- หน้าแรก
- พลิกวิกฤตไอดอลตกอับ สู่เศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งญี่ปุ่น
- บทที่ 150 - ยูมิจังผู้เปลี่ยนใจ
บทที่ 150 - ยูมิจังผู้เปลี่ยนใจ
บทที่ 150 - ยูมิจังผู้เปลี่ยนใจ
บทที่ 150 - ยูมิจังผู้เปลี่ยนใจ
★★★★★
ณ โตเกียวบุงกะไคคัง การแสดงสดระดับพันคนของนากาโมริ อากินะกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
ทว่าที่หลังเวทีในเวลานี้ นอกจากนากาโมริ อากินะแล้ว ก็ยังมีสามสาวเก็งกิเกิร์ล และฮานิว ฮิเดกิอยู่ด้วย
และแน่นอน จะขาดทานากะ ยูกิโอะ ผู้ซึ่งถูกภริยาทานากะบังคับให้มาทำงานไปได้อย่างไร
เมื่อเทียบกับการต้องนั่งหลังขดหลังแข็งทำงานเอกสารในบริษัท คุณชายท่านนี้ดูจะชอบบรรยากาศที่คึกคักวุ่นวายของหลังเวทีมากกว่า เขาเอาแต่มองนู่นมองนี่ด้วยความตื่นเต้นตลอดเวลา
"ว้าว คึกคักสุดๆ ไปเลย ฮานิวคุง เมื่อก่อนตอนที่คุณอยู่บริษัทผม ไม่เห็นมันจะคึกคักแบบนี้เลย"
ทานากะ ยูกิโอะหันไปพูดกับฮานิว ฮิเดกิด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
ฮานิว ฮิเดกิแอบคิดในใจว่าก็แหงสิ ตอนฉันอยู่กับนาย บริษัทนายเคยมีสภาพเป็นผู้เป็นคนบ้างไหมล่ะ มีแต่เรื่องวุ่นวายทั้งนั้น
ด้วยรสนิยมการปั้นไอดอลที่พังพินาศของทานากะ ยูกิโอะ การที่ไอดอลของเขาจะดังได้นี่สิถึงจะเรียกว่าผีหลอก
แต่ตอนนี้เขาก็ไม่มีเวลามาต่อล้อต่อเถียงกับทานากะ ยูกิโอะหรอก เพราะเขากำลังตั้งใจบรีฟสามสาวเก็งกิเกิร์ลเกี่ยวกับข้อควรระวังในการแสดงบนเวที และพยายามช่วยให้พวกเธอผ่อนคลายความตื่นเต้นลงบ้าง
วันนี้ในการแสดงสดของนากาโมริ อากินะ สามสาวจะได้เป็นศิลปินรับเชิญเพื่อแสดงโชว์เปิดเวที ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการโปรโมตก่อนการเดบิวต์อย่างเป็นทางการของพวกเธอ และเป็นครั้งแรกด้วยที่พวกเธอจะได้แสดงต่อหน้าผู้คนนับพัน
การต้องเผชิญหน้ากับผู้ชมจำนวนมหาศาลขนาดนี้ ความตื่นเต้นย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
"ไม่ต้องตื่นเต้นไปนะ พอขึ้นไปบนเวทีแล้วก็แค่ตั้งใจร้องเพลง เต้นให้เต็มที่ เดี๋ยวก็ลืมความตื่นเต้นไปเอง เชื่อผมเถอะ มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดหรอก"
นากาโมริ อากินะที่เพิ่งแต่งหน้าทำผมเสร็จ ก็เดินเข้ามาให้กำลังใจรุ่นน้องทั้งสามคน
ด้วยความที่เคยใช้ชีวิตร่วมกันที่บ้านของฮิโรฮาชิ อาซาโกะมาก่อน ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเธอจึงสนิทสนมกันพอสมควร
ทว่าพอฮานิว ฮิเดกิได้ยินคำพูดให้กำลังใจของนากาโมริ อากินะ เขาก็แทบจะกุมขมับ
โธ่ แม่คุณอากินะจัง คุณไม่เห็นเหรอว่าเด็กพวกนี้ขาสั่นพั่บๆ กันหมดแล้ว
ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่จะเหมือนคุณ ที่ผ่านเวทีสตาร์ทันโจมาแล้วถึงสามครั้ง แถมพออยู่หลังเวทีทำตัวเป็นสาวน้อยน่ารัก แต่พอขึ้นเวทีปุ๊บก็องค์แม่ลง กลายเป็นราชินีอากินะไปได้ในพริบตา
สถานการณ์แบบนี้ก็เหมือนกับแชคิล โอนีล สอนลูกชายเล่นบาสเกตบอลนั่นแหละ
'ทำไมแค่โพสต์เพลย์ง่ายๆ แค่นี้ถึงทำไม่ได้ แย่จริงๆ นายก็แค่ทำแบบนี้ แล้วก็แบบนี้ จากนั้นก็หมุนตัวดังก์แค่นี้เอง'
โธ่เอ๊ย คนเรามันมีพรสวรรค์ไม่เหมือนกันไหมล่ะ
"ได้เวลาที่อากินะจังต้องขึ้นเวทีแล้วมั้งครับ" ฮานิว ฮิเดกิเอ่ยทัก
"อุ๊ย จริงด้วย ถึงคิวฉันต้องขึ้นเวทีแล้ว ฉันไปก่อนนะคะ" นากาโมริ อากินะบอกลา ก่อนจะหมุนตัวเดินไปเตรียมสแตนด์บายที่ข้างเวที
แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เธอก็หันกลับมาทำท่าชูหมัดให้กำลังใจรุ่นน้องทั้งสามคน "สู้ๆ นะ ทุกคนทำได้อยู่แล้ว"
"ค่ะ รุ่นพี่ พวกเราจะพยายามอย่างเต็มที่ค่ะ รุ่นพี่อากินะ" สามสาวรีบตอบรับอย่างแข็งขัน
แต่พอตอบรับเสร็จ ท่าทางของพวกเธอกลับดูตื่นเต้นมากกว่าเดิมเสียอีก
ฮานิว ฮิเดกิเห็นว่าการพูดให้กำลังใจเฉยๆ คงจะไม่ได้ผลแล้ว เขาจึงพาสามสาวไปยืนสังเกตการณ์ที่ข้างเวทีแทน
"พวกคุณมาลองสัมผัสบรรยากาศสดๆ ดูก่อน ลองสังเกตวิธีที่อากินะจังรับมือกับเวทีดูนะ ในเมื่อตัดสินใจจะเลือกทางเดินสายนี้แล้ว ยังไงซะสักวันพวกคุณก็ต้องชินกับมันอยู่ดี"
ในขณะเดียวกัน บนเวที นากาโมริ อากินะก็กล่าวทักทายผู้ชมเรียบร้อยแล้ว และท่ามกลางเสียงเชียร์ที่ดังกระหึ่ม เธอก็เริ่มทำการแสดง
เพลงแรกที่เธอเลือกร้องก็คือเพลงเดบิวต์ของเธอ 'สโลว์โมชัน'
'ยามที่ได้พบกัน ราวกับภาพเคลื่อนไหวช้าลง'
'ก่อให้เกิดอาการวิงเวียนเพียงแผ่วเบา'
เสียงร้องของนากาโมริ อากินะดังก้องมาถึงหลังเวที สามสาวที่กำลังฟังคำแนะนำของฮานิว ฮิเดกิอยู่นั้น ก็เริ่มรู้สึกผ่อนคลายลงอย่างไม่รู้ตัว
โดยเฉพาะมินามิโนะ โยโกะที่ยืนอยู่ใกล้ฮานิว ฮิเดกิมากที่สุด พอเธอได้กลิ่นหอมสะอาดๆ ของสบู่ซักผ้าจากเสื้อเชิ้ตของเขา จิตใจของเธอก็เริ่มล่องลอยไปเหมือนกับเนื้อเพลงก่อให้เกิดอาการวิงเวียนเพียงแผ่วเบาเข้าให้แล้ว
'ยามที่ได้พบกัน ราวกับภาพเคลื่อนไหวช้าลง'
'คนผู้สะท้อนอยู่ในดวงตาเอ๋ย'
เมื่อท่อนนี้ดังขึ้น ในดวงตาของมินามิโนะ โยโกะก็มีเพียงแค่ภาพใบหน้าด้านข้างของฮานิว ฮิเดกิสะท้อนอยู่เท่านั้น
มินามิโนะ โยโกะเอาแต่จ้องมองฮานิว ฮิเดกิอย่างหลงใหล ราวกับว่าเสียงเพลงบนเวทีไม่ได้ยินเข้าหูเธอเลยสักนิด
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ จู่ๆ มินามิโนะ โยโกะก็ได้ยินเสียงคนเรียกชื่อเธอ
"โยโกะจัง โยโกะจัง พอรุ่นพี่อากินะร้องเพลงนี้จบ ก็จะถึงคิวพวกเราแล้วนะ พวกเราไปเช็กความเรียบร้อยของเสื้อผ้าหน้าผมกันเถอะ"
เมื่อได้สติ เธอก็พบว่าเป็นเสียงของฮอนดะ มินาโกะ ผู้เป็นหัวหน้าวงนั่นเอง
"อ๊ะ ฉันมาแล้วค่ะ"
