เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 310 - ฝ่ายต่างๆ

บทที่ 310 - ฝ่ายต่างๆ

บทที่ 310 - ฝ่ายต่างๆ


บทที่ 310 - ฝ่ายต่างๆ

เจ้าหน้าที่กระทรวงเวทมนตร์แม้ส่วนใหญ่จะทำงานไปงั้นๆ และชอบผักชีโรยหน้า แต่พวกเขาก็มีข้อดีอยู่เหมือนกัน

ตัวอย่างเช่น พวกเขาชำนาญคาถาลบความจำมาก สามารถลบความทรงจำของคนกลุ่มใหญ่ในช่วงเวลาหลายวันทิ้งได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว

และตัวอย่างอีกอย่างคือ ระดับของคาถาซ่อมแซมและคาถาทำความสะอาดของพวกเขาก็สูงมากเช่นกัน

เพียงไม่กี่สิบนาที ลานจอดรถก็กลับคืนสู่สภาพเดิม เมือกและรอยเลือดทั้งในและนอกรถบรรทุกหายไปจนสิ้น กระจกที่ถูกแมงมุมทำแตก กระจกมองหลังที่ถูกโดโนแวนชนหลุดตอนต่อสู้ รวมถึงรอยบุบบนรถยนต์ ต่างก็ได้รับการซ่อมแซมจนกลับมาเป็นเหมือนใหม่

ส่วนกลุ่มคนที่นอนแผ่หลาอยู่ที่พื้น เจ้าหน้าที่กระทรวงเวทมนตร์ต่างก็มีน้ำใจช่วยกันยัดพวกเขาทุกคนเข้าไปในรถยนต์คันต่างๆ ราวกับกังวลว่าคนเหล่านั้นจะหนาวสั่น แต่ความจริงพวกเขาแค่กังวลว่าจะมีคนมาพบว่ามีคนนอนกองอยู่ที่พื้นเป็นจำนวนมาก แล้วจะแตกตื่นจนไปแจ้งตำรวจเท่านั้นเอง

"ตื่นมาแล้วพวกเขาจะคิดยังไงนะ?"

เจ้าหน้าที่กระทรวงเวทมนตร์หนุ่มคนหนึ่งหันไปมองคนที่พวกเขาโยนทิ้งไว้ข้างหลัง แล้วถามด้วยความเป็นห่วง:

"อยู่ดีๆ มาปรากฏตัวอยู่บนเรือแบบจำอะไรไม่ได้เลย พวกเขาต้องแจ้งตำรวจแน่ๆ เลยใช่ไหมครับ? ไม่แน่อาจจะกลายเป็นข่าวใหญ่เลยก็ได้นะ"

"ไม่เป็นไรหรอก"

เจ้าหน้าที่ที่แก่กว่าเล็กน้อยหัวเราะและพูดว่า "ขอเพียงแค่พวกเขาลองถามญาติมิตรดู หรือถามพนักงานบนเรือดู ก็จะรู้เองแหละว่าพวกเขาเป็นคนเดินขึ้นเรือมาเอง ส่วนเรื่องที่จำไม่ได้..."

อีกคนพูดเสริมว่า "ปัจจัยที่ทำให้คนสูญเสียความทรงจำมันมีตั้งเยอะแยะ—อย่างเช่นหัวไปกระแทกเข้ากับอะไรบางอย่างโดยบังเอิญ หรือผลข้างเคียงจากยา พวกมักเกิ้ลโง่ๆ จะไปจินตนาการถึงเรื่องเวทมนตร์ได้ยังไงกัน?"

ทุกคนต่างพากันระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ซึ่งเป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามต่อคนอีกกลุ่ม

พวกเขาพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนานพลางเดินกลับขึ้นชั้นบน เพื่อเตรียมจะสนุกกับการท่องเที่ยวในครั้งนี้ต่อ

เวดที่แปลงร่างเป็นเหยี่ยวเพเรกรินและหลบอยู่หลังท่อน้ำโผล่หัวออกมามองดูคนกลุ่มนี้ที่เดินจากไปอย่างไม่มีความรู้สึกผิดแม้แต่น้อยพลางส่ายหัวอย่างจนใจ

