- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในยุค 70 ณ ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่
- บทที่ 440 การเพาะเลี้ยงสัตว์มากเกินไป
บทที่ 440 การเพาะเลี้ยงสัตว์มากเกินไป
บทที่ 440 การเพาะเลี้ยงสัตว์มากเกินไป
บทที่ 440 การเพาะเลี้ยงสัตว์มากเกินไป
เมื่อหม่าเวยพูดจบ พวกหนุ่มสาวก็เริ่มเลือกรถคันโปรดของตนเอง ส่วนหม่าเวยก็พาครอบครัวกลับบ้าน โดยมีคนรุ่นเก่าอย่างลุงปู้เหอและคนอื่นๆ ตามมาด้วย
“หม่าเวย ไม่เป็นอะไรใช่ไหม” ลุงปู้เหอถามหม่าเวยด้วยความเป็นห่วง
“ผมไม่เป็นไรครับ ไอ้เฒ่าญี่ปุ่นคนนั้นเก่งกาจมาก โดนมันแทงไปทีหนึ่ง” หม่าเวยพูดจบก็กลับเข้าห้องไปเปลี่ยนกางเกงที่เปื้อนเลือด
อูริน่าเห็นว่าบาดแผลที่ถูกดาบฟันนั้นตกสะเก็ดแล้ว จึงถอนหายใจอย่างโล่งอก สามีของเธอค่อนข้างมหัศจรรย์ เธอจึงไม่ได้ประหลาดใจมากนัก
เธอยกน้ำร้อนมาให้หม่าเวยล้างต้นขาซึ่งยังมีคราบเลือดติดอยู่
“ดาบของไอ้เฒ่าญี่ปุ่นนั่น ถ้าสูงขึ้นอีกนิดเดียว... คุณจะรอดเหรอ ต่อไปนี้พยายามอย่าไปสู้ตายกับใครอีกเลยนะ อายุปูนนี้แล้ว” อูริน่ามองบาดแผลแล้วยังคงใจสั่นไม่หาย
“ผมหลบดาบของเขาได้อยู่แล้ว และจังหวะที่เขาหันหลังให้ผม ผมรู้ว่าเขาแทงไม่ถึงท้องแน่ ถึงได้กล้าเอาชีวิตเข้าแลก” หม่าเวยกล่าว
“ไม่เจ็บเหรอคะ” อูริน่าถามหม่าเวยด้วยความสงสาร หลายปีมานี้เขาบาดเจ็บเพียงสองครั้ง และครั้งนี้หนักที่สุด
“ทหารที่ล้มลงในสนามรบ พวกเขาเจ็บไหม ตอนที่สู้กับพวกญี่ปุ่น นอกจากความเกลียดชังแล้ว จะมีเวลาที่ไหนไปรู้สึกว่าเจ็บหรือไม่เจ็บ มีแต่ต้องสู้ให้ตายกันไปข้างหนึ่งเท่านั้น” หม่าเวยกล่าว
“ก็คุณเก่งนี่นา ให้ปาเท่อกับหลิงอวิ๋นมาแทนคุณบ้างสิ จะได้พักผ่อนบ้าง” อูริน่ากล่าว
“ผมไม่กล้าให้พวกเขามาหรอก ชายอ้วนคนนั้นหนักเกินไป ไม่อยากเสียแรงก็เลยใช้เสือขู่เขาหน่อย ฮ่าๆๆๆ” หม่าเวยนึกถึงชายอ้วนที่เผชิญหน้ากับเสือแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้
“คุณนี่ร้ายจริงๆ นะ” อูริน่าก็หัวเราะตาม อายุสี่สิบกว่าแล้ว ยังขี้เล่นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