มินามิโนะ โยโกะเพิ่งจะรู้ตัวว่า ตอนที่เธอมัวแต่จ้องมองฮานิว ฮิเดกิอยู่นั้น นากาโมริ อากินะได้ร้องเพลงแรกจบไปแล้ว และกำลังจะเริ่มเพลงที่สอง
และเมื่อนากาโมริ อากินะร้องเพลงที่สองจบและลงมาพัก พวกเธอก็จะต้องขึ้นไปแสดงโชว์เปิดเวทีแทน
แต่ในขณะที่มินามิโนะ โยโกะเดินตามเพื่อนร่วมวงอีกสองคนไปเช็กความเรียบร้อย เธอก็ยังอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองฮานิว ฮิเดกิอีกครั้ง
ฮานิว ฮิเดกิกำลังยืนดูการแสดงของนากาโมริ อากินะอย่างตั้งใจ แสงไฟสลัวๆ จากเวทีที่สาดส่องมากระทบใบหน้า ทำให้ความหล่อเหลาของเขาดูราวกับภาพฝัน
และในตอนนั้นเอง มินามิโนะ โยโกะก็ได้ยินเสียงกระซิบของโอกาดะ ยูกิโกะที่พูดกับพวกเธอว่า "หัวหน้า โยโกะจัง ดูสิคะ ท่านอาจารย์ฮานิวนี่หล่อจริงๆ เลยนะคะ"
"ใช่เลยค่ะ พอได้เห็นท่านอาจารย์ฮานิวบ่อยๆ ก็รู้สึกว่าผู้ชายคนอื่นดูจืดชืดไปเลย"
ฮอนดะ มินาโกะก็แอบเห็นด้วย
พวกเธอทั้งสามคนกำลังเรียนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมโฮริโคชิ ด้วยรูปร่างหน้าตาที่น่ารักสดใส การจะมีหนุ่มๆ ในโรงเรียนมาตามจีบก็เป็นเรื่องปกติ
แต่สำหรับพวกเธอ การได้ใช้เวลาอยู่กับท่านประธานอย่างฮานิว ฮิเดกิ ผู้ซึ่งเพียบพร้อมไปทั้งรูปร่างหน้าตา ความสามารถ และเสน่ห์ดึงดูดใจ มันทำให้พวกเธอมีมาตรฐานในการเลือกผู้ชายที่สูงลิบลิ่ว
พอเอาหนุ่มๆ วัยเดียวกันในโรงเรียน ที่ทั้งดูเด็ก ไม่ค่อยมีความคิด และไม่มีจุดเด่นอะไรเลย มาเปรียบเทียบกับฮานิว ฮิเดกิ มันก็เลยทำให้พวกเธอรู้สึกเฉยๆ ไปเลย
จริงๆ แล้วอย่าว่าแต่หนุ่มๆ ในโรงเรียนเลย ต่อให้เป็นดาราชายคนอื่นๆ ในวงการบันเทิง หลังจากที่พวกเธอได้เห็นฮานิว ฮิเดกิแล้ว ก็แทบจะไม่มีใครอยู่ในสายตาของพวกเธอเลยสักคน
ฮอนดะ มินาโกะ ผู้มีความเป็นผู้ใหญ่กว่าคนอื่นเริ่มรู้สึกกังวลแล้วว่า ถ้าเธอยังเอาแต่เอาฮานิว ฮิเดกิเป็นมาตรฐานแบบนี้ อนาคตเธอจะหาแฟนได้ไหมเนี่ย
ผู้ชายที่มีหน้าตาหล่อเหลา ส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ค่อยมีความสามารถ ส่วนคนที่มีความสามารถ ก็มักจะหน้าตาไม่ดี และคนที่ทั้งหล่อทั้งมีความสามารถ ก็มักจะไม่มีส่วนสูงถึงหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตรเหมือนอย่างฮานิว ฮิเดกิ
โอ๊ย ฮอนดะ มินาโกะยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว
และในจังหวะนั้นเอง โอกาดะ ยูกิโกะ สาวน้อยไร้เดียงสา ก็โพล่งขึ้นมาว่า "ถ้าฉันจะหาแฟน ฉันจะหาผู้ชายที่เหมือนท่านอาจารย์ฮานิวให้ได้เลยค่ะ"
"งั้นก็ขอให้ความฝันของยูกิโกะจังเป็นจริงไวๆ นะจ๊ะ" ฮอนดะ มินาโกะรู้สึกว่า โอกาดะ ยูกิโกะที่เป็นคนใสซื่อแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ
อย่างน้อยก็ไม่ต้องมานั่งปวดหัวเหมือนเธอ และไม่ต้องเหมือนสาวน้อยข้างๆ เธอ ที่ตกหลุมรักเขาเข้าให้แล้วแต่เจ้าตัวกลับไม่รู้ตัวเลย
ฮอนดะ มินาโกะคิดพลางชำเลืองมองมินามิโนะ โยโกะ ที่ยังคงหันไปมองฮานิว ฮิเดกิเป็นระยะๆ
"พยายามเข้านะทุกคน ฉันบอกกับคนดูไว้แล้ว รับรองว่าพวกเขาจะต้องให้การต้อนรับพวกเธออย่างอบอุ่นแน่นอน"
นากาโมริ อากินะที่เพิ่งร้องเพลงเสร็จไปสองเพลงและเดินกลับมาที่หลังเวที ก็ไม่ลืมที่จะส่งเสียงเชียร์รุ่นน้องทั้งสามคน
"ค่ะ รุ่นพี่ พวกเราจะพยายามให้เต็มที่ค่ะ" สามสาวตอบกลับพร้อมกันเสียงดังฟังชัด ราวกับว่าเสียงดังๆ จะช่วยไล่ความตื่นเต้นออกไปได้
"ตรวจเช็กความเรียบร้อยครั้งสุดท้าย เสื้อผ้าหน้าผมผ่าน ไมโครโฟนทำงานปกติ ดนตรีประกอบพร้อม ระบบไฟพร้อม สแตนด์บายเตรียมขึ้นเวทีได้"
ทีมงานหลังเวทีทำการตรวจสอบทุกอย่างจนครบถ้วน ก่อนจะส่งสัญญาณให้สามสาวเตรียมตัวขึ้นเวที
"ไปกันเถอะ อุตส่าห์ฝึกซ้อมมาตั้งนาน โชว์ให้ทุกคนเห็นความสามารถของพวกคุณเลย"
ฮานิว ฮิเดกิกล่าวให้กำลังใจเป็นครั้งสุดท้าย
"พวกเรามาสู้ไปด้วยกันเถอะ"
ในฐานะหัวหน้าวง ฮอนดะ มินาโกะยื่นมือออกมาหาเพื่อนร่วมวง
"สู้ๆ" มินามิโนะ โยโกะและโอกาดะ ยูกิโกะก็ยื่นมือมาประสานกัน และร้องตะโกนให้กำลังใจกันอย่างพร้อมเพรียง
แสงไฟสาดส่องลงมาที่เวที สามสาวก้าวเท้าเดินออกไป
"ฮานิวซังเป็นห่วงพวกเธอเหรอครับ"
ทานากะ ยูกิโอะที่ไม่รู้ว่าเดินมาอยู่ข้างๆ ฮานิว ฮิเดกิตั้งแต่เมื่อไหร่ ถามขึ้นขณะมองแผ่นหลังของสามสาว
"แน่นอนสิครับ ผมหวังอยากให้พวกเธอประสบความสำเร็จมากๆ เลยนะ"
เด็กผู้หญิงสามคนนี้ ตั้งแต่กระบวนการคัดเลือก ฝึกฝน เลือกเพลง ออกแบบท่าเต้น ไปจนถึงการออกแบบชุดขึ้นแสดง เขาล้วนเป็นคนจัดการเองทั้งหมด
คงไม่มีใครอยากเห็นพวกเธอประสบความสำเร็จไปมากกว่าเขาอีกแล้ว
และที่สำคัญ ในเมื่อโชคชะตาลิขิตให้พวกเธอได้มาพบกับเขา เขาก็ไม่อยากเห็นจุดจบอันน่าเศร้าแบบในอดีตเกิดขึ้นกับพวกเธออีก
ท่ามกลางสายตาของผู้ชมเกือบพันคน สามสาวเดินมาหยุดอยู่กลางเวที
ผู้ชมต่างก็มองพวกเธอด้วยความอยากรู้อยากเห็น ชุดกระโปรงบานสีขาวที่มีกลิ่นอายของชุดนักเรียนมัธยมปลายลายสก็อตสีฟ้าประดับอยู่ และมีพู่ระย้าสีขาวห้อยอยู่ด้านข้าง
แค่เห็นชุดก็รู้สึกได้ถึงความสดใสร่าเริง สมกับที่นากาโมริ อากินะแนะนำพวกเธอว่าเก็งกิเกิร์ลจริงๆ
แม้ผู้ชมที่อยู่แถวหน้าจะพอมองเห็นความตื่นเต้นบนใบหน้าของสามสาวอยู่บ้าง
แต่เมื่อพวกเธอเดินมาถึงกลางเวที ความตื่นเต้นเหล่านั้นก็เริ่มจางหายไป
พอพวกเธอหยุดยืนตรงกลางเวที ก็ส่งยิ้มหวานให้กับผู้ชม ชูมือขวาที่ไม่ได้ถือไมโครโฟนขึ้น และประกาศตัวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นพร้อมกันว่า
"สวัสดีค่ะ พวกเราเก็งกิเกิร์ลค่ะ"
พายุแห่งความสดใส กำลังจะพัดกระหน่ำแล้ว
...
ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม การปรากฏตัวครั้งแรกของเก็งกิเกิร์ลคือในงานแสดงสดของนากาโมริ อากินะ
และหลังจากนั้น ก็ตามมาด้วยการเดินสายทัวร์โปรโมตไปทั่วประเทศญี่ปุ่น
ในขณะนี้ บริษัทเอเจนซี่คู่แข่งในวงการ ต่างก็รู้สึกว่าไอดอลกลุ่มนี้ที่ฮานิว ฮิเดกิปั้นขึ้นมาเองกับมือ มีอะไรที่แตกต่างจากไอดอลทั่วๆ ไป
ทั้งท่าเต้นที่ผ่านการออกแบบมาอย่างดี เพลงเดบิวต์ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของวัยรุ่น และสมาชิกสามคนที่แม้จะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่ก็มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร
สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับวงการ แต่ยังจุดประกายแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้กับใครหลายคนอีกด้วย
แม้ว่าการปรากฏตัวของพวกเธอจะดึงดูดความสนใจจากคนในวงการได้ไม่น้อย แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะให้ความสำคัญกับพวกเธอมากนัก
ดังนั้น พวกเขาจึงไม่มีทางรู้เลยว่า พายุลูกใหญ่ที่กำลังจะก่อตัวขึ้นนั้น น่ากลัวและรุนแรงเพียงใด
หลังจากเดินสายทัวร์โปรโมตไปทั่วประเทศอย่างไม่หยุดหย่อน ในวันที่ 8 กรกฎาคม โฆษณาเครื่องเขียนของไพลอตคอร์ปอเรชันที่ใช้เพลง 'สมุดบันทึกแห่งวัยเยาว์' เป็นเพลงประกอบ ก็ได้ฤกษ์ออกอากาศ
โฆษณาที่นำเสนอเรื่องราวของวัยรุ่นอันน่าประทับใจนี้ ทำให้ผู้ชมที่คิดถึงวันวานแห่งวัยเยาว์ต้องเสียน้ำตาไปตามๆ กัน
เมื่อผู้ชมเห็นชื่อของฮานิว ฮิเดกิในฐานะผู้ผลิตโฆษณา และเห็นสามสาวเก็งกิเกิร์ลในโฆษณา
คนในวงการก็ต่างพากันตระหนักได้ว่า บริษัทอุนโจเอย์กะกำลังจะใช้วิธีเดียวกับที่เคยใช้โปรโมตนากาโมริ อากินะอีกแล้ว และยังคงไม่สนกฎเกณฑ์ใดๆ ทั้งสิ้น
เพราะเพียงแค่โฆษณาตัวนี้ตัวเดียว ก็ช่วยเพิ่มความนิยมให้กับเก็งกิเกิร์ลได้อย่างมหาศาลแล้ว
แต่พวกเขยังไม่รู้ตัวหรอกว่า นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
วันที่ 9 กรกฎาคม ซิงเกิลเดบิวต์ของเก็งกิเกิร์ล 'สมุดบันทึกแห่งวัยเยาว์' ซึ่งมีเพลงบีไซด์คือ 'ขอโทษทีที่ฉันน่ารักเกินไป' ก็ถูกปล่อยออกมาอย่างเป็นทางการ
ในเวลาเดียวกัน ตามนิตยสารเปิดตัวไอดอลและนิตยสารบันเทิงทั่วประเทศญี่ปุ่น ก็เต็มไปด้วยภาพโปรโมตของเก็งกิเกิร์ล
และบริษัทอุนโจเอย์กะก็ร่วมมือกับค่ายโชจิกุ ในการปูพรมโปรโมตภาพยนตร์เรื่อง 'ขอโทษทีที่ฉันน่ารักเกินไป' ไปพร้อมๆ กัน
ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็แยกไม่ออกแล้วว่าอันไหนคือโปสเตอร์โปรโมตวง และอันไหนคือโปสเตอร์ภาพยนตร์ เพราะทุกที่ในพื้นที่สาธารณะของญี่ปุ่น เต็มไปด้วยภาพของสามสาวเก็งกิเกิร์ล
บนป้ายโฆษณากลางแจ้งขนาดใหญ่ที่สี่แยกกินซ่า บล็อกที่ 4 ก็มีภาพโปสเตอร์โปรโมตขนาดใหญ่แขวนอยู่
และมีคนตาดีสังเกตเห็นว่า ที่บริเวณกินซ่า บล็อกที่ 2 มีการเปิดนิทรรศการโปรโมตสามสาวเก็งกิเกิร์ลให้เข้าชมด้วย
ส่วนทางด้านสถานีโทรทัศน์ต่างๆ ก็มีการปล่อยมิวสิกวิดีโอเพลง 'สมุดบันทึกแห่งวัยเยาว์' เวอร์ชันโปรโมตภาพยนตร์ สลับกับการฉายโฆษณาอย่างต่อเนื่องเพื่อตอกย้ำให้คนดูจดจำ
ในขณะที่คู่แข่งในวงการยังไม่ทันตั้งตัวจากการโปรโมตที่บ้าคลั่งนี้ เพียงแค่สองวันให้หลัง โฆษณาของเล่นโทมี่ที่เก็งกิเกิร์ลเป็นพรีเซนเตอร์ ก็ถูกปล่อยออกมาทางสถานีโทรทัศน์ทั่วประเทศ
พอทุกคนเริ่มคิดว่า หรือว่าบริษัทอุนโจเอย์กะจะบ้าไปแล้วที่ทุ่มงบโปรโมตศิลปินหนักขนาดนี้ โฆษณาผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าของชิเซโด้ก็โผล่ตามมาติดๆ
กลายเป็นว่าตอนนี้ แค่เปิดทีวีขึ้นมา คุณก็จะเจอกับสามสาวเก็งกิเกิร์ลอยู่แทบทุกช่อง
ไม่ว่าคุณจะตั้งใจดูหรือไม่ก็ตาม แต่ทุกคนก็เริ่มหันมาสนใจเก็งกิเกิร์ล และอยากทำความรู้จักกับเด็กสาวสามคนนี้มากขึ้น
โอกาดะ ยูกิโกะ น้องสาวคนเล็กที่ร่าเริงสดใส และมักจะเต้นช้ากว่าเพื่อนครึ่งจังหวะอยู่เสมอ
มินามิโนะ โยโกะ สาวผมสั้นสุดเท่ ที่มีความมั่นใจและเป็นตัวของตัวเองสูง
ฮอนดะ มินาโกะ หัวหน้าวงที่มีรอยยิ้มอบอุ่น ร้องเพลงเก่ง และมีความเป็นผู้ใหญ่
ภายใต้การวางแผนของบริษัทอุนโจเอนเตอร์เทนเมนต์ บวกกับเพลงที่ติดหู ท่าเต้นที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน และการโปรโมตแบบจัดเต็ม ทำให้เด็กสาวที่มีบุคลิกแตกต่างกันทั้งสามคนนี้ สามารถดึงดูดแฟนคลับได้อย่างรวดเร็ว
และหลังจากที่ยึดครองพื้นที่บนหน้านิตยสาร ป้ายโฆษณา และหน้าจอทีวีไปแล้ว บริษัทอุนโจเอย์กะก็ยังไม่หยุดแค่นั้น
วันที่ 12 กรกฎาคม ภาพยนตร์เรื่อง 'ขอโทษทีที่ฉันน่ารักเกินไป' ก็เข้าฉาย เพื่อเป็นการเติมเต็มจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายในการผลักดันเก็งกิเกิร์ลให้ดังเป็นพลุแตก
แม้จะตัดเรื่องการโปรโมตออกไป ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ถือเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมเรื่องหนึ่ง
เมื่อบวกกับกระแสจากโฆษณาที่ตกค้างอยู่ ฐานแฟนคลับของนากาโมริ อากินะที่ตามมาดูไอดอลของตัวเอง และความน่าสนใจของตัววงเก็งกิเกิร์ลเอง
บริษัทผู้สร้างอย่างอุนโจเอย์กะ และผู้จัดจำหน่ายอย่างค่ายโชจิกุ ต่างก็คาดหวังว่าภาพยนตร์แนวสดใสวัยรุ่นเรื่องนี้ น่าจะเปิดตัวในตารางหนังทำเงินช่วงซัมเมอร์ได้อย่างสวยงาม
แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็คือ ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นมันเกินกว่าที่ทุกคนคาดการณ์ไว้มาก
ในเวลานี้ที่ตลาดภาพยนตร์ญี่ปุ่น ภาพยนตร์ฮอลลีวูดแนวสร้างแรงบันดาลใจอย่าง 'ร็อคกี้ 3' หลังจากที่โค่นแชมป์อย่าง 'คุณยายผมดีที่สุดในโลก' ลงได้ ก็สามารถครองอันดับหนึ่งในตารางหนังทำเงินของญี่ปุ่นได้เป็นสัปดาห์ที่สองติดต่อกัน