มิน่าล่ะ คนอย่างฟัดจ์ถึงได้ครองตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเวทมนตร์ได้อย่างมั่นคง หากไม่ใช่เพราะในเนื้อเรื่องเดิมความจริงเรื่องโวลเดอมอร์คืนชีพถูกเปิดเผย เขาก็คงจะสามารถใส่ร้ายดัมเบิลดอร์ว่าเป็นตาแก่เสียสติและไล่ออกจากฮอกวอตส์ได้สำเร็จ โดยที่เจ้าหน้าที่กระทรวงเวทมนตร์ส่วนใหญ่ก็คงไม่กล้าออกมาคัดค้านเขาอย่างเปิดเผย

เพราะสำหรับหลายๆ คน ฟัดจ์ก็เป็นตัวแทนของผลประโยชน์ของพวกเขาเช่นกัน—คือไม่ต้องทำงานจริงจังมากเกินไป ไม่ต้องรับผิดชอบมากเกินไป ทำผิดก็ไม่เป็นไร และยังสามารถแอบอู้งานในที่ทำงานได้เหมือนกัน...

ความสามารถและสไตล์การทำงานของผู้มีอำนาจย่อมส่งผลกระทบต่อลูกน้องทุกคนที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชา

เวดเดินออกจากลานจอดรถ และหลังจากจัดการกับระเบิดที่ถูกติดตั้งไว้บนเรือเสร็จแล้ว เขาก็กลับมาที่นี่อีกครั้ง เขาเฝ้าสังเกตการณ์อยู่เหนือท่อน้ำ และรอคอยอย่างอดทนให้คนข้างล่างตื่นขึ้นมา

ผ่านไปไม่นาน ก็เริ่มมีคนตื่นขึ้น

เขาพบว่าตัวเองอยู่ในรถยนต์ที่ไม่คุ้นเคย จึงรีบควักอาวุธออกมาด้วยความตื่นตระหนก หลังจากสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่งจนมั่นใจว่าปลอดภัยแล้ว เขาจึงค่อยๆ เปิดประตูรถ และเดินย่องออกมาจากตรงนั้นอย่างหลบๆ ซ่อนๆ

ไม่นานนัก คนคนนี้ก็วิ่งออกจากลานจอดรถไป โดยตลอดทางเขาใช้รถยนต์คันอื่นๆ คอยบดบังร่างกายตัวเองไว้

คนข้างหลังก็ทยอยกันตื่นขึ้น การกระทำของพวกเขาเกือบจะเป็นพิมพ์เดียวกันกับคนแรกเป๊ะ

เพราะเจ้าหน้าที่กระทรวงเวทมนตร์ยัดพวกเขาทุกคนแยกเข้าไว้ในรถคนละคัน ดังนั้นคนที่ตื่นมาจึงดูเหมือนจะคิดว่าตัวเองถูกเล่นงานเพียงลำพัง และไม่ได้นึกเลยว่าในลานจอดรถนี้จะมี "เพื่อนร่วมชะตากรรม" อยู่อีกหลายคน

บางคนที่รอบคอบหน่อย จะเริ่มรวบรวมข้อมูลภายในรถก่อน แต่ก็ใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งหรือสองนาทีเท่านั้น ก็รีบออกจากสถานที่ที่ทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัยแห่งนี้อย่างรวดเร็ว

ชายแก่ผมขาวที่มีอายุมากที่สุด เป็นคนสุดท้ายที่ตื่นขึ้นมา

จะพูดให้ถูกคือ เขาถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงโทรศัพท์

คนที่ออกจากลานจอดรถไปก่อนหน้านี้ หลังจากที่พอจะเข้าใจสถานการณ์ของตัวเองคร่าวๆ แล้ว ก็กดโทรศัพท์หาชายแก่ผมขาวเพื่อรายงานเหตุการณ์ที่เจอมา และเขาก็ต้องประหลาดใจที่พบว่า อีกฝ่ายก็เจอเหตุการณ์แบบเดียวกันเป๊ะ

"เดี๋ยวก่อน อย่าพูดในโทรศัพท์เลย"

ชายแก่ผมขาวนั่งอยู่ในรถพลางมองไปรอบๆ ด้วยความระแวดระวัง แล้วกระซิบเสียงเบาว่า "คุณไปตามคนอื่นๆ มา แล้วพวกเราค่อยกลับไปคุยกันที่เซฟเฮาส์"

