- หน้าแรก
- ระบบพิชิตใจเทพธิดา ฝ่าวิกฤตกลียุค
- บทที่ 366 พระองค์เสด็จออกรบด้วยพระองค์เอง แต่เพียงผู้เดียว
บทที่ 366 พระองค์เสด็จออกรบด้วยพระองค์เอง แต่เพียงผู้เดียว
บทที่ 366 พระองค์เสด็จออกรบด้วยพระองค์เอง แต่เพียงผู้เดียว
บทที่ 366 พระองค์เสด็จออกรบด้วยพระองค์เอง แต่เพียงผู้เดียว
“ว่าเรื่องทางใต้มาก่อน”
“สายลับรายงานมาว่า หลังจากที่อวี๋จื่อชีหนีไปยังเมืองกูซู ก็คิดจะไปพึ่งพาตระกูลเฉียนซึ่งเป็นตระกูลใหญ่ที่นั่นพ่ะย่ะค่ะ”
“ผลปรากฏว่าประมุขตระกูลเฉียนก็เป็นสุนัขจิ้งจอกเฒ่าตัวฉกาจ เมื่อเห็นว่าเมืองจินหลิงแตกพ่ายอย่างรวดเร็ว กองทัพเทียนผิงมีกำลังแข็งแกร่งยากจะต้านทาน อีกทั้งยังได้ยินว่าฝ่าบาททรงประทับนั่งบนบัลลังก์มังกรในเมืองหลวงอย่างมั่นคงแล้ว จึงเกิดใจแปรพักตร์”
“ตระกูลเฉียนไม่เพียงแต่ไม่มอบกำลังทหารให้อวี๋จื่อชี กลับฉวยโอกาสนี้เป็นข้ออ้าง เรียกร้องตำแหน่งขุนนางระดับสูงและผลประโยชน์มหาศาลจากอวี๋จื่อชี หรือแม้กระทั่ง… คิดจะส่งลูกสาวของตนเองให้อวี๋จื่อชีแต่งตั้งเป็นฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินมู่ฟังแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ “หงส์ตกยากย่อมไม่สู้ไก่ เขาตกลงรึ?”
“ตกลงพ่ะย่ะค่ะ แต่งตั้งกันตรงนั้นเลย”
หวังจิ่นแค่นเสียงหัวเราะ “น่าเสียดาย ผ่านไปไม่ถึงสองวัน กองกำลังย่อยของกองทัพเทียนผิงก็บุกไปถึงเมืองฉางโจว ซึ่งห่างจากเมืองกูซูเพียงร้อยลี้”
“ประมุขตระกูลเฉียนขวัญหนีดีฝ่อ รีบถอนกำลังทหารชั้นยอดของตระกูลกลับไปยังป้อมปราการเพื่อป้องกันตนเองในชั่วข้ามคืน ไม่สนใจความเป็นความตายของอวี๋จื่อชีอีกเลย”
“อวี๋จื่อชีเห็นท่าไม่ดี ก็หนีไปอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“หนีอีกแล้วรึ?” เฉินมู่ส่ายศีรษะ
อดีตจักรพรรดิผู้นี้ หากจะนับเรื่องความสามารถในการหลบหนี คงต้องจัดเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า
“ครั้งนี้หนีไปที่ใด?”
