- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นหมอเทพ: ขอบดขยี้พวกหน้าไหว้หลังหลอกให้สิ้นซาก!
- บทที่ 34 - นายนมันผู้ชายเฮงซวย
บทที่ 34 - นายนมันผู้ชายเฮงซวย
บทที่ 34 - นายนมันผู้ชายเฮงซวย
บทที่ 34 - นายนมันผู้ชายเฮงซวย
พ่อของเจียงคังด่วนจากไปตั้งแต่เขายังเด็ก เขาและเจียงเหยียนพี่สาวเติบโตมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของต่งจวี๋ผู้เป็นแม่เพียงคนเดียว
สมัยที่หลินต้าซานยังเป็นครูเขาคอยช่วยเหลือครอบครัวนี้มาตลอด อย่างเช่นช่วยสอนพิเศษให้เจียงคังและเจียงเหยียน สองครอบครัวจึงสนิทสนมกันมาก ต่อให้ครอบครัวหลินตกอับก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองบ้านเลย
ช่วงหลายปีที่หลินฝานไม่อยู่ เจียงคังที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็กลับกลายเป็นฝ่ายคอยช่วยเหลือครอบครัวหลินอยู่เสมอ
หลินฝานรู้สึกซาบซึ้งใจกับเรื่องนี้มาก "ป้าต่ง เจียงคัง ขอบคุณพวกคุณมากนะครับที่คอยช่วยเหลือครอบครัวเราตลอดหลายปีมานี้ วันข้างหน้าถ้ามีอะไรให้ผมช่วยก็บอกมาได้เลย อะไรที่ผมทำได้ผมจะทำให้อย่างแน่นอน!"
เจียงคังตบไหล่หลินฝานเบาๆ "ความสัมพันธ์ของสองบ้านเรายังต้องมาพูดจาเกรงใจอะไรกันอีก"
ต่งจวี๋หัวเราะร่วน "นั่นสิ พูดแบบนี้คนกันเองซะเปล่าๆ แถมตอนเด็กๆ เธอยังชอบพูดอยู่บ่อยๆ ว่าโตขึ้นจะแต่งงานกับเหยียนเหยียนลูกสาวป้า ไม่แน่ว่าวันหน้าพวกเราอาจจะได้เป็นครอบครัวเดียวกันก็ได้นะ"
คนพูดไม่คิดอะไรทว่าคนฟังกลับคิดไปไกล
เจียงคังตบหน้าขาฉาดใหญ่ "ดีเลย หลินฝานกับพี่สาวผมก็โตมาด้วยกัน บ้านเรากับบ้านลุงหลินก็รู้จักมักจี่รู้ไส้รู้พุงกันดี ถ้าหลินฝานมาเป็นพี่เขยผมล่ะก็ผมเห็นด้วยเต็มที่เลย แถมถ้าพวกเขาสองคนลงเอยกัน พวกเราก็จะได้ช่วยกันดูแลคนแก่ทั้งสองบ้านโดยไม่ต้องมานั่งเกี่ยงกันด้วย!"
แม้แต่หลินต้าซานและภรรยาที่กำลังกังวลเรื่องตระกูลชุยตามล้างแค้นหลินฝานก็ยังตาวาวขึ้นมาทันที
สองครอบครัวรู้จักนิสัยใจคอกันเป็นอย่างดี หากหลินฝานและเจียงเหยียนได้ครองคู่กันมันย่อมเป็นเรื่องที่เหมาะสมอย่างยิ่ง
ไม่คิดเลยว่าจู่ๆ บทสนทนาจะวกเข้าเรื่องคู่ครองของตัวเองไปเสียได้ หลินฝานกระแอมไอเบาๆ แล้วรีบเปลี่ยนเรื่องทันที "จริงสิเจียงคัง ตอนนี้นายทำงานอะไรอยู่เหรอ แล้วทำไมถึงไม่เห็นพี่เหยียนล่ะ"
"ฉันเรียนไม่เก่ง พอจบมัธยมปลายก็ออกมาทำงานเลย ตอนนี้เป็นเซลส์ขายเครื่องใช้ไฟฟ้าน่ะ" เจียงคังไม่ได้สังเกตเลยว่าหลินฝานตั้งใจเปลี่ยนเรื่อง "เมื่อเช้าพี่สาวฉันลางานครึ่งวันเพื่อขนของย้ายไปอยู่หอพักเช่า ตกบ่ายก็กลับไปทำงานแล้ว ถ้านายอยากเจอเธอเดี๋ยวฉันนัดให้เอาไหม"
"อ้อใช่ ตอนนี้พี่สาวฉันทำงานอยู่ที่เผิงเซิ่งกรุ๊ปนะ เรื่องนี้ต้องขอบใจนายด้วยซ้ำ"
