- หน้าแรก
- พิภพสัปยุทธ์
- ตอนที่ 83 ถึงเวลาลงสนาม
ตอนที่ 83 ถึงเวลาลงสนาม
ตอนที่ 83 ถึงเวลาลงสนาม
ตอนที่ 83 ถึงเวลาลงสนาม
ในตอนนั้นเอง หวังเอี้ยนเฟิงก็เคลื่อนไหว แม้หลิวหมิงเซียงจะมีพลังกดดันมหาศาล แต่หวังเอี้ยนเฟิงกลับตัดสินใจพุ่งทวนกระแสขึ้นไป! เขาตระหนักดีว่าหากไม่ลงมือตอนนี้จะยิ่งไร้โอกาส ต้องทำลายวงจักรเทวะก่อนที่กระบวนท่าของหลิวหมิงเซียงจะรวมพลังจนถึงขีดสุด!
หวังเอี้ยนเฟิงวาดกระบี่ออกไป เป้าหมายของเขาไม่ใช่ทั้งวงจักรเทวะ และไม่ใช่จุดที่ลมปราณไหลเวียนติดขัดในศาสตราของหลิวหมิงเซียง แต่เป้าหมายของเขาคือจุดตายตรงทรวงอกของหลิวหมิงเซียง กระบี่ที่อัดแน่นด้วยลมปราณมีประกายสายฟ้าแลบพราย พร้อมกับเสียงลมพายุและอัสนีบาต วิชายุทธ์—ดาบเมฆาอัสนี!
กระบวนท่านี้ คือวิชายุทธ์ระดับสูงที่หวังเอี้ยนเฟิงเลือกมาจากหอตำรานั่นเอง!
ในเวลานั้น หวังเอี้ยนเฟิงเลือกวิชา "พลังสุริยัน" "ปักษาร่วงหล่น" และ "ดาบเมฆาอัสนี" จากหอตำรา ทั้งสามวิชานี้ไม่มีวิชาใดที่เรียบง่าย ต่อให้หวังเอี้ยนเฟิงมีพรสวรรค์โดดเด่นเพียงใด ก็ไม่อาจฝึกฝนจนชำนาญได้ในระยะเวลาอันสั้น
"พลังสุริยัน" เป็นวิชาฝึกปราณ การฝึกฝนเพื่อยกระดับพลังฝีมือนั้นไม่อาจสำเร็จได้ในวันสองวัน ส่วน "ปักษาร่วงหล่น" เป็นวิชาตัวเบา ซึ่งไม่อาจเพิ่มพลังทำลายในการต่อสู้ซึ่งหน้าได้ ดังนั้นหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หวังเอี้ยนเฟิงจึงทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ไปกับ "ดาบเมฆาอัสนี" บัดนี้ดาบเมฆาอัสนีของเขาเริ่มเห็นผลแล้ว เขาหวังจะใช้กระบวนท่านี้สร้างผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง!
"เบาปัญญา! ฝึกดาบเมฆาอัสนีมาเพียงเดือนเดียว จะมาเปรียบกับวงจักรเทวะของข้าได้อย่างไร!" หลิวหมิงเซียงคำรามก้อง วาดกระบี่ที่แบกวงจักรเทวะฟันลงมา วงจักรเทวะสีม่วงที่มาพร้อมกับแรงหมุนกระชากที่กลืนกินทุกสรรพสิ่งตกลงมาอย่างหนักหน่วง
"ตูม!" ดาบเมฆาอัสนีปะทะกับวงจักรเทวะ ลมปราณที่เข้าห้ำหั่นกันบีบให้อากาศกลายเป็นมวลสารหนาแน่นพุ่งกระจายไปรอบทิศราวกับระลอกคลื่น สายฟ้าแลบพรายกลางอากาศ ทั้งหวังเอี้ยนเฟิงและหลิวหมิงเซียงต่างกระเด็นถอยหลังไปพร้อมกัน!
หลิวหมิงเซียงม้วนตัวกลางอากาศหลายตลบ ก่อนจะใช้กระบี่ยันพื้นไว้ ทรวงอกกระเพื่อมไหวด้วยเลือดลมที่ปั่นป่วน เห็นได้ชัดว่าการปะทะเมื่อครู่ทำให้เขาบาดเจ็บไม่ใช่น้อย
ทว่าหวังเอี้ยนเฟิงกลับย่ำแย่ยิ่งกว่า ร่างของเขากระเด็นไปไกลกว่าสิบวา กระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่อย่างแรง ก่อนจะกระอักเลือดออกมาคำโต
"หวังเอี้ยนเฟิงแพ้แล้ว!"