“ผมไม่อยากปะทะกับเจ้าภูเขาเนื้อนั่นตรงๆ หรอกนะ เลยให้เสือขู่ให้เขาวิ่งหนีไป แค่เห็นสภาพเขาก็... พูดแล้วยังรู้สึกขยะแขยง” หม่าเวยพูดพลางทำท่าตัวสั่น เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วจึงเดินออกมาหาทุกคนที่รออยู่ข้างนอก
“ลุงปู้เหอครับ เดี๋ยวผมไปหาเนื้อมาเพิ่ม เรามาดื่มเหล้าฉลองกัน”
“ผมไม่ได้รับเชิญก็มาแล้ว” เสียงของต่งเหลียนเซิ่งดังขึ้นพร้อมกับที่เขาและภรรยาเดินเข้ามา พวกเขาพักอยู่ที่โรงแรมกับลูกๆ ไม่ว่าหม่าเวยจะรั้งอย่างไรก็รั้งไม่อยู่
หม่าเวยจ่ายค่าห้องให้สองเดือน เมื่อครู่หลังจากดูการประลองจบ เขาก็พาภรรยาตามมา แต่เพราะนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เลยมาถึงช้าไปหน่อย
“ลุงต่ง น้าครับ เชิญเข้ามาข้างในเลย” หม่าเวยรีบออกไปต้อนรับ
“นึกไม่ถึงว่าในยุคสันติภาพ ยังมีโอกาสได้สังหารพวกญี่ปุ่นด้วยมือตัวเอง ฮ่าๆๆๆ” ต่งเหลียนเซิ่งหัวเราะไม่หยุด
คนในห้องก็หัวเราะตาม แม้แต่ต้นหยางใหญ่ริมถนนก็ยังดูครึกครื้นไปด้วย
คนหนุ่มสาวไม่อยู่บ้าน ต่างพากันไปรวมตัวกันพูดคุยเรื่องการประลอง
นอกจากคนรุ่นใหม่อย่างหม่าเวย ปาเท่อ และคนอื่นๆ แล้ว บรรดาผู้เฒ่าผู้แก่ล้วนเคยผ่านสมรภูมินองเลือดในสงครามต่อต้านญี่ปุ่นมาทั้งสิ้น
พอได้เห็นการสังหารคนญี่ปุ่นอีกครั้ง ความทรงจำที่เคยถูกผนึกไว้เนิ่นนานก็ถูกปลุกขึ้นมา แล้วจะไม่ให้พวกเขาดีใจได้อย่างไร
“เนื้อมาแล้ว เนื้อมาแล้ว” ลูกชายของลุงปู้เหอหิ้วแกะที่ชำแหละและทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วเข้ามาสามตัว
“ฆ่าแกะเหรอ ไปหาเนื้อจากที่อื่นไม่ได้หรือไง” หม่าเวยพูดพลางยิ้ม
“จะให้ไปหาเนื้อที่อื่นอีกทำไม แค่แกะของสองหมู่บ้านเราที่ขายไม่ออกตั้งแต่ปีที่แล้วก็ล้นคอกแล้ว เลี้ยงไว้เยอะเกินไป ตลาดรับซื้อไม่ทัน” ลุงปู้เหอก็กลุ้มใจเช่นกัน
“แค่เรื่องนี้เองเหรอ กินข้าวเสร็จลุงไปติดต่อชาวบ้านเลยนะ ใครยังอยากจะขายแกะ ให้มาหาผมที่บ้าน แกะพวกนี้ผมรับซื้อทั้งหมด” หม่าเวยรู้ว่าปีที่แล้วมีคนมาซื้อน้อย เพราะเมืองอื่นๆ ก็เริ่มมีการเพาะเลี้ยงสัตว์กันแล้ว
ใครจะมาซื้อแกะไกลขนาดนี้กัน! แค่ค่าขนส่งก็แพงจนน่าตกใจแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะหมู่บ้านซีเหมิงมีชื่อเสียงว่าเป็นแหล่งเนื้อคุณภาพพิเศษ หลินตงไหลก็คงไม่มาที่นี่หรอก