เนื่องจากช่วงหลายปีมานี้เย่ซีแวะเวียนมาที่บ้านตระกูลหลินบ่อยครั้ง นานวันเข้าเธอกับเจียงเหยียนก็เลยพลอยรู้จักมักคุ้นกันไปด้วย ดังนั้นเมื่อปีก่อนตอนที่เจียงเหยียนเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย เย่ซีก็เป็นคนรับเธอเข้าทำงานในฝ่ายขายของเผิงเซิ่งกรุ๊ปด้วยตัวเอง
ไม่คิดเลยว่าเย่ซีจะเผื่อแผ่ความใจดีไปถึงเพื่อนบ้านของเขาด้วย
หลินฝานรำพึงชื่นชมความมีน้ำใจของหญิงสาวอยู่ในใจก่อนจะหันไปถามผู้เป็นพ่อแม่ "วันนี้เป็นวันเกิดของโหรวโหรว เราชวนครอบครัวป้าต่งไปกินข้าวด้วยกันดีไหมครับ"
หลิวชิวมีสีหน้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัด "โหรวโหรวบอกว่าใกล้จะถึงช่วงฝึกงานแล้ว เพื่อนร่วมห้องที่เกิดวันเดียวกันชวนให้ไปฉลองวันเกิดด้วยกัน แล้วพี่ชายของเพื่อนคนนั้นจะช่วยแนะนำที่ฝึกงานในบริษัทใหญ่ให้ด้วย สภาพบ้านเราตอนนี้เป็นแบบนี้แม่ก็ไม่อยากให้โหรวโหรวรู้แล้วมานั่งไม่สบายใจ เอาไว้วันหลังพวกเราค่อยจัดงานวันเกิดย้อนหลังให้ลูกก็แล้วกัน"
หลินต้าซานพูดเสริมขึ้น "วันนี้เป็นวันเกิดของโหรวโหรว ลูกก็อย่าเพิ่งบอกเรื่องที่บ้านถูกรื้อให้แกฟังล่ะ ปล่อยให้แกมีความสุขกับงานวันเกิดไปเถอะ"
เมื่อรับรู้ถึงเจตนารมณ์ของพ่อแม่ที่ไม่อยากให้ลูกต้องมานั่งเป็นกังวล เปลวเพลิงแห่งความโกรธแค้นที่มีต่อตระกูลชุยก็ลุกโชนขึ้นในใจของหลินฝานอีกครั้ง
ทว่าเขาไม่ได้แสดงอารมณ์กรุ่นโกรธนั้นออกมาให้พวกท่านเห็น "ตกลงครับ งั้นของขวัญวันเกิดที่ผมเตรียมไว้ให้โหรวโหรว เอาไว้รอแกกลับมาผมค่อยให้ก็แล้วกัน"
ตกเย็น ขณะที่หลินฝานกำลังจะพาพ่อแม่และครอบครัวเจียงคังออกไปกินข้าวข้างนอก หลินโหรวก็โทรศัพท์เข้ามาพอดี
"พี่ ตอนนี้พี่อยู่คนเดียวหรือเปล่า"
ฟังน้ำเสียงก็รู้ทันทีว่าหลินโหรวมีเรื่องที่ไม่สะดวกจะพูดต่อหน้าคนอื่น หลินฝานจึงลุกเดินปลีกตัวออกมาข้างนอก "มีอะไรเหรอ"
หลินโหรวเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลัดกลุ้ม "พี่พอจะมีเงินบ้างไหม ฉันตกลงกับเพื่อนร่วมห้องว่าจะจัดงานวันเกิดด้วยกันแล้วช่วยกันหารค่าใช้จ่าย แต่เขาเพิ่งมาบอกฉันว่าพี่ชายเขาจองโต๊ะไว้ที่โรงแรมจินหลวน ฉันกลัวว่าเงินที่มีจะไม่พอจ่ายส่วนแบ่งน่ะสิ"
พอได้ยินเช่นนั้นหลินฝานก็ขมวดคิ้วมุ่น "เพื่อนร่วมห้องคนนี้ไม่รู้ฐานะทางบ้านเราเหรอ"
หลินโหรวตอบกลับ "เขารู้สิ เขาถึงได้มาขอโทษแล้วบอกว่าถ้าฉันไม่อยากไปฉลองด้วยกันก็ไม่เป็นไร แต่ชวนเพื่อนทุกคนไว้หมดแล้ว ขืนฉันเบี้ยวไม่ไปกลางคันมันก็คงดูไม่ดี แถมฉันยังหวังพึ่งให้พี่ชายเขาช่วยแนะนำที่ฝึกงานให้อีกด้วย"
หลินฝานเข้าใจถึงความกังวลของน้องสาวเป็นอย่างดี เขาจึงตอบกลับไปว่า "เอาอย่างนี้เดี๋ยวพี่ตามไปสมทบ ยังไงพี่ชายเพื่อนเธอก็ต้องมาอยู่แล้ว พี่ไปเพิ่มอีกสักคนคงไม่เป็นไรหรอก"
"งั้นพี่ห้ามบอกเรื่องนี้กับพ่อแม่นะ เดี๋ยวพวกท่านจะหาว่าฉันทำตัวสิ้นเปลือง"
"วางใจเถอะ มีพี่อยู่ทั้งคน"
...