"เป็นไปตามคาด แต่เขาสามารถสู้กับหลิวหมิงเซียงได้ถึงขนาดนี้ก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว"
"ศิษย์ใหม่จะชนะศิษย์เก่าได้อย่างไร? ทุกคนที่นี่ต่างก็เป็นอัจฉริยะ พวกเราอยู่ที่สำนักชีเสวียนมาหลายปี หากแพ้ศิษย์ใหม่ ปีที่ผ่านมาไม่เท่ากับอยู่ไปเปล่าๆ หรือ! เจ้าหลินหมิงนั่นก็ต้องแพ้เช่นกัน! พวกศิษย์ใหม่เหล่านี้ หากไม่สั่งสอนเสียบ้าง คงคิดว่าตนจะข้ามหัวพวกเราไปได้แล้ว!" ศิษย์เก่าแห่งตำหนักปฐพีผู้หนึ่งเบ้ปากพลางกล่าวอย่างดูแคลน
หวังเอี้ยนเฟิงใช้กระบี่ยันกาย คุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้น มือซ้ายเช็ดเลือดที่มุมปาก ดวงตาจ้องมองหลิวหมิงเซียงอย่างเย็นชา ก่อนจะสะบัดมือโยนศิลาลมปราณห้าก้อนออกมา!
"สิ่งที่เจ้าชิงไปจากมือข้าในวันนี้ วันหน้าข้าจะทวงคืนเป็นเท่าทวี!!"
หวังเอี้ยนเฟิงเอ่ยคำพูดนี้ออกมาอย่างดุดัน ทุกคำราวกับเสียงก้อนหินกระทบพื้นกึกก้องเข้าไปในโสตประสาท หลังจากพูดจบ เขาก็หันหลังใช้กระบี่ค้ำยัน ลากขาที่บาดเจ็บเดินจากไปทีละก้าว!
เมื่อมองส่งหวังเอี้ยนเฟิงจากไป หลินหมิงกลับรู้สึกชื่นชมหวังเอี้ยนเฟิงอยู่บ้าง หากพูดถึงหวังเอี้ยนเฟิงแล้ว นับว่าเขาโชคร้ายยิ่งนัก ตั้งแต่เข้าสู่สำนักชีเสวียน เขาก็พบกับความพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากเป็นอัจฉริยะที่ถือดีทั่วไปคงจะหมดกำลังใจไปแล้ว ทว่าหวังเอี้ยนเฟิงกลับยังคงยืนหยัดไม่ย่อท้อ ช่างน่าเลื่อมใสยิ่ง
"หลินหมิง ขึ้นมาเถิด ถึงตาเจ้าแล้ว! จุดจบของเจ้าก็ไม่ได้ต่างกันหรอก!" ต่อจากหลิวหมิงเซียง จางชางก็ก้าวเข้าสู่ลานประลอง อันดับบนศิลาจัดอันดับของจางชางอยู่ที่ 103 ฝีมือเขาสูงกว่าหลิวหมิงเซียงไปอีกระดับใหญ่!
หลินหมิงสะพายทวนทะลวงรุ้งก้าวเข้าสู่ลานประลอง ยืนประจันหน้ากับจางชางในระยะไกล
การต่อสู้ระหว่างหวังเอี้ยนเฟิงและหลิวหมิงเซียงเป็นเพียงโหมโรงเท่านั้น ทว่าการต่อสู้ระหว่างหลินหมิงและจางชางต่างหากที่เป็นไฮไลท์ของการเดิมพันในวันนี้ ผู้คนมากกว่าครึ่งที่อยู่ที่นี่ล้วนมาเพื่อดูการประลองคู่นี้!
ในหมู่คนเหล่านี้ บรรดาศิษย์ใหม่ย่อมหวังให้หลินหมิงกู้หน้าให้ได้ แม้จะแพ้ก็อย่าให้ดูแย่เกินไปนัก ส่วนศิษย์เก่าต่างหวังให้จางชางชนะอย่างขาดลอย เพื่อให้ศิษย์ใหม่ที่ลำพองใจเหล่านี้ได้รับรู้ถึงช่องว่างระหว่างพวกเขากับศิษย์เก่า!
เมื่อเห็นหลินหมิงขึ้นสู่เวที หลิงเซินและทัวกู่ต่างก็ให้ความสนใจมากขึ้นเป็นพิเศษ หลินหมิงมีดีอะไรถึงได้อันดับที่ 126 บนศิลาจัดอันดับ อีกไม่นานก็จะได้รู้กัน!
การต่อสู้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ จางชางชักดาบแคบออกมา ดาบเล่มนี้ไม่มีกระบังดาบ ตัวดาบเชื่อมต่อกับด้ามโดยตรง ตัวดาบยาวสองฉือแปดชุ่น ด้ามดาบยาวไม่เกินสามชุ่น ใบดาบบางเฉียบราวกับกระดาษ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นดาบที่เน้นความรวดเร็วถึงขีดสุด
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าดาบเล่มนี้เป็นศาสตราสมบัติ ในฐานะศิษย์ที่ติดอันดับประมาณ 100 ของสำนักชีเสวียน แม้ไม่ได้มาจากตระกูลใหญ่ ก็มักจะถูกขุมกำลังใหญ่ดึงตัวไป ด้วยผลตอบแทนอันมหาศาลจากการเข้าร่วมกับขุมกำลังเหล่านั้น การครอบครองศาสตราสมบัติสักชิ้นย่อมไม่ใช่เรื่องยาก!