เขากดวางสาย และรีบเดินจากไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน

เวดแอบตามไปอย่างเงียบๆ และพบว่าสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าเซฟเฮาส์ ก็คือห้องพักห้องหนึ่งที่ชั้นเจ็ดนั่นเอง

ที่นี่คือห้องนอนของชายแก่ผมขาว และยังมีห้องนั่งเล่นเล็กๆ อีกหนึ่งห้อง คนหกเจ็ดคนอัดแน่นอยู่ในนั้นจนดูหนาแน่นมาก

"...สถานการณ์ก็เป็นอย่างที่ว่ามา คัตเลอร์, จูลี่, ทอม แล้วก็ผม พวกเราหลายคนสูญเสียความทรงจำในช่วงสามวันที่ผ่านมาไปหมด ส่วนสิตาย่าสูญเสียความทรงจำไปถึงห้าวัน ทุกคนมีความคิดเห็นยังไงบ้าง ลองพูดออกมาดูสิ"

ชายแก่ผมขาวพยายามพูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสงบที่สุดเท่าที่จะทำได้

ทุกคนต่างทยอยกันเปิดปาก—

"เวทมนตร์"

"คาถาลบความจำ"

"ฉันเคยได้ยินเรื่องนั้นมาบ้าง... คาถานั้นชื่อว่า ภวังค์ลืมเลือน!"

"แต่ข่าวที่พวกเราได้รับมาคือ มีมนุษย์หมาป่าไม่กี่คนลักพาตัวกลุ่มนักเล่นแร่แปรธาตุมาใช่ไหม? มนุษย์หมาป่าส่วนใหญ่น่าจะใช้คาถาแบบนั้นไม่ได้นะ"

"โดยปกติจะเป็นแบบนั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจจะมีข้อยกเว้น"

"แต่ฉันคิดว่า... มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย—อย่างเช่นมือปราบมารชาวอังกฤษที่มาช่วยเหลือนักเล่นแร่แปรธาตุ"

"คาถาลบความจำ เป็นคาถาที่กระทรวงเวทมนตร์ชอบใช้ที่สุดจริงๆ นั่นแหละ"

"ถ้าเป็นอย่างนั้น พวกมนุษย์หมาป่าพวกนั้นก็น่าจะโดนเล่นงานไปแล้ว"

"คนที่ขายข่าวให้พวกเราก่อนหน้านี้ยังติดต่อได้อยู่ไหม?"

"เทียบกับเรื่องนั้นแล้ว ฉันอยากจะพูดเรื่องนี้มากกว่า—พวกเรามาคุยกันตรงนี้ มันปลอดภัยจริงๆ เหรอ? จะมีพ่อมดคนไหนมาแอบซ่อนอยู่แถวนี้ไหม โดยที่พวกเราไม่มีทางตรวจพบเขาได้เลย?"

ภายในห้องพลันเงียบสงัดลงทันที ครู่หนึ่งไม่มีใครพูดอะไรเลย แววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงมองสำรวจไปทั่วทุกมุมห้องตามสัญชาตญาณ

"ไม่ต้องกังวลไปหรอก"

ชายแก่ผมขาวเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่ได้หันมองไปมาอย่างลนลาน เขาพูดอย่างสุขุมว่า:

"ผมลองคิดดูระหว่างทางมาที่นี่แล้ว พวกกระทรวงเวทมนตร์มักจะดูถูกพวกมักเกิ้ล และไม่ค่อยจะใช้เล่ห์เหลี่ยมกับพวกเราหรอก—ถ้าหากพวกเขาอยากรู้อะไร หรืออยากทำอะไร ตอนที่พวกเราสลบไปเมื่อกี้พวกเขาก็คงจะทำไปหมดแล้ว"

"เพราะฉะนั้นตอนนี้ความลนลานก็ช่วยอะไรไม่ได้—คัตเลอร์ คุณไปติดต่อกับนักล่าค่าหัวคนนั้นต่อ ดูว่าพวกมนุษย์หมาป่ายังอยู่ไหม ส่วนจูลี่ คุณหาวิธีเข้าถึงระบบกล้องวงจรปิดบนเรือให้ได้..."