“มุ่งหน้าลงใต้ต่อไปพ่ะย่ะค่ะ”
หวังจิ่นเดินไปที่แผนที่ ชี้ไปยังมุมหนึ่งของชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ “กำลังมุ่งหน้าไปยังแคว้นหมิ่นเยว่”
“ไพร่พลของเขากระจัดกระจายไปกว่าครึ่งแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ตอนที่เพิ่งหนีออกจากเมืองจินหลิง ยังมีทหารที่สนับสนุนเขาอยู่หลายพันนาย พอถึงเมืองกูซู ก็หนีไปครึ่งหนึ่ง บัดนี้หนีอีกครั้ง ข้างกายคงเหลือเพียงทหารผู้ภักดีไม่กี่ร้อยนาย”
“นอกจากนี้…”
หวังจิ่นยิ้ม “อดีตอธิการบดีวิทยาลัยหลวงข่งเจา เฒ่าสารเลวที่เคยด่าทอฝ่าบาทในท้องพระโรง ยืนกรานที่จะติดตามอวี๋จื่อชีไป แต่ระหว่างทางก็ล้มป่วยลง ถูกทิ้งไว้ในวัดร้างแห่งหนึ่ง ชะตากรรมเป็นเช่นไรมิอาจทราบได้ ส่วนอดีตเจ้ากรมพิธีการซุนปู้ถงที่อยู่กับเขาก็สติฟั่นเฟือนไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“คนสนิทก็ทรยศหักหลัง”
เฉินมู่ให้คำประเมิน
“ทุกอย่างเป็นไปตามที่ฝ่าบาททรงคาดการณ์ไว้ทุกประการพ่ะย่ะค่ะ”
หวังจิ่นถอนหายใจด้วยความชื่นชม “การปล่อยให้อวี๋จื่อชีมีชีวิตอยู่ กลับกลายเป็นผลดีต่อสถานการณ์โดยรวม”
“เขาเป็นดั่งกระจกเงา”
“ส่องให้เห็นความอ่อนแอและความไร้สามารถของราชวงศ์อวี๋จอมปลอม”
“ยิ่งเขาหนีไปไกลเท่าใด ขุนนางเก่าแก่ที่ยังคงมีความหวังลมๆ แล้งๆ ในตัวเขา ก็จะยิ่งผิดหวังมากขึ้นเท่านั้น”
“ช่วงนี้ ผู้มีความสามารถที่หลบหนีมาจากเมืองจินหลิง ต่างหลั่งไหลมาขอสวามิภักดิ์ต่อฝ่าบาทนับไม่ถ้วนพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่เลว”
เฉินมู่พยักหน้า แล้วถามต่อ
“แล้วทางเหนือเล่า มีข่าวอะไรบ้าง?”
“เป่ยหม่างมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติพ่ะย่ะค่ะ!”
หวังจิ่นเก็บรอยยิ้มประจบประแจงบนใบหน้าลง เปลี่ยนเป็นสีหน้าเคร่งขรึม:
“เป่ยหม่างเกิดความวุ่นวายภายใน อดีตมหาราชาหวานเหยียนถูถูกลอบสังหารในกระโจม เป็นเหตุให้หัวหน้าเผ่าทั่วป๋าอย่างทั่วป๋าซิวขึ้นครองตำแหน่งมหาราชาแทน”
“ทั่วป๋าซิวรวบรวมเผ่าต่างๆ ได้มากขึ้น ระดมพลครั้งใหญ่อีกครั้ง อ้างว่ามีทัพทหารม้าเหล็กห้าแสนนาย และได้เคลื่อนทัพมาถึงแดนเหนือแล้ว”
“ดูจากท่าทีแล้ว พวกมันตั้งใจจะบุกยึดเมืองซู่หม่า แล้วจัดทัพตั้งแนวป้องกันริมแม่น้ำหุน คิดจะใช้กลยุทธ์ ‘แบ่งแม่น้ำปกครอง’ กับพวกเราพ่ะย่ะค่ะ”
“คิดว่าแดนเหนือเป็นของเป่ยหม่างรึ?”
ในดวงตาของเฉินมู่ฉายแววคมปลาบ
บัดนี้ราชสำนักมั่นคงแล้ว
ฝ่ายบุ๋นมีฟ่านเซี่ยซื่อ ฝ่ายบู๊มีอวี๋อวี่เฉิง
เมืองหลวงสงบสุข กองทัพต้าหลี่ถูกกำจัด หนานจ้าวกับตงอิ๋งล่าถอยไป อวี๋จื่อชีก็ไม่เป็นภัยคุกคามอีกต่อไป
วิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน…
กิจการทุกอย่างได้รับการจัดการและดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องไปทวงคืนดินแดนของตนเองกลับมา
แถมยังสามารถเพิ่มค่าสถานะได้อีกระลอกใหญ่
“มีราชโองการ! บุกเหนือในวันนี้”
เฉินมู่เอ่ยปาก
“พ่ะย่ะค่ะ!”
หวังจิ่นรับคำ “ข้าน้อยจะรีบไปแจ้งท่านแม่ทัพอวี๋ให้เตรียมการ”
“ไม่จำเป็น บอกท่านแม่ทัพอวี๋ให้นำทหารทั้งหมดรักษาการณ์อยู่ที่นี่ พิทักษ์เมืองหลวงให้มั่น” เฉินมู่กล่าว “การบุกเหนือครั้งนี้ ข้าไปคนเดียวก็พอแล้ว”
“อะไรนะพ่ะย่ะค่ะ?!”
