันไม่ได้สวยงามอย่างที่เคยคิดไว้ และคนที่จริงใจกับเธอนั้นมีอยู่เพียงหยิบมือ

หลิงจิ่งเป็นหนึ่งในนั้น เขาไม่ค่อยปรากฏตัวต่อหน้าเธอ หรือถ้าปรากฏตัวออกมา ก็ไม่เคยได้รับความสนใจจากเธอมาก่อน แต่ในยามที่เธอตกยาก เขากลับยอมที่จะเสียสละทุกอย่างเพื่อดูแล ปกป้อง และช่วยเหลือเธอ

ดังนั้น เมื่อเขาฝึกวิชาเสร็จแล้ว เธอจะบังคับให้เขากินบะหมี่รสไก่เผ็ดต่อไป

ฮึ่ม สามีในอนาคตของเธอจะเป็นคนธรรมดาได้อย่างไร?

เขามีอายุยี่สิบกว่าแล้ว แต่กลับฝึกวิชามาถึงแค่ขั้นมานะสร้างแปดชั้นเท่านั้น หากเธอกลับไปฝึกวิชาได้ เขาจะกลายเป็นคนที่ฉุดรั้งเธอไว้หรือเปล่า?

ศิษย์พี่อย่าคิดว่าแค่ฝึกวิชาหนักตอนนี้แล้วจะรอดไปได้นะ มันเป็นไปไม่ได้หรอกจ้ะ~

อำเภอเมืองฉ่างหลิง

เมืองแห่งนี้มีขนาดเล็ก หากเดินเร็วหน่อยก็อาจใช้เวลาแค่ 20 นาทีเพื่อเดินจากประตูเมืองทิศเหนือไปถึงประตูเมืองทิศใต้ และผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้ส่วนใหญ่ไม่ใช่คนยากจน

บ้านในแถบทางทิศใต้ มีหลายครอบครัวที่ทำงานอยู่ในที่ทำการปกครองอำเภอ

ครอบครัวของหญิงสาวหน้ากลมอาศัยอยู่ที่นี่เช่นกัน เมื่อกลับมาถึงบ้าน เธอพบว่าลูกชายวัย 6 ขวบร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไปแล้ว ส่วนลูกสาววัย 10 ขวบก็นั่งนิ่งอยู่ข้าง ๆ เหมือนคนตกใจ

ทันทีที่เห็นว่าแม่กลับมา ทั้งสองคนก็รีบวิ่งเข้ามากอดแม่คนละข้าง

ลูกชายร้องไห้ด้วยเสียงแหบ ๆ ว่า “ท่านแม่ จู่ ๆ ซองขนมของลูกก็หายไป”

ลูกสาวพูดด้วยหน้าตาตื่น “ท่านแม่ ลูกเห็นซองขนมของน้องชายหายไปกับตา”

หญิงสาวหน้ากลมได้รับฟังก็งุนงง “เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

เวลานี้ลูกชายของเธอยังคงร้องไห้ไม่หยุด ดวงตาทั้งสองแดงก่ำ

ใบหน้าของลูกสาวซีดเซียวขณะที่เธออธิบายว่า “แม่รู้ว่าน้องชายชอบเอาซองขนมมาดมกลิ่นเล่นใช่ไหมเจ้าคะ? แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อกี้ซองขนมที่น้องถืออยู่อันตรธานหายไป ท่านแม่ หรือว่าลูกจะเจอผี?”

หญิงสาวหน้ากลม “!!!”

เหตุใดเรื่องนี้จึงฟังดูแปลกประหลาดนัก? คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่เธอประสบพบเจอมาก่อนหน้า เธอกำลังรู้สึกหวาดกลัวอยู่ก่อนแล้ว ยิ่งมาได้ยินลูกสาวของตนพูดเช่นนั้น ก็ยิ่งรู้สึกหนาวสะท้านไปทั่วทั้งร่างกาย ฝ่ามือทั้งสองของเธอเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ

เธอพยายามตั้งสติ แล้ววางตะกร้าที่ถืออยู่ลง

เมื่อลูกชายเห็นของในตะกร้า พลันลืมความคับข้องใจที่ซองขนมหายไปทันที เขาวิ่งเข้ามากอดตะกร้าแล้วหยิบห่อลูกกวาดขึ้นมาหนึ่งห่อ “ท่านแม่ อันนี้เลย! ลูกเห็นชัดเจนเลยว่าพี่ชายคนนั้นหยิบลูกกวาดออกมาจากห่อแบบนี้”

หญิงสาวหน้ากลมรีบคว้าห่อลูกกวาดนั้นมา เมื่อเห็นลูกชายทำท่าจะร้องไห้อีกครั้ง จึงรีบอธิบายว่า “แม่จะช่วยแกะให้ลูกเอง ลูกยังแรงน้อย แกะไม่ขาดหรอก”

ลูกชายจึงหยุดร้องไห้แล้วมองผู้เป็นแม่ตาแป๋ว

หญิงสาวหน้ากลมแกะห่อลูกกวาด แล้วหยิบลูกกวาดเม็ดหนึ่งมาลอกกระดาษ ก่อนจะใส่เข้าไปในปากตัวเอง

ทันใดนั้นรสหวานมันทำให้ลิ้นของเธอแทบละลาย เธอรู้สึกว่าลูกกวาดชิ้นนี้ทั้งหอม หวาน และยังมีความนุ่มที่ละลายในปาก ทำให้รู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก

โอ้โห จะมีของอร่อยแบบนี้ในโลกได้ยังไง?

ลูกกวาดแสนอร่อยทั้งห่อสามารถซื้อได้ในราคา 5 เหวินเท่านั้น เถ้าแก่คิดจะทำธุรกิจแบบขาดทุนหรืออย่างไรกัน?

ลูกชายกำลังจะเอื้อมมือมาหยิบลูกกวาด แต่ปรากฏว่าลูกกวาดได้เข้าไปในปากของแม่เขาเสียแล้ว เขาอดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้าง เบะปาก และเริ่มร้องไห้จ้าอีกครั้ง

ลูกสาวเบ้ปากใส่น้องชายแล้วพูดว่า “จะร้องไห้อีกทำไม? ท่านแม่ออกไปซื้อขนมท่ามกลางแดดจ้า จะให้นางกินสักเม็ดไม่ได้เลยหรืออย่างไร?!”

ลูกชายถึงกับนิ่งอึ้ง และกลั้นน้ำตาเอาไว้ ก่อนจะพยายามเขย่งปลายเท้าเพื่อหยิบถุงลูกกวาดจากแม่

หลังจากที่หญิงหน้ากลมชิมและยืนยันว่าลูกกวาดไม่มีอันตราย เธอจึงหยิบลูกกวาดมาหนึ่งกำมือมอบให้ลูกชาย แล้วมอบส่วนที่เหลือพร้อมถุงให้แก่ลูกสาว “พวกเจ้าทยอยกินทีละน้อย ๆ ล่ะ ลูกกวาดนี้หวานมาก เดี๋ยวฟันจะผุเอาได้”

จากนั้นเธอเอาตะกร้าเข้าไปซ่อนในห้อง แล้วหยิบขนมอีกหลายห่อออกมาเพื่อนำไปแจกจ่ายให้ญาติสนิท

แต่แล้วเมื่อกลับมาถึงบ้าน เธอได้กลิ่นหอมยั่วน้ำลายอย่างบอกไม่ถูก และยังได้ยินเสียงร้องไห้ของลูกชายตัวดีอีกด้วย

เธอจึงรีบวิ่งไปดู เห็นประตูรั้วของเพื่อนบ้านเปิดอยู่ และเห็นหญิงสาวเพื่อนบ้านหน้ารูปไข่กับลูกสาวกำลังกินบะหมี่รสเนื้อตุ๋นผักดอง โดยแต่ละคนกำลังซดเส้นบะหมี่กันอย่างเอร็ดอร่อยจนหน้าแดงก่ำ

ชาวบ้านใกล้เคียงที่ได้กลิ่นหอมต่างพากันมามุงดูที่หน้ารั้ว ยื่นคอยาว ๆ มองไปที่เพื่อนบ้านหน้ารูปไข่ แล้วถามว่าบะหมี่ที่กำลังกินอยู่นั้นคือบะหมี่ประเภทไหน