เขามอบหมายหน้าที่ไปทีละอย่าง เพื่อให้ลูกน้องทุกคนยุ่งอยู่กับการทำงาน จากนั้นเขาก็นวดหน้าผากตัวเอง และพิงหลังกับพนักเก้าอี้

หลังจากความเงียบผ่านไปครู่ใหญ่ ชายแก่ผมขาวก็พลันเอ่ยปากพูดขึ้นว่า "ท่านพ่อมดครับ ท่านยังมีคำสั่งอะไรอีกไหม? หรือจะพูดอีกอย่างคือ... ท่านต้องการอะไรจากพวกเรากันแน่ครับ?"

ภายในห้องเงียบสนิทไม่มีเสียงตอบรับใดๆ

ผ่านไปอีกนาน ชายแก่ผมขาวถึงได้นวดหว่างคิ้ว แล้วพึมพำกับตัวเองว่า "ไม่มีคนเหรอ? สงสัยผมจะคิดมากไปเองล่ะมั้ง..."

เขาพยุงร่างลุกขึ้นจากโซฟาอย่างยากลำบาก และเดินตรงไปยังห้องน้ำด้วยท่าทางเหนื่อยล้า

จนกระทั่งมีเสียงน้ำดังออกมาจากในนั้น เวดถึงได้ใช้คาถาหดตัวย่อสมุดบันทึกมิตรภาพระบุตำแหน่งให้เหลือเพียงชิ้นเล็กๆ แล้วสอดไว้ที่ซอกของกระเป๋าเดินทาง จากนั้นก็เปิดประตู และเดินออกจากห้องนั้นมาอย่างเงียบเชียบที่สุด

เขาใช้วิธีเดิมในการระบุตำแหน่งมักเกิ้ลอีกฝ่ายหนึ่งที่ตามหาพ่อมดเพื่อหมายจะรักษามะเร็ง

เวดพอจะเข้าใจความต้องการใฝ่หาเวทมนตร์ของพวกเขาได้ แต่เขาก็ไม่มีทางที่จะยอมนอนบนเตียงผ่าตัดเพื่อให้คนอื่นมาศึกษาวิจัยได้ และก็ไม่ยอมเห็นคนอื่นถูกปฏิบัติเช่นนั้นด้วยเหมือนกัน

[เวด: คุณสกีตเตอร์ครับ รบกวนช่วยจับตาดูคนคนหนึ่งให้ผมหน่อย]

[ริต้า: ไม่มีปัญหาค่ะ! เรือลำนี้มันน่าสนุกกว่าที่ฉันคาดไว้ตั้งเยอะ! ฉันสังหรณ์ใจเลยว่า—ฉันจะได้ข่าวใหญ่ที่ทำให้ทั้งโลกต้องตะลึงจากที่นี่แน่นอน!]

[เวด: ระวังหน่อยนะครับ การกลายร่างเป็นแมลงไม่ใช่ว่าจะทำได้ทุกอย่าง! อย่าให้คนจับได้ล่ะ]

[ริต้า: ฉันรู้แล้วน่า วางใจเถอะ... สวรรค์ คุณจินตนาการไม่ออกเลยว่าฉันเห็นอะไรมาบ้าง ยายอมบริดจ์คนนั้นน่ะ...]

สกีตเตอร์ตื่นเต้นจนปลายปากกาขยับเขียนบรรยายไปมาอย่างลื่นไหล และลืมเรื่องที่กำลังส่งข้อความหาเวดไปในเวลาอันรวดเร็ว

เวดมองดูตัวอักษรที่ยังเขียนไม่จบซึ่งค้างอยู่บนกระดาษหนังครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไป เขายิ้มพลางเก็บสมุดบันทึกมิตรภาพเข้าที่

ปากกาของนักข่าว ก็เปรียบเสมือนมีดที่ใช้ฆ่าคนได้เหมือนกัน

ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับสกีตเตอร์ในตอนนี้ เป็นความสัมพันธ์ที่กึ่งข่มขู่กึ่งร่วมมือกัน ซึ่งยังห่างไกลจากคำว่าเพื่อน และยิ่งไม่ใช่พันธมิตรที่แท้จริง