“หม่าเวย นายรู้ไหมว่ามันมีแกะกี่ตัว รู้ว่านายอยากช่วยชาวบ้าน แต่นายจะเอาเงินส่วนตัวมาแบกรับทั้งหมดแบบนี้ไม่ได้นะ! ทุกคนยอมเก็บไว้กินเองจนหมด ยังดีกว่าให้นายต้องมาเดือดร้อนคนเดียว!” ลุงปู้เหอกับเสิ่นชุนเฟิงและคนอื่นๆ ส่ายหัวปฏิเสธ
“เรื่องนี้ลุงไม่ต้องเป็นห่วงครับ ในเมื่อผมรับซื้อได้ ผมก็ขายออกไปได้แน่นอน จะไม่ปล่อยให้แกะของชาวบ้านต้องเหลือทิ้งแน่ ส่วนจะขายยังไงนั่นเป็นเรื่องของผม” หม่าเวยพูดอย่างมั่นใจ
“งั้นก็ได้ แต่ราคาต้องลดลงหน่อยนะ นายขนออกไปขายแกะก็มีค่าใช้จ่าย” ลุงปู้เหอกล่าว
“ลุงครับ พ่อค้าเขาแค่ไม่สะดวกที่จะเดินทางไกลเป็นพันลี้มาที่นี่ พวกเราก็แค่เปลี่ยนเป็นบริการส่งสินค้าถึงที่ ส่วนค่าขนส่ง ก็อย่างที่ว่ากันว่าขนแกะย่อมมาจากตัวแกะ* พอไปถึงที่หมาย ราคามันก็สูงขึ้นอยู่แล้ว” หม่าเวยพูดอย่างมีหลักการ
“กินข้าวเสร็จฉันจะไปแจ้งพวกเขา นายต้องคิดให้ดีนะ เงินทองไม่ใช่ของหามาง่ายๆ” ลุงปู้เหอเตือนหม่าเวยซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อูริน่ายิ้มมองหม่าเวย ค่าขนส่งเหรอ สามีของเธอเคยเสียค่าขนส่งเมื่อไหร่กัน แกะพวกนี้รับซื้อมา ตั๋วรถไฟใบเดียวก็ไปถึงเมืองหลวงสี่เก้าแล้ว ถูกกว่าขับรถไปเสียอีก
ไม่แน่ว่าอาจจะได้กำไรด้วยซ้ำ อูริน่ายิ้มแต่ไม่พูดอะไร ลุงปู้เหอเห็นว่าอูริน่าก็ไม่มีความเห็นอะไร จึงพยักหน้าแล้วเร่งกินข้าวให้เร็วขึ้น
งานเลี้ยงฉลองกลับกลายเป็นการประชุมเรื่องซื้อขายแกะไปเสียอย่างนั้น แต่บรรยากาศบนโต๊ะอาหารก็ยังคงเปี่ยมสุข
“ลุงปู้เหอครับ ผมว่าสองหมู่บ้านของเราเลี้ยงสัตว์ซ้ำซ้อนกันเกินไปแล้ว ตอนนี้วัวกับม้าข้างนอกมีราคาดีมาก แต่ทุกคนเอาแต่เลี้ยงแกะกันอย่างเดียว ควรจะเลี้ยงสัตว์ให้หลากหลาย เราขาดแคลนทุ่งหญ้าหรือไงครับ” หม่าเวยพูดจบ ทุกคนก็เริ่มครุ่นคิด
มีเงิน มีทุ่งหญ้า แถมยังมีหม่าเวยอีก แล้วจะเกรงใจอะไรกันล่ะ นายว่าเลี้ยงอะไรก็เลี้ยงอันนั้น
“ปีหน้าต้องเพิ่มการเลี้ยงวัวกับม้าให้มากขึ้น แกะมันกินหญ้าจนถึงราก เป็นการทำลายทุ่งหญ้ามากเกินไป แต่วัวกับม้ากินแค่ยอดหญ้า ยังไงการเลี้ยงวัวกับม้าก็คุ้มค่ากว่า” ลุงปู้เหอเห็นด้วย
“เดี๋ยวผมจะไปหาผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านอูเหอ ให้เขามาประชุม จะได้มีการวางแผนการเพาะเลี้ยงสัตว์” ลุงปู้เหอนึกอะไรได้ก็พูดออกมา