แต่แล้ว จู่ๆ ภาพยนตร์วัยรุ่นทุนต่ำที่ดูเหมือนจะไม่มีพิษมีภัยอย่าง 'ขอโทษทีที่ฉันน่ารักเกินไป' ก็ลงโรงฉาย
วัยรุ่นชายหญิงจำนวนมหาศาลที่กำลังอยู่ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน ต่างก็กำบัตรนักเรียนพากันแห่เข้าโรงภาพยนตร์ และใช้ตั๋วหนังเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า เก็งกิเกิร์ลนั้นฮอตฮิตขนาดไหน
แปดร้อยหกสิบล้านเยน
นี่คือรายได้เปิดตัวในสัปดาห์แรกของภาพยนตร์เรื่อง 'ขอโทษทีที่ฉันน่ารักเกินไป' ซึ่งช่วยให้บริษัทอุนโจเอย์กะแย่งแชมป์บ็อกซ์ออฟฟิศที่ถูก 'ร็อคกี้ 3' ชิงไป กลับคืนมาได้สำเร็จ
ในสัปดาห์แรกที่เข้าฉาย รายได้ต่อวันไม่เคยตกลงต่ำกว่าหนึ่งร้อยล้านเยนเลย วัยรุ่นที่กำลังปิดเทอมฤดูร้อนได้พิสูจน์ให้คนในวงการเห็นว่า สำหรับช่วงซัมเมอร์แล้ว ไม่มีคำว่าวันธรรมดา
พล็อตเรื่องที่สดใส แต่รายได้กลับถล่มทลายราวกับพายุที่พัดกวาดวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่นไปซะราบคาบ
ค่ายโชจิกุต้องปรับเพิ่มรอบฉายถึงเจ็ดครั้งภายในเจ็ดวัน ส่วนภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่เข้าฉายพร้อมกันก็ถูกตีจนราบเป็นหน้ากลอง
แม้แต่ 'ร็อคกี้ 3' ที่เคยครองแชมป์ได้ถึงสองสัปดาห์ พอเจอการบุกทะลวงของ 'ขอโทษทีที่ฉันน่ารักเกินไป' เข้าไป รายได้ในสัปดาห์นั้นก็ตกลงมาไม่ถึงร้อยล้านเยนด้วยซ้ำ
ขนาดภาพยนตร์ฮอลลีวูดยังโดนอัดซะน่วมขนาดนี้ ภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ก็คงไม่ต้องพูดถึง
ตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์เรื่อง 'สายน้ำโดทงโบริ' ที่กำกับโดยผู้กำกับชื่อดังอย่างฟุกาซากุ คินจิ และนำแสดงโดยนักแสดงชั้นนำอย่างมัตสึซากะ เคโกะ แฟนเก่าของฮานิว ฮิเดกิ ที่ยอมลงทุนเล่นฉากเปลือย ก็ยังโดนกระแสความแรงของภาพยนตร์เรื่องนี้เบียดจนรายได้ร่วงกราวรูด
แม้กระทั่งภาพยนตร์เรื่อง 'คุณยายผมดีที่สุดในโลก' ของบริษัทอุนโจเอย์กะเอง ก็ยังพลอยโดนหางเลขจากพายุเก็งกิเกิร์ลลูกนี้ไปด้วย จนทำให้รายได้ตกลงไปอีก
จากเดิมที่ค่ายโชจิกุคาดการณ์ไว้ว่า 'คุณยายผมดีที่สุดในโลก' น่าจะทำรายได้ถึงสี่พันล้านเยน ตอนนี้เมื่อโดนพายุเก็งกิเกิร์ลกระหน่ำเข้าใส่ การจะรักษาเป้าหมายสามพันห้าร้อยล้านเยนไว้ให้ได้ก็ถือว่าเก่งแล้ว
บริษัทภาพยนตร์ต่างๆ ต่างก็คิดจนหัวแทบแตกว่าทำไมภาพยนตร์เรื่องนี้ถึงทำรายได้เปิดตัวได้สูงขนาดนี้
ถึงแม้พล็อตเรื่องจะดี ถึงแม้จะเหมาะกับวัยรุ่นในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน แต่รายได้เปิดตัวระดับนี้มันก็ดูไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย
แต่ในไม่ช้า เมื่ออันดับยอดขายซิงเกิลของออริกอนชาร์ตในสัปดาห์ที่สองถูกประกาศออกมา ทุกคนก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมรายได้ภาพยนตร์ถึงได้สูงลิ่วขนาดนั้น
ยอดขายเปิดตัวในสัปดาห์แรกของซิงเกิล 'สมุดบันทึกแห่งวัยเยาว์' ทำได้ถึง สี่แสนหนึ่งหมื่นสองพันหกร้อยสามสิบแผ่น
ตอนที่ทุกคนเห็นตัวเลขนี้ ครั้งแรกก็คิดว่าตัวเองตาฝาดมองเห็นเลขศูนย์เกินมาหนึ่งตัวหรือเปล่า
แต่พอนับดูให้ดีๆ ถึงได้แน่ใจว่า ซิงเกิลที่กระโดดขึ้นมาคว้าอันดับหนึ่งของตารางออริกอนชาร์ตในสัปดาห์แรกนั้น ขายไปได้ถึงสี่แสนกว่าแผ่นจริงๆ
ยอดขายระดับนี้ ต่อให้เป็นการรวมยอดขายตลอดกาล ก็ยังถือว่าเป็นซิงเกิลที่ขายดีถล่มทลายได้เลย
ต้องรู้ไว้ก่อนนะว่า การจะได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำในญี่ปุ่นนั้น ยอดขายแค่หนึ่งแสนแผ่นก็เพียงพอแล้ว ส่วนแผ่นเสียงแพลตตินัมก็ใช้ยอดขายแค่สองแสนห้าหมื่นแผ่นเท่านั้น
นี่เท่ากับว่าพวกเธอสามารถคว้าแผ่นเสียงแพลตตินัมมาครองได้ตั้งแต่สัปดาห์แรกเลยนะ แถมยังช่วยทวงคืนอันดับหนึ่งในตารางซิงเกิลขายดีกลับมาให้วายเอ็มเรคคอร์ดส์ได้อีกต่างหาก
วงการเพลงญี่ปุ่นทั้งวงการ ถูกพายุแห่งความสดใสที่สร้างขึ้นโดยเด็กสาววัยสิบห้าปีสามคนนี้ พัดกระหน่ำจนกระจัดกระจาย ไม่มีใครสามารถต้านทานได้เลย
ไม่ว่าจะเป็นศิลปินรุ่นเก๋า หรือไอดอลรุ่นเดียวกัน หรือแม้แต่ศิลปินรุ่นพี่ในค่ายเดียวกัน ก็ล้วนถูกพายุลูกนี้บดขยี้อย่างโหดร้าย
ถึงตอนนี้ ทุกคนก็ตระหนักได้แล้วว่า วงไอดอลที่ถูกวัยรุ่นชายหญิงทั่วญี่ปุ่นตามกรี๊ดอย่างเก็งกิเกิร์ลนั้น ได้โด่งดังเป็นพลุแตกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
จากโฆษณาไปจนถึงภาพยนตร์ กลยุทธ์การโปรโมตแบบ Tie-up ของเก็งกิเกิร์ล ได้สร้างความสำเร็จให้กับบริษัทอุนโจเอย์กะอีกครั้ง
และครั้งนี้ก็เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าครั้งไหนๆ
พายุแห่งความสดใสยังคงพัดกระหน่ำอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาพยนตร์ 'ขอโทษทีที่ฉันน่ารักเกินไป' ก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่สองของการเข้าฉาย
แม้ว่าสื่อหลายสำนักจะตั้งฉายาให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าเป็นภาพยนตร์ไอดอล แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธคุณภาพที่ยอดเยี่ยมของมันได้
เมื่อบวกกับกระแสความนิยมของเก็งกิเกิร์ล แม้รายได้จะลดลงบ้าง แต่ก็ยังสามารถกวาดรายได้ไปถึงหกร้อยสี่สิบล้านเยน
เดินหน้ากวาดรายได้ด้วยเนื้อหาใสๆ สไตล์วัยรุ่น ทำให้ยอดรายได้รวมทะลุหนึ่งพันห้าร้อยล้านเยนไปแล้ว
ส่วนในด้านยอดขายแผ่นเสียง ซิงเกิล 'สมุดบันทึกแห่งวัยเยาว์' ก็ยังคงครองอันดับหนึ่งในตารางออริกอนชาร์ตอย่างต่อเนื่อง
แต่เมื่อเทียบกับรายได้ของภาพยนตร์แล้ว ยอดขายของซิงเกิลเก็งกิเกิร์ลนั้นตกลงอย่างน่าใจหาย ยอดขายลดลงไปถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว
อืม...