ความร่วมมือในระดับนี้ย่อมไม่มีความมั่นคงเลยแม้แต่น้อย

หากวันหนึ่งสกีตเตอร์วิ่งไปจดทะเบียนอานิเมจัสกับกระทรวงเวทมนตร์ นั่นก็หมายความว่าเธอจะต้องเขียนเรื่องที่ไม่เป็นผลดีต่อเวทอย่างแน่นอน

ควรจะทำยังไงดี ถึงจะทำให้มีดเล่มนี้ยอมยืนหยัดเคียงข้างเขาได้จริงๆ นะ? เวดคิดไปพลางก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยหน่ายขึ้นมาบ้าง

ในตอนแรก เขาเพียงแค่กะว่าจะไปงานนิทรรศการส่วนตัวกับศาสตราจารย์เมอร์เรย์เท่านั้นเอง... จากนั้นเขาก็คิดแค่ว่าจะช่วยกำจัดภัยคุกคามให้คนในครอบครัวและเพื่อนพ้อง...

แต่ทว่าสถานการณ์ที่เผชิญกลับเริ่มซับซ้อนขึ้นทุกที จนดูเหมือนจะเริ่มห่างไกลจากจุดประสงค์เดิมไปไกลแล้ว

แต่ว่า...

ในเมื่อไม่สามารถหาตัวหัวหน้าของพวกมนุษย์หมาป่าพวกนั้นได้ทันที สิ่งที่เขากังวลใจมาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการที่มีคนเห็นค่าของชีวิตคนมากเกินไปก็ย่อมจะไม่มีอีกแล้ว

บางทีตอนนี้ อาจจะถึงเวลาที่เขาควรไปขอให้คนเหล่านั้นมาช่วยงานได้แล้ว

...

กาโร่คนไว้หนวดเล็กกับลาร์สคนขับหน้ากระ กว่าจะรู้ตัวตอนเปลี่ยนเวรในเช้าวันถัดมา ว่าเพื่อนพ้องของพวกเขาหายไปหมดแล้ว

รถบรรทุกว่างเปล่า แม้แต่ขนแมงมุมสักเส้นก็ยังหาไม่เจอ เห็นได้ชัดว่าถูกคนทำความสะอาดมาอย่างดี

นอกจากพวกเขาแล้ว จะยังมีใครอีกที่รู้ความลับบนเรือลำนี้?

"บ้าเอ๊ย!" กาโร่ตะโกนด้วยความโกรธ "ดาห์ลทิ้งพวกเราไป หมอนั่นต้องกะจะฮุบเงินก้อนนั้นไว้คนเดียวแน่ๆ!"

ลาร์สทำหน้ามึน "...เงินอะไร?"

กาโร่ถึงได้รู้ตัวว่าเขาเผลอหลุดปากพูดความลับออกมา เขาจึงทำหน้าบึ้ง แล้วออกแรงกระแทกหัวลาร์สจนสลบไป จากนั้นเขาก็รีบโทรศัพท์ออกไปเองทันที

"ผมเอง กาโร่ครับ" คนไว้หนวดเล็กกระซิบเสียงเบา "สถานการณ์ไม่ค่อยดีเลยครับ... ดาห์ลกับโดโนแวนอาศัยช่วงที่พวกเราเปลี่ยนเวรไปพักผ่อน ขนของออกจากรถบรรทุกไปจนเกลี้ยงเลย! พวกเขาต้องเป็นสายลับของพวกพ่อมดแน่ๆ เลยครับ!"

ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามว่า "แล้วราล์ฟล่ะ?"

"เขาไปตรวจสอบห้องพักของพวกดาห์ลอยู่ครับ ว่าจะพอมีเบาะแสอะไรเหลือทิ้งไว้บ้างไหม"

กาโร่ใช้เท้าเตะลาร์สที่สลบอยู่แทบเท้า พลางพูดด้วยน้ำเสียงที่ทั้งเร่งรีบและดูจะตำหนิตัวเองว่า "ขอโทษด้วยครับ ภารกิจขนส่งในครั้งนี้ล้มเหลวแล้ว! แต่ผมสาบานได้เลยนะว่าสิ่งที่ผมพูดเป็นความจริง! ดาห์ลต้องเป็นสายลับแน่นอนครับ"

ปลายสายตอบกลับมา: "...ไม่ เขาไม่ใช่"

เสียงนั้นมีแววสะอึกสะอื้นจางๆ กาโร่อึ้งไป "หมายความว่ายังไงครับ..."

