- หน้าแรก
- ยอดลูกเขยทะลุมิติ
- บทที่ 07 ใช่ๆๆ เธอเป็นยุวชนปัญญาที่เรียบร้อยและว่านอนสอนง่ายที่สุด
บทที่ 07 ใช่ๆๆ เธอเป็นยุวชนปัญญาที่เรียบร้อยและว่านอนสอนง่ายที่สุด
บทที่ 07 ใช่ๆๆ เธอเป็นยุวชนปัญญาที่เรียบร้อยและว่านอนสอนง่ายที่สุด
บทที่ 07 ใช่ๆๆ เธอเป็นยุวชนปัญญาที่เรียบร้อยและว่านอนสอนง่ายที่สุด
ห้าวเป้งเกินไปแล้ว! ตอนที่เฝิงเจียโย่วเป็นยุวชนปัญญาอยู่ที่เฉิงเจียวาน เธอไม่ได้ห้าวขนาดนี้นี่นา
เธอเป็นหญิงสาวที่ดูเรียบร้อย ว่านอนสอนง่าย และรักนวลสงวนตัวมาก! ปกติถ้าไม่ต้องออกไปทำงานใช้แรงงาน เธอก็มักจะขลุกอยู่แต่ในบ้านพักยุวชนปัญญาเพื่ออ่านหนังสือ ชาวบ้านในกองพลน้อยยังเคยเอ่ยปากชมว่าเธอไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับใครเลย
แต่พอเฉิงเสวียหมินเดินทางมาหาเธอในครั้งนี้ เขาถึงได้ประจักษ์ถึงพลังการต่อสู้ของผู้หญิงคนนี้
ตอนนี้เป็นไงล่ะ!
เธอเล่นบีบบังคับให้ทุกคนในบ้านตกที่นั่งลำบาก หาทางลงกันไม่เจอเลยทีเดียว! คนที่อึดอัดกระอักกระอ่วนที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเฉิงเสวียหมิน เขาเป็นแค่คนนอก จะเดินหนีไปตอนนี้ก็ไม่ได้ จะยืนอยู่ต่อก็ทำตัวไม่ถูก
"จะไม่ยอมพูดด้วยใช่ไหม!"
"ได้ ในเมื่อเป็นแบบนี้ เสวียหมิน เราก็ไม่ต้องไปสนใจพวกเขาแล้ว เราออกไปนอนเกสต์เฮาส์ด้วยกันตอนนี้เลย!"
เมื่อเห็นว่าพ่อที่นั่งอยู่ในห้องยังคงเอาแต่เงียบ เฝิงเจียโย่วที่เพิ่งจะสลดไปเมื่อครู่ก็กลับมาฮึดสู้อีกครั้ง เธอคว้าแขนเฉิงเสวียหมินทำท่าจะลากเขาเดินออกไป
แถมยังจงใจตะโกนเสียงดังเข้าไปในห้อง เน้นย้ำคำว่านอนเกสต์เฮาส์และนอนด้วยกันให้ดังฟังชัด ราวกับกลัวว่าคนที่อยู่ข้างในจะไม่ได้ยินอย่างนั้นแหละ
อันที่จริงเฉิงเสวียหมินก็อยากออกไปนอนเกสต์เฮาส์ด้วยกันนั่นแหละ
วัยรุ่นเลือดร้อนอย่างเขาก็มีความต้องการพลุ่งพล่านเป็นธรรมดา
แต่เฉิงเสวียหมินรู้ดีว่าถ้าขืนเขาบ้าจี้เออออแล้วเดินตามเฝิงเจียโย่วออกไปจากบ้านหลังนี้ล่ะก็ ทุกอย่างพังพินาศแน่! เขาจึงรีบคว้าแขนเธอไว้ แล้วเปลี่ยนเรื่องคุยทันที "ผมเอาของอร่อยมาฝากคุณด้วยนะ กินก่อนสิ!"
"มีของอร่อยด้วยเหรอ!"
พอได้ยินว่ามีของกิน เฝิงเจียโย่วก็เปลี่ยนโหมดเป็นยัยเห็นแก่กินทันที ดวงตาของเธอจับจ้องไปที่ถุงผ้าที่เฉิงเสวียหมินวางทิ้งไว้บนพื้นตั้งแต่ตอนเดินเข้ามา
"เอามานิดหน่อยน่ะ!"
