- หน้าแรก
- ยายแก่ย้อนกลับมายุค 70 พร้อมมิติ พิฆาตเสบียง
- ตอนที่ 9 พี่น้องสามคนใบ้คำ
ตอนที่ 9 พี่น้องสามคนใบ้คำ
ตอนที่ 9 พี่น้องสามคนใบ้คำ
ตอนที่ 9 พี่น้องสามคนใบ้คำ
เมื่อฟู่เหวินเจี๋ยได้รับมิติเครื่องรางหยกของตัวเอง สิ่งแรกที่เห็นก็คือกองเสบียงจากแม่—หนึ่งในสิบของของทั้งหมด
“พี่ชายกับพี่สาวลูกก็มี ลูกก็ต้องมี ไม่อยากให้รู้สึกว่าพ่อแม่ลำเอียง” เสิ่นจวินหรูล่าวจริงจัง
“ลูกปัดในหยกมีแค่สองเม็ด เราจึงให้แค่พี่ชายกับน้องสาว ส่วนของลูก...แม่สัญญาไว้เลย หากพ่อแม่จากไปเมื่อใด หยกชิ้นนี้จะเป็นของลูก”
ลูกสามคน—ไม่มีใครสำคัญไปกว่ากัน
ที่ไม่ให้ฟู่เหวินเจี๋ยตอนนี้ ก็เพราะเขาต้องตามพ่อแม่ไปต่างมณฑล ยังพอคุ้มกันกันได้
ส่วนลูกอีกสองคน คนหนึ่งอยู่เมืองหลวง ต้องสู้กับคน
อีกคนอยู่เมืองถัง ยิ่งไปช่วยไม่ถึง ได้ของดีติดตัวไว้ แม่ก็พอวางใจได้
“ผมเชื่อแม่ทุกอย่างครับ” ฟู่เหวินเจี๋ยตอบอย่างเชื่อฟัง
“ดี แม่จะเขียนสัญญาไว้ให้ลูกเก็บ เผื่อไว้เป็นหลักฐาน” เสิ่นจวินหรูพูดต่อด้วยสายตาที่เข้มงวด
เธอไม่ได้ไม่ไว้ใจลูก แต่หลังจากเคยเห็นตอนเมืองหลวงรื้อถอนที่ดิน
มีครอบครัวมากมายทะเลาะแย่งสมบัติจนยิ่งกว่าศัตรู
แม่ก็ไม่เชื่อใน “น้ำใจมนุษย์” อีกต่อไป
ฟู่เหวินเจี๋ยคิดว่าแม่ทำเกินไป แต่ก็ยอมตามใจในที่สุด
เธอเขียนสัญญาเสร็จ บังคับให้เขาแตะนิ้วเป็นตราประทับ
“เก็บไว้ดี ๆ นะ เดี๋ยวแม่จะไปบอกพี่กับพี่สาวลูกด้วย
ส่วนภรรยาลูก—ไม่ต้องเล่าอะไรให้ฟังมาก คนเยอะ ปากก็เยอะ
ตอนนี้บ้านเราถูกจับตามองอยู่ พวกนั้นจะทำทุกอย่างเพื่อปั่นข้อมูลจากเราให้ได้”
ฟู่เหวินเจี๋ยพยักหน้าเข้าใจ
เขาเองก็เคยเห็นแล้ว—เพื่อนหลายคน พอถูกกล่าวหา ก็โดนคนในครอบครัวทรยศ
ถูกตัดญาติขาดมิตร มีแต่ซ้ำเติม
เขาอาจจะไม่ใช่คนแบบนั้น
แต่เขาไม่อาจรับประกันว่า...ทุกคนจะคิดแบบเขา
คิดดีได้ แต่ต้องระวังให้มากกว่า
เสิ่นจวินหรูยังกำชับอีกว่า “เวลาซื้อเสบียง อย่าไปซื้อแถว ๆ นี้ ทำตัวแนบเนียน อย่าให้ใครจับได้”
“รู้แล้วครับ แม่วางใจได้”
แต่พอนึกถึงครอบครัวของหลินเป่าจูที่เป็นต้นตอของความซวยทั้งหลาย
ฟู่เหวินเจี๋ยก็อดเคืองไม่ได้ “แม่...เราจะปล่อยครอบครัวนั้นไว้เฉย ๆ จริงเหรอ?”
เสิ่นจวินหรูเพียงเอ่ยเบา ๆ “ลูกดูแลเรื่องของตัวเองให้ดี เรื่องนั้น...ปล่อยให้แม่จัดการเอง”
ได้ยินดังนั้น ฟู่เหวินเจี๋ยก็พอใจ
ในใจเขารู้—เวลามีแค่สามวัน ทุกอย่างต้องดำเนินอย่างเงียบ ๆ ไม่ให้ผิดสังเกต
แต่ก็ยาก...ยากมาก!
