เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 271 รำลึกความหลัง

บทที่ 271 รำลึกความหลัง

บทที่ 271 รำลึกความหลัง


"ขอบพระคุณมากเลยนะคะ!"

เอลิน่าเองก็เป็นคนอ่อนไหว ขอบตาของเธอแดงก่ำ สวมกอดเว่ยซูเฟินหญิงชราพลางพรั่งพรูภาษาบ้านเกิดออกมาไม่หยุด โชคดีที่จางอี๋ยังพอรู้ภาษาอิตาลีอยู่บ้าง จึงช่วยแปลให้เว่ยซูเฟินฟัง "เอลิน่าบอกว่า คุณย่าทำให้เธอสัมผัสได้ถึงความรักความอบอุ่นของคุณย่าของเธอที่ล่วงลับไปแล้วค่ะ!"

"ดูสิ แม่หนูคนนี้ซาบซึ้งจนทำเอาคนแก่อย่างฉันจะร้องไห้ตามไปด้วยเลย" เว่ยซูเฟินใช้ผ้าเช็ดหน้าซับหางตาของตนเอง "แม่หนูเอ๊ย ถ้าหนูไม่รังเกียจ ต่อไปก็ถือซะว่าที่นี่เป็นบ้านของตัวเองนะ อย่าร้องไห้เลย ผู้หญิงอย่างพวกเราน่ะ จะร้องไห้ก็ต้องเลือกร้องให้ถูกเวลา จะมาร้องไห้พร่ำเพรื่อไม่ได้หรอกนะ!"

"ทำไมล่ะคะ?" เอลิน่าฟังคำแปลแล้วก็งุนงงสับสน นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ยินคนบอกว่าผู้หญิงจะร้องไห้ก็ต้องดูเวลาด้วย จึงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

หลานสะใภ้คนอื่นๆ ต่างก็หันมามองด้วยความอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน เว่ยซูเฟินทัดปอยผมสีเงินที่หลุดลุ่ยไว้ทัดหู ก่อนจะเอ่ยขึ้น "เด็กผู้หญิงสมัยนี้อย่างพวกหลาน ใช้ชีวิตไม่เหมือนพวกย่าในสมัยก่อนหรอกนะ สมัยก่อนน่ะ แม้แต่จะร้องไห้อย่างไร ร้องเวลาไหน ก็ยังมีอาจารย์สอนหลักปฏิบัติสตรีคอยพร่ำสอนเลย ย่าในตอนที่แต่งงานกับปู่ของพวกหลาน ก็เป็นลูกหลานจากตระกูลใหญ่โตนะ ตระกูลเฉินของเราในตอนนั้นที่อำเภอจี๋ผิงเนี่ย ก็ถือเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงเกียรติยศเชียวนะ รู้กันหรือเปล่า!"

"น้ำตาของผู้หญิงแบ่งออกเป็นสามประเภท หนึ่งคือแสดงความอ่อนแอ สองคือแสดงความเข้มแข็ง และอีกประเภทหนึ่งก็คือหาเรื่อง!"

เว่ยซูเฟินกวาดสายตามองลูกหลานที่นั่งอยู่เต็มโต๊ะ นานๆ ครั้งจะได้บอกเล่าถึงวิถีการปฏิบัติตัวในอดีต "ผู้หญิงเวลาอยู่บ้านหรือออกไปข้างนอก จะร้องไห้พร่ำเพรื่อไม่ได้เด็ดขาด ต่อหน้าบิดาห้ามร้องไห้ ต่อหน้าสามีห้ามร้องไห้ ต่อหน้าบุตรห้ามร้องไห้ และเวลาอยู่ข้างนอกก็ต้องระวังการร้องไห้ให้ดี!"

"พวกหลานรู้หรือเปล่าว่าทำไม?"

เฉินไจ้ซิงถามขึ้นอย่างโผงผาง "คุณย่าฮะ เป็นเพราะร้องไห้แล้วจะโดนคนรังเกียจใช่ไหมฮะ?"

"รังเกียจกะผีอะไรของแก" เว่ยซูเฟินถลึงตาใส่เฉินไจ้ซิง "ต่อหน้าบิดาห้ามร้องไห้ หมายความว่าลูกสาวที่แต่งงานออกไปแล้วพอกลับมาบ้าน จะร้องไห้ไม่ได้ เพราะนั่นจะเป็นต้นเหตุของการหาเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง!"