"ตามมารยาทแล้ว การเดินทางมาเยี่ยมครอบครัวคุณครั้งนี้ ผมไม่ควรมามือเปล่า"
"แต่ตอนที่ได้รับจดหมายของคุณ ผมรีบร้อนออกมาก็เลยไม่ได้เตรียมตัวอะไร เห็นที่บ้านมีอะไรก็คว้าติดมือมาหมดเลย!"
เขาไม่ได้เอาของติดตัวมาเยอะจริงๆ นั่นแหละ ด้วยความเคยชินกับจังหวะชีวิตที่เร่งรีบ แค่คว้ากระเป๋าได้ก็พร้อมออกเดินทาง เฉิงเสวียหมินจึงพกมาแค่เสื้อผ้าผลัดเปลี่ยนไม่กี่ชุด
และของฝากพื้นบ้านอีกหนึ่งถุงใหญ่เท่านั้น
"พุทราแดงนี่นา!"
พอเฉิงเสวียหมินเปิดปากถุงออก เผยให้เห็นพุทราแดงเม็ดโตสีสดใส เฝิงเจียโย่วก็ดีใจจนตาเป็นประกาย เธอทนไม่ไหวต้องรีบเอื้อมมือไปหยิบพุทราเม็ดโตเข้าปากทันที! "หวานจัง!"
"หวานมากเลย!"
"เสวียหมิน นี่มันพุทราจากต้นพุทราแดงที่บ้านคุณใช่มั้ย คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันอยากกินพุทราแดงต้นนั้นใจแทบขาด"
"เสวียหมิน คุณรู้มั้ยว่าไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียวนะที่อยากกิน! พวกเพื่อนผู้หญิงที่บ้านพักยุวชนปัญญาก็อยากกินกันทั้งนั้นแหละ!"
"พวกเราเพื่อนผู้หญิงที่บ้านพัก พอถึงหน้าร้อนทีไรก็พากันน้ำลายสอเพราะต้นพุทราแดงบ้านคุณตลอดเลย!"
"เสวียหมิน คุณยังจำได้มั้ย เมื่อปีก่อนเฉินเจี้ยนเฟยที่อยู่บ้านพักเดียวกัน ปีนต้นพุทราแดงบ้านคุณจนตกลงมาขาหัก ต้องขอลาป่วยเพื่อขอกลับเมืองหลวงก่อนกำหนด คุณรู้มั้ยว่าใครเป็นคนยุให้เขาไปขโมยน่ะ"
เฝิงเจียโย่วเคี้ยวพุทราแดงตุ้ยๆ พลางเล่าเรื่องวีรกรรมเก่าๆ สมัยที่ยังอยู่บ้านพักยุวชนปัญญาให้เฉิงเสวียหมินฟัง
แต่เฉิงเสวียหมินเพิ่งจะทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ได้แค่ครึ่งปี เขาจะไปล่วงรู้เรื่องราวในอดีตของเจ้าของร่างเดิมได้ยังไงล่ะ! เขารู้แค่ว่าเจ้าของร่างเดิมนี้หลงรักแม่สาวน้อยคนนี้มาก และตามจีบเธอมาตลอด
ตอนที่ช่วยชีวิตเธอไว้เมื่อช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ เจ้าของร่างเดิมก็เป็นคนพุ่งตัวเข้าไปช่วยคนแรก แต่ยังไม่ทันจะช่วยสำเร็จ ตัวเองก็ดันมาด่วนจากไปเสียก่อน
นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เฉิงเสวียหมินข้ามภพมา และได้ช่วยชีวิตหญิงสาวคนนี้ไว้จนสำเร็จ
หลังจากนั้น เฉิงเสวียหมินก็ทำตัวหมางเมินใส่เธออยู่พักหนึ่ง เพราะยังปรับตัวกับโลกใบใหม่ไม่ได้
