เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 411 ทำตามสัญญา

ตอนที่ 411 ทำตามสัญญา

ตอนที่ 411 ทำตามสัญญา


เผยซู่กุมมือของนางกลับ จับเอาไว้แน่น

"อืม ข้ายังมีพวกเจ้า"

ทั้งสองสบตากัน จากนั้นเสิ่นเยียนก็ดึงตัวเขาให้ลุกขึ้น

"ข้าอยากพาท่านบรรพชนกลับไปยังดินแดนตะวันตกผิงเจ๋อ"

น้ำเสียงของเผยซู่แหบพร่าเล็กน้อย เขารู้ดีว่าท่านบรรพชนโปรดปรานดินแดนตะวันตกผิงเจ๋อมากเพียงใด เพราะนั่นคือสถานที่ที่ท่านเติบโตมา ดังนั้น ท่านบรรพชนย่อมต้องอยากกลับไปที่นั่น

"ได้ ข้าจะไปดินแดนตะวันตกผิงเจ๋อเป็นเพื่อนเจ้า ข้าเองก็มีธุระต้องกลับไปจัดการนิดหน่อยเหมือนกัน"

เสิ่นเยียนกล่าว

นางต้องกลับไปจัดการเรื่องราวของตระกูลเสิ่นแห่งแคว้นหนานเซียว

เผยซู่มองนาง พลางเอ่ยถาม

"เจ้ามีธุระอะไรต้องไปจัดการหรือ?"

เสิ่นเยียนจึงเล่าเรื่องของตระกูลเสิ่นแห่งแคว้นหนานเซียวให้เขาฟัง

เมื่อฟังจบ เผยซู่ก็กล่าวว่า

"พวกเราไปด้วยกันดีหรือไม่?"

‘พวกเรา’ ในที่นี้หมายถึงสมาชิกทั้งหมดของหน่วยซิวหลัว

ทว่าเสิ่นเยียนกลับส่ายหน้า

"เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ข้าจัดการคนเดียวได้ ปล่อยให้ฉางอิงกับคนอื่นๆ อยู่พักรักษาตัวในสถาบันแดนกลางต่อไปเถอะ เมื่อวานผู้อำนวยการสวี่เจ๋อส่งข้อความมาหาข้า บอกว่าอีกหนึ่งเดือนให้หลัง พวกเราต้องกลับไปที่สถาบันแดนกลางให้ได้"

"โอกาสลึกลับนั่นน่ะหรือ?"

แววตาของเผยซู่หม่นลงเล็กน้อย

นับตั้งแต่พวกเขาออกมาจากซากโบราณต้องห้าม เวลาเพิ่งผ่านไปเพียงราวๆ หนึ่งเดือนเท่านั้น แต่ในช่วงเวลานี้ กลับมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย และยังเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน

และพวกเขาก็แทบจะลืมเรื่องๆ หนึ่งไปเสียสนิท

นั่นก็คือเรื่องที่ผู้อำนวยการสวี่เจ๋อเคยกล่าวไว้ในวันที่พวกเขาออกจากซากโบราณต้องห้ามว่า ‘อีกสองเดือนให้หลัง จะมีโอกาสอันหาได้ยากยิ่งรอคอยพวกเขาอยู่’

ส่วนโอกาสอันหาได้ยากยิ่งที่ว่านั้น แท้จริงแล้วคือสิ่งใด ก็ไม่อาจล่วงรู้ได้

ทว่าเมื่อถึงเวลานั้น หน่วยอู๋เซี่ยงที่นำโดยศิษย์พี่อินซือเยี่ยน รวมไปถึงโหยวฮั่วจิงจากสถาบันแดนเหนือก็จะกลับมายังสถาบันแดนกลาง

ส่วนหน่วยถูเซียนจากแดนใต้ และหน่วยก้ายซื่อจากแดนตะวันออกที่ยังคงรั้งอยู่ในสถาบันแดนกลาง ก็เพื่อรอคอยการมาถึงของโอกาสในครั้งนี้เช่นกัน