แม้จะลดลงไปครึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังขายไปได้ถึงสองแสนหนึ่งหมื่นแผ่น ทำเอาค่ายเพลงอื่นๆ ถึงกับอยากจะเอาหัวโขกกำแพงตาย
พอมองดูตัวเลขบนตารางหนังทำเงิน และยอดขายบนตารางออริกอนชาร์ต
ทุกคนต่างก็ตระหนักได้ว่า วงซูเปอร์ไอดอลภายใต้สังกัดอุนโจ ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว
ณ สำนักงานใหญ่บริษัทอุนโจเอย์กะ ในห้องทำงานประธานบริษัท ฮานิว ฮิเดกิ ฮิโรฮาชิ อาซาโกะ และอิโต ชินสุเกะ กำลังนั่งคุยกันอยู่
จู่ๆ โยชิโอกะ โชตะก็พรวดพราดเข้ามา โวยวายเสียงดัง "บ้าไปแล้ว บ้าไปกันหมดแล้ว"
"โยชิโอกะซัง มีเรื่องอะไรอีกล่ะครับ" ฮานิว ฮิเดกิถามด้วยท่าทีนิ่งเฉย
ตั้งแต่เก็งกิเกิร์ลโด่งดังเป็นพลุแตก เขาก็ชินกับท่าทางตื่นเต้นเกินเหตุของโยชิโอกะ โชตะทุกครั้งที่แวะมาที่บริษัทอุนโจเอย์กะแล้ว
"ตัวแทนจำหน่ายที่โอซาก้าโทรมาบอกว่า โปสเตอร์เก็งกิเกิร์ลที่เพิ่งส่งไปถึงถูกขโมยเกลี้ยงเลย แถมยังไม่ทันได้แจ้งความ คนขโมยก็ถูกหักหลังกันเอง แล้วก็มีคนในแก๊งโทรมาแจ้งเบาะแสด้วยตัวเองเลยด้วย"
โยชิโอกะ โชตะเล่าจบ ฮานิว ฮิเดกิก็ทำหน้าแบบว่าเรื่องแค่นี้เองเหรอ "โยชิโอกะซังตื่นเต้นกับเรื่องแค่นี้เนี่ยนะ"
"แน่นอนว่าไม่ใช่แค่นั้น คุณรู้ไหมว่าทำไมคนแจ้งถึงยอมหักหลังเพื่อน"
"โยชิโอกะซังก็เลิกอมพะนำได้แล้ว รีบๆ เล่ามาเถอะ" อิโต ชินสุเกะที่ไม่มีความอดทนฟังเรื่องเล่าเร่งเร้า
"อิโตซังนี่ใจร้อนจริงๆ เรื่องมีอยู่ว่า คนที่ขโมยโปสเตอร์ไปมีด้วยกันสามคน เป็นนักเรียนมัธยมในพื้นที่นั่นแหละ พอขโมยมาได้ พวกเขาก็มานั่งเถียงกันว่าใครในวงเก็งกิเกิร์ลน่ารักที่สุด เถียงกันไปเถียงกันมา คนที่ชอบโอกาดะ ยูกิโกะก็เกิดโมโหขึ้นมา เลยโทรไปแจ้งตำรวจจับเพื่อนอีกสองคนซะเลย"
โยชิโอกะ โชตะพูดพลางหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่านข่าวให้ฟัง "เหตุผลที่คนแจ้งอ้างก็คือ 'ยูกิโกะจังน่ารักจะตาย แต่พวกนั้นกลับหาว่าเธอเป็นตัวถ่วงของวง ไอ้พวกบ้าพวกนี้สมควรโดนตำรวจจับ' "
เล่าจบ โยชิโอกะ โชตะก็ส่ายหน้าและระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างเหลือเชื่อ
ฮานิว ฮิเดกิเองก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มันตลกดีเหมือนกัน แม้ว่าเหตุการณ์จะดูไร้สาระ แต่ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่าเก็งกิเกิร์ลนั้นได้รับความนิยมมากแค่ไหน
แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าแฟนคลับพวกนี้ทำผิดกฎหมายด้วยการขโมยของ ฮานิว ฮิเดกิก็ไม่ลืมที่จะเตือนสติ "การกระทำของแฟนคลับ ไอดอลก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย ถึงเรื่องราวจะดูแปลกประหลาด แต่การขโมยของเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้เด็ดขาด"
ฮิโรฮาชิ อาซาโกะก็เห็นด้วยกับความคิดของฮานิว ฮิเดกิ เธอจึงกำชับโยชิโอกะ โชตะว่า
"เรื่องนี้ต้องจัดการอย่างระมัดระวังนะคะ ความโด่งดังของเก็งกิเกิร์ลมันเหนือความคาดหมายมาก ตอนนี้มีคนในวงการเริ่มเล่นตุกติกแล้ว คุณไม่สังเกตเหรอว่าเริ่มมีข่าวในแง่ลบของเก็งกิเกิร์ลหลุดออกมาบ้างแล้ว"
"เก็งกิเกิร์ลดังขนาดนี้ ผมเองก็ยังคาดไม่ถึงเลย เมื่อวานยอดขายแผ่นเสียงก็ปาเข้าไปสี่หมื่นกว่าแผ่น นึกว่าจะตกลงเรื่อยๆ ซะอีก ที่ไหนได้ยอดขายกลับเด้งขึ้นมาอีก สัปดาห์นี้คงคว้าอันดับหนึ่งไปครองอีกตามเคย"
โยชิโอกะ โชตะรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันไป
เมื่อก่อนตอนที่ฮานิว ฮิเดกิยังไม่ดัง เขามักจะรู้สึกเสียดายกับความล้มเหลวในอาชีพผู้จัดการศิลปินของตัวเองอยู่เสมอ
แต่ตอนนี้ ฮานิว ฮิเดกิกลับมอบวงซูเปอร์ไอดอลให้เขาดูแล มันดังซะจนเขาเริ่มทำตัวไม่ถูกแล้ว
"เมื่อเช้าคุณเทราบายาชิจากวอร์เนอร์ ไพโอเนียร์ โทรมาถามยอดขายของเก็งกิเกิร์ล พอฉันบอกไป เขาก็ตัดสินใจเลื่อนวันวางแผงซิงเกิลของอากินะจังออกไปอีก"
ฮิโรฮาชิ อาซาโกะพูดพลางส่ายหน้าอย่างจนใจ
ความโด่งดังของเก็งกิเกิร์ล ไม่เพียงแต่จะทำให้คู่แข่งในวงการต้องปวดหัวเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อศิลปินรุ่นพี่ในค่ายเดียวกันอีกด้วย
แม้ว่านากาโมริ อากินะจะได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง 'ขอโทษทีที่ฉันน่ารักเกินไป' และบทบาทรุ่นพี่ผู้ใจดีก็ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของเธอได้เป็นอย่างดี ซึ่งช่วยพยุงไม่ให้ยอดขายซิงเกิลของเธอตกลงไปมากนัก
แต่ถึงกระนั้น ซิงเกิลใหม่ของเธอที่เดิมทีวางแผนจะปล่อยในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ก็จำต้องหลีกทางให้กระแสความแรงของเก็งกิเกิร์ล โดยการเลื่อนวันวางแผงออกไปอีกหนึ่งสัปดาห์
ส่วนนักร้องสาวร่วมค่ายอย่าง อารัน โทโมโกะ ด้วยความที่แนวเพลงของเธอเป็นแนวฟังสบายๆ สไตล์ชวนฝัน ซึ่งแตกต่างจากเก็งกิเกิร์ลอย่างชัดเจน ผลกระทบที่ได้รับจึงน้อยกว่า
แต่คนที่โดนผลกระทบหนักที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นวงดูโอ้ 'อามิน'
พวกเธอเพิ่งจะโค่นแชมป์อย่างนากาโมริ อากินะลงได้หมาดๆ นั่งแท่นอันดับหนึ่งได้เพียงสัปดาห์เดียว ก็ถูกเก็งกิเกิร์ลเบียดตกบัลลังก์ไปอย่างราบคาบ
และนี่เป็นเพียงแค่หนึ่งในศิลปินที่ได้รับผลกระทบเท่านั้น อาจกล่าวได้ว่า การมาของเก็งกิเกิร์ลสร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการเพลงและภาพยนตร์ของญี่ปุ่นอย่างหนักหน่วง ราวกับมีเสียงโอดครวญดังระงมไปทั่ว
"วันนี้พวกเธอไปที่นาโกย่าใช่ไหมครับ" ฮานิว ฮิเดกิเอ่ยถาม
"ใช่ครับ ช่วงบ่ายน่าจะกลับมาถึงโตเกียว แล้วก็จะไปอัดรายการเดอะเบสต์เทนของช่องทีบีเอสต่อเลย เฮ้อ ก็คงได้ที่หนึ่งอีกนั่นแหละ เริ่มจะไม่ตื่นเต้นแล้วสิ"
ท่าทางของโยชิโอกะ โชตะที่เหมือนคนได้คืบจะเอาศอกแบบนี้ ถ้าไปให้คนในวงการอื่นเห็นเข้า มีหวังโดนรุมกระทืบแน่ๆ
"ไม่ใช่ว่ามีงานแสดงสองงาน กับงานจับมืออีกงานนึงเหรอครับ จะกลับมาทันได้ยังไง"