"ต่อหน้าสามีห้ามร้องไห้ ก็เป็นเพราะว่า สามีภรรยาคือคนคนเดียวกัน ควรจะเห็นอกเห็นใจและใจกว้างต่อกัน การร้องไห้ถือเป็นข้อห้ามร้ายแรง เพราะมีนัยยะแอบแฝงถึงการแสดงอำนาจข่มขู่ ความสุขที่แลกมาด้วยน้ำตา ท้ายที่สุดแล้วย่อมไม่ยั่งยืน!"

"ต่อหน้าบุตรห้ามร้องไห้ ทำไมน่ะหรือ? คนเป็นแม่ต้องเข้มแข็ง แม่คือที่พึ่งของลูก หากคนเป็นแม่พอเจอเรื่องอะไรก็เอาแต่ร้องไห้ แล้วลูกจะเข้มแข็งด้วยตัวเองได้อย่างไร นั่นคือการแสดงความอ่อนแอให้ลูกเห็น พวกหลานเคยเห็นคนแกอย่างฉันร้องไห้ต่อหน้าเจ้าใหญ่หรือเจ้ารองบ้างไหมล่ะ?"

"ไม่เคยเลยค่ะ" หวงหลานจือเจิ้งหลิงและหยางซีเฟิ่งลูกสะใภ้ทั้งสามคนส่ายหน้าพร้อมกัน ตั้งแต่พวกเธอแต่งงานเข้ามา ก็ไม่เคยเห็นหญิงชราร้องไห้พร่ำเพรื่อเลยจริงๆ

ครั้งเดียวที่เห็นหญิงชราร้องไห้โฮ ก็คือในวันที่เฉินเซิงอวี้ผู้เป็นพ่อสามีจากโลกนี้ไป แม้แต่ตอนที่เฉินตงกลับมาในครั้งนั้น เว่ยซูเฟินได้รับรูปถ่ายเก่าๆ ของปู่รองมา เธอก็เพียงแค่น้ำตาคลอเบ้า แล้วก็หยุดร้องไห้ได้อย่างรวดเร็ว

"ส่วนเรื่องเวลาอยู่ข้างนอกต้องระวังการร้องไห้นั้น พวกหลานจดจำเอาไว้ให้ดีนะ ผู้หญิงที่เอะอะก็ร้องห่มร้องไห้ต่อหน้าคนนอก คนประเภทนี้ ถ้าเจอเมื่อไหร่ก็ต้องถอยห่างให้ไกลเลยนะ!"

"ล้วนแต่เป็นพวกเจ้าเล่ห์เพทุบายทั้งนั้น ถ้าไม่ได้คิดจะกอบโกยผลประโยชน์อะไรจากตัวพวกหลาน ก็ต้องกำลังหาวิธีคิดร้ายต่อพวกหลานอยู่แน่ๆ!"

"คุณย่าคะ คุณย่าช่างมีความรู้กว้างขวางจริงๆ เลยค่ะ!" เอลิน่าเบิกตากว้างมองเว่ยซูเฟิน "นี่เป็นครั้งแรกเลยนะคะที่ฉันได้ยินคนวิเคราะห์เรื่องการร้องไห้ของผู้หญิงแบบนี้!"

เว่ยซูเฟินโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ "พวกนี้ก็เป็นแค่กากเดนความคิดที่คนในอดีตเขาสั่งสอนกันมา หลักคำสอนและคุณธรรมของสตรี สมัยนี้เขาไม่ให้สอนกันแล้วล่ะ แต่ในสมัยก่อนของพวกย่าน่ะ มันคือสิ่งที่หญิงสาวที่ยังไม่ออกเรือนทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้"

"ส่วนย่าน่ะ ในตอนที่ยังสาว บังเอิญเกิดทันช่วงที่ท่านซุนยัตเซ็นลุกขึ้นมาปฏิวัติพอดี เลยได้สัมผัสกับวิชาความรู้ของชาติตะวันตกตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วก็ได้มารู้จักกับปู่ของพวกหลานในโรงเรียนนั่นแหละ ก็เลยไม่ได้รัดเท้า โชคดีนะที่ตอนสาวย่าไม่ได้รัดเท้า ไม่อย่างนั้นแค่จะเดินออกไปเดินเล่นข้างนอกก็คงจะลำบากแย่!"

"ฮ่าๆๆ!"