หลินฝานกุเรื่องขอตัวออกมาข้างนอกแล้วให้เวินชูรุ่ยขับรถไปส่งที่โรงแรมจินหลวน พร้อมกันนั้นเขาก็โทรศัพท์หาเจี่ยงหลินเพื่อให้เธอขับรถที่ซื้อเป็นของขวัญให้น้องสาวไปส่งที่โรงแรมโดยตรง
ตอนที่หลินฝานเดินทางมาถึงโรงแรมจินหลวน กลุ่มของหลินโหรวยังคงอยู่ระหว่างทาง
หลินฝานแหงนหน้ามองโรงแรมระดับห้าดาวพลางพึมพำกับตัวเอง "ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าโหรวโหรวคบเพื่อนผิดคนยังไงก็ไม่รู้แฮะ"
ทั้งที่รู้ว่าฐานะทางบ้านของหลินโหรวเป็นยังไงแต่ก็ยังปล่อยให้พี่ชายตัวเองจองโรงแรมหรูหราขนาดนี้ ดูยังไงก็เหมือนจงใจหลอกฟันเงินหลินโหรวชัดๆ
ส่วนเรื่องที่หลินโหรวบอกว่าเพื่อนร่วมห้องเพิ่งจะรู้เรื่องสถานที่จัดงานนั้น หลินฝานขอเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจก่อน
เวินชูรุ่ยที่ถูกทิ้งให้ขับรถกลับมาเมืองเจียงโจวคนเดียวเมื่อช่วงกลางวันยังมีอาการแง่งอนอยู่เล็กน้อย "นายคิดมากไปหรือเปล่า บางทีเพื่อนเขาก่อนจะจองอาจจะไม่รู้จริงๆ ก็ได้นะ"
หลินฝานแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินน้ำเสียงตัดพ้อของเวินชูรุ่ย เขาผลักประตูรถก้าวลงไป "ฉันก็หวังว่าตัวเองจะคิดมากไปเองเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นคืนนี้สองพี่น้องคู่นั้นได้เห็นดีกันแน่"
"นายไม่ให้ฉันไปด้วยจริงๆ เหรอ ฉันเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ไว้ให้น้องสาวนายได้เลยนะ"
หลินฝานยกมือขึ้นโบกปฏิเสธ "น้องสาวฉันก็แค่นักศึกษาธรรมดาๆ ฉันไม่อยากให้คุณหนูเวินอย่างเธอเข้าไปทำให้เพื่อนๆ ของน้องสาวฉันตกใจกลัวหรอก"
ด้วยเหตุนี้เขาถึงไม่ได้ปริปากชวนแม้กระทั่งเย่ซี ขืนให้เธอมาด้วยรังแต่จะทำให้หลินโหรวอึดอัดใจและอาจทำให้เพื่อนร่วมชั้นรู้สึกแปลกแยกตีตัวออกห่างได้
เวินชูรุ่ยค้อนขวับใส่หลินฝานวงใหญ่ก่อนจะเหยียบคันเร่งพุ่งรถออกไป "เรียกใช้ก็มาไล่ก็ไป นายนี่มันผู้ชายเฮงซวยจริงๆ!"
หลินฝานหัวเราะเบาๆ แล้วเดินไปยืนรออยู่ที่หน้าประตูโถงล็อบบี้ของโรงแรม
เมื่อท้องฟ้าเริ่มมืดมิด รถแท็กซี่หลายคันก็ทยอยขับมาจอดเทียบท่า หลินโหรวและเพื่อนร่วมชั้นอีกนับสิบคนพากันก้าวลงมาจากรถ
"พี่!"