หวังจิ่นตกใจจนแส้ขนหางจามรีในมือร่วงหล่นลงพื้น ขาสองข้างพลันอ่อนแรง คุกเข่าลงกับพื้นทันที
“ฝ่าบาท… ฝ่าบาทจะเสด็จออกรบด้วยพระองค์เองก็แล้วไป แต่ไปเพียงผู้เดียวรึพ่ะย่ะค่ะ?”
“นี่คือสงครามระหว่างแคว้นนะพ่ะย่ะค่ะ! ว่ากันว่า ‘ทหารผี’ ของเผ่าทั่วป๋านั้นมีฝีมือไม่ด้อยไปกว่าหน่วยเถี่ยฝูถูเลยนะพ่ะย่ะค่ะ!”
หวังจิ่นรีบโขกศีรษะอย่างร้อนใจจนหน้าผากแดงก่ำ
“บัดนี้ฝ่าบาททรงเป็นพระวรกายดั่งทองพันชั่ง เป็นประมุขของแผ่นดิน! จักรพรรดิที่ไหนจะเสด็จออกรบด้วยพระองค์เอง โดยไม่นำทหารแม้แต่คนเดียวไปด้วยเล่าพ่ะย่ะค่ะ? หากฝ่าบาททรงเป็นอันใดไป แผ่นดินต้าอวี๋ที่เพิ่งจะสงบสุขแห่งนี้ มิใช่ว่าจะล่มสลายลงในพริบตาหรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ข้าน้อยทูลขอให้ฝ่าบาททรงไตร่ตรองใหม่! อย่างน้อยก็ทรงนำทหารคนสนิทไปสักสองสามพันนาย หรือนำกองพันทหารปืนใหญ่ไปด้วยก็ยังดีพ่ะย่ะค่ะ!”
ต่อหน้าคำวิงวอนอย่างขมขื่นของหวังจิ่น
สีหน้าของเฉินมู่ยังคงสงบนิ่ง
“นำทหารไปรึ?”
เฉินมู่ส่ายศีรษะ “การเคลื่อนทัพใหญ่ เสบียงต้องนำหน้า ทุกวันเดินทัพได้ไม่เกินสามสิบลี้ ช้าเกินไป”
“ส่วนเรื่องความปลอดภัย…”
“เจ้าคิดว่า ในใต้หล้านี้ ยังมีผู้ใดสามารถสังหารข้าได้อีกรึ?”
หวังจิ่นพลันพูดไม่ออก
เขานึกถึงภาพศพที่เกลื่อนกลาด ณ ลานประหารไช่ซื่อโข่ว นึกถึงอิ๋งอู๋ซวงที่ถูกตบจนแหลกละเอียดในกระบวนท่าเดียว และนึกถึงปาฏิหาริย์ที่เฉินมู่บุกเข้าเมืองจินหลิงเพียงลำพัง ข่มขวัญกองทัพเทียนผิงห้าแสนนายเมื่อไม่นานมานี้
ใช่แล้ว…
ถ้าเป็นเฉินมู่…
บางที อาจจะทำได้จริงๆ ก็เป็นได้?
“แต่ว่า…” หวังจิ่นยังคงอยากจะทัดทาน
“ไม่มีแต่”
น้ำเสียงของเฉินมู่เด็ดขาดนัก ไม่เปิดช่องให้ผู้ใดโต้แย้ง
“ไปบอกฟ่านเซี่ยซื่อและอวี๋อวี่เฉิง ในยามที่ข้าไม่อยู่ ให้ทั้งสองรับผิดชอบดูแลเมืองหลวงอย่างเต็มที่ หากผู้ใดกล้าฉวยโอกาสก่อความวุ่นวาย... สังหารได้โดยมิต้องทูลขอ!”
“และอีกอย่าง…”
สายตาของเฉินมู่มองออกไปนอกหน้าต่าง ที่นั่นคือทิศทางของโรงงาน
“อาวุธที่ข้าให้พวกเจ้าสร้างไว้ก่อนหน้านี้ เสร็จแล้วรึยัง?”
…
…
ครึ่งชั่วยามต่อมา
กองสรรพาวุธ
บัดนี้ ที่นี่ได้กลายเป็นเขตหวงห้ามสูงสุด มีทหารชั้นยอดของกองทัพซู่หม่าเฝ้าเวรยามอย่างแน่นหนาตลอดวันตลอดคืน
ในห้องหลอมเหล็กที่อยู่ลึกที่สุด
ช่างตีเหล็กชั้นยอดหลายคนกำลังเปลือยท่อนบน ล้อมรอบอ่างน้ำขนาดใหญ่ด้วยสีหน้าที่ทั้งตึงเครียดและตื่นเต้น
“ฝ่าบาทเสด็จ!”