หลังจากคุยกับลูกชายคนเล็กเสร็จ แม่ลูกก็เดินออกจากห้องมาด้วยกัน
ฟู่เหยียนชวนอุ้มหลานชายที่หลับสนิทไว้ในอ้อมแขน
“เด็ก ๆ ง่วงแล้ว ถ้าไม่มีอะไรแล้ว แต่ละคนก็แยกย้ายไปพักผ่อนก่อน มีอะไรก็ค่อยว่ากันพรุ่งนี้”
พี่น้องสามคนพยักหน้ารับ พวกเขารู้ดีว่า พ่อแม่ก็มีแผนของตัวเอง
ส่วนตัวพวกเขา...ก็ต้องรีบจัดการเรื่องของตัวเองให้เร็วที่สุด
สองสะใภ้เองก็อยากรู้เต็มที วันนี้พ่อแม่พูดอะไรกันกับลูก ๆ ถึงได้ลับลมคมในขนาดนี้
ท่าทางมีอะไรใหญ่แน่ ๆ
เสิ่นจวินหรูและฟู่เหยียนชวนมองตามลูก ๆ ที่พาเหล่าหลาน ๆ กลับบ้าน
ดูพวกเขาเดินแล้วหันกลับมามองไม่รู้กี่ครั้ง จึงโบกมือเหมือนไล่
จะไปก็รีบไปเสียที อย่ามัวชักช้าให้เสียเวลา
เวลาเหลืออยู่น้อยเต็มทีแล้ว...
หลังจากแยกกันแล้ว
พี่ใหญ่ ฟู่เหวินเหรินถอนหายใจ “รู้สึกว่าแม่ไม่ค่อยรักผมแล้ว...”
น้องสว ฟู่เหวินเหวินหัวเราะ “นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว มาคร่ำครวญอะไรอ่ะพี่ใหญ่ รีบกลับไปนอนเร็ว ๆ เถอะ!”
ฟู่เหวินเจี๋ยยืดอกประกาศ “พี่ชาย พี่สาว ไม่ต้องห่วงนะ พ่อแม่มีผมคอยดูแล!”
พอพูดจบ สองพี่น้องก็หันมามองเขาแล้วพ่นลมหายใจพร้อมกัน
“เหอะ! ดี่แต่ปากเก่งอย่างเดียว เราไม่เชื่อหรอก”
ฟู่เหวินเจี๋ยหน้าเหี่ยว “......”
ก็มีกับแต่พี่ ๆ ที่คอยแกล้งเขานี่แหละ!
ชาติที่แล้ว ภรรยากับลูกเขาเสียหมด เขาเลยไม่เหลือใจจะมีชีวิต
แต่ชาตินี้ เขาจะปกป้องทุกคนด้วยมือตัวเอง
ใครหน้าไหนก็อย่าหวังว่าจะพรากคนในครอบครัวเขาไปได้อีก!
พี่น้องสามคนที่รู้ความจริง ต่างก็คุยกันเป็นนัย ใบ้คำไปมา
พูดเหมือนพูด...แต่ก็ไม่มีใครฟังเข้าใจ
สะใภ้สองคนมองหน้ากัน สายตาเต็มไปด้วยคำถามว่า พวกเธอกำลังปิดบังอะไรกันอยู่!?
และแน่นอน...คืนนี้ กลับถึงบ้านแล้ว คงต้องเค้นถามสามีให้รู้ดำรู้แดง!
ทางฝั่งเสิ่นจวินหรู หลังลูก ๆ กลับไปหมดแล้ว
เธอมองแวบไปยังหน้าต่างชั้นสามตรงข้าม—ที่นั่นมืดสนิท
แต่เธอรู้ดี ว่าพวกหลินเป่าจูยังไม่นอน คงกำลังแอบสอดส่องฝั่งนี้
เธอจึงแกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้ แล้วหันไปพูดกับสามี “ปิดประตูเถอะ กลับบ้านกัน”
ระหว่างทาง ฟู่เหยียนชวนถาม “คุณบอกทุกอย่างกับพวกเขาหมดแล้วใช่ไหม?”