เมื่อเห็นหลินฝาน หลินโหรวก็รีบวิ่งเข้ามาหาทันที เธออาศัยจังหวะที่เพื่อนๆ ยังเดินตามมาไม่ทันกระซิบถามเสียงเบา "ฉันลองค้นข้อมูลดูแล้วนะ คนเยอะขนาดนี้มากินข้าวที่โรงแรมจินหลวน ค่าใช้จ่ายอย่างต่ำก็ต้องสองหมื่นหยวนเลยนะ พี่ไหวแน่นะ"
หลินฝานส่งสายตาให้หลินโหรวสบายใจ "วางใจเถอะ คืนนี้พวกเธอจะกินกันเยอะแค่ไหนพี่ก็จ่ายไหว"
"โหรวโหรว นี่พี่ชายเธอเหรอ หล่อจังเลย!"
กลุ่มนักศึกษานับสิบคนเดินเข้ามาสมทบ เด็กผู้หญิงบางคนเห็นหน้าหลินฝานแล้วถึงกับตาลุกวาว
หลินโหรวปรับอารมณ์ให้เป็นปกติก่อนจะเอ่ยแนะนำตัวอย่างเป็นธรรมชาติ "นี่หลินฝานพี่ชายฉันเอง พี่คะ นี่อวี๋ซินเหม่ยกับเซี่ยเนี่ยนอิ๋งเพื่อนร่วมห้องของฉัน ส่วนที่เหลือก็เป็นเพื่อนร่วมชั้นของพวกเราทั้งหมดเลย"
อวี๋ซินเหม่ยเป็นหญิงสาวที่แต่งตัวนำแฟชั่นทันสมัย ส่วนเซี่ยเนี่ยนอิ๋งเป็นหญิงสาวผมสั้นประบ่าที่มีบุคลิกเงียบขรึมเรียบร้อย
หลินฝานพยักหน้าทักทายทุกคน "สวัสดีครับ ปกติโหรวโหรวคงรบกวนให้พวกคุณช่วยดูแลอยู่บ่อยๆ ในฐานะพี่ชายผมต้องขอขอบคุณด้วยนะครับ"
ท่าทีสุภาพอ่อนโยนและมีมารยาทของหลินฝานทำให้ผู้คนรู้สึกประทับใจได้อย่างง่ายดาย
ทว่าอวี๋ซินเหม่ยกลับเพียงแค่ปรายตามองแล้วก็เบือนหน้าหนี แววตาของเธอแฝงไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามอย่างเห็นได้ชัด
กลับเป็นเซี่ยเนี่ยนอิ๋งที่ส่งยิ้มตอบรับ "พวกเราคอยดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกันน่ะค่ะ คุณไม่ต้องเกรงใจหรอกนะคะ"
หลินฝานลอบสังเกตพฤติกรรมของอวี๋ซินเหม่ยจากหางตาพลางคิดสงสัยว่าปกติผู้หญิงคนนี้ชอบรังแกหลินโหรวหรือเปล่า เขาหันไปเชื้อเชิญทุกคน "งั้นพวกเราเข้าไปข้างในกันก่อนเถอะครับ ขืนยืนอยู่ตรงนี้เดี๋ยวจะขวางทางคนอื่นเข้าออกเปล่าๆ"
"หลัวปี้ยังมาไม่ถึงเลย จะเข้าไปทำไมกัน คุณรู้เหรอว่าจองห้องส่วนตัวห้องไหนไว้" อวี๋ซินเหม่ยพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด "แถมดูสภาพคุณแล้วก็คงไม่มีปัญญาจ่ายส่วนแบ่งหรอก สุดท้ายก็ต้องเดือดร้อนพี่ชายของหลัวปี้เป็นคนควักกระเป๋าจ่ายให้อยู่ดี ยืนรอเงียบๆ ไปเถอะ"
จู่ๆ ก็โดนพูดจาแขวะใส่เอาดื้อๆ หลินฝานอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วมุ่น
ดูตรงไหนว่าฉันไม่มีปัญญาจ่ายฮะ
จังหวะนั้นอวี๋ซินเหม่ยก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่าง เธอร้องอุทานด้วยความตื่นเต้นดีใจ "นั่นรถเบนซ์เอสคลาสของพี่ชายหลัวปี้นี่นา ฉันเคยนั่งรถหลัวปี้มาแล้ว พวกเขามากันแล้ว"