เสิ่นเยียนพยักหน้าให้เผยซู่

"ใช่แล้ว ดังนั้นตอนนี้เวลาจึงกระชั้นชิดนัก พวกเราจำเป็นต้องรีบสะสางเรื่องราวในมือให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว"

"ตกลง"

เผยซู่อย่างไรก็ย่อมไม่มีข้อโต้แย้ง สายตาอันหม่นหมองของเขาทอดมองไปยังร่างของชายชราบนเตียง หัวใจปวดแปลบขึ้นมาเล็กน้อย เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมอารมณ์ เพื่อไม่ให้สูญเสียการควบคุมอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน เขาก็นึกถึงจดหมายที่ท่านบรรพชนทิ้งไว้ให้

เขายังไม่มีโอกาสได้เปิดอ่านเลย

เขาไม่สนใจว่าเสิ่นเยียนจะอยู่ตรงนี้ด้วย หยิบจดหมายฉบับนั้นออกมาจากอกเสื้อโดยตรง ค่อยๆ เปิดจดหมายออก และทอดสายตาอ่านเนื้อหาที่อยู่บนนั้น:

ซู๋เอ๋อร์ เห็นอักษรดั่งพบหน้า

บรรพชนรู้สภาพร่างกายของตนเองดี จึงตัดสินใจทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้ให้เจ้า เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของเผยกู้ท่านปู่ของเจ้า และเซียวอีถงท่านย่าของเจ้า ความจริงแล้ว ข้ากับเผยกู้ปู่ของเจ้าเป็นสหายสนิทกัน ด้วยเหตุนี้เอง ข้าจึงเลือกที่จะอยู่รั้งที่สำนักเทียนฟาง เผยกู้ปู่ของเจ้าเป็นวิญญูชนที่คู่ควรแก่การเคารพยกย่อง เขารักความยุติธรรม ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเมตตา จิตใจดีและอ่อนโยน ส่วนเซียวอีถงท่านย่าของเจ้านั้นเป็นสตรีที่องอาจห้าวหาญ นางไม่อ่อนหวาน ไม่ละเอียดอ่อน ทว่าในตัวนางกลับมีเสน่ห์พิเศษบางอย่าง ซึ่งน่าจะเป็น: พลังชีวิตที่รักอิสระ นางสามารถส่งต่อความรู้สึกให้กับผู้คนรอบข้างได้อย่างง่ายดาย ทำให้คนรอบตัวมีความสุขไปกับนางด้วย

ซู๋เอ๋อร์ ท่านปู่และท่านย่าของเจ้าล้วนเป็นคนที่ดีมากๆ เพียงแต่ โชคชะตาดูเหมือนจะไม่เข้าข้างพวกเขานัก พวกเขาทั้งสองต่างจากไปเพราะอาการป่วย โรคประหลาดนี้แปลกพิลึกนัก มันทำให้ทั่วทั้งร่างแผ่ปราณสีดำออกมา มันทำให้คนสูญเสียสติสัมปชัญญะ ไร้ซึ่งความรู้สึกนึกคิด...

เผยกู้ปู่ของเจ้ามาจากแดนต้านอวิ๋น ทว่า เขาไม่ได้บอกข้าว่าเขามีฐานะอะไรในแดนต้านอวิ๋น แต่ดูจากการพูดการจา วิสัยทัศน์ และบุคลิกท่าทางของเขา ข้าเดาว่าภูมิหลังของเขาคงไม่ธรรมดา เผยกู้ทะนุถนอม ‘กระบี่ชิงกุ่ย’ มาโดยตลอด เขาเคยบอกข้าว่า แผนที่สำหรับเดินทางไปยังแดนต้านอวิ๋นนั้น ถูกเขาซ่อนเอาไว้ใน ‘กระบี่ชิงกุ่ย’ หากปราศจากพลังอันแข็งแกร่งและสายเลือดของตระกูลเผย ก็ไม่อาจกระตุ้นให้แผนที่ปรากฏออกมาได้