เสิ่นจวินหรูพยักหน้า แล้วเล่าให้เขาฟังว่า พี่ชายคนโตได้พลังมหาศาลติดตัว
ส่วนน้องสาวได้ “น้ำพุในฝ่ามือ”
เธอยื่นแก้วน้ำพุที่ลูกสาวทิ้งไว้ให้สามีลองชิม “ลองดูสิ รสชาติมันไม่เหมือนน้ำเปล่าหรอก”
ฟู่เหยียนชวนครุ่นคิด ก่อนจะจิบไปหนึ่งคำ
เขารู้สึกสดชื่นจนต้องขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ
กลิ่นหอมเย็นสดชื่น รสชาตินุ่มลิ้น
ไหลลงกระเพาะแล้วรู้สึกอุ่นขึ้นทันตา
แม้แต่กระดูกและข้อที่เคยปวดก็เหมือนเบาขึ้น
“มันดีจริง ๆ ...น้ำพุนี้มีของแน่นอน!”
เสิ่นจวินหรูยิ้มอย่างภูมิใจ “ไม่นึกเลยนะว่าลูกสาวเราจะมีโชควาสนาได้ ‘น้ำพุในฝ่ามือ’
เสิ่นจวินหรูสั่งให้เธอดื่มทุกวัน เสริมภูมิคุ้มกัน จะได้ไม่ซ้ำรอยเดิมเหมือนชาติที่แล้ว”
ตอนนั้น...
นางป่วยเป็นมะเร็งเต้านม ถูกตัดไปทั้งสองข้าง สุดท้ายก็ยังลุกลาม
ทรมานสารพัด สุดท้ายก็ยังเอาชีวิตไม่รอด
คิดถึงตรงนี้ ฟู่เหยียนชวนโอบปลอบภรรยา
“ทุกอย่างมันผ่านไปแล้ว ชาตินี้เราทั้งบ้านจะร่วมมือร่วมใจกัน
แถมยังมีทั้งมิติเครื่องรางของคุณ กับน้ำพุวิเศษของลูกสาว
มันต้องเปลี่ยนชะตาชีวิตพวกเราได้แน่นอน!”
เสิ่นจวินหรูพยักหน้า นึกถึงหมูที่สั่งไว้ก็เอ่ยขึ้น
“คุณยังมีเงินเหลือไหม? วันนี้ฉันใช้หมดไปกับการกว้านซื้อเสบียง ตอนดึกเราต้องไปเอาหมูที่สั่งไว้...ห้าร้อยจิน”
ฟู่เหยียนชวนเบิกตากว้าง “ห้าร้อยจิน?” (ประมาณ 250 กิโลกรัม)
เสิ่นจวินหรูยิ้มแฉ่ง
“ใช่ คุณไม่ได้หูฝาด หมูห้าร้อยจินนี่แหละ พอให้บ้านเราสิบกว่าคนกินได้หลายปี!”
ฟู่เหยียนชวนเห็นภรรยาหัวเราะร่าอย่างภาคภูมิใจ ก็ยกนิ้วให้
“เมียผมเก่งที่สุด!”
พูดจบก็ไปหยิบเงินเก็บทั้งหมดออกมา—ราวหกร้อยกว่าหยวน เป็นค่าแรงสะสมทั้งของเขาและภรรยา
ทั้งคู่มีงานมั่นคง เขาเป็นรองผู้อำนวยการสถาบันชิงต้าของรัฐ
เธอเป็นรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลประชาชน
ในยุคนั้น ตำแหน่งระดับนี้ เงินเดือนถือว่าไม่น้อย
เงินเหล่านี้ เป็นค่าใช้จ่ายที่ภรรยาให้เขาเป็นรายเดือน
ส่วนรายได้หลัก ก็ฝากเข้าบัญชีธนาคารทั้งหมด
ตอนนี้แบงก์ปิด คืนนี้ต้องจ่ายค่าหมู
เงินสดที่มี จึงต้องใช้ของฟู่เหยียนชวน
“เงินอยู่ตรงนี้ พักก่อนเถอะ เดี๋ยวถึงเวลาผมจะปลุก” เขาบอกภรรยาอย่างอ่อนโยน
แต่เสิ่นจวินหรูไม่ได้รู้สึกเหนื่อยแม้แต่น้อย
เพราะเธอดื่ม ‘น้ำพุในฝ่ามือ’ ไปก่อนหน้าแล้ว ทั้งร่างสดชื่น กระปรี้กระเปร่า
“คุณยังไม่ได้เปิดมิติเลยนะ ลูก ๆ มีมิติกันหมดแล้ว จะปล่อยคุณไว้คนเดียวได้ยังไง!” เธอลากเขาไปเปิดพื้นที่ทันที
ฟู่เหยียนชวนปฏิเสธ “เรามีแค่คนเดียวก็พอแล้วนี่นา”
“ไม่ได้นะ! พอไปถึงที่นั่น เราสองคนต้องแยกกัน
คุณมีอายุมากแล้ว ไปทำงานเหมืองไม่ไหว ต้องไปเลี้ยงแกะ เดินขึ้นเขาเป็นวัน ๆ ฉันอยู่ในหมู่บ้าน ทำนา
บางทีอาจไม่ได้เจอกันเป็นสิบวันครึ่งเดือน
คุณต้องมีพื้นที่ของตัวเอง เอาไว้เก็บของกินของใช้ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะลำบาก”
ฟู่เหยียนชวนฟังแล้วก็ใจแป้ว
“แม้จะต้องถูกส่งไป แต่ยังต้องแยกกันอีกหรือ...”