"ดาห์ลกลับมาแล้ว แต่เขา... เขาได้..."

กาโร่พูดด้วยความเหลือเชื่อว่า "เกิดอะไรขึ้นครับ? เขา... เขากลับไปได้ยังไง? เรือยังอยู่กลางทะเลอยู่เลยนะ! พวกเขาสองคนพาตัวนักเล่นแร่แปรธาตุทั้งหมดไปได้ยังไงกัน?"

"ไม่ ไม่มีทั้งนักเล่นแร่แปรธาตุ และก็ไม่มีโดโนแวน มีเพียงดาห์ล... กับแมงมุมแปดตาหนึ่งตัว"

คนที่อยู่ปลายสายพยายามพูดให้ชัดถ้อยชัดคำที่สุด: "พวกพ่อมดช่างโหดเหี้ยมเหลือเกิน ดาห์ลถูกแมงมุมแปดตาฉีดพิษร้ายแรงเข้าใส่ และยังถูกเจาะเข้าที่หัวอย่างทารุณอีกด้วย..."

ในห้องพยาบาลที่สะอาดสะอ้าน ดาห์ลที่นอนอยู่บนเตียงมีรอยเจาะที่หัวอย่างชัดเจนหลายแห่ง และเลือดที่ไหลออกมาก็กลายเป็นสีดำหมดแล้ว

เขาตายแล้ว แต่ทว่าบนใบหน้ายังคงค้างไว้ซึ่งความบิดเบี้ยวและสีหน้าที่ดูหวาดกลัวถึงขีดสุด

คนในโทรศัพท์เริ่มเปลี่ยนจากเสียงสะอื้นกลายเป็นเสียงร้องไห้โฮ กาโร่ถือโทรศัพท์นิ่งไปนานแสนนาน ในใจก็รู้สึกไม่ค่อยดีนัก

ผ่านไปนาน เมื่อเห็นว่าเสียงร้องไห้ของอีกฝ่ายเริ่มสงบลงแล้ว กาโร่จึงกดวางสายอย่างเงียบๆ เขาหายใจเข้าลึกๆ หลายรอบ เมื่ออารมณ์สงบลงแล้ว เขาก็หันไปกดหมายเลขโทรศัพท์เบอร์ใหม่อีกเบอร์หนึ่งทันที—

"โดโนแวนน่าจะเป็นสายลับของพวกพ่อมดครับ เขาเป็นคนจัดการดาห์ล และแอบพานักเล่นแร่แปรธาตุทั้งหมดหนีไปแล้ว!"

น้ำเสียงในโทรศัพท์ในครั้งนี้ดูจะนิ่งขรึมขึ้นมาก:

"เหล่านักเล่นแร่แปรธาตุออกจากเรือลำนั้นไปแล้วหรือยัง?"

"ผมคิดว่าน่าจะไปแล้วครับ พวกพ่อมดสามารถหายตัวได้"

"การจับตัวนักเล่นแร่แปรธาตุยังมีโอกาสอีกนับไม่ถ้วนหลังจากนี้ แต่ทว่าคนทรยศจะไม่มีวันได้รับการยกเว้นโทษเด็ดขาด! ตามหาโดโนแวนให้เจอ แล้วฆ่าเขาทิ้งซะ!"

"รับทราบครับ"

"ฉันจะส่งคนไปช่วย จัดการงานให้ดี อย่าให้ฉันต้องผิดหวังเป็นครั้งที่สอง"

"รับทราบครับ!"

"จัดการไอ้หมอนที่อยู่ข้างกายแกซะ แล้วเริ่มปฏิบัติการแทรกซึมใหม่อีกครั้ง... ได้ยินว่าตอนนี้ในลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีสมาคมช่วยเหลือซึ่งกันและกันของพวกมนุษย์หมาป่าอยู่ นั่นคือเป้าหมายต่อไปของแก"

"...รับทราบครับ"

พอกดวางสาย กาโร่ก็หิ้วตัวลาร์สคนขับหน้ากระ ลากเขาไปที่กราบเรือด้านหลังชั้นล่างสุด จากจุดนี้สามารถมองเห็นใบพัดที่หมุนวนจนเกิดละอองน้ำพุ่งขึ้นมาได้เป็นระลอกๆ