ก่อนที่เขาจะสิ้นใจ เขาจับมือข้าและอู๋จวินเอาไว้ กำชับให้พวกเราจดจำเรื่องเรื่องหนึ่งให้ดี: อีกยี่สิบปีให้หลัง ต้องให้อู๋จวินและลูกของอู๋จวิน เดินทางไปยังแดนต้านอวิ๋น ยอมรับบรรพบุรุษหวนคืนสู่ตระกูล เข้าร่วมศึกแย่งชิงดินแดนเผ่าพันธุ์แห่งแดนต้านอวิ๋น เพราะตัวเขาเผยกู้ได้ให้คำมั่นสัญญากับบิดาของตนไว้ ว่ายามที่เกิดศึกแย่งชิงดินแดนเผ่าพันธุ์ เขาจะต้องกลับไปช่วยเหลือตระกูลของตนอย่างแน่นอน น่าเสียดาย ที่เขาไม่คาดคิดว่าตนเองจะล้มป่วยจนลุกไม่ขึ้น กระทั่งต้องมาจบชีวิตลง...

ข้ากับอู๋จวินต่างก็รับปาก ทว่า เรื่องบนโลกนั้นยากจะหยั่งรู้ เมื่อเหลือเวลาอีกสี่ปีจะถึงกำหนดตามสัญญา ภัยพิบัติก็จุติลงมา สำนักเทียนฟางถูกทำลาย อู๋จวินก็จากโลกนี้ไปแล้ว ตอนนี้ก็เหลือเพียง... ซู๋เอ๋อร์ เจ้าเท่านั้นที่จะทำตามสัญญานี้ได้

ตอนที่สำนักเทียนฟางถูกทำลาย เจ้าอายุสิบแปดปี ตอนนี้เจ้าอายุสิบเก้าปีแล้ว ก่อนที่เจ้าจะอายุยี่สิบสามปี เจ้าจะต้องเดินทางไปยังแดนต้านอวิ๋น เพื่อทำตามสัญญาแทนเผยกู้ปู่ของเจ้าให้ได้

ซูเอ๋อร์เจ้าต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดี

บรรพชนไปแล้วนะ

เจ้าอย่าได้โศกเศร้าไปเลย อย่างไรเสีย บรรพชนก็มีชีวิตอยู่มาตั้งหลายปีแล้ว ตอนนี้บรรพชนเพียงแค่จะไปหาปู่และย่าของเจ้า แล้วก็ไปรำลึกความหลังกับบิดามารดาของเจ้าเท่านั้นเอง อีกทั้งยังต้องไปดูลูกศิษย์สำนักเทียนฟางของพวกเราด้วย...

ไม่ต้องห่วง

ปัจฉิมลิขิตจากไท่ซุ่ย

...

เมื่อเผยซู่อ่านจดหมายจนจบ ภายในใจก็เจ็บปวดถึงขีดสุด เขาค่อยๆ หลุบตาลง

เสิ่นเยียนอยู่เคียงข้างเขาเงียบๆ นางไม่ได้แอบดูจดหมายของเผยซู่ แต่ก็คาดไม่ถึงว่าเขาจะยื่นจดหมายมาให้นางอ่าน

หลังจากเสิ่นเยียนอ่านจบ แววตาของนางก็หม่นลง

ปู่และย่าของเผยซู่ล้มป่วยจนทั่วร่างแผ่ปราณสีดำออกมางั้นหรือ?

เสิ่นเยียนเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา เห็นได้ชัดว่าเผยซู่กับนางคิดไปในทางเดียวกัน

ปราณสีดำนี้ จะเป็นชนิดเดียวกันกับปราณสีดำในซากโบราณต้องห้ามหรือไม่?

โรคนี้ ช่างมีที่มาที่ไปไม่ชอบมาพากลนัก

เสิ่นเยียนนึกถึงมวลน้ำสีดำในซากโบราณต้องห้าม สัญชาตญาณบอกนางว่า น้ำสีดำนั่นเป็นสิ่งที่ทั้งน่ารำคาญและอันตรายเป็นอย่างยิ่ง

"อีกยี่สิบปีให้หลังไปตามนัดที่แดนต้านอวิ๋น..."

เสิ่นเยียนมองดูจุดหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงในจดหมาย

เผยซู่อธิบายว่า

"ตอนที่ข้าอายุสามขวบ ท่านปู่ก็จากไปแล้ว ดังนั้น หากนับจากตอนนั้น อีกยี่สิบปีให้หลัง ข้าก็จะมีอายุยี่สิบสามปีพอดี"

เผยซู่รับจดหมายที่เสิ่นเยียนยื่นคืนมาให้ จากนั้นก็พับมัน เก็บเอาไว้อย่างระมัดระวัง แล้วเงยหน้าขึ้นมองเสิ่นเยียนพลางเอ่ยว่า

"ข้าอยากแข็งแกร่งขึ้น"

มีเพียงความแข็งแกร่งที่มากขึ้นเท่านั้น จึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงเรื่องราวมากมายได้

ก่อนจะเดินทางไปยังแดนต้านอวิ๋น เขาจำเป็นต้องแข็งแกร่งขึ้นยิ่งกว่านี้

เสิ่นเยียนเผยรอยยิ้มบางๆ แล้วกล่าว "เช่นนั้นก็มาแข็งแกร่งขึ้นไปด้วยกันเถอะ"

...

พวกอวี๋ฉางอิงที่อยู่ในสถาบันแดนกลางก็ได้รับรู้ข่าวการจากไปของท่านบรรพชนไท่ซุ่ยเช่นกัน พวกเขาถึงกับรีบรุดมายังเทียนเหมิน เพื่อปลอบประโลมเผยซู่ยกใหญ่

บัดนี้เผยซู่สามารถย่อยสลายอารมณ์ความรู้สึกของตนเองได้แล้ว ภายในใจก็แข็งแกร่งขึ้นมากเช่นกัน

เขาไม่ได้ซึมเศร้าอยู่นานนัก

ในวันที่สองหลังจากท่านบรรพชนไท่ซุ่ยจากไป เสิ่นเยียนส่งข้อความไปหาเจียงเสียนเยวี่ย เพื่อสอบถามว่านางเริ่มออกเดินทางกลับมาหรือยัง ทว่ารอแล้วรอเล่าก็ไม่ได้รับการตอบกลับจากนางเสียที

เสิ่นเยียนรู้สึกไม่วางใจ จึงส่งข้อความไปหาเจียงเสียนเยวี่ยอีกหลายข้อความ

ผลปรากฏว่า มันเป็นเหมือนหินจมลงก้นทะเล ส่งไปแล้วไม่มีการตอบกลับใดๆ

เสิ่นเยียนสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ

นางรีบติดต่อเพื่อนๆ ในหน่วยซิวหลัว ให้พวกเขาพยายามส่งข้อความหาเจียงเสียนเยวี่ยดูบ้าง

ผลลัพธ์ก็คือ ยังคงเหมือนเดิม

ไม่มีการตอบกลับ

แววตาของเสิ่นเยียนเย็นชาลงอย่างสิ้นเชิง นางไม่อาจนั่งติดที่ได้อีกต่อไป "ข้าจะกลับดินแดนตะวันตกผิงเจ๋อ"

เฟิงสิงเหยาเห็นนางมีท่าทีร้อนรนเช่นนี้ ภายในใจก็เกิดความหึงหวง ทว่าสีหน้าของเขากลับไม่แสดงออกให้เห็น เขายื่นมือออกไปดึงมือนางไว้

"ข้าจะไปเป็นเพื่อนเจ้า"

เสิ่นเยียนเพิ่งจะอ้าปากบอกว่า ‘ไม่ต้อง’ ทว่ากลับได้ยินเขากล่าวเจือรอยยิ้มว่า

"ข้าสามารถฉีกกระชากห้วงมิติได้ ใช้เวลาเพียงไม่นาน ก็ไปถึงดินแดนตะวันตกผิงเจ๋อแล้ว"

จบบทที่ ตอนที่ 411 ทำตามสัญญา

คัดลอกลิงก์แล้ว