พร้อมกับเสียงประกาศ เฉินมู่ก็ก้าวเข้ามาอย่างองอาจ
“ของเล่า?”
“ทูลฝ่าบาท เพิ่งชุบแข็งเสร็จสิ้น กำลังลับคมอยู่พ่ะย่ะค่ะ!”
ช่างตีเหล็กชราผู้หนึ่งชี้ไปยังโต๊ะทำงานเบื้องหน้าด้วยมือที่สั่นเทา
ที่นั่น มีอาวุธที่น่าเกรงขามชิ้นหนึ่งวางทอดตัวอยู่
มันไม่ใช่หอก ไม่ใช่ดาบ และไม่ใช่กระบี่
แต่เป็นทวนหนักยาวหนึ่งจั้งสองฉื่อที่ดำทะมึนทั้งด้าม!
ด้ามทวนหนาเท่าแขนของเด็กน้อย บนนั้นปรากฏลวดลายเมฆตามธรรมชาติ วัสดุทำจากเหล็กกล้าที่หลอมขึ้นด้วยกรรมวิธีใหม่ซึ่งเฉินมู่เป็นผู้ถ่ายทอดให้
หัวทวนเป็นรูปกากบาท ด้านหนึ่งเป็นคมทวนรูปจันทร์เสี้ยวที่คมกริบ อีกด้านหนึ่งเป็นหนามแหลมสามเหลี่ยม ส่วนตรงกลางเป็นขวานหนาหนัก
“ของดี”
เฉินมู่เดินเข้าไปข้างหน้า ใช้มือเพียงข้างเดียวจับกลางด้ามทวน
“ขึ้น!”
พร้อมเสียงตะโกนเบาๆ
ทวนหนักที่ต้องใช้ชายฉกรรจ์สิบกว่าคนช่วยกันยก ถูกเฉินมู่ยกขึ้นด้วยมือเดียวอย่างง่ายดายราวกับกิ่งไม้
“วูม—”
เขาควงทวนในอากาศอย่างสบายๆ
เสียงแหวกอากาศที่หนักหน่วงดังราวกับเสียงฟ้าร้องคำราม อากาศโดยรอบถูกบีบอัดจนเกิดเสียงระเบิดดังลั่น
ช่างตีเหล็กหลายคนรู้สึกเพียงว่ามีลมกระโชกแรงพัดเข้าใส่ใบหน้า จนต้องถอยหลังไปหลายก้าวด้วยความตกตะลึง
“หนักเท่าใด?” เฉินมู่ถาม
“ทูลฝ่าบาท หนักหนึ่งพันแปดร้อยชั่งพ่ะย่ะค่ะ!” ช่างตีเหล็กชรากลืนน้ำลาย “น้ำหนักขนาดนี้… เกรงว่าคงมีเพียงฝ่าบาทผู้มีพลังดุจเทพเจ้าเท่านั้น ถึงจะทรงควบคุมได้”
“หนึ่งพันแปดร้อยชั่ง… เบาไปหน่อย แต่ก็พอใช้ได้”
เฉินมู่ลองชั่งน้ำหนักในมือ
เมื่อค่า【พละกำลัง】ของเขาใกล้จะถึง 300 แต้ม อาวุธที่เคยหนักหลายสิบชั่งก่อนหน้านี้ก็เบาประดุจฟางในมือ หากใช้แรงมากไปหน่อยก็อาจหักได้โดยง่าย
มีเพียงอาวุธหนักเช่นนี้เท่านั้น ที่จะสามารถรองรับพลังระเบิดอันน่าสะพรึงกลัวของเขาได้
“ทวนเล่มนี้... ก็จงมีนามว่า ‘ทวนฟางเทียนฮว่าจี่’ ก็แล้วกัน”
เฉินมู่ยิ้ม แล้วสะพายทวนหนักไว้บนหลังอย่างสบายๆ
“ท่านพี่…”
“ท่านเพิ่งกลับมา ก็จะไปอีกแล้วรึ?”
เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างกะทันหัน แฝงไปด้วยความน้อยใจเล็กน้อย