เสิ่นจวินหรูจับมือเขาแน่น
“อดทนไว้ก่อนนะ ตอนแรกไปถึงต้องทำตัวให้เนียน
อย่าเด่น อย่าโผล่หัว รออีกสักปีสองปีค่อยว่ากัน
ตอนนี้...เก็บชีวิตไว้ก่อน เข้าใจไหม?”
ฟู่เหยียนชวนพยักหน้า
เขาจะไม่มีวันกลายเป็นอาหารของ “หมี” แบบชาติที่แล้วอีก
อะไรคือ ศพไม่เหลือแม้แต่กระดูก
ก็คือ...ถูกหมีแดกหมดทั้งตัวนั่นแหละ!
นึกถึงตรงนี้ ฟู่เหยียนชวนก็กำหมัดแน่น
หลังจากแชร์มิติให้เขาแล้ว เสิ่นจวินหรูก็แบ่งเสบียงส่วนหนึ่งให้ไว้
เวลาต้องไปเลี้ยงแกะบนเขา จะได้มีของกินของใช้พกไปเอง
กฎการใช้งานพื้นที่มิตินี้ พวกเขาก็รู้กันหมดแล้ว ไม่ต้องพูดซ้ำอีก
หลังจากนั้น เสิ่นจวินหรูจัดการเอาของใช้ทุกชิ้นในบ้านเข้าไปในมิติ ติดป้ายไว้หมด
จากนั้นก็นำออกมาเก็บไว้เหมือนเดิม
แบบนี้ หากวันหนึ่ง “คณะกรรมการ” มาเอาของไป
เธอก็จะรู้ได้ทันที...ว่าอะไรถูกหยิบไป และสามารถตามเอาคืนได้
โดยเฉพาะภาพเขียนแจกันโบราณ ของประดับบ้านที่ดูไม่สะดุดตา
แม้แต่เครื่องประดับที่ซ่อนในโต๊ะเครื่องแป้ง
ทั้งหมดนี้...ล้วนเป็นของที่พวกนั้นจะไม่ปล่อยไว้แน่
รวมถึงหยกชิ้นนี้—เครื่องรางวิเศษ
เธอก็ใส่ไว้ในมิติ ติดป้ายชัดเจนว่าเป็นของ “พื้นที่มิติ”
ถ้าหลินเป่าจูอยากได้ล่ะก็...ยินดีให้เลย
แต่ให้แบบมีแผน!
ฝั่งบ้านหลินเป่าจู
เธอแอบชะโงกหน้าจากม่านหน้าต่าง มองเห็นลูกหลานบ้านฟู่ทยอยกันกลับ
“เด็ก ๆ กลับกันหมดแล้ว บ้านก็เหลือแต่ตายายสองคน
ดูแล้วพวกเขายังไม่รู้เรื่องที่เรารายงานเลย” หลินเป่าจูกระซิบ
จูเจี้ยนซานหัวเราะเยาะ
“เธอจะรีบไปไหน ทางการก็ต้องเดินตามขั้นตอน จะมีใครโดนจับทันทีหลังถูกรายงานเสียเมื่อไหร่
รอให้ทุกอย่างถึงมือพวกนั้นแล้ว...ค่อยหัวเราะเยาะพวกมันก็ยังไม่สาย”
เขากลัวภรรยาใจร้อน เลยเตือนเสียงเข้ม
“ช่วงนี้อย่าไปเข้าใกล้เสิ่นจวินหรู ถ้าเธอรู้ตัว แล้วหนีไปก่อน เราก็จะเสียแรงเปล่า!”
หลินเป่าจูตบอกอย่างมั่นใจ
“วางใจได้เลย ชั้นอยู่มา 50 ปี ชั้นแยกแยะได้น่าว่าอะไรควรอะไรไม่ควร คราวนี้ชั้นจะโกยให้คุ้มเลย!”
เมื่อคิดถึงสมบัติของเสิ่นจวินหรู หลินเป่าจูก็ยิ้มฝันหวานจนอยากจะหัวเราะออกมาทั้งที่ยังหลับ!
(โปรดติดตามตอนต่อไป...)