ลูกหลานที่อยู่เต็มห้องต่างก็พากันหัวเราะร่วน อย่าเห็นว่าปกติหญิงชราจะเป็นคนหัวโบราณคร่ำครึ แต่แท้จริงแล้วลึกๆ ในใจกลับเป็นคนมีอารมณ์ขันมาก เวลาอยู่กับหลานๆ หรือเหลนๆ ก็มักจะมอบความรักความเมตตาให้อย่างเต็มเปี่ยม แทบจะไม่เคยดุด่าว่ากล่าวความผิดของลูกหลานเลย

"คุณย่าทวดคะ สมัยก่อนผู้หญิงต้องรัดเท้าจริงๆ เหรอคะ?" เฉินฮุ่ยฉินเบิกตากว้างเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น เธอเคยเห็นแค่คำบรรยายเกี่ยวกับการรัดเท้าในหนังสือเรียนเท่านั้น ยังไม่เคยได้ยินใครพูดถึงเรื่องนี้จริงๆ เลย

"ต้องรัดสิ อย่างพวกลูกหลานตระกูลใหญ่โตน่ะ พออายุรุ่นราวคราวเดียวกับฮุ่ยจวนน้องสาวหลานนี่แหละ ก็ต้องเริ่มรัดกันแล้ว" เว่ยซูเฟินชี้ไปที่ฮุ่ยจวนลูกสาวของเฉินไจ้หลงซึ่งอายุยังไม่ถึงเก้าขวบดี

"ใช้ผ้าผืนยาวๆ มารัดเท้าให้แน่น ความทุกข์ทรมานตอนนั้นน่ะ จุ๊ๆๆ! ตอนนี้พอย้อนนึกไปถึงเพื่อนผู้หญิงที่ถูกคนในครอบครัวบังคับให้รัดเท้า ย่าทวดก็ยังรู้สึกหวาดผวาอยู่เลย ผู้หญิงในยุคนั้นลำบากมากจริงๆ!"

"โชคดีที่ปลดแอกแล้วนะคะ" เฉินฮุ่ยฉินฟังแล้วก็ถึงกับขนลุกซู่ เว่ยซูเฟินพยักหน้ารับ "ใช่แล้วล่ะ โชคดีที่ได้รับการปลดแอก ความทุกข์ยากลำบากก็ไม่ต้องมาทนแบกรับกันอีกต่อไปแล้ว!"

เอลิน่านั่งฟังจางอี๋คอยแปลให้ฟังอยู่ข้างๆ เว่ยซูเฟินเริ่มเล่าเรื่องราวความเจ็บปวดขมขื่นในยุคสาธารณรัฐจีนให้ฟังมากมาย ทั้งความโหดร้ายไร้มนุษยธรรมของพรรคก๊กมินตั๋ง สันดานดิบเถื่อนของพวกทหารหุ่นเชิด และการเข่นฆ่าอย่างบ้าคลั่งของพวกทหารญี่ปุ่น

"ตอนนั้นย่าหาบเจ้าใหญ่กับเจ้ารองเดินข้ามสะพาน ไอ้พวกทหารญี่ปุ่นตัวเตี้ยม้อต้อ ส่วนสูงยังไม่ถึงไหล่ย่าด้วยซ้ำ พูดจาภาษาปะกิตอะไรก็ไม่รู้ฟังไม่รู้เรื่อง ย่าก็กลัวว่าไอ้พวกเดรัจฉานนั่นมันจะพลิกหน้าพลิกตาใส่ ก็เลยไม่กล้าเดินหนี" เว่ยซูเฟินเล่าอย่างออกรส ยกเอาเรื่องราวในอดีตมาเล่าสู่กันฟัง

"ไอ้ทหารญี่ปุ่นคนนั้นมันก็เอามือมาลูบแก้มเจ้าใหญ่ แล้วก็ให้ลูกอมมาคนละเม็ด ย่าก็รีบบอกเจ้าใหญ่กับเจ้ารองว่าห้ามกินเด็ดขาด พอเดินพ้นด่านตรวจมาได้ ย่าก็จับโยนทิ้งลงคูน้ำคลำไปเลย ตอนนั้นเจ้าใหญ่กับเจ้ารองยังเด็ก พอเห็นว่าลูกอมถูกโยนทิ้ง ก็เอาแต่นั่งร้องไห้อยู่ในตะกร้าหาบไปตลอดทางจนถึงบ้านเลยล่ะ!"