ผลก็คือ แม่สาวน้อยคนนี้กลับรู้สึกกระวนกระวายใจ และกลายเป็นฝ่ายที่เข้าหาเขาอย่างกระตือรือร้นแทน! ประกอบกับที่เธอเป็นยุวชนปัญญาหญิงที่สวยที่สุดในคอมมูน ไปๆ มาๆ เรื่องราวก็เลยเถิดมาจนถึงจุดนี้
ตอนนี้พอเฝิงเจียโย่วพูดถึงคนชื่อเฉินเจี้ยนเฟยอะไรนั่น เฉิงเสวียหมินกลับนึกไม่ออกเลยสักนิด
ตอนที่เขาทะลุมิติมา เหมือนว่าที่บ้านพักยุวชนปัญญาจะเหลือผู้หญิงอยู่แค่สองคนเองมั้ง! ก็ตอนช่วงต้นปี พวกเขาส่วนใหญ่สอบติดมหาวิทยาลัยและทยอยกลับเมืองหลวงกันไปหมดแล้ว! ปกติแล้วยุวชนปัญญาที่ถูกส่งไปประจำที่เดียวกัน มักจะมาจากพื้นที่และโรงเรียนเดียวกัน! พวกที่ถูกส่งมาอยู่กองพลน้อยเฉิงเจียวานพร้อมกับเฝิงเจียโย่ว ส่วนใหญ่ก็เป็นเพื่อนร่วมชั้นมัธยมปลายของเธอ พวกเขาเป็นคนเมืองหลวง ครอบครัวก็พอจะมีเส้นสายอยู่บ้าง
พวกเขาก็เลยมักจะได้ข่าวคราวเรื่องนโยบายจากเบื้องบนเร็วกว่ายุวชนปัญญาในพื้นที่อื่นๆ
ดังนั้น ก่อนที่ทางการจะประกาศกลับมาจัดสอบเอนทรานซ์อย่างเป็นทางการ พวกเขาก็ได้กลิ่นและเริ่มเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบกันล่วงหน้าแล้ว
ผลก็คือในการสอบเอนทรานซ์ครั้งแรกเมื่อปลายปีที่แล้ว ยุวชนปัญญาหกคนจากบ้านพักแห่งนี้ สอบติดและกลับเมืองหลวงไปได้ถึงสี่คน
เหลือแค่เฝิงเจียโย่วกับยุวชนปัญญาหญิงรุ่นพี่อีกคน ที่พลาดโอกาสเพราะขาดคุณสมบัติในการสอบ
แต่ยุวชนปัญญารุ่นพี่คนนั้น แม้จะพลาดสอบไปเมื่อปีที่แล้ว แต่หลังจากผ่านพ้นช่วงปีใหม่ไปได้ไม่นาน ทางครอบครัวของเธอก็ส่งข่าวมาหาที่เฉิงเจียวาน และหลังจากนั้นอีกประมาณสองเดือน เธอก็ถูกครอบครัววิ่งเต้นดึงตัวกลับเมืองหลวงไปจนได้
สุดท้ายก็เหลือแค่เฝิงเจียโย่วคนเดียว ที่ถูกทิ้งให้อยู่ที่บ้านพักยุวชนปัญญาอย่างโดดเดี่ยว โชคดีที่หลังจากยุวชนปัญญาหญิงคนนั้นจากไป เฉิงเสวียหมินก็ช่วยวิ่งเต้นขอสิทธิ์ในการสอบเอนทรานซ์รอบเดือนกรกฎาคมให้เธอ เฝิงเจียโย่วถึงได้กลับมามีความหวังอีกครั้ง
มิเช่นนั้น ขืนต้องอยู่คนเดียวในบ้านพักยุวชนปัญญาต่อไป เธอจะทนรอจนถึงวันได้กลับเมืองหลวงไหวหรือเปล่าก็ไม่รู้! เมื่อได้สิทธิ์ในการสอบ ประกอบกับพื้นฐานที่อ่านหนังสือเตรียมตัวมาบ้างแล้ว และได้รับการติวเข้มแบบจัดหนักจากเฉิงเสวียหมิน หญิงสาวจึงสามารถคว้ารับใบตอบรับจากมหาวิทยาลัยเยียนจิงมาครองได้สำเร็จในเดือนสิงหาคม และได้ฝากฝังรอยรักไว้กับเขาก่อนเดินทางกลับเมืองหลวง!
"ใครกันล่ะ!"