เมื่อได้แนวทางจากหม่าเวยแล้ว เขาก็รีบไปแจ้งให้คนอื่นทราบ ไม่ต้องขี่ม้าไปแล้ว แค่โทรศัพท์ไปเดี๋ยวเดียวคนก็มาถึง
กลางคืนจึงมีการเปิดประชุมใหญ่ ตอนนี้เฉาหลู่เป็นผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านซีเหมิง ก็ให้เขาเป็นประธานการประชุม
“ปู้เหอ เรื่องนี้คงไม่เหมาะกระมัง นี่ไม่เท่ากับผลักภาระให้หม่าเวยเหรอ นายรู้ไหมว่าสองหมู่บ้านมีแกะรวมกันกี่ตัว คิดเป็นเงินเท่าไหร่ สามร้อยกว่าครัวเรือน แต่ละบ้านมีแกะมูลค่าเป็นแสน รวมๆ กันเกือบหนึ่งร้อยล้านหยวนเลยนะ! นี่มันเลี้ยงกันเยอะเกินไปแล้ว ตอนนี้ทุกบ้านต่างก็พยายามเชือดแกะกินเองเพื่อลดจำนวนอยู่” ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านอูเหอกล่าว
“ความตั้งใจของหม่าเวยที่จะรับซื้อแกะแน่วแน่มาก ใครสักคนไปตามเขามาที่นี่หน่อย” ปู้เหอก็ไม่แน่ใจว่าหม่าเวยจะขายออกไปได้หรือไม่
ถ้าหากต้องช่วยชาวบ้านจริงๆ แกะพวกนี้ก็มากพอให้เขากินไปได้ถึงห้าชั่วอายุคนเลย
“ผมไปตามเขาเอง” เฉาหลู่พูดจบก็รีบวิ่งไปหาหม่าเวย
“หม่าเวย คนในหมู่บ้านไม่อยากให้นายต้องเสี่ยง แกะเยอะขนาดนี้ถ้านายขายไม่ออก ชาวบ้านถึงได้เงินไปก็คงรู้สึกไม่สบายใจ” เฉาหลู่เองก็ตั้งใจจะมาห้ามหม่าเวยเช่นกัน
“แค่มีของ ผมก็ขายได้อยู่แล้ว ผมไปคุยกับพวกเขาหน่อยดีกว่า” หม่าเวยสวมเสื้อคลุมแล้วเดินไปยังห้องประชุม
“หม่าเวยมาแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ไม่ใช่เงินน้อยๆ นะ! นายต้องคิดให้ดีถึงผลที่จะตามมา คนในหมู่บ้านจะปล่อยให้นายแบกรับทุกอย่างคนเดียวไม่ได้” ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านอูเหอกล่าว
“เรื่องขายน่ะไม่ใช่ปัญหา มีของดีอยู่ในมือแล้วจะขายไม่ออกได้ยังไง ผมไม่เชื่อหรอก แล้วผมก็จะไม่ขาดทุนด้วย พรุ่งนี้เริ่มเลย ให้ส่งแกะมาวันละยี่สิบบ้าน อย่ามาพร้อมกันทีเดียวนะ ผมจัดการไม่ทัน” หม่าเวยกล่าว
“ในนามของชาวบ้านทุกคน ขอบคุณนายมาก ถ้าขายไม่ออกจริงๆ ก็เอามาคืนได้ พวกเรายินดีคืนเงินให้” ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านอูเหอกล่าว คนอื่นๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วย ข้อตกลงนี้จึงถือเป็นอันยุติ
[จบตอน]