"ชักทวนออกมาเถิดหลินหมิง ข้าอยากจะเห็นนักว่า 'วิชาทวนพื้นฐาน' ของเจ้าฝึกไปถึงไหนแล้ว? บรรลุขั้นพื้นฐานหรือยัง? วิชาง่ายๆ เช่นนั้น เพียงเดือนเดียวคงบรรลุขั้นพื้นฐานได้แล้วกระมัง"
ใบหน้าของจางชางปรากฏรอยยิ้มหยัน อย่าว่าแต่บรรลุขั้นพื้นฐานเลย ต่อให้บรรลุขั้นสมบูรณ์ก็ไม่อาจสร้างความย่อยยับให้เขาได้ ยิ่งหลิงเซินและทัวกู่ให้ความสนใจหลินหมิงมากเท่าใด เขาก็ยิ่งอยากจะเหยียบย่ำหลินหมิงให้จมดินมากเท่านั้น
จางชางอัดฉีดลมปราณเข้าไปในดาบแคบ เมื่อเห็นหลินหมิงยังคงยืนนิ่งเฉย เขาก็ขมวดคิ้ว "เจ้าไม่ชักอาวุธออกมาหรือ?"
หลินหมิงเอ่ยอย่างช้าๆ "เมื่อถึงเวลาออก ย่อมต้องออกเอง!"
"เจ้าว่ากระไรนะ?" จางชางโกรธจัด ในฐานะศิษย์ชั้นยอดของตำหนักปฐพี เขากลับถูกรุ่นน้องที่เพิ่งเข้าสำนักดูแคลนเช่นนี้ อีกทั้งพลังฝีมือของอีกฝ่ายยังไม่เท่าเขา ช่างรนหาที่ตายนัก! "เมื่อถึงเวลาออกย่อมต้องออกอย่างนั้นหรือ!? ดี! ดียิ่ง! วันนี้ข้าจะดูว่าเจ้ายังมีโอกาสได้ชักทวนออกมาหรือไม่!"
"หลินหมิงผู้นี้ ช่างโอหังนัก!"
"เผชิญหน้ากับจางชางกลับไม่ชักอาวุธออกมาในทันที ดาบของจางชางนั้นขึ้นชื่อเรื่องความเร็ว ส่วนอาวุธของหลินหมิงกลับเป็นทวนหนัก อาวุธชนิดนี้เดิมทีก็ช้าอยู่แล้ว เขายังสะพายไว้ที่หลังอีก ข้าพนันได้เลยว่าอีกประเดี๋ยวเขาจะต้องถูกเพลงดาบอันรวดเร็วของจางชางรุกจนไม่มีทางสู้ จนกระทั่งพ่ายแพ้ไปโดยไม่ได้มีโอกาสชักอาวุธออกมาเลย!"
แม้แต่ทัวกู่ยังส่ายหน้าเบาๆ "หลินหมิงประมาทเกินไปจริงๆ หรือว่าเขาคิดจะรับคมดาบด้วยมือเปล่า? ดาบของจางชางเดิมทีก็เป็นศาสตราสมบัติที่คมกริบจนตัดเส้นผมขาดได้ เมื่ออัดลมปราณเข้าไปแล้วก็สามารถตัดเหล็กได้ราวกับตัดหยวก หลินหมิงต่อให้ฝึกกระดูกจนสำเร็จ ก็ไม่อาจใช้มือไปรับได้!"
หลิงเซินมองไปยังหลินหมิงโดยไม่กล่าววาจา แม้เขาจะไม่รู้จักหลินหมิงดีนัก แต่หากดูจากจิตยุทธ์แล้ว หลินหมิงไม่น่าจะเป็นคนโอหังที่ประมาทศัตรู เขาคิดอะไรอยู่กันแน่ ดูต่อไปก็คงจะได้รู้
"ในเมื่อเจ้าอยากตาย ข้าก็จะสนองให้!" จางชางยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม พุ่งตัวออกมาจากท่ายืนนิ่งอย่างฉับพลัน ร่างกายกลายเป็นเงาสีดำวูบไหวบนลานประลอง เสียงฝีเท้า "ตึก ตึก ตึก" ราวกับสายฝนที่สาดกระหน่ำลงบนใบบัว
ท่าร่างที่รวดเร็วถึงขีดสุด! วิชาตัวเบาระดับสูง—เมฆาเจ็ดดาว!
"เคร้ง—" ทันใดนั้น เสียงสั่นสะเทือนของใบดาบที่ทำให้ผู้คนใจสั่นก็ดังขึ้นในอากาศ ดาบของจางชางพุ่งออกมาดุจสายแลบ จากมุมที่เฉียบคม พุ่งทะยานจากล่างขึ้นบนเล็งตรงไปยังใต้ซี่โครงของหลินหมิง!
………