ฮานิว ฮิเดกิถามด้วยความสงสัย
ตารางงานของเก็งกิเกิร์ลนั้นแน่นเอี๊ยดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะความฮอตของพวกเธอ
เพื่อให้ครอบคลุมทั้งตัวแทนจำหน่าย สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น สื่อมวลชน และพันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ เก็งกิเกิร์ลจึงต้องเดินทางไปโปรโมตแทบจะทุกเมืองในญี่ปุ่น
พูดได้เต็มปากเลยว่า เก็งกิเกิร์ลเดินทางไปถึงสามเมืองในหนึ่งวันถือเป็นเรื่องปกติ และตารางงานของพวกเธอก็ถูกจัดสรรไว้เป็นนาทีเลยทีเดียว
สำหรับเมืองเล็กๆ แค่ไปปรากฏตัวและร้องเพลงสักเพลงก็ถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว
มีเพียงเมืองใหญ่อย่างนาโกย่าเท่านั้น ที่จะมีเวลามากพอให้พวกเธอได้แสดงถึงสองงาน และจัดงานจับมือได้อีกหนึ่งงาน ซึ่งถือว่าหรูหรามากแล้ว
"ก็เพราะทางเทศบาลเมืองนาโกย่าสั่งยกเลิกงานจับมือน่ะสิครับ เราเลยต้องเปลี่ยนเป็นงานแสดงแทน ก็เลยประหยัดเวลาไปได้เยอะ" โยชิโอกะ โชตะอธิบาย
"ถูกสั่งยกเลิกเหรอ เพราะเรื่องที่โอซาก้าใช่ไหมครับ" ฮานิว ฮิเดกิถาม
ก่อนหน้านี้ตอนที่เก็งกิเกิร์ลไปโปรโมตที่โอซาก้า มีการจัดงานจับมือขึ้น แต่แฟนคลับตื่นเต้นกันมากเกินไปจนเกิดความวุ่นวายขึ้น
โชคดีที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้ามาระงับเหตุได้ทัน จึงไม่เกิดเหตุการณ์บานปลายไปมากกว่านี้
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากเหตุการณ์นี้ถึงห้าคน
แม้ว่าหลังจากนั้นเก็งกิเกิร์ลจะไปเยี่ยมแฟนคลับที่โรงพยาบาล และออกมาขอโทษต่อสาธารณชนแล้ว แต่เรื่องนี้ก็ยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง
ทางเทศบาลเมืองนาโกย่าคงจะกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย จึงสั่งระงับงานจับมือไป
ด้วยความที่เก็งกิเกิร์ลได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ทางเทศบาลเมืองนาโกย่าคงไม่อยากเสี่ยงว่าแฟนคลับของเมืองตัวเองจะควบคุมสติได้ดีกว่าแฟนคลับที่โอซาก้า
"ถ้านาโกย่าเป็นฝ่ายเริ่มก่อน หลังจากนี้เมืองอื่นๆ ก็คงจะทำตามกันหมดแน่ๆ"
เมื่อนึกถึงยอดขายอัลบั้มที่จะหายไปจากการยกเลิกงานจับมือ ฮิโรฮาชิ อาซาโกะก็แอบรู้สึกเสียดาย
"ยกเลิกไปก็ดีแล้วครับ ดีกว่าปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นมาจริงๆ"
เมื่อเทียบกับยอดขายแล้ว ฮานิว ฮิเดกิให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากกว่า
"เก็งกิเกิร์ลดังระเบิดระเบ้อขนาดนี้ ทำไมผมถึงรู้สึกว่าฮานิวซังไม่ค่อยตื่นเต้นเลยล่ะครับ สัปดาห์แรกเราขายแผ่นได้ตั้งสี่แสนหนึ่งหมื่นแผ่นเชียวนะครับ"
โยชิโอกะ โชตะถามด้วยความแปลกใจ
"ความตื่นเต้นมันไม่จำเป็นต้องแสดงออกให้ใครเห็นหรอกครับ"
จริงๆ แล้วฮานิว ฮิเดกิอยากจะบอกว่า ยอดขายสัปดาห์แรกสี่แสนหนึ่งหมื่นแผ่นมันก็งั้นๆ แหละ ยอดขายสัปดาห์แรกทะลุล้านเจ็ดแสนแผ่นเขาก็เคยเห็นมาแล้ว
ตอนนี้คนในวงการต่างก็ซุบซิบกันว่า บริษัทอุนโจเอนเตอร์เทนเมนต์ดันศิลปินด้วยการใช้กลยุทธ์การตลาดแบบ Tie-up
ถ้าจะเอาไปเทียบกับลูกไม้ของอากิโมโตะ ยาสุชิในอนาคตแล้วล่ะก็ ถือว่ายังห่างชั้นกันอีกเยอะเลย
"อ้อ จริงสิ วันนี้ยูกิโอะซังจะกลับมาพร้อมกับพวกเธอหรือเปล่าครับ"
ฮานิว ฮิเดกิถามถึงทานากะ ยูกิโอะที่ไม่ได้เจอหน้ากันมานาน
ทานากะ ยูกิโอะที่ตอนแรกถูกเอกามิ จิกาโกะบังคับให้ตามไปดูแลเก็งกิเกิร์ล แต่พอเก็งกิเกิร์ลเริ่มดังเป็นพลุแตก เจ้านี่ก็เหมือนจะเจอแรงบันดาลใจในการทำงานซะงั้น เลยทำงานอย่างจริงจังขึ้นมา
ขนาดเอกามิ จิกาโกะถูกภริยาทานากะเรียกตัวกลับไปแล้ว ทานากะ ยูกิโอะก็ยังคงตามติดเก็งกิเกิร์ลไปทุกที่
จากที่ตกลงกันไว้ว่าจะเป็นแค่ผู้ช่วย ตอนนี้กลับทำตัวประหนึ่งผู้จัดการส่วนตัวเข้าไปทุกที แถมยังดูสนุกกับงานนี้ซะด้วย
"กลับมาแน่นอนครับ ฮานิวซังมีธุระกับคุณทานากะเหรอครับ" โยชิโอกะ โชตะถาม
"ความตั้งใจทำงานของยูกิโอะซังมันก็ดีอยู่หรอกครับ แต่ก็สร้างปัญหาให้เราไม่น้อยเหมือนกัน ผมคุยกับภริยาทานากะแล้วว่า จะเรียกเขากลับมาแล้วล่ะครับ"
ฮานิว ฮิเดกิตัดสินใจที่จะส่งทานากะ ยูกิโอะกลับไป เพราะตั้งแต่เอกามิ จิกาโกะกลับไป หมอนี่ก็เริ่มทำตัวมีปัญหาอีกแล้ว
ดูเหมือนจะอินกับบทบาทผู้จัดการส่วนตัวมากไปหน่อย จนทำให้ทีมงานที่ติดตามเก็งกิเกิร์ลต้องปวดหัวไปตามๆ กัน
"เรื่องนี้คงต้องรบกวนฮานิวซังเป็นคนบอกเขาเองแล้วล่ะครับ พวกเราคงเอาเขาไม่อยู่หรอก"
ฮิโรฮาชิ อาซาโกะในฐานะประธานบริษัท รีบปัดความรับผิดชอบทันที เพราะเธอก็ปวดหัวกับทานากะ ยูกิโอะเหมือนกัน
"ไม่ต้องห่วงครับ คืนพรุ่งนี้ผมจะพายูกิโอะซังไปเที่ยวไนต์คลับที่รปปงหงิ รับรองว่ามะรืนนี้ตอนเก็งกิเกิร์ลออกเดินทาง ยูกิโอะซังยังไม่ตื่นจากเตียงแน่นอน"
ฮานิว ฮิเดกิคิดแผนการรับมือไว้เรียบร้อยแล้ว ถึงตอนนั้นเขาจะจัดสาวสวยๆ ในไนต์คลับไปดูแลทานากะ ยูกิโอะสักหลายๆ คน ดูซิว่าเช้าวันต่อมาหมอนี่จะลุกขึ้นมาไหวไหม
"วิธีแก้ปัญหาแบบนี้ คงมีแต่ฮานิวซังเท่านั้นแหละที่คิดได้"
ฮิโรฮาชิ อาซาโกะรู้สึกว่าวิธีของฮานิว ฮิเดกิมันดูนอกคอกไปหน่อย แต่ก็คิดว่ามันน่าจะใช้ได้ผลกับทานากะ ยูกิโอะที่สุดแล้วล่ะ
"ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ" ฮานิว ฮิเดกิลุกขึ้นเตรียมตัวเลิกงานก่อนเวลา
แม้ว่าเก็งกิเกิร์ลจะดังเปรี้ยงปร้าง และบริษัทเครืออุนโจจะยุ่งจนหัวหมุน แต่ประธานบริษัทอย่างฮานิว ฮิเดกิกลับใช้ชีวิตอย่างชิลๆ
เพราะเขาเป็นแค่โปรดิวเซอร์ของเก็งกิเกิร์ล หน้าที่ของเขาจบลงตั้งแต่แต่งเพลงและออกแบบท่าเต้นเสร็จแล้ว ส่วนเรื่องการโปรโมตก็ไม่ต้องให้เขาไปลงมือเองหรอก
ดังนั้นในขณะที่ทุกคนกำลังทำงานล่วงเวลากันอย่างขะมักเขม้น เขากลับใช้ชีวิตอย่างสบายใจเฉิบ
เขานอกจากจะเขียนนิยายเรื่อง 'ยัยตัวร้ายกับนายเจี๋ยมเจี้ยม' ไปได้เกือบครึ่งเรื่องแล้ว เขาก็ยังเจียดเวลาไปเขียนบทมังงะเรื่อง 'ดราก้อนบอล' ไปได้อีกหลายตอนด้วยซ้ำ