เว่ยซูเฟินพูดจบ รอบข้างก็มีเสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นทันที เฉินเสียนกุ้ยที่มีศักดิ์เป็นถึงปู่คนแล้ว พอโดนแม่บังเกิดเกล้าเอาเรื่องน่าอายมาแฉ ก็รีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันที "คุณแม่ครับ แล้วตอนนั้นทำไมคุณแม่ถึงไม่เอาลูกอมนั่นล่ะครับ?"

"หึๆ! เจ้าใหญ่ ตอนนั้นแกกับเจ้ารองยังเด็ก ไม่รู้หรอกว่าไอ้พวกเดรัจฉานนั่นมันทำระยำอะไรไว้บ้าง แกคิดว่าพวกมันหวังดีเอาลูกอมมาให้แกกินจริงๆ หรือไง? ขืนแกกินเข้าไป แกก็คงไม่มีชีวิตอยู่มาจนถึงอายุปูนนี้หรอก!"

"ไอ้พวกทหารญี่ปุ่นน่ะมันไปวางยาพิษไว้ทั่ว โดยเฉพาะชอบเอาเชื้อโรคอะไรก็ไม่รู้ไปผสมไว้ในลูกอม แล้วก็เอาไปหลอกให้เด็กกิน พอกินเข้าไปก็ต้องท้องร่วงท้องเสีย พอถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลประจำอำเภอ พอพวกญี่ปุ่นรู้เข้า คนไข้ก็จะถูกพวกมันบังคับลากตัวไปทันที" เว่ยซูเฟินนึกย้อนไปถึงเรื่องราวที่เคยได้ยินมา คิ้วก็ขมวดเข้าหากันแน่น

"หวงปิ่งคุนหัวหน้าหน่วยผลิตของหมู่บ้านเราน่ะ เหนือพ่อของเขาขึ้นไปยังมีพี่ชายอยู่อีกคน แกจำได้ไหม" เว่ยซูเฟินหันไปถามเฉินเสียนกุ้ย เฉินเสียนกุ้ยส่ายหน้า "เรื่องมันตั้งนานมาแล้ว ผมจำไม่ได้หรอกครับ"

"ตอนนั้นก็เพราะกินลูกอมที่ทหารญี่ปุ่นให้มานั่นแหละ อายุเพิ่งจะหกขวบแท้ๆ ก็ต้องมานอนท้องร่วงจนตายคาเตียงเลย เรื่องพวกนี้น่ะถ้าคนอื่นเขาไม่พูด พวกแกก็ไม่มีทางรู้หรอก!"

เฉินตงเองก็เคยได้ยินแค่ปู่ของเขาเล่าว่าตอนที่เมืองถัวเฉิงแตก พวกทหารญี่ปุ่นได้ออกเข่นฆ่าผู้คนไปทั่วเมืองถัวเฉิง แต่เขาก็ไม่เคยได้ยินเรื่องที่พวกทหารญี่ปุ่นวางยาพิษเลย พอวันนี้ได้มาฟังเว่ยซูเฟินเล่าให้ฟัง เขาก็รู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างมาก!

"เอาล่ะๆ ไม่พูดเรื่องพวกนี้แล้ว วันนี้เป็นวันมงคลที่เหลนรักของฉันกลับมาแท้ๆ กลายเป็นว่าคนแก่อย่างฉันดันเอาเรื่องน่าเบื่อพวกนี้มาเล่าจนทำให้พวกแกต้องมานั่งสลดกันไปหมด" เว่ยซูเฟินหัวเราะร่า หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบกับข้าวอีกครั้ง

ทุกคนถึงได้เริ่มลงมือทานอาหารและเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นกันต่อ หรงกั๋วตัวน้อยกลอกตากลิ้งไปมา วิ่งไปกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างที่ข้างหูเฉินฮุยผู้เป็นพี่ชาย จากนั้นเด็กน้อยทั้งสองก็พากันวิ่งออกไปนอกประตูบ้าน ตรงไปยังกระโปรงท้ายรถ พอเปิดกระโปรงท้ายรถออก ทั้งสองคนก็ช่วยกันแบกของขวัญเดินเข้ามาในบ้าน

"พ่อฮะ ผมมีของขวัญมาฝากพ่อด้วยล่ะฮะ" พอเดินมาถึงลานบ้าน หรงกั๋วตัวน้อยก็ตะโกนเรียกเฉินไจ้ซิงเสียงดังลั่น "รีบมาดูเร็วเข้าฮะ!"

จบบทที่ บทที่ 271 รำลึกความหลัง

คัดลอกลิงก์แล้ว