หญิงสาวหน้ารูปไข่พูดอย่างภาคภูมิใจว่า “นี่คือบะหมี่ที่ขายในโรงแรมนอกเมือง ข้าเสี่ยงชีวิตออกไปซื้อมันมา พวกเจ้าอยากกินไหม? ถ้วยละ 10 เหวิน ที่ขายถูกแบบนี้ เพราะเห็นว่าเป็นเพื่อนบ้านกันหรอกนะ”

ทันใดนั้นหญิงสาวหน้ากลมก็นึกเสียดาย หากรู้แบบนี้ตั้งแต่แรก เธอคงไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือไป แค่เพียงเพราะบะหมี่ขนกลับมาลำบาก

ตอนนี้เธอคงต้องลำบากไปซื้ออีกครั้งแล้วสิ ลูกชายร้องไห้ฟูมฟายขนาดนี้ เธออายชาวบ้านแย่เลย

เฮอะ ถ้วยละ 10 เหวินเนี่ยนะ เจ้าคิดจะปล้นกันหรือไง? ที่โรงแรมขายแค่ถ้วยละ 5 เหวินเอง

หญิงสาวหน้ากลมอดไม่ได้ที่จะพูดความจริงออกมาว่า “ที่โรงแรมนั้นขายแค่ 5 เหวินเอง แล้วเหตุใดเจ้าเอามาขายแพงถึง 10 เหวิน ลองถามใจตัวเองดูเถิดว่า ยังมีจิตสำนึกอยู่ไหม?”

“โรงแรมแห่งนั้นแปลกประหลาด ข้าเสี่ยงชีวิตเข้าไปซื้อมาด้วยตนเอง หากพวกเจ้าไม่อยากซื้อจากข้าก็ไม่ต้องซื้อ ใช่ว่าข้าจะห้ามพวกเจ้าเสียเมื่อไหร่” ความจริงหญิงสาวหน้ารูปไข่คาดการณ์ปฏิกิริยาของสหายไว้แล้ว และเพราะความเกรงใจ เธอจึงเพิ่มราคาแค่เท่าตัว ไม่ได้ขายแพงมากมายนัก

ตามที่หญิงสาวหน้ารูปไข่คาดการณ์ไว้ ราคาที่ตั้งไว้นี้ถือว่าเป็นราคาสูงสุดที่ชาวบ้านยอมรับได้ พวกเขาจึงทยอยกันมาซื้อ

“ข้าขอซื้อหนึ่งถ้วย ราคาแค่ 10 เหวิน เรายังพอมีเงินซื้อได้”

“ข้าเองก็ขอซื้อหนึ่งถ้วย แล้วเจ้ามีสิ่งอื่นมาขายอีกหรือไม่? เอาออกมาให้ดูหน่อยสิ”

“ข้าขอซื้อสักสองสามถ้วย และขอข้าดูของอย่างอื่นด้วย”

หญิงสาวหน้ากลมยิ่งรับชมนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกไม่พอใจมากขึ้นเท่านั้น “เจ้าไม่กลัวว่าจะทำให้เถ้าแก่ขุ่นเคืองหรืออย่างไร?”

หญิงสาวหน้ารูปไข่หัวเราะเบา ๆ แล้วส่ายหน้า “ข้าว่าเจ้ายังไม่เข้าใจ นี่เป็นกำไรแค่ไม่กี่เหวิน เจ้าคิดว่านางจะสนใจหรือ?”

ตรงกันข้าม การที่เธอทำแบบนี้ก็เหมือนกับช่วยโฆษณาโรงแรมให้ เถ้าแก่ควรจะดีใจด้วยซ้ำ

เมื่อคนเหล่านี้ได้ลิ้มลองอาหารเลิศรสแล้ว ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาจะต้องไปอุดหนุนที่โรงแรมด้วยตัวเอง

จบบทที่ บทที่ 12 ช่วยโฆษณาโรงแรมให้

คัดลอกลิงก์แล้ว