แถมล่าสุดเขายังรับปากโอกะ มาซาฮิโระจากสำนักพิมพ์โชงากูกัง ว่าจะเตรียมหนังสือภาพเล่มใหม่สำหรับเจาะตลาดต่างประเทศอีกต่างหาก
รางวัลเหรียญเคตกรีนอะเวย์ ใครบ้างล่ะจะไม่อยากได้
รางวัลเกียรติยศระดับโลกในวงการหนังสือภาพนี้ หากได้รับมาก็จะเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
เมื่อได้รับรางวัล ยอดขายผลงานหนังสือภาพของเขาในต่างประเทศก็จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน
ช่วงนี้เขาใช้เงินเก่งไปหน่อย ก็ต้องพยายามหาเงินมาเติมให้เต็มกระเป๋าบ้าง
เมื่อเทียบกับรายได้จากการทำธุรกิจแล้ว รายได้จากการขายหนังสือนั้นถือว่าน้อยกว่ามากในตอนนี้
แต่สำหรับเขาแล้ว การเขียนหนังสือไม่เพียงแต่เป็นการสร้างฐานลิขสิทธิ์ผลงานที่มั่นคงเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับคุณค่าและสถานะทางสังคมของตัวเองอีกด้วย ซึ่งมันเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าเงินทองเสียอีก
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ก้าวเท้าออกจากห้อง ฮิโรฮาชิ อาซาโกะก็เอ่ยขึ้น "วันนี้ฮานิวซังมีธุระเหรอคะ"
"วันนี้พวกน้องๆ จะมาโตเกียวครับ ผมต้องไปรับพวกเขาที่สถานีโตเกียว"
จริงๆ แล้วตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม แม่ของเขาก็บอกแล้วว่าฮิเดโตชิกับยูอิอยากมาเที่ยวโตเกียว แถมยังพาเด็กผู้หญิงที่ชื่อยูมิจังมาด้วย
แต่เพราะติดธุระหลายอย่าง ประกอบกับแม่เห็นว่าเขากำลังยุ่งกับงานของเก็งกิเกิร์ล ก็เลยเลื่อนมาจนถึงตอนนี้
"อ้อ แบบนี้นี่เอง ฉันมีเรื่องจะแจ้งให้ทราบสองเรื่องค่ะ ขอเวลาสักครู่นะคะ"
ฮิโรฮาชิ อาซาโกะพูดพลางหยิบเอกสารฉบับหนึ่งยื่นให้ฮานิว ฮิเดกิ
"ยานาอิซังที่ร่วมลงทุนในบริษัทอุนโจเอนเตอร์เทนเมนต์กับทานากะซัง แจ้งความประสงค์ว่าต้องการจะขายหุ้นทั้งหมดในบริษัทอุนโจเอนเตอร์เทนเมนต์ค่ะ"
ฮานิว ฮิเดกิรับเอกสารมาดู ก็พบว่าเป็นจดหมายที่ยานาอิ ทาดาชิส่งมาจริงๆ
เนื้อหาในจดหมายระบุว่า เนื่องจากความจำเป็นในการลงทุน จึงต้องการขายหุ้นร้อยละยี่สิบของบริษัทอุนโจเอนเตอร์เทนเมนต์
ตอนนี้เก็งกิเกิร์ลกำลังเป็นกระแส ยานาอิ ทาดาชิกลับต้องการขายหุ้น แสดงว่าเขาน่าจะมีปัญหาเรื่องเงินทุนสำหรับโปรเจกต์ยูนิโคล่แน่ๆ
"อาซาโกะซังมีความคิดเห็นยังไงบ้างครับ"
ในเมื่อยานาอิ ทาดาชิส่งจดหมายมาหา ก็คงอยากให้ทางบริษัทอุนโจเอย์กะรับซื้อหุ้นคืนไปนั่นแหละ
"ฉันอยากให้บริษัทอุนโจเอย์กะรับซื้อหุ้นส่วนนี้ไว้ค่ะ"
ฮิโรฮาชิ อาซาโกะไม่อยากให้หุ้นส่วนนี้ตกไปอยู่ในมือของคนนอก เพราะอาจจะทำให้เกิดปัญหาตามมาได้
"ก็ตามที่อาซาโกะซังเห็นสมควรเลยครับ แล้วอีกเรื่องนึงล่ะครับ" ฮานิว ฮิเดกิถามต่อ
"กระแสตอบรับของเก็งกิเกิร์ลดีเกินคาดมาก แต่เราก็ต้องเริ่มเตรียมตัวสำหรับผลงานชิ้นต่อไปแล้วค่ะ ตอนนี้นักแต่งเพลงในสังกัดวายเอ็มเรคคอร์ดส์กับทางบีอิ้งที่ส่งเพลงมาให้ ยังไม่ค่อยเข้าตาสักเท่าไหร่ คงต้องรบกวนฮานิวซังช่วยแต่งเพลงใหม่ให้พวกเธอด้วยนะคะ"
"ไม่ต้องห่วงครับ ผมเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว รับรองไม่ให้เสียงานแน่นอน" ฮานิว ฮิเดกิชี้ไปที่หัวตัวเอง พร้อมกับตอบด้วยความมั่นใจ
"งั้นก็ไม่มีเรื่องอะไรแล้วค่ะ ฮานิวซังรีบไปรับฮิเดโตชิกับยูอิเถอะค่ะ"
"ไว้เจอกันครับทุกคน" ฮานิว ฮิเดกิบอกลาทุกคนแล้วเดินออกจากห้องไป
"ฮานิวซังรอเดี๋ยวครับ ผมไปด้วย" อิโต ชินสุเกะลุกขึ้นเดินตามฮานิว ฮิเดกิไป
ตั้งแต่เก็งกิเกิร์ลเริ่มเดินสายเดบิวต์ ในบรรดาผู้บริหารทั้งสี่คนของบริษัทอุนโจเอย์กะ นอกเหนือจากฮานิว ฮิเดกิแล้ว คนที่ว่างที่สุดก็คืออิโต ชินสุเกะนี่แหละ
อิโต ชินสุเกะในตอนนี้ถือว่าผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาแล้ว
โปรดิวเซอร์หลายคนที่เขาปั้นมากับมือก็สามารถรับงานถ่ายโฆษณาได้ด้วยตัวเองแล้ว ทำให้เขาไม่ต้องคอยตามประกบตลอดเวลา
หลังจากกำกับภาพยนตร์ทำเงินไปแล้วสองเรื่อง ตอนนี้เขาก็ไม่ได้มีโปรเจกต์ใหม่ๆ เข้ามา นอกจากบริษัทอุนโจแอนิเมชันที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาใหม่กำลังง่วนอยู่กับการสร้างแอนิเมชันซีรีส์ 'เซนต์เซย์ย่า' และการเตรียมงานสำหรับ 'เซนิเทนโด' ฉบับภาพยนตร์
ชีวิตของเขาก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร แม้จะไม่สบายเท่าฮานิว ฮิเดกิ แต่ก็ถือว่ามีเวลาว่างมากกว่าฮิโรฮาชิ อาซาโกะและโยชิโอกะ โชตะเยอะ
ทั้งสองคนคุยกันไปพลางเดินไปที่ลานจอดรถ ฮานิว ฮิเดกิก็เหลือบไปเห็นว่าอิโต ชินสุเกะเพิ่งถอยรถคันใหม่มา
โลโก้รูปดาวสามแฉกอันเป็นเอกลักษณ์ที่กระจังหน้ารถ ทำให้ฮานิว ฮิเดกิรู้ได้ทันทีว่ามันคือรถเบนซ์
"อิโตซังถอยรถใหม่ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับเนี่ย"
"เพิ่งซื้อมาไม่นานนี้เองครับ เบนซ์ซีหนึ่งศูนย์เจ็ดรุ่นล่าสุดเลยนะ สวยไหมครับ"
ฮานิว ฮิเดกิมองดูรถเบนซ์คูเป้สองประตูคันสีดำที่ดูบึกบึนแข็งแรง แล้วพยักหน้า "ดูมีภูมิฐานสมกับเป็นเศรษฐีเลยครับ"
เมื่อนึกถึงปีที่แล้ว ตอนที่อิโต ชินสุเกะได้รถโตโยต้าโคโรน่ามาเป็นรถประจำตำแหน่ง ยังดีใจจนเนื้อเต้นอยู่เลย มาปีนี้ก็อัปเกรดเป็นเบนซ์ซะแล้ว
แต่การที่อิโต ชินสุเกะจะซื้อรถหรูสักคันในตอนนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรหรอก
เพราะนอกจากจะได้เงินปันผลจากบริษัทอุนโจเอย์กะแล้ว ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ทำเงินถึงสองเรื่อง เขายังได้รับส่วนแบ่งรายได้จากภาพยนตร์อีกด้วย
ผู้กำกับคนอื่นๆ ในวงการอาจจะไม่ได้ส่วนแบ่งเยอะขนาดนี้ แต่ออิโต ชินสุเกะไม่ใช่คนนอก ฮานิว ฮิเดกิคงไม่ยอมให้ตัวเองรวยอยู่คนเดียวแล้วปล่อยให้หุ้นส่วนต้องลำบากหรอกนะ
"ฮ่าๆ" อิโต ชินสุเกะหัวเราะร่วนเมื่อได้ยินคำแซวของฮานิว ฮิเดกิ
"จริงๆ ผมก็ไม่ได้อยากได้รถแพงๆ แบบนี้หรอก แต่เวลาไปเดตกับสาวๆ การมีรถหรูๆ ขับไปรับไปส่งมันก็ช่วยเสริมภาพลักษณ์ได้เยอะเลยนะครับ"