"อย่าบอกนะว่าเป็นฝีมือคุณ"
เมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวในหัวเสร็จ ประกอบกับแววตาซุกซนเจ้าเล่ห์ของเฝิงเจียโย่ว เฉิงเสวียหมินก็ลองทายออกไปอย่างกล้าหาญ
"คิกคิก จะเป็นฉันได้ยังไงล่ะ คุณก็รู้ดีนี่นาว่าฉันเป็นยุวชนปัญญาที่เรียบร้อยและว่านอนสอนง่ายที่สุดในกองพลน้อยเฉิงเจียวาน ฉันจะไปยุให้ยุวชนปัญญาชายไปขโมยพุทราแดงบ้านคุณได้ยังไงล่ะ"
"แต่เฉินเจี้ยนเฟยนั่นก็ซื่อบื้อจริงๆ ขโมยพุทราประสาอะไรถึงได้ตกลงมาจากต้นไม้ได้ ไม่รู้เหมือนกันว่าพอกลับเมืองหลวงไปแล้ว ชีวิตเขาจะเป็นยังไงบ้าง"
การลาออกเพราะบาดเจ็บ ถึงจะฟังดูดีกว่าลาออกเพราะป่วย แต่เฉินเจี้ยนเฟยดันบาดเจ็บเพราะไปขโมยพุทรา นี่มันเป็นตราบาปในชีวิตเขาชัดๆ พอกลับเมืองหลวงไปแล้ว ชีวิตคงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบแน่
เรื่องหน้าที่การงานไม่ต้องพูดถึง ต่อให้สอบผ่านเกณฑ์เข้ามหาวิทยาลัยได้ ก็คงไม่ผ่านการตรวจสอบประวัติอยู่ดี
การถอนตัวเพราะบาดเจ็บหรือป่วย ก็ไม่ต่างอะไรกับพวกหนีทัพ! ไม่ว่ายุคสมัยไหน พวกหนีทัพก็มักจะถูกหัวเราะเยาะและกีดกันเสมอ ยิ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อปีก่อนด้วยแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง! "ใช่ๆๆ เฝิงเจียโย่วเป็นคนที่รักนวลสงวนตัวและว่านอนสอนง่ายที่สุด! รักนวลสงวนตัวจนอุ้มท้องโตกลับเมืองหลวงมาเลยเนี่ยนะ!"
ไม่รู้ว่าแม่เฝิงหอบผ้าห่มออกมาตั้งแต่ตอนไหน พอได้ยินนังลูกล้างผลาญคุยโวว่าตัวเองเป็นยุวชนปัญญาที่เรียบร้อยและว่านอนสอนง่ายที่สุด
แม่เฝิงก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะหยันออกมา! เคยเห็นคนที่เรียบร้อยว่านอนสอนง่ายคนไหนบ้าง ที่ชิงสุกก่อนห่ามจนท้องโย้ก่อนจะได้กลับเมืองหลวง
ดูอย่างคนอื่นๆ ที่เขาเรียบร้อยจริงๆ สิ มีใครบ้างที่ไม่กลับเมืองหลวงมาแบบใสสะอาดเพื่อมาเรียนมหาวิทยาลัย
"แม่คะ! กินพุทราสิ หวานมากเลยนะ เสวียหมินเอามาจากบ้านน่ะ ต้นพุทราที่ฉันเคยเล่าให้แม่ฟังในจดหมายไง ต้นพุทราแดงบ้านเขาน่ะ!"
เฝิงเจียโย่วเมินคำพูดประชดประชันของแม่ เธอประคองพุทราแดงเต็มสองมือ ยื่นไปตรงหน้าแม่พลางเอาอกเอาใจสุดฤทธิ์! "ขอบใจย่ะ หลบไปเลย!"
"คืนนี้นอนบนเตียงไม้ไผ่นี่ไปก่อนก็แล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันอีกที!"
แม่เฝิงถลึงตาใส่นังลูกล้างผลาญ เธอใช้ศอกดันลูกสาวให้หลบทาง ก่อนจะโยนผ้าห่มในมือลงบนเตียงไม้ไผ่พร้อมกับสั่งเสียงห้วน
จากนั้นก็เดินสะบัดหน้ากลับเข้าห้องไปโดยไม่ปรายตามองแม้แต่นิดเดียว! ...
[จบแล้ว]