เขาออกแรงผลักลาร์สลงไป ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็เห็นเงาสีแดงเข้มแผ่ซ่านออกมาในน้ำทะเลอย่างรวดเร็ว

"ขอโทษด้วยนะเพื่อน"

กาโร่มองดูรอยเลือดนั้นแล้วพูดเสียงเบา "แกก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรหรอกนะ แต่ตราบใดที่มีแกอยู่ ฉันก็ไม่มีวันที่จะซ่อนตัวได้จริงๆ... มนุษย์หมาป่ามักจะจำมนุษย์หมาป่าด้วยกันได้เสมอ จริงไหมล่ะ?"

...

ในที่สุดเรือลำยักษ์ก็เข้าเทียบท่า

นักท่องเที่ยวบนเรือไม่มีใครรู้เลยว่าเรือลำที่พวกเขานั่งมาเกือบจะจมลงก้นทะเลไปแล้ว ต่างก็พากันหิ้วกระเป๋าเดินทาง และเดินลงจากเรือด้วยความดีใจ

ในครั้งนี้ การตรวจสอบที่ท่าเรือของอเมริกาดูจะเข้มงวดเป็นพิเศษ และใช้เวลานานมาก ผู้โดยสารต่างพากันรอด้วยความรำคาญใจ ในที่สุดก็ได้รับอนุญาตให้ไปได้

"ฉันต้องขอบอกเลยนะว่า ประสิทธิภาพการทำงานของมักเกิ้ลนี่มันแย่จริงๆ!" อมบริดจ์อดไม่ได้ที่จะบ่นกับลูกน้อง: "ถ้าเป็นพวกเรา ขอเพียงแค่ไม่กี่วินาทีก็จัดการกระบวนการเหล่านี้เสร็จหมดแล้ว หรือความจริงไม่จำเป็นต้องทำด้วยซ้ำ"

ลูกน้องไม่ได้ชี้ให้เห็นว่าประสิทธิภาพการทำงานของพวกเขาก็อืดอาดยืดยาดเหมือนกัน เพียงแต่ยิ้มพยักหน้า และถือโอกาสเยินยอหัวหน้าของตัวเองไปในตัวด้วย

อมบริดจ์รีบตีหน้ายิ้ม และวิ่งเหยาะๆ ตามไปให้ทันเจ้าหน้าที่จากฝรั่งเศสคนนั้น ที่ชายกระโปรงของเธอมีแมงมุมตัวจิ๋วเกาะติดอยู่ แต่อมบริดจ์กลับไม่สังเกตเห็นเลยแม้แต่น้อย

ในขณะเดียวกันเธอก็ไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่า ในตอนที่เธอพูดคำว่า "มักเกิ้ล" ออกมานั้น มีสายตาหลายคู่จากมุมมืดจ้องมองมาที่เธอ

"พ่อมด..."

"คนพวกนี้คือพ่อมด..."

สายตาในเงามืดแลกเปลี่ยนกัน บางคนเริ่มรู้สึกตื่นเต้น และบางคนในดวงตากลับเปี่ยมไปด้วยความเคียดแค้น

ทว่าเวดกลับไม่ได้หยุดรออยู่ที่นั่น ในตอนที่เรือเข้าใกล้อเมริกา เขาก็ชิงแปลงร่างเป็นเหยี่ยวเพเรกรินบินไปที่สนามบินที่อยู่ใกล้เคียง และรีบซื้อตั๋วเครื่องบินมุ่งหน้ากลับสู่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ทันที

ซึ่งนั่นช่วยทุ่นแรงเขากว่าการที่ต้องบินกลับเองมากทีเดียว

และสาเหตุที่เวดรีบร้อนขนาดนี้ ก็เป็นเพราะในสมุดบันทึกมิตรภาพของเขามีข้อความหนึ่งถูกส่งมา—

[แฮร์รี่: กระทรวงเวทมนตร์กำลังจะพาตัวซิเรียสไป ผมติดต่อดัมเบิลดอร์ไม่ได้เลย ผมควรทำยังไงดีครับ?]

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 310 - ฝ่ายต่างๆ

คัดลอกลิงก์แล้ว