ฮานิว ฮิเดกิได้ยินดังนั้นก็เอ่ยแซวขึ้นมา "ดูท่าทางวันนี้คงมีนัดกับคุณนานะล่ะสิครับ"
"ใช่ครับ วันนี้เธอว่างพอดี เราเลยกะจะไปเที่ยวด้วยกัน" อิโต ชินสุเกะยอมรับตรงๆ
"ระวังตัวด้วยนะครับ ตอนนี้คุณเป็นผู้กำกับชื่อดังแล้ว มีนักข่าวจับตามองอยู่เยอะแยะ ขืนไปทำอะไรประเจิดประเจ้อระวังจะตกเป็นข่าวหน้านะครับ" ฮานิว ฮิเดกิเตือนสติ
"ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมก็แค่ผู้กำกับ ส่วนเธอก็ไม่ได้เป็นไอดอลแล้ว ถึงจะเป็นข่าวก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรหรอกครับ"
อิโต ชินสุเกะพูดพลางเปิดประตูรถเข้าไปนั่ง "ฮานิวซัง ผมไปก่อนนะครับ ไว้เจอกันพรุ่งนี้"
"แล้วเจอกันครับ"
หลังจากบอกลาอิโต ชินสุเกะแล้ว ฮานิว ฮิเดกิก็ขับรถไปที่สถานีโตเกียวเช่นกัน
แต่การที่อิโต ชินสุเกะถอยรถใหม่ ก็ทำให้ฮานิว ฮิเดกิเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา
รถสปอร์ตบีเอ็มดับเบิลยูคันนี้ขับสบายก็จริง แต่บางครั้งที่ต้องไปคุยธุระ การขับรถสปอร์ตไปเองมันก็ดูไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่นัก
โดยเฉพาะเวลาที่ต้องรับส่งคนอื่น การเป็นประธานบริษัทแต่ต้องมาทำหน้าที่เป็นคนขับรถให้ มันก็ดูพิลึกอยู่เหมือนกัน
ถ้าเป็นคนกันเองก็แล้วไป แต่ถ้าเป็นคนแปลกหน้ามันจะทำให้บรรยากาศกระอักกระอ่วนซะเปล่าๆ
เมื่อก่อนบริษัทก็เคยมีรถประจำตำแหน่งอย่างโตโยต้าเซนจูรีอยู่คันหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ก็ให้ฮิโรฮาชิ อาซาโกะใช้งานเป็นหลัก แถมเขาก็ไม่ค่อยชอบดีไซน์ของมันสักเท่าไหร่
พอได้เห็นรถเบนซ์ของอิโต ชินสุเกะ เขาก็คิดว่าน่าจะถอยรถเบนซ์เอสคลาสมาสักคัน ดีไซน์มันดูเรียบหรู ไม่ได้ดูอลังการโอ่อ่าจนเกินไปเหมือนโตโยต้าเซนจูรี
ฮานิว ฮิเดกิขับรถบีเอ็มดับเบิลยูสีแดงไปพลาง คิดเรื่องซื้อรถไปพลาง ไม่นานนักก็มาถึงสถานีโตเกียว
เนื่องจากคราวนี้ไม่มีมิยาฮิระ เซจิโร่มาด้วย ฮานิว ฮิเดกิเลยแอบกังวลเรื่องความปลอดภัยของน้องๆ อยู่บ้าง
แต่พอเห็นรถไฟชินคันเซ็นเข้าเทียบชานชาลา และน้องๆ ทั้งสามคนเดินออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มตื่นเต้น เขาก็เบาใจลง
แต่เพราะเขากลัวคนจะจำได้ ก็เลยใส่ทั้งแว่นดำและหมวกเบสบอลปิดบังใบหน้ามิดชิด ทำเอาน้องๆ มองหาเขาไม่เจอในตอนแรก
สุดท้ายเขาก็ต้องตะโกนเรียกเสียงดัง
"ฮิเดโตชิ ยูอิ พี่อยู่นี่"
เมื่อได้ยินเสียงเรียก ทั้งสามคนก็หันมามองและจำฮานิว ฮิเดกิได้
"พี่คะ ทำไมแต่งตัวมิดชิดเหมือนพวกผู้ร้ายในหนังเลยล่ะ"
ยูอิ น้องสาวตัวดีทักทายพี่ชายด้วยประโยคนี้
ป้าบ
ฮานิว ฮิเดกิเขกหัวน้องสาวไปหนึ่งทีเบาๆ "พูดจาอะไรแบบนั้น พี่ก็แค่ไม่อยากให้คนจำได้ต่างหากล่ะ"
พูดจบเขาก็รีบกวาดสายตามองไปรอบๆ เมื่อเห็นว่ามีคนเริ่มมองมาทางพวกเขา เขาก็รีบต้อนน้องๆ ให้เดินออกจากสถานีทันที
"รีบออกไปจากตรงนี้กันเถอะ ขืนมีคนจำพี่ได้ล่ะก็ เรื่องใหญ่แน่"
ฮานิว ฮิเดกิไม่ได้กลัวโดนรุมล้อมหรอก แต่เขากลัวจะพลัดหลงกับน้องๆ ท่ามกลางฝูงชนมากกว่า
เมื่อเดินออกมาจนพ้นสายตาผู้คนแล้ว เขาก็มีโอกาสได้หันไปทักทายเด็กผู้หญิงน่ารักที่ยืนบิดไปบิดมาอยู่ข้างๆ น้องชายของเขา
"น้องสาวคนสวยนี่คงจะเป็นยูมิจังใช่ไหมจ๊ะ ยินดีต้อนรับสู่โตเกียวนะ"
ถ้าเขาจำไม่ผิด เด็กผู้หญิงคนนี้เป็นแฟนคลับตัวยงของเขาเลยนี่นา
สงสัยคงจะตื่นเต้นจนอยากจะขอลายเซ็นเขาใจจะขาดแล้วล่ะมั้ง ก็ช่วยไม่ได้นี่นะ เกิดมาเป็นนักเขียนรูปหล่อก็ต้องมีแฟนคลับเยอะเป็นธรรมดา
ฮานิว ฮิเดกิแอบคิดในใจว่า ถ้าเด็กน้อยคนนี้ขอลายเซ็น เขาจะเขียนข้อความอะไรให้ว่าที่น้องสะใภ้คนนี้ดีนะ เขาเตรียมพร้อมจะแจกลายเซ็นให้ครบทุกผลงานของเขาเลย
แต่ยังไม่ทันที่ฮานิว ฮิเดกิจะได้โชว์ความเท่ วาตาเบะ ยูมิ ก็โค้งคำนับและกล่าวทักทายอย่างสุภาพเสียก่อน
"ดิฉันชื่อวาตาเบะ ยูมิค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ คุณฮานิว รบกวนด้วยนะคะ"
"ไม่ต้องเกรงใจหรอกจ้ะยูมิจัง มาเที่ยวโตเกียวทั้งทีก็เที่ยวให้สนุกนะ มีอะไรอยากได้บอกพี่มาได้เลย"
"พี่ครับ ยูมิจังเขาอยากดูพลุครับ"
ยังไม่ทันที่วาตาเบะ ยูมิจะตอบ ฮานิว ฮิเดโตชิก็รีบชิงตอบแทนเสียก่อน
ฮานิว ฮิเดกิมองหน้าน้องชายตัวแสบ นึกในใจว่าทีตอนเรียกพี่ไม่เห็นจะรีบขนาดนี้เลยนะ
"จริงๆ แล้วนอกจากดูพลุ ฉันยังอยาก..." วาตาเบะ ยูมิพูดพลางช้อนสายตามองฮานิว ฮิเดกิด้วยความเขินอาย
ฮานิว ฮิเดกิเห็นแบบนั้นก็ยิ้มกริ่มในใจ นั่นไงล่ะ คงจะอยากได้ลายเซ็นฉันจนทนไม่ไหวแล้วล่ะสิ
แต่ประโยคถัดมาของวาตาเบะ ยูมิ กลับทำให้ฮานิว ฮิเดกิถึงกับสตันต์ไปเลย
"ฉันอยากได้ลายเซ็นของวงเก็งกิเกิร์ลค่ะ"
"หา"
ความรู้สึกภูมิใจของฮานิว ฮิเดกิพังครืนลงมาไม่เป็นท่า
ไหนบอกว่าเป็นแฟนคลับฉันไง ทำไมถึงอยากได้ลายเซ็นเก็งกิเกิร์ลล่ะ นี่เธอเปลี่ยนใจไปเป็นแฟนคลับพวกนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย
แต่ยังไม่ทันที่ฮานิว ฮิเดกิจะได้หายช็อก น้องชายกับน้องสาวของเขาก็พูดแทรกขึ้นมาพร้อมกัน
"หนูก็อยากได้ลายเซ็นเก็งกิเกิร์ลเหมือนกันค่ะ"
ฮานิว ยูอิจับแขนฮานิว ฮิเดกิเขย่าไปมาอย่างออดอ้อน "พี่คะ พี่เป็นประธานบริษัทของเก็งกิเกิร์ลไม่ใช่เหรอคะ พาพวกเราไปเจอพวกพี่เขาหน่อยสิคะ น้า"
ฮานิว ฮิเดกิเก็บเศษหน้าตัวเองขึ้นมา แล้วถามด้วยความประหลาดใจ "นี่พวกเธอชอบเก็งกิเกิร์ลกันหมดเลยเหรอเนี่ย"
พอเจอคำถามนี้เข้าไป ฮานิว ยูอิก็ตอบด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าเรื่องแค่นี้ทำไมต้องถาม
"แน่นอนสิคะ ตอนนี้มีใครบ้างที่ไม่รู้จักเก็งกิเกิร์ล แต่หนูชอบพี่โยโกะที่สุดเลยนะคะ พี่เขาเท่มากๆ หนูอยากจะตัดผมสั้นเหมือนพี่เขา แต่คุณแม่ไม่ยอมให้ตัดค่ะ"
พอฮานิว ยูอิพูดจบ ฮานิว ฮิเดโตชิก็เสริมขึ้นมาทันที "ผมชอบมินาโกะจังครับ เธอดูอ่อนโยนมากเลย"
"ฉันชอบยูกิโกะจังค่ะ ถึงแม้ว่าเธอจะไม่เก่งเท่าคนอื่น แต่เธอก็พยายามอย่างเต็มที่และมองโลกในแง่ดีเสมอเลยค่ะ"
วาตาเบะ ยูมิก็ร่วมวงบอกความในใจด้วยคน
[จบแล้ว]